TOP

MORE INTERESTING TOPICS

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

By MercedesBenz

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

By MercedesBenz

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

ถ้าคุณกำลังมองหาไลฟ์สไตล์เซอร์วิสเหนือระดับ ที่ตอบรับความต้องการอันหลากหลาย พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และรองรับความต้องการได้อย่างตรงใจ เพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เวิลด์ รีวอร์ดโซลูชั่น ‘WORLD REWARD SOLUTIONS’ คือคำตอบ! บริการสุดพรีเมียมครบวงจรที่ให้คุณได้ครบ จบในที่เดียว   ด้วยนวัตกรรมใหม่ของวงการไลฟ์สไตล์เซอร์วิสในประเทศไทยรายแรก ที่ออกแบบโปรแกรมการบริการอย่างเข้าถึง และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วย “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เซอร์วิส” (Digital Lifestyle Service) สุดล้ำ นำเอาเทคโนโลยีอันทันสมัย มาช่วยวิเคราะห์และวางแผนข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ให้สามารถสื่อสารกับลูกค้า ไปพร้อมอำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็วฉับไว เสิร์ฟทุกความต้องการของการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ได้อย่างไม่มีสะดุด ทั้งยังมีบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเครือข่ายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมชั้นนำ, ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์, รถรับส่งสนามบินทั่วโลก และกิจกรรมที่มอบความสุขเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์อันแปลกแตกต่าง   คุณจักรพันธ์ รัตนเพชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด ผู้นำประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจการออกแบบโปรแกรมการบริการ ที่ตอบสนองความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ของลูกค้า (Lifestyle Management) และโปรแกรมการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร (Loyalty Program) ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศมากว่า 16 ปี ได้ก่อตั้งธุรกิจ Lifestyle Management ภายใต้ชื่อ World Reward Solutions ที่ให้บริการและจัดการเกี่ยวกับ Reward & Loyalty Program Solutions ให้กับองค์กรที่ต้องดูแลกลุ่มลูกค้าพรีเมียม อาทิ กลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ประกันภัย รวมถึง Silver Voyage Club โปรแกรมการให้บริการที่มอบประสบการณ์เหนือระดับ ในแบบ One Stop Premium Lifestyle Service เพื่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและราบรื่น ด้วยข้อเสนอบริการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย นอกจาก World Reward Solutions จะมีความโดดเด่นในด้านการเป็นผู้นำ ด้วยการใช้ระบบดิจิตอลโซลูชั่น และระบบ High Tech and High Touch อันทันสมัยมาเป็นส่วนสำคัญของบริการ จนทำให้บริษัทได้รับรางวัล Asia Innovative Awards 2019-2020 จาก Asia Innovatif+ Summit & Awards รางวัลระดับเอเชีย ที่มอบให้กับบริษัทซึ่งนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม ออกแบบการบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นฐานของบริษัทแล้ว ความสำเร็จนี้ยังขยายไปสู่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน อีกด้วย ในขณะที่ทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวสอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ให้เข้าถึงบริการทางออนไลน์มากขึ้น World Reward Solutions ต่อยอดจุดแข็ง นำความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงความต้องการของลูกค้า มาผนวกเพิ่มทางเลือกบริการระดับพรีเมียม ออกแบบให้โปรแกรม Silver Voyage Club มาพร้อมบริการใน 4 หมวด เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ ในทุกช่วงเวลา Limousine Premium การให้บริการด้านลีมูซีน ทั้งรับ-ส่งสนามบิน และบริการ Point-to-Point Silver Voyage Club Membership คลับเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับนักเดินทาง Experience บริการจัดหาประสบการณ์พิเศษต่างๆ จากทั่วโลก White Glove Service บริการใหม่ล่าสุด ที่ต่อยอดจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ดูแลเรื่องการจัดส่งอาหารจานโปรดจากห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ และจากร้านดัง ที่ร่วมเป็นพันธมิตร รวมถึงบริการส่วนบุคคลเป็นเสมือนบัตเลอร์ผู้รู้ใจ จัดหาสินค้าระดับลักซูรี และบริการด้าน Technology Solutions ในส่วนแอปพลิเคชันที่เป็นดั่งผู้ช่วย จัดกิจกรรมด้วยเทคโนโลยี เช่น การเวิร์กช็อปทำอาหารแบบ Live Streaming เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแบรนด์น้องใหม่ 'Next' ที่เปิดตัวรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางและราคาประหยัด ปัจจุบันแบ่งการให้บริการ เป็น 2 แบรนด์ย่อย คือ NEXT Ride บริการรับ-ส่งสนามบิน ด้วยรถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์มาตรฐาน ในระดับราคาสมเหตุสมผล เน้นความสะอาด และความปลอดภัยเป็นสำคัญ และ NEXT Deli บริการส่งข้าวกล่อง จากร้านอาหารชื่อดังที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เสิร์ฟความอิ่มอร่อยให้กับกลุ่มคนทำงาน ที่เน้นงบประมาณจำกัด สร้างสรรค์การจัดส่งด้วยรถตุ๊กตุ๊ก และรถซีดานมาตรฐาน เป็นแนวความคิดบนพื้นฐานของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ต่างได้รับผลกระทบ และยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Food For Fighters “ข้าวเพื่อหมอ” โครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งข้าวกล่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กัน   สอบถามรายละเอียดการให้บริการเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2016 9998 เว็บไซต์ www.worldrewardsolutions.com

