TOP

MORE INTERESTING TOPICS

CASE ทีมที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษและมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ กำลังพาเมอร์เซเดส-เบนซ์ไปสู่การขับขี่แห่งอนาคต หัวหน้าทีม Wilko Stark ได้เปิดประตูให้เราเข้าชม

By MercedesBenz

A-Class รุ่นใหม่นี้มีความสปอร์ตมากกว่ารุ่นที่ผ่านๆ มา รวมถึงมีพื้นที่โดยสารกว้างขวางกว่าด้วย ลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

By MercedesBenz

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดีไซน์เนอร์ฝีมือดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ปลดปล่อยจินตนาการของพวกเขาออกมา ประธานฝ่ายออกแบบ Gorden Wagener จึงท้า

By MercedesBenz

ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูเมืองไทย ส่งรถยนต์ 4 รุ่นล่าสุด ทั้งในกลุ่มดรีมคาร์ อย่าง The new CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงาม The E 200 Coupé AMG Dynamic สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร GLC 250 4MATIC Coupé ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงยนตรกรรมหรูอัจฉริยะ The S 350 d Exclusive และ The S 350

By MercedesBenz

สิ่งที่เกิดขึ้นใน Mercedes-Benz Fashion Week ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลินเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น คืองานออกแบบใหม่ๆ ในรูปแบบดิจิทัลอันน่าตื่นตาตื่นใจ และชวนให้ตื่นเต้นได้มากกว่าที่ผ่านๆ มา ส่วนงานครั้งหน้าจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาที่การเปิดรับสิ่งใหม่และสิ่งที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ คอนเซปต์ใหม่ของ Mercedes-Benz Fashion Week (MBFW) จึงเกี่ยวโยงกับอารมณ์ที่เกิดจากการนำเสนอรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้ผู้ชมได้เข้าถึงและมีส่วนร่วมมากขึ้น และเช่นเดียวกันกับวงการยานยนต์ วงการแฟชั่นก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง งานดิจิทัล ความยั่งยืน และการออกแบบเฉพาะแต่ละบุคคล กำลังเป็นเทรนด์ที่ดีไซน์เนอร์ในยุคนี้กำลังร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น

By MercedesBenz

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์เชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในกิจกรรม ‘Fearless Driving with the Master’ การทดสอบสมรรถนะรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตระกูลเอสยูวีครบทั้งพอร์ทโฟลิโอ ร่วมกับ ‘ไมค์ ฮอร์น’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และนักสำรวจ-นักผจญภัยมืออาชีพชื่อดังระดับโลก พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางบนเส้นทางอันน่าตื่นเต้นเร้าใจบนเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูเมืองไทย ส่งรถยนต์ 4 รุ่นล่าสุด ทั้งในกลุ่มดรีมคาร์ อย่าง The new CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงาม The E 200 Coupé AMG Dynamic สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร GLC 250 4MATIC Coupé ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงยนตรกรรมหรูอัจฉริยะ The S 350 d Exclusive และ The S 350

By MercedesBenz

ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม

By MercedesBenz

A-Class รุ่นใหม่นี้มีความสปอร์ตมากกว่ารุ่นที่ผ่านๆ มา รวมถึงมีพื้นที่โดยสารกว้างขวางกว่าด้วย ลองไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

By MercedesBenz

CASE ทีมที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษและมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ กำลังพาเมอร์เซเดส-เบนซ์ไปสู่การขับขี่แห่งอนาคต หัวหน้าทีม Wilko Stark ได้เปิดประตูให้เราเข้าชม

By MercedesBenz

ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม

By MercedesBenz

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดีไซน์เนอร์ฝีมือดีที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ปลดปล่อยจินตนาการของพวกเขาออกมา ประธานฝ่ายออกแบบ Gorden Wagener จึงท้า

By MercedesBenz

Felix Jaehn คือนักดนตรีเจนเนอเรชั่นใหม่ เป็นรุ่นที่ใช้โซเชียลมีเดียในการเชื่อมโยงกับแรปเปอร์และนักแต่งเพลง รวมถึงบันทึกการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจของเขา และครั้งนี้เขาเลือกที่จะขับ E-Class 400 4Matic Coupe มุ่นหน้าไปยัง Austin

