TOP

MORE INTERESTING TOPICS

ช่วงเทศกาลสิ้นปีใกล้เข้ามาทุกที ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนรอคอยที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิตของตนเอง การปรับเปลี่ยนลุคและบุคลิกภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หนุ่มๆ ให้ความสนใจกันไม่น้อย นี้คือ 5 ไอเทมสุดฮิพ ที่จะเสริมดวงเท่ห์ให้กับหนุ่มทุกคนที่กำลังอยากจะอัพเกรดตัวเองและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว หรือจะเลือกเป็นของขวัญพิเศษมอบให้กับคนพิเศษของคุณในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ก็ได้ So classy DIIP Sneakers รองเท้าหนังพรีเมียม ให้ลุคแบบเรียบหรูแต่ยังดูวัยรุ่น ใส่ได้ทุกโอกาส ความทนทาน ยิ่งใส่ยิ่งสวยเพราะเกิดรอยยับตามธรรมชาติของหนังแท้ มี 2 สีคือ Chocolate (น้ำตาลเข้ม) และ Caramel (แทน)  facebook.com/diipsneakers   So nostalgic  Brad Record Player คนรักแผ่นเสียงห้ามพลาด กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่หยิบเอาวันวานขึ้นมาถ่ายทอดในท่วงทำนองล้ำสมัยแบบดิจิทัล ซึ่งเล่นแผ่นเสียงขนาด 7-12 นิ้วได้โดยตรงจากจานหมุน มีบลูทูธในตัว แถมเล่น MP3 ได้ผ่านรูเสียบขนาด 3.5 มิลลิเมตร  gadhouse.com   So inspiring  Summer Sunset ด้วยแรงบันดาลใจจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนต้องผิวน้ำในฤดูร้อนจนเกิดเป็นริ้วน้ำทอเป็นประกาย กลายมาเป็นชุดกระจกส่องหน้าและถาดวางของที่รวมประโยชน์ใช้สอยทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยทำให้โต๊ะของคุณเป็นระเบียบมากขึ้น  facebook.com/moreoverdesign   So futuristic 21 Lessons for the 21st Century หนังสือเล่มล่าสุดจาก Yuval Noah Harari นักเขียนและนักมองอนาคตผู้ถูกกล่าวขานจากหนังสือขายดีอย่าง Sapiens และ Homo Deus ในหนังสือที่เพิ่งวางแผงนี้ เขาได้ทำการสำรวจว่ามนุษยชาติจะต้องเจออะไรบ้างในปี 2050  ynharari.com   So organic Traveller Kit Coffee Co. ทางเลือกใหม่สำหรับคอกาแฟที่รักสุขภาพ เริ่มต้นง่ายๆที่ 0 Kcal ด้วยเมล็ดกาแฟคั่วบดระดับพอดี ในรูปแบบของกาแฟสกัดเย็นและกาแฟดริปจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ๆ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีวัตถุกันเสียและไม่มีสารปรุงแต่งใดๆ facebook.com/travellerkitcoffee