By MercedesBenz

โรงเรียนนานาชาติ คิงส์คอลเลจกรุงเทพ รวมพลังปันบุญจากผู้ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ และเสียสละ เข้าร่วมโครงการ The "WeCare & WeShare Stop COVID-19" campaign, blood donation หรือ โครงการ “เราห่วงใย เราแบ่งปัน” ด้วยการบริจาคโลหิตเพื่อต่อชีวิตคนไทย ซึ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โลหิตสำรองของประเทศอยู่ในขั้นวิกฤติ  โดยได้รับการตอบรับความตั้งใจจาก สภากาชาด ในการดำเนินการตั้งจุดรับบริจาคโลหิต ณ อาคารไอทาวเวอร์ โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างไม่หยุดหย่อน ตลอด 5 ชั่วโมง แห่งการรับบริจาค เพื่อรองรับผู้มีความประสงค์ที่จะบริจาคโลหิตกว่า 200 ท่าน ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เชื่อว่าการช่วยเหลือผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากการแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีเพียงคนละเล็กน้อย ก็สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของคนจำนวนมากได้ โรงเรียนนานาชาติ คิงส์คอลเลจกรุงเทพ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการรวมพลังจากทุกคน เพราะพลังเล็กๆ จากคนหนึ่งคน เมื่อรวมกันก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม และเราเชื่อว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่จะพาพวกเราไปได้ไกลกว่า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเราต้องร่วมมือกันเพื่อฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ 

By MercedesBenz

หากต้องนำรถยนต์ที่เรารักเข้าศูนย์บริการ ต้องมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง เบนซ์พระราม 3 นับเป็นศูนย์ซ่อมที่มีความทันสมัย ได้มาตรฐานสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และได้การรับรองโดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) การันตีคุณภาพและความสามารถ ด้วยจำนวนผู้นำรถยนต์เข้ารับบริการมากที่สุดในประเทศไทย สามารถดําเนินการซ่อมได้ ทั้งงานซ่อมสีทั่วไป และงานซ่อมตัวถัง ยิ่งไปกว่านั้นสําหรับรถที่ประสบอุบัติเหตุ ก็พร้อมให้บริการด้วยทีมงานผู้มากประสบการณ์ ตู้พ่นสีมาตรฐาน ทันสมัย สีนกแก้ว 2K เต็มระบบ และอะไหล่แท้จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซ่อมสีรอบคันเสร็จภายใน 9 วัน พร้อมรับส่วนลดค่าใช้จ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2491 8899 Line@: @benzpraram3

By MercedesBenz

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์ ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบ ในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ” ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