By MercedesBenz

“ไปสโลวีเนียเถอะ เธอต้องชอบแน่ๆ” หลังจากได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนนักเดินทางหลายต่อหลายคน พอมีโอกาสได้มายุโรป เราจึงใส่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ไว้ในรายการ ‘สถานที่ที่ต้องไป’ อย่างไม่ลังเล ที่จริงพอมานึกดูแล้ว แต่ละคนที่แนะนำให้เรามาสโลวีเนียแทบไม่ได้บอกเลยว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเราน่าจะชอบคืออะไรบ้าง แต่คำพูดเหล่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราตัดสินใจซื้อตั๋วรถบัสรอบดึกจากออสเตรีย ตามกำหนดการแล้ว รถจะถึงเมืองลูบลิยานา (Ljubljana) เมืองหลวงชื่ออ่านยากของสโลวีเนีย ซึ่งเราพูดชื่อออกมาแต่ละครั้งไม่เหมือนกันสักรอบ ตอนประมาณตีสี่ครึ่ง สโลวีเนียเป็นประเทศเล็กๆ นั่งรถไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถเดินทางจากเหนือจรดใต้ได้แล้ว ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็เป็นประเทศที่เล็กแต่ ‘ครบเครื่อง’ เพราะมีทั้งเทือกเขาแอลป์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ หุบเขาและแม่น้ำทางตะวันออก รวมไปถึงชายฝั่งทะเลทางใต้ ความรู้สึกดีเกดิขึ้นนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มองหน้ากับลูบลิยานา ลูบลิยานายามเช้าดูเงียบสงบ สมกับเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เล็กที่สุดในยุโรป แต่ขอเติมให้อีกนิดว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่น่ารักที่สุดด้วย เมืองนี้ต่างจากเมืองหลวงอื่นๆ ตรงที่ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากนัก แต่นี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่ สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีเป็นพิเศษก็คือการที่เมืองมีขนาดเล็กจนแทบไม่ต้องพึ่งรถในการเดินทางไปยังจุดต่างๆ สำหรับคนที่หลงทิศบ่อยๆ อย่างเรา มีไม่กี่เมืองหรอกที่เราสามารถเดินเล่นสบายๆ ชมเมืองไปเรื่อยๆ ตักตวงความสุขได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหลงทางแล้วไปต่อไม่เป็น เดินออกจากใจกลางเมืองมาไม่กี่นาที ตึกสีพาสเทลน่ารักในย่านเมืองเก่าค่อยๆ หลีกทางให้แก่บ้านและตึกแถวที่ปกคลุมด้วยสีสันจัดจ้านของศิลปะบนฝาผนังในย่าน Metelkova ซึ่งเป็นค่ายทหารเก่าที่เปลี่ยนมาเป็นหมู่บ้านศิลปิน เราเดินผ่านบ้านที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกเต็มทั้งกำแพง ผนังทาด้วยสีต่างๆ จนไม่เหลือที่ว่าง มองขึ้นไปเจอกับรูปปั้นชายที่มีหางเป็นกิ้งก่ากำลังนั่งชมวิวอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนหลังคาบ้านอีกหลัง ใกล้ๆ กับสายไฟที่มีรองเท้าผ้าใบนับสิบคู่แขวนห้อยอยู่ อีกทั้งยังมีประติมากรรมที่ไม่แน่ใจว่าคือรูปอะไรวางกระจัดกระจายแบบตามใจเจ้าของอยู่ตามมุมต่างๆ เราชอบที่ Metelkova นิยามตัวเองว่าเป็น ‘autonomous culture zone’ หรือเขตปกครองตนเองทางวัฒนธรรม เพราะสิ่งที่เขาให้ความสำคัญก็คือความเป็นตัวของตัวเอง ..