By MercedesBenz

แอคคอร์โฮเทล ประกาศเปิดตัวโรงแรม โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส แห่งแรกของโลก ณ คิง เพาเวอร์ มหานคร อาคารแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานครภายใต้ชื่อ โรงแรม โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพมหานคร (Orient Express Mahanakhon Bangkok) ซึ่งสะท้อนทั้งประวัติศาสตร์และจินตนาการได้อย่างสมบูรณ์แบบ และได้รับการสรรค์สร้างขึ้นใหม่เพื่อก้าวต่อไปสู่อนาคต ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างคอลเลคชั่นของโรงแรมชั้นเลิศที่ควรค่าแก่การสืบสาน เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวอันน่าจดจำ และการผจญภัยแสนตื่นเต้น เซบาสเตียน บาแซง ประธานกรรมการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร แอคคอร์โฮเทล กล่าวว่า “โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส เปรียบเสมือนพาสปอร์ตที่นำเราสู่อีกโลกหนึ่ง และการเดินทางบนขบวนรถไฟอันเป็นตำนานนี้ให้ความรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว และโลกแห่งภาพยนตร์ เกิดเป็นประสบการณ์อันล้ำเลิศ การเชื่อมโยงตะวันตกกับตะวันออก ประวัติศาสตร์กับความทันสมัย และความแปลกใหม่กับวัฒนธรรม จะเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของโรงแรมโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส และเรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสทำให้การผจญภัยในรูปแบบสุดหรูกลับฟื้นคืนมาอีกครั้งสำหรับนักเดินทางในยุคปัจจุบัน” อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า “การเปิด โรงแรม โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส แห่งแรกของโลกที่คิง เพาเวอร์ มหานคร จะเติมเต็มการเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ภาคธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยกระดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวชั้นนำระดับเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง คิง เพาเวอร์ มหานคร มุ่งมั่นพัฒนาทุกโครงการให้มีความแตกต่าง มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์ โดยรังสรรค์ และผสานความเป็นเลิศในทุกด้าน ตั้งแต่การออกแบบโรงแรม ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก ร้านอาหารระดับเวิลด์คลาส สินค้าและของที่ระลึกอันทรงคุณค่า และจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานครได้งดงามที่สุด ทั้งหมดนี้ เพื่อให้พร้อมสำหรับการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก และเพื่อสร้างจุดยืน และภาพลักษณ์อันดีให้กับประเทศไทยในเวทีท่องเที่ยวโลกในระยะยาวต่อไป” “เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้นำมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลาย มีสเน่ห์ลึกลับ และไม่เหมือนใครของแบรนด์ระดับตำนานอย่างโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส มายังกรุงเทพมหานคร” ไมเคิล ไอเซนเบิร์ก ประธานกรรมการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร แอคคอร์โฮเทล เอเชีย แปซิฟิก กล่าว “โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส กำหนดนิยามการเดินทางโดยรถไฟขึ้นใหม่ในยุคปีค.ศ. 1900 ด้วยการแนะนำบริการตู้โดยสารแบบนอนที่เชื่อมโยงการเดินทางจากดินแดนตะวันตกสู่ตะวันออก และยกระดับการบริการทั้งทางด้านอาหารและความสะดวกสบายอย่างสูงสุด เรามีความตั้งใจที่จะนำความหรูหราและปราณีตทั้งหมดกลับมาอีกครั้งในรูปแบบโรงแรมโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส ครั้งนี้” ขบวนรถไฟดั้งเดิมของโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส โด่งดังด้วยมาตรฐานความงามวิจิตรสูงสุดของงานช่างฝีมือ นวัตกรรมใหม่ และอาหารสุดเลิศล้ำ โรงแรมโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพมหานคร จึงรวบรวมบรรดายอดฝีมือจากทุกแขนงมาร่วมให้คำนิยามใหม่กับศิลปะแห่งการเดินทางสุดหรูในครั้งนี้ ทริสตัน อัวร์ ดีไซน์เนอร์ผู้เลื่องชื่อ ได้รับมอบหมายให้รังสรรค์การตกแต่งสไตล์อาร์ตเดโคขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และนำเอาลักษณะอันโดดเด่นของการตกแต่งขบวนรถโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส ดั้งเดิมมาผสมผสานให้เข้ากับความทันสมัยของตึกระฟ้าที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ห้องนอนสุดโอ่โถงและห้องอาบน้ำอันงดงามจะเพิ่มระดับความหรูหราและดูดีมีสไตล์ให้กับโรงแรมในกรุงเทพขึ้นไปอีกขั้น สองร้านอาหารชั้นนำอย่าง Mott 32 บนชั้นสอง และ Mahanathi โดยเดวิด ธอมป์สันซึ่งอยู่บนชั้นห้าของโรงแรม ซึ่งเป็นผู้ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในทักษะและความเชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ซึ่งเป็นผู้รังสรรค์ร้านอาหารที่ได้รับรางวัลชั้นนำระดับโลกเช่นร้าน Nahm ที่ลอนดอนและกรุงเทพ Long Chim ในเอเชียและออสเตรเลีย Aaharn ในฮ่องกง และมีร้านชื่อดังอย่าง Mott 32 เป็นผู้ดูแลเรื่องร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความอร่อย ทั้งยังมีร้านอาหารแนวร่วมสมัย และบาร์ค็อกเทลไว้ให้บริการอีกด้วย Mott 32 ได้ตั้งชื่อตามถนน Mott 32 ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านสะดวกซื้อจีนแห่งแรกของนิวยอร์คโดยเปิดให้บริการในปี ค.