หากใครที่รักการผจญภัย และการออกกำลังกายตัวยง จะเป็นอันรู้กันว่า เรือนเวลาที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬา หรือนักออกกำลังกาย ที่ทั้งให้ความสมาร์ทด้วยดีไซน์ และการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นที่ง่ายดาย ด้วยนวัตกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ SUUNTO (ซุนโต้) ผู้นำระดับแนวหน้าของโลกสำหรับนาฬิกาออกกำลังกาย นาฬิกาดำน้ำ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการผจญภัยอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการออกแบบด้วยสุนทรียภาพในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ “นอดิคดีไซน์" ก้าวสู่ปีที่ 84 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาพรีเมี่ยมสมาร์ทวอทช์เจเนอเรชั่นใหม่รุ่นล่าสุด SUUNTO 7 (ซุนโต้ 7) กับขุมพลังชิปประมวลผลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 สมาร์ทวอทช์ที่จริงจังกับการออกกำลังกาย ผสานประสบการณ์แห่งการผจญภัยของ จีพีเอส สปอร์ต วอทช์ ด้วยความเป็นผู้นำด้านกีฬาของซุนโต้ และ ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวของ Wear OS โดย Google และมีระบบรองรับด้วยพลังอันมหาศาลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 จึงเรียกได้ว่า SUUNTO 7 คือนาฬิกาที่ตอบโจทย์สำหรับการออกกำลังกาย และการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว กลายเป็นที่สุดของนาฬิกาสองไลฟ์สไตล์ คุณสมบัติเด่น : รองรับโหมดกีฬากว่า 70 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่นจักรยาน รวมไปถึง การเล่นสกี หรือ เซิร์ฟ โดยสามารถตรวจวัดค่าต่างๆ จากการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วน และแม่นยำ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากสปอร์ตวอทช์ของ SUUNTO มาทั้งหมด แผนที่ออฟไลน์ ที่ติดตั้งมากับนาฬิกา พร้อมกับ Heatmaps โดยแสดงค่าได้ถึง 15 กิจกรรม เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถรู้ตำแหน่งของตนเอง รวมไปถึงหาเส้นทางที่ดีสำหรับการออกกำลังกายนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีโทรศัพท์ หรือไม่สามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คใดๆ ก็ตาม Wear OS by Google ทำให้ทุกวันของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือน, อัพเดทตารางกิจกรรมของคุณ จาก Google Fit, Google Assistant, และอีกนับพันแอพลิเคชันที่อยู่บน Google Play ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และอัพเดทชีวิตให้มีสีสันอยู่ตลอดเวลา ดีไซน์เพื่อการผจญภัย นาฬิกาถูกออกแบบและทดสอบจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งสามารถกันน้ำ กันฝุ่น รวมไปถึงกันการกระแทก ที่ถูกทดสอบด้วยระบบจากระบบมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าการผจญภัยในชีวิตของคุณจะท้าทายแค่ไหน SUUNTO 7 จะสามารถไปกับคุณได้ทุกที่ Heikki Norta, กรรมการผู้จัดการ SUUNTO กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ว่า "ทุกวันนี้ไม่ว่ากีฬาจะเป็นสิ่งที่คุณทำเพราะความชื่นชอบ หรือทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารกลางวัน เราก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยังคงต้องมีเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ Suunto รับทราบถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคนี้ จึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายของตัวเอง ด้วยการออกแบบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ออกกำลังกาย และในทางกลับกันสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้เพื่อผ่านวันอันแสนวุ่นวายของเค้าไปได้อีกด้วย การรวมคุณสมบัติของการออกกำลังกาย, การออกผจญภัย และ เติมเต็มด้วยความฉลาดจาก Wear OS by Google จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลุ่มใหม่ที่กว้างขึ้น ได้เริ่มต้นการออกผจญภัยไปกับเรา" Heikki Norta ยังกล่าวเสริมถึงคุณสมบัติพิเศษของซุนโต้ "เราภูมิใจกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้กับ Suunto 7 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ด้วยสีสันที่สดใสคมชัดจากจอนาฬิกา Ultra-Bright OLED (AMOLED) ซึ่งเป็นจอแบบ Touch-Sensitive Display ให้ทุกการสัมผัสลื่นไหลไม่มีสะดุด และใช้ชีวิตเชื่อมต่อกับดนตรีได้จากนาฬิกาอย่างเพลินเพลิน และจากหลากหลายฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซุนโต้ยังคงรักษาความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา ด้วยการยังคงมีฟีเจอร์ที่รองรับการออกกำลังกายมากกว่า 70 ชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่น, การเล่นสกี หรือแม้กระทั่ง การเล่นโยคะ ทั้งนี้นาฬิกาถูกออกแบบให้มีแบตเตอรี่ ที่สามารถรองรับการใช้งานด้านสมาร์ทวอทช์ของคุณอย่างเต็มที่ได้ตลอดทั้งวัน และยังเพียงพอต่อการนำไปใช้ในการรองรับการออกกำลังกาย ที่สามารถวัดค่าต่างๆ ที่เราต้องการทราบ เช่น การวัดอัตราการเต้นหัวใจ, บารอมิเตอร์สำหรับการวัดความสูงชันของพื้นที่ และข้อมูลเชิงลึกของการออกกำลังกาย และเพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่มากขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับแอพลิเคชัน Suunto หรือ Strava เพื่อให้การออกกำลังของคุณมีความสนุกที่เพิ่มขึ้น และเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งด้านสปอร์ตและไลฟ์สไตล์ ซุนโต้จึงได้นำ Wear OS by Google ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เช่น Google Assistant เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัว, การทำธุรกรรมผ่าน Google Pay, โค้ชส่วนตัวสำหรับการออกกำลังกายด้วย Google Fit และอีกนับพันแอพพลิเคชั่นบน Google Play ที่จะคอยเติมเต็มให้ไลฟ์สไตล์ของคุณมีความตื่นเต้นตลอดเวลา"   Pankaj Kedia หัวหน้าของ Qualcomm Wearables กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจค ซุนโต้ 7 เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดทั้ง สปอร์ต, สไตล์ และความสมาร์ท จนได้ผลสรุปเป็นสมาร์ทวอทช์ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนธรรมดา ไปจนถึงนักกีฬาโดยเฉพาะ”   ซุนโต้ 7 คือสมาร์ทวอทช์รุ่นแรก ที่ทำงานด้วยชิบประมวลผล Snapdragon Wear 3100 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้สำหรับการออกกำลังกาย พร้อมระบบ GPS ได้ยาวนานสูงสุด 12 ชั่วโมง และสามารถใช้งานด้วยระบบสมาร์ทวอทช์ได้สูงสุด 48 ชั่วโมง ถูกออกแบบและทดสอบในสภาวะต่างๆ ที่ท้าทายต่อการทำงานของนาฬิกา ในสภาวะต่างๆ ที่ต้องเจอจากการออกผจญภัยจริง ทั้งด้านการกันกระแทก การกันน้ำ กันสิ่งสกปรกด้วยหน้าจอ Gorilla Glass ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายภายในยิม หรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้อย่างไม่มีสะดุด   คุณสมบัติตัวเรือน ราคา: 16,900 บาท น้ำหนักรวม: 70g กรัม ขอบนาฬิกา (Bezel): Stainless Steel ตัวเรือน (Watch Case): Reinforced Polyamid​ วัสดุสาย: 24มม. Strap (:ซิลิโคน) ระบบนำทาง: GPS, Glonass, Galileo​ แบตเตอรี่: 12 ชม. (โหมด GPS), 48 ชม. (โหมดปกติ) กันน้ำได้สูงสุด: 50 ม. ​ ชิปประมวลผล: Qualcomm Snapdragon Wear 3100 Platform ระบบปฏิบัติการ (นาฬิกา): Wear OS​ by Google ระบบปฏิบัติการ (โทรศัพท์): iOS and Android   หมายเหตุ * ความสามารถของแบตเตอรี่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การตั้งค่าการแสดงของระบบ, แอพพลิเคชัน และอีกหลายปัจจัย * Google, Android, Google Play, Wear OS by Google และบริษัทอื่นๆ คือเครื่องหมายการค้าของ Google LLC * Wear OS by Google สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ในระบบแอนดรอย์ 6.0+ (ยกเว้น Go edition) หรือ iOS 10.0+ โดยความสามารถในการซัพพอร์ตของฟีเจอร์ต่างๆ อาจขึ้นอยู่กับแพลทฟอร์มและภูมิประเทศ * Qualcomm, Snapdragon และ Snapdragon Wear เป็นตราสัญลักษณ์ทางการค้าของ Qualcomm Incorporated   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ www.suunto.com