นี่คือพื้นที่สำหรับทุกคน ตกเย็นเราเดินลัดเลาะไปตามซอกซอยของย่านเมืองเก่าอีกครั้ง บรรยากาศเริ่มคึกคักต่างจากยามเช้าที่ดูเงียบๆ เราเดินผ่านทางเดินปูหินและตึกแถวสีหวานๆ ตรงไปยังเนินเขาเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทลูบลิยานา มองลงมาเห็นเมืองทั้งเมือง ตัดกับแนวภูเขาหิมะด้านหลัง ทุกอย่างเป็นสีอุ่นๆ เหมือนมองผ่านฟิลเตอร์แต่งภาพ มองไปทางไหนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ หรือบางทีอาจเป็นฟิลเตอร์กรองความสุขในใจเราเองที่กำลังทำงานอยู่ ช่วงเดือนธันวาคม เมืองต่างๆ ในยุโรปจะมี Christmas Market ซึ่งคล้ายกับตลาดนัด แต่จะจัดเฉพาะช่วงใกล้ๆ วันคริสต์มาสเท่านั้น ของที่ขายจะเป็นพวกของประดับบ้าน ขนม และไวน์ร้อน ซึ่งเป็นไวน์ต้มกับเครื่องเทศชนิดต่างๆ ตามสูตรของแต่ละร้าน มักจะใส่มาในแก้วเซรามิกลายน่ารักๆ ให้อารมณ์เหมือนจะจิบชายังไงยังงั้นเลย และตอนที่นำแก้วไปคืนก็จะได้รับเงินส่วนหนึ่งคืนมา แม้จะไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่เรากลับชอบตลาดนัดคริสต์มาสเอามากๆ ในฤดูที่กลางวันสั้นและหิมะตก สถานที่หลายแห่งปิดทำการ ทุกอย่างชวนให้นอนเหงาอยู่ในบ้าน การออกมาเดินตลาดคือโอกาสให้เพื่อนบ้านได้พบปะสังสรรค์กันในบรรยากาศสบายๆ พร้อมกลิ่นไวน์หอมๆ ส่วนบทสนทนาก็ถือเป็นฮีทเตอร์สร้างความอบอุ่นชั้นดี เรามีเวลาอยู่ที่สโลวีเนียเพียงไม่กี่วัน จึงเลือกที่จะพักที่ลูบลิยานาตลอด และนั่งรถไปเที่ยวเมืองอื่นๆ แบบเช้าไปเย็นกลับ เมืองแรกที่เราเลือกคือเบลด (Bled) ซึ่งนั่งรถบัสแค่ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้ว วันนี้เราชักชวนเพื่อนชาวตุรกีที่พักโฮสเทลเดียวกันมาได้อีกคน ก็เลยไม่ต้องเดินคนเดียว จากป้ายรถบัสเดินมาประมาณห้านาทีก็มาถึงใจกลางเมืองที่ดูเหมือนหมู่บ้านมากกว่า ข้างๆ กันเป็นทะเลสาบซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่ ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต่างออกมานั่งรับแดดริมน้ำกัน มีเรือให้เช่าเพื่อพายไปยังเกาะกลางทะเลสาบซึ่งมีโบสถ์เก่าตั้งอยู่ เราบอกเพื่อนว่าอยากไปชมวิวมุมสูงของทะเลสาบ เพราะอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตเมื่อคืนนี้ว่ามีเนินเขาแห่งหนึ่งที่จะมองเห็นทะเลสาบทั้งหมด เนินนี้อยู่อีกด้านหนึ่งของทะเลสาบ เท่าที่อ่านมาดูเหมือนทางขึ้นจะเดินสบายๆ ในระหว่างที่เดินเราก็เช็คตำแหน่งในแผนที่เป็นระยะๆ จนมาถึงจุดที่เป็นทางขึ้นเนิน เป็นป่าแห้งๆ บนพื้นปกคลุมไปด้วยใบไม้ เราเดินขึ้นไปสักพักก็เริ่มสังเกตว่าทางเดินมันดูไม่ชัดเจนเหมือนเดิม และยังชันขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนที่อ่านมา จนสงสัยว่าขึ้นมาถูกทางหรือเปล่านะ แต่เรากับเพื่อนตกลงกันว่าไหนๆ ก็ขึ้นมาแล้ว ก็ลองเดินไปเรื่อยๆ แล้วกัน ในที่สุดเส้นทางมั่วๆ ของพวกเราก็พาเรามาจนถึงระเบียงแคบๆ ที่มีคนสร้างไว้ มีเพียงรั้วกั้น ป้าย