ศ 1851 และปัจจุบันเป็นไชน่าทาวน์ที่สร้างสีสันให้กับเมืองอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมี มหานคร สกายวอล์ค และจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดในประเทศไทยโดยตั้งอยู่บนชั้น 74, 75 และ 78 ในขณะที่คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี และร้านค้าปลีกอื่นๆ บนพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 4 และในอนาคตร้านอาหารและบาร์ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 76 พร้อมอวดโฉมทิวทัศน์ที่งดงามของกรุงเทพมหานครทำให้อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร กลายเป็นจุดศูนย์กลางของทุกความสนใจ เฉกเช่นเดียวกับที่โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส เคยเป็นศูนย์รวมที่ผู้คนอันน่าทึ่งมากมายมารวมตัวกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กว่า 135 ปี ที่โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส สร้างแรงบันดาลใจให้บรรดานักเขียน ศิลปิน และผู้กำกับภาพยนตร์มากมาย มีแขกผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากมาเยี่ยมเยือน อาทิ โจเซฟิน เบเกอร์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, โคโค ชาแนล, เกรแฮม กรีน, เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์, มาร์ลีน ดีทริช และมาตา ฮารี  ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส มากยิ่งขึ้นไปอีกคือ อกาธา คริสตี้ จากการอ้างอิงชื่อสถานที่ในนวนิยายเรื่อง Murder on the Orient Express ในขณะที่ The Lady Vanishes ของอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก และ From Russia with Love ตอนหนึ่งของเจมส์ บอนด์ สร้างความเป็นอมตะให้ชื่อของโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส ตราตรึงอยู่ในจินตนาการของผู้คนมากยิ่งขึ้นไปอีก เครื่องหมายยืนยันความเป็นเลิศของโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส อีกประการหนึ่งคือความเป็นมืออาชีพของบรรดาพนักงาน และเครื่องแบบที่ได้รับการยกย่องเสมอมา ซึ่งองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้จะถูกนำกลับมาอีกครั้งในโรงแรมโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริการระดับสูงสุดให้กับวงการธุรกิจโรงแรม โอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพมหานคร มีห้องพักรวม 154 ห้อง โดยเป็นห้องสวีท 9 ห้อง และ เพนท์เฮ้าส์ 2 ห้อง มีการจัดสรรชั้นเฉพาะสำหรับการดูแลสุขภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำกลางแจ้ง และจากุซซี่ รวมถึงโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส สปา บาย เกอร์แลง ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของทางแบรนด์ แขกผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงจุดชมวิว รวมถึงใช้บริการบาร์บนชั้นดาดฟ้าได้ตามอัธยาศัย ห้องพักทุกห้องล้วนอวดโฉมทิวทัศน์กรุงเทพมหานครที่งดงามจับตา ปัจจุบันอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร ความสูง 78 ชั้น คืออาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกสวยงามแปลกตาของการจัดวางรูปทรงลูกบาศก์ติดกระจกวนรอบอาคารในรูปแบบสามมิติ มองเห็นเป็นลักษณะของพิกเซล โรงแรมแห่งนี้วางแผนเปิดตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 นับเป็นเวลา 136 ปีหลังจากการเดินทางครั้งปฐมฤกษ์ของโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส จากมหานครปารีส แอคคอร์โฮเทล และกลุ่มบริษัทเอสเอ็นซีเอฟ ลงนามความร่วมมือทางธุรกิจเมื่อปี 2560 เพื่อร่วมกันพัฒนาโรงแรมโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส หลังจากที่แอคคอร์โฮเทลเข้าถือหุ้น 50% ของแบรนด์ โดยกลุ่มบริษัทเอสเอ็นซีเอฟยังคงเป็นเจ้าของขบวนรถโอเรียนท์ เอ็กซ์เพรส ดั้งเดิมจำนวนเจ็ดขบวนโดยสมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดล้วนได้รับการบูรณะและตกแต่งใหม่อย่างดีเยี่ยมเพื่อนำมาใช้ในการจัดอีเว้นท์ภายใต้ความร่วมมือกับ  โพเทล แอนด์ ชาโบ โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่มรดกอันทรงคุณค่าของแบรนด์อันเป็นตำนานนี้สืบไป