By MercedesBenz

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

เนื่องในปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เรามีราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันอันมีความงดงามและสำคัญยิ่ง ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จึงนำสัญลักษณ์อันเป็นคติความเชื่อของไทยที่มีมาแต่โบราณว่าด้วย ตำนานแห่งนพรัตน์​ อัญมณีมงคล ๙ ประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงสำหรับเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศและเป็นเครื่องประดับสำหรับทรงในการพระราชสงครามสำหรับพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเป็นเครื่องแทน ความศรัทธาและภักดีจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แนวความคิด การออกแบบ สัญลักษณ์ “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” เปิดความหมาย “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” การสร้างสรรค์ผลงานครั้งสำคัญ ของ คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จิตรกรสายเลือดไทยมือรางวัลระดับโลก รับหน้าที่ออกแบบสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 อันวิจิตรงดงามสู่ความเป็นสากลที่เหล่าแฟนนางงามตั้งตารอทั่วประเทศ เราได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ถึงการออกแบบครั้งนี้ว่า มณีนพรัตน์ รัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เป็นอัญมณีมงคล 9 ประการ คู่อารยธรรมไทย ประกอบด้วยเพชร และพลอยสำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ อันมีอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย ถือว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะ ซึ่งมีเทพดูแล โดยมีคุณ สมบัติในทางอันสำคัญที่ได้ถูกประดับอยู่บน ดารานพรัตน์ • เพชรดี – คือเพชรขาวรัตนของดาวพระศุกร์ สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย • มณีแดง – คือทับทิมแดงของดาวพระอาทิตย์ สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน • เขียวใสแสงมรกต – คือมรกตเขียวรัตนของดาวพระพุธ สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง • เหลืองสวยสดบุษราคัม – คือแซพไฟร์เหลืองทองรัตนของดาวพระพฤหัสบดี สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก • แดงแก่ก่ำโกเมนเอก – คือโกเมนเลือดหมูรัตนของดาวพระราหู สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน • สีหมอกเมฆนิลกาฬ – คือไพลินน้ำเงินรัตนของดาวพระเสาร์ สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณาความร่ำรวย • มุกดาหารหมอกมัว – คือมูนสโตนรัตนของดาวพระจันทร์ สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู • แดงสลัวเพทาย – คือเพทายส้มรัตนของดาวพระอังคาร สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ • สังวาลย์สายไพฑูรย์ – คือพลอยตาแมวรัตนของดาวพระเกตุ สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ “ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์อันมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นองค์พระประมุขของประเทศ และด้วยความรักความศรัทธาใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามและทรงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในสุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก พระผู้พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงในด้านต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง จึงทรงได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ดังนั้น พระเกียรติคุณของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์งานของผมเสมอมา ด้วยความประทับใจผมจึงได้ศึกษาค้นคว้าการวาดฉลองพระองค์ สนใจในความงดงามของการวาดเครื่องประดับ ด้วยมิติลวดลายของเครื่องทรงแห่งพระเกียรติยศที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์แห่งพระราชินีของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความอ่อนหวานคลาสสิค เข้มแข็ง เฉียบคม สูงค่าและสง่างาม และด้วยความงดงามยิ่งแห่งพระปั้นเหน่ง รัดพระองค์ (หัวเข็มขัด) ของสมเด็จพระนางเจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยมิติความมีพลังของเส้นและรูปทรง ที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างของสัญลักษณ์ในครั้งนี้ อันน้อมมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและกำลังใจแด่คณะทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับอัญมณีพิสุทธิ์แห่งนพรัตน์นั้น เป็นรัตนชาติแห่งดวงดาวทั้ง 9 ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ ซึ่งอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะจักรวาล ที่เปล่งรัศมีให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเสริมสร้างบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง นำมาซึ่ง ความรัก ความกล้าหาญ เสริมส่งเกียรติยศและความสำเร็จ ฯลฯ ตามคติความเชื่อแห่งรัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอันสืบทอดมาแต่สมัยโบราณกาล ผมจึงได้นำสีของอัญมณีทั้ง 9 ชนิดมาเป็นหนึ่งในการออกแบบเฉดสีของ Key Visual ของงานในครั้งนี้ รวมถึงประสานความคิดจากรูปทรงของตัวอักษร M U T และ สัญลักษณ์ของดวงดาว (โลโก้หลักของ มิสยูนิเวิร์ส) เพื่อเป็นการแสดงจุดมุ่งหมายในการพิชิตมงกุฎนางงามจัๆกวาล มงกุฎที่ 3 ของคนไทยทั้งชาติ โดยสาวงามผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประเทศต้องถึงพร้อมด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเข้มแข็ง ดั่งคำว่า Empowering Beauty เปล่งประกายไปด้วยแสงจาก “มงกุฎแห่งดวงดาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของคนไทยทั้งประเทศ” ที่จะส่องสว่างพร้อมกันในเดือนมิถุนายนนี้”