และม้านั่งตัวหนึ่งเท่านั้น มองออกไปจากระเบียง แทบลืมหายใจ ทะเลสาบเบลดแผ่ตัวกว้างเต็มตา มองไกลๆ เหมือนลานสีฟ้าสดท่ามกลางต้นสนที่รายล้อมหมู่บ้าน หอคอยโบสถ์ตั้งเด่นสะท้อนน้ำอยู่กลางลานสีฟ้านั้น ด้านหลังไกลๆ เป็นแนวเทือกเขา ภาพทั้งหมดสวยจนลืมความเหนื่อย คุ้มค่าทุกก้าวที่เดินขึ้นมา “ขอบคุณที่พามาที่นี่นะ” เสียงของเพื่อนดังขึ้นมาจากข้างๆ ตัว “เราต่างหากที่ต้องขอบคุณที่มาเป็นเพื่อน ขอโทษนะที่พาหลง”             และหลังจากเดินวนถ่ายรูปในลานแคบๆ จนครบทุกมุมแล้ว เราก็ค้นพบว่า ที่จริงแล้วมันมีทางเดินขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่ถางไว้อย่างดีและเดินสบายมาก ไม่ทันเหนื่อยก็กลับมายืนบนถนน สบตากับทะเลสาบสีฟ้าเหมือนเดิมแล้ว เราเดินวนอีกด้านให้ครบรอบทะเลสาบ เพื่อที่จะกลับไปยังตัวเมืองรอขึ้นรถบัส ทางฝั่งนี้ก็สวยไม่แพ้ฝั่งเดิม แสงแดดตอนบ่ายแก่ๆ ค่อยๆ เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นสีชมพูอมส้มอุ่นๆ ดูแปลกตาไปจากสีฟ้าสดเมื่อตอนที่เรามาถึง ช่วงเย็นคือช่วงเวลาที่เราชอบที่สุด เพราะจะได้เห็นท้องฟ้าและบรรยากาศรอบตัวค่อยๆ เปลี่ยนสีอย่างช้าๆ เป็นการแสดงรอบพิเศษของธรรมชาติที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ตอนที่เรากลับมาถึงลูบลิยานา ท้องฟ้าสีส้มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้ว เพื่อนชวนไปร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟ และบอกว่าอยากลองอาหารไทยมานานแล้วแต่ไม่รู้ว่าเมนูไหนอร่อย เราฟังแล้วก็งงปนดีใจที่มีร้านอาหารไทยมาเปิดในเมืองเล็กๆ แบบนี้ด้วย แต่ตัวร้านนั้นไม่เล็กเลย รถตุ๊กตุ๊กขนาดเท่าของจริงที่ตั้งอยู่หน้าร้านเด่นจนเราแปลกใจว่าทำไมไม่เคยสังเกตมาก่อน พ่อครัวหน้าฝรั่งแต่ทำอาหารรสชาติใกล้เคียงกับที่เมืองไทยมาก สูดกลิ่นพริกแล้วคิดถึงบ้านขึ้นมาทันที ถือเป็นการจบวันได้อย่างสวยงาม วันสุดท้ายในสโลวีเนีย เราตั้งใจจะอยู่ว่างๆ หาที่นั่งเล่นในเมืองก่อนจะขึ้นรถบัสรอบดึกออกจากที่นี่ แต่ตอนแวะซื้อตั๋วที่สถานีรถบัสก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาทัวร์เมืองที่มีชื่อสั้นๆ ว่าปิราน (Piran) รูปที่แปะไว้คือรูปเดียวกันทุกแผ่น เป็นรูปเมืองริมทะเล หลังคาบ้านสีส้มเรียงกันแน่น ตัดกับสีฟ้าอมเขียวของผืนน้ำ ถามที่เคาน์เตอร์ซื้อตั๋วได้ความว่าใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และค่าตั๋วไม่แพง เราจึงเปลี่ยนแผนกะทันหันไปเที่ยวเมืองชายทะเลแห่งนี้แทน แม้ว่าทุกวันนี้การเดินทางโดยเครื่องบินจะทั้งถูกและสะดวกสบาย แต่เราก็ยังชอบเดินทางด้วยรถบัสและรถไฟมากกว่า และถ้าไม่ได้ใช้เวลานานมาก เราจะเลือกเดินทางรอบกลางวัน เพราะชอบดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากตึกสีลูกกวาดเต็มไปด้วยรายละเอียดน่ารักในลูบลิยานา ไปเป็นทุ่งหญ้าและเนินเตี้ยๆ กับบ้านหลังเล็กๆ ในแถบชนบท จนกระทั่งเห็นทะเลอยู่ไกลลิบๆ และวิ่งเลียบชายฝั่งเข้ามาในเขตบ้านหลังคาสีส้มของเมืองปิรานในที่สุด