By MercedesBenz

เมื่อโลกแห่งธุรกิจในยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การจัดการธุรกิจของคุณในยุคนี้ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณนักพัฒนาแอพที่สรรค์สร้าง แอพต่างๆ ออกมาช่วยงานของเราให้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเลือกหาแอพฯ สักตัวมาใช้ ในขณะที่มีแอพอยู่บนโลกออนไลน์มากกว่าหมื่นๆแอพ และนี้คือแอพที่ดีที่สุดแห่งปี 2018 ที่คัดสรรมาให้แล้ว พร้อมให้คุณดาวน์โหลดมาลองใช้งานเพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการทำงานธุรกิจของคุณให้บรรลุเป้าหมาย 1. RescueTime หากว่าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ใช้เวลามากเกินไปในการเล่นเกมส์ หรือ Social Media จนลืมทำการทำงาน แอพ RescueTime ช่วยให้คุณควบคุมนิสัยการใช้งานแอพต่างๆ และยังสามารถประมวลผลเวลาการใช้งานของแต่ล่ะแอพว่าคุณเข้าใช้งานแอพนั่นๆ นานเท่าไร RescueTime เป็นแอพตัวอย่างที่ดีของ iOS และ Android ที่สามารถบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ และยังสามารถให้คุณตั้งการเตือนส่วนตัวของกิจกรรมบางอย่างที่คุณใช้งานนานเกินเวลาที่คุณกำหนดไว้ คราวนี้เหมือนมีเลขาส่วนตัวที่จะคอยเตือนให้คุณไม่ลืมทำงานที่ตั้งเป้าไว้ให้สำเร็จในแต่ล่ะวัน 2. Proven เป็นอีกหนึ่งแอพที่ถูกออกแบบมาเพื่อฝ่ายบุคคลหรือ HR โดยเฉพาะ แอพนี้จะช่วยให้การทำงานในแต่ล่ะวันของ HR นั่นง่ายมากขึ้น ด้วยความสามารถพิเศษ เพียงคลิกเดียวคุณก็สามารถดูแลจัดการใบสมัครและกระบวนการรับสมัครงานออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยให้ HR จัดการแยกแยะใบสมัครงานออกเป็นประเภท เพื่อเสริมความสะดวกสบายและรวดเร็วในการพิจารณาผู้มีคุณสมบัติเข้ารับสัมภาษณ์หรือกระบวนการถัดไป 3. TRIPIT แอพนี้จะช่วยดูแลเรื่องการเดินทางของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย TRIPIT สามารถรวบรวมแผนการเดินทางของคุณทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน, ตั๋วรถ, ตั๋วเรือ หรือใบจองรถเช่า เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว โดยที่คุณไม่ต้องเปิดแอพสายการบิน หรือเช็คเมล์หลายๆเมล์ เพื่อหาตั๋วหรือใบจองต่างๆ อีกต่อไป! และอีกความสามารถหนึ่งที่แอพนี้สามารถทำได้คือการส่งการแจ้งเตือนไปให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ หรือแจ้งการล่าช้าของเครื่องบิน รวมไปถึงรายงานสภาพอากาศและแผนที่ในสนามบินอีกด้วย 4. Square เพียงมีแอพนี้และอุปกรณ์ตัวอ่านบัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั้ง iPhone และ Android การชำระสินค้าภายในร้านค้าของคุณก็เป็นเรื่องสะดวกสบาย และแลดูทันสมัยขึ้นมาทันที ต่อไปนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเก็บเงินใหญ่ๆอีกต่อไป เพียงโหลดแอพนี้ไว้ใช้กับ iPad ของคุณ รับรองว่าลูกค้าของคุณจะต้องประทับใจแน่นอน โดยเฉพาะสมัยนี้ที่กำลังเข้าสู่ยุค Cashless 5. Wave ถ้าหากว่าคุณกำลังมีบริษัทเล็กๆ พนักงานค่อนข้างน้อย และหากว่าคุณกำลังมองหาตัวช่วยแบบไม่แพงมาก ที่จะเข้ามาช่วยจัดการดูแลเรื่องการเงินในบริษัทของคุณ Wave แอพจัดการบัญชีแบบรวบรัดคือคำตอบที่คุณกำลังมองหา! แอพนี้สามารถดูแลยอดการใช้จ่าย, ใบวางบิล, บันทึกใบเสร็จต่างๆ แถมคุณยังสามารถเชื่อมบัญชีธนาคารของคุณเข้ากับ PayPal และอื่นๆได้อีกด้วย! 6. TRELLO Trello คือแอพช่วยดูแล Project ต่างๆ ของคุณได้เพียงปลายนิ้วมือ แถมยังช่วยติดตามและจัดการงานมอบหมายต่างๆ ของทุกคนในทีม ผู้ใช้สามารถสร้างการ์ดบนกระดานบนแอพ Trello เพื่อมอบหมายงานให้กับแต่ล่ะคนในทีม ผู้ใช้ยังสามารถใส่ข้อความคิดเห็น, จำนวนสมาชิก, เช็คลิส, เอกสาร, กำหนดวันส่งงาน, และรายละเอียดงานมอบหมายต่างๆ โดยสมาชิกในทีมที่ใช้ Trello จะได้รับอีเมล์แจ้งเตือนหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบนกระดาน Trello 7. MailChimp แอพที่มีชื่อเสียงอย่างมากในทางการตลาด MailChimp ช่วยให้คุณสร้างและจัดการรายชื่ออีเมล์ ร่วมไปถึงช่วยส่งอีเมล์โฆษณาอัตโนมัติให้กับลูกค้า หรือผู้คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้าของคุณในอนาคต ภายในแอพนี้คุณสามารถออกแบบ หรือสร้างอีเมล์ newsletters ในแบบของคุณ หรือกับ template ที่มีให้ในแอพแล้ว คุณยังสามารถอ่านรายงานการทำงาน เพื่อที่จะช่วยให้คุณเห็นจุดที่สามารถพัฒนามากยิ่งขึ้นในการส่งอีเมล์การตลาดของคุณ 8. HubSpot อีกหนึ่งแอพที่ดีที่สุดสำหรับการทำการตลาดโดยเฉพาะ ด้วยความสามารถที่เชื่อมการติดต่อของทุกคนไม่ว่าจะเป็น ทีมขาย ทีมการตลาด รวมไปถึงทีมบริการลูกค้าเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว คุณสามารถดู และจัดการธุรกิจของคุณได้หลายช่องทาง หรือจะทำการสื่อสารระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ และยังสามารถประเมินประสิทธิภาพการทำงานของแคมเปญและกลยุทธ์ทางการตลาดผ่านทางแอพนี้ได้โดยตรง