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

ถ้าคุณกำลังมองหาไลฟ์สไตล์เซอร์วิสเหนือระดับ ที่ตอบรับความต้องการอันหลากหลาย พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และรองรับความต้องการได้อย่างตรงใจ เพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เวิลด์ รีวอร์ดโซลูชั่น ‘WORLD REWARD SOLUTIONS’ คือคำตอบ! บริการสุดพรีเมียมครบวงจรที่ให้คุณได้ครบ จบในที่เดียว   ด้วยนวัตกรรมใหม่ของวงการไลฟ์สไตล์เซอร์วิสในประเทศไทยรายแรก ที่ออกแบบโปรแกรมการบริการอย่างเข้าถึง และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วย “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เซอร์วิส” (Digital Lifestyle Service) สุดล้ำ นำเอาเทคโนโลยีอันทันสมัย มาช่วยวิเคราะห์และวางแผนข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ให้สามารถสื่อสารกับลูกค้า ไปพร้อมอำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็วฉับไว เสิร์ฟทุกความต้องการของการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ได้อย่างไม่มีสะดุด ทั้งยังมีบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเครือข่ายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมชั้นนำ, ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์, รถรับส่งสนามบินทั่วโลก และกิจกรรมที่มอบความสุขเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์อันแปลกแตกต่าง   คุณจักรพันธ์ รัตนเพชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด ผู้นำประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจการออกแบบโปรแกรมการบริการ ที่ตอบสนองความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ของลูกค้า (Lifestyle Management) และโปรแกรมการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร (Loyalty Program) ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศมากว่า 16 ปี ได้ก่อตั้งธุรกิจ Lifestyle Management ภายใต้ชื่อ World Reward Solutions ที่ให้บริการและจัดการเกี่ยวกับ Reward & Loyalty Program Solutions ให้กับองค์กรที่ต้องดูแลกลุ่มลูกค้าพรีเมียม อาทิ กลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ประกันภัย รวมถึง Silver Voyage Club โปรแกรมการให้บริการที่มอบประสบการณ์เหนือระดับ ในแบบ One Stop Premium Lifestyle Service เพื่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและราบรื่น ด้วยข้อเสนอบริการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย นอกจาก World Reward Solutions จะมีความโดดเด่นในด้านการเป็นผู้นำ ด้วยการใช้ระบบดิจิตอลโซลูชั่น และระบบ High Tech and High Touch อันทันสมัยมาเป็นส่วนสำคัญของบริการ จนทำให้บริษัทได้รับรางวัล Asia Innovative Awards 2019-2020 จาก Asia Innovatif+ Summit & Awards รางวัลระดับเอเชีย ที่มอบให้กับบริษัทซึ่งนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม ออกแบบการบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นฐานของบริษัทแล้ว ความสำเร็จนี้ยังขยายไปสู่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน อีกด้วย ในขณะที่ทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวสอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ให้เข้าถึงบริการทางออนไลน์มากขึ้น World Reward Solutions ต่อยอดจุดแข็ง นำความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงความต้องการของลูกค้า มาผนวกเพิ่มทางเลือกบริการระดับพรีเมียม ออกแบบให้โปรแกรม Silver Voyage Club มาพร้อมบริการใน 4 หมวด เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ ในทุกช่วงเวลา Limousine Premium การให้บริการด้านลีมูซีน ทั้งรับ-ส่งสนามบิน และบริการ Point-to-Point Silver Voyage Club Membership คลับเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับนักเดินทาง Experience บริการจัดหาประสบการณ์พิเศษต่างๆ จากทั่วโลก White Glove Service บริการใหม่ล่าสุด ที่ต่อยอดจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ดูแลเรื่องการจัดส่งอาหารจานโปรดจากห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ และจากร้านดัง ที่ร่วมเป็นพันธมิตร รวมถึงบริการส่วนบุคคลเป็นเสมือนบัตเลอร์ผู้รู้ใจ จัดหาสินค้าระดับลักซูรี และบริการด้าน Technology Solutions ในส่วนแอปพลิเคชันที่เป็นดั่งผู้ช่วย จัดกิจกรรมด้วยเทคโนโลยี เช่น การเวิร์กช็อปทำอาหารแบบ Live Streaming เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแบรนด์น้องใหม่ 'Next' ที่เปิดตัวรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางและราคาประหยัด ปัจจุบันแบ่งการให้บริการ เป็น 2 แบรนด์ย่อย คือ NEXT Ride บริการรับ-ส่งสนามบิน ด้วยรถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์มาตรฐาน ในระดับราคาสมเหตุสมผล เน้นความสะอาด และความปลอดภัยเป็นสำคัญ และ NEXT Deli บริการส่งข้าวกล่อง จากร้านอาหารชื่อดังที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เสิร์ฟความอิ่มอร่อยให้กับกลุ่มคนทำงาน ที่เน้นงบประมาณจำกัด สร้างสรรค์การจัดส่งด้วยรถตุ๊กตุ๊ก และรถซีดานมาตรฐาน เป็นแนวความคิดบนพื้นฐานของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ต่างได้รับผลกระทบ และยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Food For Fighters “ข้าวเพื่อหมอ” โครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งข้าวกล่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กัน   สอบถามรายละเอียดการให้บริการเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2016 9998 เว็บไซต์ www.worldrewardsolutions.com

By MercedesBenz

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หอยนางรม จังหวัดมิยากิ ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

By MercedesBenz

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

By MercedesBenz

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com

By MercedesBenz

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

By MercedesBenz

หากต้องนำรถยนต์ที่เรารักเข้าศูนย์บริการ ต้องมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง เบนซ์พระราม 3 นับเป็นศูนย์ซ่อมที่มีความทันสมัย ได้มาตรฐานสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และได้การรับรองโดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) การันตีคุณภาพและความสามารถ ด้วยจำนวนผู้นำรถยนต์เข้ารับบริการมากที่สุดในประเทศไทย สามารถดําเนินการซ่อมได้ ทั้งงานซ่อมสีทั่วไป และงานซ่อมตัวถัง ยิ่งไปกว่านั้นสําหรับรถที่ประสบอุบัติเหตุ ก็พร้อมให้บริการด้วยทีมงานผู้มากประสบการณ์ ตู้พ่นสีมาตรฐาน ทันสมัย สีนกแก้ว 2K เต็มระบบ และอะไหล่แท้จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซ่อมสีรอบคันเสร็จภายใน 9 วัน พร้อมรับส่วนลดค่าใช้จ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2491 8899 Line@: @benzpraram3