ยิ่งถ้าได้มองสิ่งเหล่านี้ผ่านทางหน้าต่างกว้างๆ ของรถไฟละก็ เหมือนกำลังนั่งดูโทรทัศน์ไม่มีผิด แวบแรกที่ได้เห็นปิราน เราจัดมันให้อยู่ในประเภทเมืองที่ ‘สวยมาตั้งแต่เกิด’ ทันที เมืองที่สวยมาแต่เกิดสำหรับเราคือเมืองที่มีสภาพภูมิประเทศหรือมีธรรมชาติที่สวยงามอยู่แล้ว แม้ตัวเมืองที่สร้างจะไม่ได้สวยมาก แต่ดูรวมๆ ยังไงก็สวย แต่นอกจากปิรานจะสวยมาตั้งแต่เกิดแล้ว ตึกรามบ้านช่องที่นี่ก็สวยด้วย ไม่แปลกใจที่จะเห็นป้ายโฆษณาเยอะขนาดนั้นในสถานีรถบัส ตึกของปิรานทาสีโทนเหลืองอ่อนแทบทั้งหมด หลังคาปูด้วยกระเบื้องสีส้ม และยังตั้งอยู่บนแผ่นดินแหลมๆ ที่ยื่นออกไปในทะเล ทำให้มองเห็นทะเลได้จากหลายๆ จุดในเมือง ปิรานในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเวเนเชียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลีในปัจจุบัน ตึกส่วนใหญ่ของเมืองถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น ทำให้ออกมาหน้าตาคล้ายเมืองชายฝั่งของอิตาลี หลังจากอาณาจักรล่มสลายลง ปิรานตกเป็นของอาณาจักรอื่น และกลับมาเป็นของอิตาลีอีกครั้งก่อนจะตกเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียจนได้รับอิสรภาพในปี 1991 ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีวัฒนธรรมหลายแบบที่ผสมผสานกันอย่างน่าสนใจ เราเริ่มเดินจากใจกลางเมืองซึ่งเป็นท่าจอดเรือ มีเรือจอดทิ้งไว้เต็มเวิ้งน้ำ ถ้ามาเที่ยวช่วงฤดูร้อนคงจะมีชีวิตชีวามาก ต่างกับตอนนี้ที่ดูเงียบๆ แต่ดีตรงที่ได้มีเวลาสงบๆ เต็มที่ ข้างๆ กันเป็นจัตุรัสกลางเมือง ในเมืองนี้จะแทบไม่มีรถวิ่งเลย เพราะถนนทั้งแคบและชัน บางจุดเป็นขั้นบันไดลดเลี้ยวไประหว่างตึก มองมุมไหนก็อยากจะถ่ายรูปไปหมด เราเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ จนไปถึงกำแพงเมืองเก่า ซึ่งมีพื้นที่ให้เดินเล่นและชมวิวมุมสูง มองเห็นเส้นสายของผืนดินที่ยื่นแหลมออกไปในพื้นที่สีฟ้าของทะเลชัดเจน และเพิ่งได้เห็นว่าจตุรัสกลางเมืองนั้น ที่จริงแล้วมีรูปร่างเป็นวงรีต่างหาก ขอบมนๆ ของพื้นที่ปูด้วยสีขาวตัดกับลายตารางของแผ่นหินรอบนอก เป็นความแปลกตาที่น่ารักดี เราเลือกที่จะจบวันแบบสบายๆ ด้วยการไปนั่งจิบชาร้อนๆ ในร้านเล็กๆ ที่หันหน้าเข้าหาทะเล ที่นี่ไม่มีชายหาด มีแต่หาดหินและหน้าผา แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศยามเย็นดูด้อยไปแต่อย่างใด เรากลับคิดว่าถ้ามีหาดทรายก็อาจจะไม่ได้ดูลงตัวขนาดนี้ด้วยซ้ำ รถบัสของเราจะออกเดินทางตอนดึกๆ กลับไปถึงลูบลิยานาแล้วเรายังมีเวลาเหลือเฟือ เราเข้าร้านอาหารไทยร้านเดิมไปสั่งผัดกะเพราเผ็ดน้อยของโปรดมาเติมท้อง นั่งรอเวลารถออก ในใจนึกเสียดายที่มีเวลาทำความรู้จักประเทศเล็กๆ ที่น่ารักนี้น้อยเกินไป พลางสัญญากับตัวเองอยู่ในใจว่าจะกลับมาอีก แม้จะไม่รู้ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเมื่อไร แต่ตอนนี้ถ้าใครมาถามเรา เราก็จะตอบว่า “ไปสโลวีเนียเถอะ เธอต้องชอบแน่ๆ”