By MercedesBenz

โรงเรียนนานาชาติ คิงส์คอลเลจกรุงเทพ รวมพลังปันบุญจากผู้ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ และเสียสละ เข้าร่วมโครงการ The "WeCare & WeShare Stop COVID-19" campaign, blood donation หรือ โครงการ “เราห่วงใย เราแบ่งปัน” ด้วยการบริจาคโลหิตเพื่อต่อชีวิตคนไทย ซึ่งในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โลหิตสำรองของประเทศอยู่ในขั้นวิกฤติ  โดยได้รับการตอบรับความตั้งใจจาก สภากาชาด ในการดำเนินการตั้งจุดรับบริจาคโลหิต ณ อาคารไอทาวเวอร์ โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างไม่หยุดหย่อน ตลอด 5 ชั่วโมง แห่งการรับบริจาค เพื่อรองรับผู้มีความประสงค์ที่จะบริจาคโลหิตกว่า 200 ท่าน ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เชื่อว่าการช่วยเหลือผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากการแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีเพียงคนละเล็กน้อย ก็สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของคนจำนวนมากได้ โรงเรียนนานาชาติ คิงส์คอลเลจกรุงเทพ ขอเป็นส่วนหนึ่งของการรวมพลังจากทุกคน เพราะพลังเล็กๆ จากคนหนึ่งคน เมื่อรวมกันก็จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม และเราเชื่อว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่จะพาพวกเราไปได้ไกลกว่า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเราต้องร่วมมือกันเพื่อฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ 

By MercedesBenz

เมื่อ “หน้ากากอนามัย” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวตลอด เพื่อป้องกันการแผร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19 แต่การเข้าถึงหน้ากากอนามัยในราคามาตราฐาน ไม่ใช่เรื่องง่าย AB. Angelys Balek (เอบี แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์ชุดว่ายน้ำสัญชาติไทย ที่ไปโด่งดังไกลถึงอเมริกาและยุโรป จัดแคมเปญ “Send Love” ส่งต่อความรักและความห่วงใย เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน โดยทางแบรนด์จะบริจาค 10% ในทุกๆ ยอดการซื้อสินค้าจากลูกค้าทั้งในประเทศไทย และลูกค้าจากทั่วโลก มอบให้กับโครงการธนาคารหน้ากาก (Mask Bank) เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน้ากาก และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ร่วมกันต้านวิกฤติไวรัส COVID-19 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalekth   

By MercedesBenz

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

By MercedesBenz

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

By MercedesBenz

เมื่อ “หน้ากากอนามัย” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพกติดตัวตลอด เพื่อป้องกันการแผร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19 แต่การเข้าถึงหน้ากากอนามัยในราคามาตราฐาน ไม่ใช่เรื่องง่าย AB. Angelys Balek (เอบี แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์ชุดว่ายน้ำสัญชาติไทย ที่ไปโด่งดังไกลถึงอเมริกาและยุโรป จัดแคมเปญ “Send Love” ส่งต่อความรักและความห่วงใย เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน โดยทางแบรนด์จะบริจาค 10% ในทุกๆ ยอดการซื้อสินค้าจากลูกค้าทั้งในประเทศไทย และลูกค้าจากทั่วโลก มอบให้กับโครงการธนาคารหน้ากาก (Mask Bank) เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน้ากาก และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ร่วมกันต้านวิกฤติไวรัส COVID-19 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalekth   

By MercedesBenz

ถ้าคุณกำลังมองหาไลฟ์สไตล์เซอร์วิสเหนือระดับ ที่ตอบรับความต้องการอันหลากหลาย พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และรองรับความต้องการได้อย่างตรงใจ เพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เวิลด์ รีวอร์ดโซลูชั่น ‘WORLD REWARD SOLUTIONS’ คือคำตอบ! บริการสุดพรีเมียมครบวงจรที่ให้คุณได้ครบ จบในที่เดียว   ด้วยนวัตกรรมใหม่ของวงการไลฟ์สไตล์เซอร์วิสในประเทศไทยรายแรก ที่ออกแบบโปรแกรมการบริการอย่างเข้าถึง และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วย “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เซอร์วิส” (Digital Lifestyle Service) สุดล้ำ นำเอาเทคโนโลยีอันทันสมัย มาช่วยวิเคราะห์และวางแผนข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ให้สามารถสื่อสารกับลูกค้า ไปพร้อมอำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็วฉับไว เสิร์ฟทุกความต้องการของการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ได้อย่างไม่มีสะดุด ทั้งยังมีบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเครือข่ายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมชั้นนำ, ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์, รถรับส่งสนามบินทั่วโลก และกิจกรรมที่มอบความสุขเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์อันแปลกแตกต่าง   คุณจักรพันธ์ รัตนเพชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด ผู้นำประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจการออกแบบโปรแกรมการบริการ ที่ตอบสนองความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ของลูกค้า (Lifestyle Management) และโปรแกรมการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร (Loyalty Program) ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศมากว่า 16 ปี ได้ก่อตั้งธุรกิจ Lifestyle Management ภายใต้ชื่อ World Reward Solutions ที่ให้บริการและจัดการเกี่ยวกับ Reward & Loyalty Program Solutions ให้กับองค์กรที่ต้องดูแลกลุ่มลูกค้าพรีเมียม อาทิ กลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ ประกันภัย รวมถึง Silver Voyage Club โปรแกรมการให้บริการที่มอบประสบการณ์เหนือระดับ ในแบบ One Stop Premium Lifestyle Service เพื่อการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและราบรื่น ด้วยข้อเสนอบริการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย นอกจาก World Reward Solutions จะมีความโดดเด่นในด้านการเป็นผู้นำ ด้วยการใช้ระบบดิจิตอลโซลูชั่น และระบบ High Tech and High Touch อันทันสมัยมาเป็นส่วนสำคัญของบริการ จนทำให้บริษัทได้รับรางวัล Asia Innovative Awards 2019-2020 จาก Asia Innovatif+ Summit & Awards รางวัลระดับเอเชีย ที่มอบให้กับบริษัทซึ่งนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม ออกแบบการบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นฐานของบริษัทแล้ว ความสำเร็จนี้ยังขยายไปสู่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน อีกด้วย ในขณะที่ทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวสอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ New Normal ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ ให้เข้าถึงบริการทางออนไลน์มากขึ้น World Reward Solutions ต่อยอดจุดแข็ง นำความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงความต้องการของลูกค้า มาผนวกเพิ่มทางเลือกบริการระดับพรีเมียม ออกแบบให้โปรแกรม Silver Voyage Club มาพร้อมบริการใน 4 หมวด เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ ในทุกช่วงเวลา Limousine Premium การให้บริการด้านลีมูซีน ทั้งรับ-ส่งสนามบิน และบริการ Point-to-Point Silver Voyage Club Membership คลับเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับนักเดินทาง Experience บริการจัดหาประสบการณ์พิเศษต่างๆ จากทั่วโลก White Glove Service บริการใหม่ล่าสุด ที่ต่อยอดจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ดูแลเรื่องการจัดส่งอาหารจานโปรดจากห้องอาหารของโรงแรมต่างๆ และจากร้านดัง ที่ร่วมเป็นพันธมิตร รวมถึงบริการส่วนบุคคลเป็นเสมือนบัตเลอร์ผู้รู้ใจ จัดหาสินค้าระดับลักซูรี และบริการด้าน Technology Solutions ในส่วนแอปพลิเคชันที่เป็นดั่งผู้ช่วย จัดกิจกรรมด้วยเทคโนโลยี เช่น การเวิร์กช็อปทำอาหารแบบ Live Streaming เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแบรนด์น้องใหม่ 'Next' ที่เปิดตัวรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางและราคาประหยัด ปัจจุบันแบ่งการให้บริการ เป็น 2 แบรนด์ย่อย คือ NEXT Ride บริการรับ-ส่งสนามบิน ด้วยรถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์มาตรฐาน ในระดับราคาสมเหตุสมผล เน้นความสะอาด และความปลอดภัยเป็นสำคัญ และ NEXT Deli บริการส่งข้าวกล่อง จากร้านอาหารชื่อดังที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เสิร์ฟความอิ่มอร่อยให้กับกลุ่มคนทำงาน ที่เน้นงบประมาณจำกัด สร้างสรรค์การจัดส่งด้วยรถตุ๊กตุ๊ก และรถซีดานมาตรฐาน เป็นแนวความคิดบนพื้นฐานของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ต่างได้รับผลกระทบ และยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Food For Fighters “ข้าวเพื่อหมอ” โครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งข้าวกล่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมๆ กัน   สอบถามรายละเอียดการให้บริการเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2016 9998 เว็บไซต์ www.worldrewardsolutions.com

By MercedesBenz

หากใครที่รักการผจญภัย และการออกกำลังกายตัวยง จะเป็นอันรู้กันว่า เรือนเวลาที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬา หรือนักออกกำลังกาย ที่ทั้งให้ความสมาร์ทด้วยดีไซน์ และการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นที่ง่ายดาย ด้วยนวัตกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ SUUNTO (ซุนโต้) ผู้นำระดับแนวหน้าของโลกสำหรับนาฬิกาออกกำลังกาย นาฬิกาดำน้ำ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการผจญภัยอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการออกแบบด้วยสุนทรียภาพในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ “นอดิคดีไซน์" ก้าวสู่ปีที่ 84 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาพรีเมี่ยมสมาร์ทวอทช์เจเนอเรชั่นใหม่รุ่นล่าสุด SUUNTO 7 (ซุนโต้ 7) กับขุมพลังชิปประมวลผลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 สมาร์ทวอทช์ที่จริงจังกับการออกกำลังกาย ผสานประสบการณ์แห่งการผจญภัยของ จีพีเอส สปอร์ต วอทช์ ด้วยความเป็นผู้นำด้านกีฬาของซุนโต้ และ ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวของ Wear OS โดย Google และมีระบบรองรับด้วยพลังอันมหาศาลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 จึงเรียกได้ว่า SUUNTO 7 คือนาฬิกาที่ตอบโจทย์สำหรับการออกกำลังกาย และการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว กลายเป็นที่สุดของนาฬิกาสองไลฟ์สไตล์ คุณสมบัติเด่น : รองรับโหมดกีฬากว่า 70 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่นจักรยาน รวมไปถึง การเล่นสกี หรือ เซิร์ฟ โดยสามารถตรวจวัดค่าต่างๆ จากการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วน และแม่นยำ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากสปอร์ตวอทช์ของ SUUNTO มาทั้งหมด แผนที่ออฟไลน์ ที่ติดตั้งมากับนาฬิกา พร้อมกับ Heatmaps โดยแสดงค่าได้ถึง 15 กิจกรรม เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถรู้ตำแหน่งของตนเอง รวมไปถึงหาเส้นทางที่ดีสำหรับการออกกำลังกายนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีโทรศัพท์ หรือไม่สามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คใดๆ ก็ตาม Wear OS by Google ทำให้ทุกวันของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือน, อัพเดทตารางกิจกรรมของคุณ จาก Google Fit, Google Assistant, และอีกนับพันแอพลิเคชันที่อยู่บน Google Play ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และอัพเดทชีวิตให้มีสีสันอยู่ตลอดเวลา ดีไซน์เพื่อการผจญภัย นาฬิกาถูกออกแบบและทดสอบจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งสามารถกันน้ำ กันฝุ่น รวมไปถึงกันการกระแทก ที่ถูกทดสอบด้วยระบบจากระบบมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าการผจญภัยในชีวิตของคุณจะท้าทายแค่ไหน SUUNTO 7 จะสามารถไปกับคุณได้ทุกที่ Heikki Norta, กรรมการผู้จัดการ SUUNTO กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ว่า "ทุกวันนี้ไม่ว่ากีฬาจะเป็นสิ่งที่คุณทำเพราะความชื่นชอบ หรือทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารกลางวัน เราก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยังคงต้องมีเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ Suunto รับทราบถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคนี้ จึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายของตัวเอง ด้วยการออกแบบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ออกกำลังกาย และในทางกลับกันสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้เพื่อผ่านวันอันแสนวุ่นวายของเค้าไปได้อีกด้วย การรวมคุณสมบัติของการออกกำลังกาย, การออกผจญภัย และ เติมเต็มด้วยความฉลาดจาก Wear OS by Google จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลุ่มใหม่ที่กว้างขึ้น ได้เริ่มต้นการออกผจญภัยไปกับเรา" Heikki Norta ยังกล่าวเสริมถึงคุณสมบัติพิเศษของซุนโต้ "เราภูมิใจกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้กับ Suunto 7 