By MercedesBenz

อะไรคืออุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุด 3 อย่างที่คุณต้องใช้ในการทำงาน? คอมพิวเตอร์ ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง น่าจะเป็นคำตอบของคนทำงานครึ่งหนึ่งในยุคสมัยนี้ ใช่แล้ว เรากำลังอยู่ในยุคที่ทำหลายๆ สิ่งบนหน้าจอ ติดต่อกันด้วยตัวหนังสือมากกว่ายกหู และปิดงานกันได้โดยไม่ต้องนั่งข้างๆ กันเสียด้วยซ้ำ

By MercedesBenz

“อยู่ที่ไหน ไกลเท่าไร ฉันจะตามหา ที่ขอบฟ้าฉันจะเจอเธอไหม..” เมื่อเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง From Bangkok to Mandalay’ ดังขึ้นพร้อมกับเครดิตตอนจบที่วิ่งขึ้นมา เราหันไปสบตากับเพื่อนข้างๆ แล้วบอกสั้นๆ ว่า “ไปกัน!” มัณฑะเลย์ (Mandalay) อาจเป็นชื่อเมืองที่พอจะคุ้นหูบ้างสำหรับใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับพินอูลวิน (Pyin U Lwin) กับ สิป้อ (Hsipaw) เมืองที่ขยับห่างออกไปและถูกบรรจุไว้ในแผนการเดินทาง

By MercedesBenz

ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม เพื่อปูทางไปสู่อนาคต และ E-Class Sedan ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม เพื่อปูทางไปสู่อนาคต และ E-Class Sedan ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม เพื่อปูทางไปสู่อนาคต และ E-Class Sedan ด้วยสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ทีมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ กำลังพยายามใช้เครื่องมือในยุคดิจิทัล ผสมผสานกับอุตสาหกรรมแฟชั่นดั้งเดิม เพื่อปูทางไปสู่อนาคต และ E-Class Sedan

By MercedesBenz

กลุ่มบริษัทนัมเบอร์วัน ประกอบธุรกิจด้านค้าปลีก, ค้าส่ง และธุรกิจบริการในด้านต่างๆ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ขายบ้านจัดสรร อาทิ BLUE LAGOON, เลควิวพาร์ค, นัมเบอร์วันทาวน์โฮม, H2O, iField Bangna, BLUE LAGOON 2, THE ONE bangna , ตลาดนัมเบอร์วัน ราม 2, ราม 2 ไนท์บาซาร์, นัมเบอร์วันพลาซ่า, นัมเบอร์วันอพาร์ทเมนท์ และเลควิว สปอร์ตคลับ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ เป็นประจำทุกปี ซึ่งกิจกรรมล่าสุดที่กำลังจะจัดขึ้น คือ กิจกรรม CSR ว่ายน้ำการกุศล ภายใต้ชื่อ โครงการ “รวมพลังว่ายน้ำ

By MercedesBenz

การเปิดตัวของ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ จะไม่เพียงแค่มอบคำจำกัดความใหม่ของการให้บริการชั้นเลิศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่จะสร้างประสบการณ์ที่ผู้มาใช้บริการจดจำ และประทับใจมิลืมเลือน

By MercedesBenz

EQC ซึ่งจะเริ่มประกอบและนำมาใช้ในปี 2019 จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ก้าวสู่ยุคใหม่ไหม? แน่นอนครับ EQC จะเป็นจุดเริ่มต้นของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มากมายที่จะตามมา หลังจากเริ่มใช้ EQC แล้ว เราจะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกมาทุกๆ 6-8 เดือน ภายในปี 2022 เราตั้งใจจะให้มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 10 รุ่นในพอร์ตโฟลิโอ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่สมาร์ทคาร์ SUV ไปจนถึงรถ 7 ที่นั่ง ในขณะเดียวกัน เราก็จะพัฒนาระบบสถานีชาร์จไฟให้ดีขึ้นและครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้นด้วย