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ด้วยสีสันที่สดใสคมชัดจากจอนาฬิกา Ultra-Bright OLED (AMOLED) ซึ่งเป็นจอแบบ Touch-Sensitive Display ให้ทุกการสัมผัสลื่นไหลไม่มีสะดุด และใช้ชีวิตเชื่อมต่อกับดนตรีได้จากนาฬิกาอย่างเพลินเพลิน และจากหลากหลายฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซุนโต้ยังคงรักษาความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา ด้วยการยังคงมีฟีเจอร์ที่รองรับการออกกำลังกายมากกว่า 70 ชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่น, การเล่นสกี หรือแม้กระทั่ง การเล่นโยคะ ทั้งนี้นาฬิกาถูกออกแบบให้มีแบตเตอรี่ ที่สามารถรองรับการใช้งานด้านสมาร์ทวอทช์ของคุณอย่างเต็มที่ได้ตลอดทั้งวัน และยังเพียงพอต่อการนำไปใช้ในการรองรับการออกกำลังกาย ที่สามารถวัดค่าต่างๆ ที่เราต้องการทราบ เช่น การวัดอัตราการเต้นหัวใจ, บารอมิเตอร์สำหรับการวัดความสูงชันของพื้นที่ และข้อมูลเชิงลึกของการออกกำลังกาย และเพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่มากขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับแอพลิเคชัน Suunto หรือ Strava เพื่อให้การออกกำลังของคุณมีความสนุกที่เพิ่มขึ้น และเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งด้านสปอร์ตและไลฟ์สไตล์ ซุนโต้จึงได้นำ Wear OS by Google ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เช่น Google Assistant เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัว, การทำธุรกรรมผ่าน Google Pay, โค้ชส่วนตัวสำหรับการออกกำลังกายด้วย Google Fit และอีกนับพันแอพพลิเคชั่นบน Google Play ที่จะคอยเติมเต็มให้ไลฟ์สไตล์ของคุณมีความตื่นเต้นตลอดเวลา"   Pankaj Kedia หัวหน้าของ Qualcomm Wearables กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจค ซุนโต้ 7 เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดทั้ง สปอร์ต, สไตล์ และความสมาร์ท จนได้ผลสรุปเป็นสมาร์ทวอทช์ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนธรรมดา ไปจนถึงนักกีฬาโดยเฉพาะ”   ซุนโต้ 7 คือสมาร์ทวอทช์รุ่นแรก ที่ทำงานด้วยชิบประมวลผล Snapdragon Wear 3100 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้สำหรับการออกกำลังกาย พร้อมระบบ GPS ได้ยาวนานสูงสุด 12 ชั่วโมง และสามารถใช้งานด้วยระบบสมาร์ทวอทช์ได้สูงสุด 48 ชั่วโมง ถูกออกแบบและทดสอบในสภาวะต่างๆ ที่ท้าทายต่อการทำงานของนาฬิกา ในสภาวะต่างๆ ที่ต้องเจอจากการออกผจญภัยจริง ทั้งด้านการกันกระแทก การกันน้ำ กันสิ่งสกปรกด้วยหน้าจอ Gorilla Glass ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายภายในยิม หรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้อย่างไม่มีสะดุด   คุณสมบัติตัวเรือน ราคา: 16,900 บาท น้ำหนักรวม: 70g กรัม ขอบนาฬิกา (Bezel): Stainless Steel ตัวเรือน (Watch Case): Reinforced Polyamid​ วัสดุสาย: 24มม. Strap (:ซิลิโคน) ระบบนำทาง: GPS, Glonass, Galileo​ แบตเตอรี่: 12 ชม. (โหมด GPS), 48 ชม. (โหมดปกติ) กันน้ำได้สูงสุด: 50 ม. ​ ชิปประมวลผล: Qualcomm Snapdragon Wear 3100 Platform ระบบปฏิบัติการ (นาฬิกา): Wear OS​ by Google ระบบปฏิบัติการ (โทรศัพท์): iOS and Android   หมายเหตุ * ความสามารถของแบตเตอรี่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การตั้งค่าการแสดงของระบบ, แอพพลิเคชัน และอีกหลายปัจจัย * Google, Android, Google Play, Wear OS by Google และบริษัทอื่นๆ คือเครื่องหมายการค้าของ Google LLC * Wear OS by Google สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ในระบบแอนดรอย์ 6.0+ (ยกเว้น Go edition) หรือ iOS 10.0+ โดยความสามารถในการซัพพอร์ตของฟีเจอร์ต่างๆ อาจขึ้นอยู่กับแพลทฟอร์มและภูมิประเทศ * Qualcomm, Snapdragon และ Snapdragon Wear เป็นตราสัญลักษณ์ทางการค้าของ Qualcomm Incorporated   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ www.suunto.com

By MercedesBenz

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

By MercedesBenz

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

Become A Journalista