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์เชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในกิจกรรม ‘Fearless Driving with the Master’ การทดสอบสมรรถนะรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตระกูลเอสยูวีครบทั้งพอร์ทโฟลิโอ ร่วมกับ ‘ไมค์ ฮอร์น’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และนักสำรวจ-นักผจญภัยมืออาชีพชื่อดังระดับโลก พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางบนเส้นทางอันน่าตื่นเต้นเร้าใจบนเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูเมืองไทย ส่งรถยนต์ 4 รุ่นล่าสุด ทั้งในกลุ่มดรีมคาร์ อย่าง The new CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงาม The E 200 Coupé AMG Dynamic สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร GLC 250 4MATIC Coupé ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงยนตรกรรมหรูอัจฉริยะ The S 350 d Exclusive และ The S 350

By MercedesBenz

ตามแบบแผนที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่อีกครั้งของนาฬิกา รุ่น Oris Big Crown Pointer Date ขนาด 36 มิลลิเมตร ของตัวเรือนบรอนซ์ที่มีคุณสมบัติของริ้วรอยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ Oris Big Crown Pointer Date รังสรรค์ขึ้นด้วยขนาดตามแบบย้อนยุคที่แสดงถึงประติมากรรมเรือนสําคัญเรือนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโอริส เรื่องราวของโอริสและการบินนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น โอริสได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1904 ในยุคเริ่มต้นของการบิน โดยได้ทําการผลิตนาฬิกาพกสําหรับนักบินเรือนแรกขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1910 และต่อมาบริษัทได้ทําการผลิตนาฬิกาข้อมือสําหรับนักบิน ในปี 1917 เป็นนาฬิกาที่ประกอบด้วยจักรกลอัจฉริยะที่สามารถปรับตั้งเวลาได้ด้วยปุ่มกดด้านข้างตัวเรือนที่ตําแหน่ง 2 นาฬิกา ประดิษฐกรรมในรูปแบบเดียวกันนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับนาฬิการุ่น Oris Big Crown ซึ่งเผยโฉมเป็นครั้งแรกในปี 1938 มะยมขนาดใหญ่พิเศษช่วยให้นักบินที่ต้องสวมถุงมือสามารถปรับตั้งเวลาได้รวดเร็วและง่ายดาย ในวันนี้คอลเล็คชั่นนาฬิกาสําหรับนักบินของโอริสนั้นเปี่ยมด้วยนวัตกรรมที่เป็นที่เชื่อถือ และไว้วางใจจากนักบินทั่วโลก นาฬิกา Oris Big Crown Pointer Date – รุ่นใหม่ตัวเรือนบรอนซ์ – นั้นเป็นมากกว่าประดิษฐกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ที่สําคัญ และเป็นนาฬิกาที่เปี่ยมประสิทธิภาพของโอริสในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นจุดพลิกผันของบริษัท เมื่อได้ทําการดําเนินการตามพันธกิจของโอริสที่เป็นหัวหอกสําคัญในการจะเป็นผู้นําในเรื่องคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ของประดิษฐกรรมนาฬิกาจักรกล เพื่อเผชิญหน้ากับยุคปฏิวัตินาฬิการะบบควอทซ์ ด้วยรูปแบบของตัวเรือนทรงกลมที่อ่อนโยน และความเพรียวของหูสาย วงแหวนขอบหน้าปัดแบบเหรียญกษาปณ์ มะยมขนาดใหญ่พิเศษ ความชัดเจนและหน้าปัดที่ใช้ประโยชน์ได้ดี เข็มชี้บอกวันที่จากจุดศูนย์กลางที่เป็นหนึ่งในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เป็นที่จดจําได้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีความโดดเด่นมากที่สุดเรือนหนึ่งในประดิษฐกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีทั้งหมด Oris Big Crown Pointer Date โฉมใหม่รังสรรค์ขึ้นสําหรับคนหนุ่มสาวยุคใหม่ที่มีสไตล์ ผู้ซื้อที่มีความคิดก้าวไกลด้านนาฬิกากลไกจักรกล นักออกแบบของโอริสได้ทําการปรับปรุงรูปแบบของตัวเรือนให้มีความเพรียวบาง นุ่มนวลยิ่งขึ้น สง่างามแนบรับไปกับข้อมือ ยิ่งไปกว่านั้นรูปทรงที่มีความร่วมสมัยได้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยกระจกแซฟไฟร์คริสตัลทรงโค้ง รูปลักษณ์ที่ส่งเสริมความงามตามแบบโบราณของนาฬิกา และความรู้สึกถึงความทันสมัยด้วยเช่นกัน นักออกแบบของโอริสได้ปรับมาใช้วัสดุบรอนซ์ด้วยคุณสมบัติที่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามเวลาที่ผ่านไป บรอนซ์จะทําให้เกิดคราบ หรือริ้วรอยที่เกิดจากการทําปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศ และกับค่าความเป็นกรดด่างของผิวหนังของผู้ที่สวมใส่ ด้วยสาเหตุนี้ตามเวลาที่ผ่านไปจะไม่มีนาฬิกาเรือนใดที่เหมือนกัน นาฬิกาแต่ละเรือนจะกลายเป็นนาฬิกาที่มีความพิเศษเฉพาะตัวของผู้สวมใส่ เช่นเดียวกับตัวเรือนบรอนซ์ขนาด 36 มิลลิเมตร นาฬิกาโฉมใหม่มีความโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวอ่อน ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องคีย์บอร์ดที่ Le Corbusier’s Polychromie architecturale ทําให้เกิดมิติของความล้ำสมัย ความรู้สึกที่ทันสมัยตอบสนองความต้องการของผู้ที่มีความมุ่งมั่น เพื่อดําเนินตามแนวปณิธานของโอริสในการผลิตนาฬิการะบบจักรกลแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นาฬิการุ่น Big Crown Pointer Date ทํางานด้วยกลไกจักรกลสวิสระบบอัตโนมัติ เข็มชั่วโมง เข็มนาที เข็มวินาทีจากจุดศูนย์กลาง และเข็มชี้บอกวันที่สีโรสโกลด์ที่แสดงมาตรวันที่ที่เรียงเป็นวงกลมรอบขอบหน้าปัด รูปลักษณ์ที่ดูอบอุ่น มั่นใจ รับกับสายหนังสีน้ำตาลอ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ นาฬิกา Oris Big Crown Pointer Date บอกเล่าเรื่องราวทั้งในด้านมรดกแห่งประดิษฐกรรมนาฬิกา และนวัตกรรมแห่งศาสตร์การทํานาฬิกาของโอริส

By MercedesBenz

ในทุกๆ ฤดูกาล ประกายเจิดจรัสของสวารอฟสกี้จะรับบทบาทที่โดดเด่น พร้อมเชิญชวนผู้หญิงให้ออกมาสำรวจและเปิดเผยแง่มุมที่หลากหลายของตัวเอง สำหรับฤดูใบไม่ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2018 นี้ แบรนด์สวารอฟสกี้ยกระดับเครื่องประดับและแอคเซสซอรี่ให้หวานชวนฝันขึ้นไปอีกขั้น กับคอลเล็กชั่นที่ใช้ชื่อว่า ‘Crystal Tales’ อันเจิดจรัส

By MercedesBenz

สิ่งที่เกิดขึ้นใน Mercedes-Benz Fashion Week ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลินเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น คืองานออกแบบใหม่ๆ ในรูปแบบดิจิทัลอันน่าตื่นตาตื่นใจ และชวนให้ตื่นเต้นได้มากกว่าที่ผ่านๆ มา ส่วนงานครั้งหน้าจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาที่การเปิดรับสิ่งใหม่และสิ่งที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญ คอนเซปต์ใหม่ของ Mercedes-Benz Fashion Week (MBFW) จึงเกี่ยวโยงกับอารมณ์ที่เกิดจากการนำเสนอรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้ผู้ชมได้เข้าถึงและมีส่วนร่วมมากขึ้น และเช่นเดียวกันกับวงการยานยนต์ วงการแฟชั่นก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง งานดิจิทัล ความยั่งยืน และการออกแบบเฉพาะแต่ละบุคคล กำลังเป็นเทรนด์ที่ดีไซน์เนอร์ในยุคนี้กำลังร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น

Become A Journalista