By MercedesBenz

หลายคนคงเคยมีคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากนั่นเขามีอุปนิสัยอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไป หรือคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั่นเขามีอุปนิสัยอะไรบ้างที่ทำเหมือนกัน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น Bill Gates, Daymond John, Oprah, Richrad Brandson, Marcus Lemonis, Deepak Chopra, หรือแม้กระทั่ง Napoleon Bonaparte ต่างมีอุปนิสัยหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก อุปนิสัยเหล่านั้นเรียกว่า “Proactive Habits” หากใครทำเป็นนิสัยแล้ว จะนำพามาซึ่งผลลัพธ์ในทางบวกกับชีวิตอย่างแน่นอน และนี้คือ 20 อุปนิสัยของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง พวกเขาเขียนบันทึกประจำวัน พวกเขาพูดกับตัวเองในกระจก นั่งสมาธิ รักในการอ่าน พวกเขากล้าที่จะเผชิญกับความกลัว พวกเขาตระหนักว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ พวกเขาคบแต่กับคนที่คิดบวก มีเป้าหมายอย่างชัดเจนอยู่เสมอ เป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ จัดอันดับความสำคัญของเวลา ไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เลือกที่จะโฟกัสในสิ่งที่ตนเองควบคุมได้ เป็นผู้ฟังที่ดีเยี่ยม มองว่าเงินทองคือผลพลอยได้จากความฝันของพวกเขา ไม่หวังในเรื่องโชค รักการเฉลิมฉลอง และความสนุกสนาน พวกเขาให้อภัยตัวเองและผู้อื่น พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ แต่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงหากจำเป็น พวกเขาไม่ตัดสินใจอย่างรีบร้อน หรือใช้อารมณ์เพียงชั่ววูบ เชื่อในสัญชาติญารของตนเอง   เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงสังเกตว่ารายการอุปนิสัยข้างต้นไม่มีกิจกรรม อย่างเช่น ออกกำลังกายที่ฟิตเนส แต่รายการทั้งหมดนั่นเกี่ยวข้องกับการสร้างอุปนิสัยที่เริ่มต้นจากความนึกคิดของรายบุคคล หากว่าคุณเริ่มเปลี่ยนความคิดของตัวคุณเองได้แล้ว การกระทำและอุปนิสัยก็จะถูกปรับเปลี่ยนเองอย่างอัตโนมัติเช่นกัน ปีใหม่นี้ลองมาเริ่มเปลี่ยนอุปนิสัยใหม่ คอยๆ เริ่ม 1 วัน 1 อย่าง รับรองว่าคนใกล้ตัวของคุณจะสัมผัสได้ และชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

By MercedesBenz

ใกล้เข้ามาแล้วกับเดือนแห่งความรัก หากว่ากำลังมองหาหรือวางแผนฉลองค่ำคืนโรแมนติกกับคู่รักของคุณ วันนี้เราขอแนะนำแพ็คเกจที่พักโรงแรมสุดหรู พร้อมจิบแชมเปญรสชาติสดชื่น ดื่มด่ำบรรยากาศหอมกลิ่นดอกกุหลาบสุดจะผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน ซูริค ดูไบ ปารีส หรือเมืองอันน่าหลงใหลอย่าง เยรูซาเลม ที่มีโรงแรมระดับห้าดาวชั้นนำเสนอแพคเกจห้องพักที่ไม่ควรพลาด   Le Bristol Paris เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส แพ็คเกจ ‘Romance in Paris’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2562 เข้าพักและสัมผัสถึงบรรยากาศของปารีสสุดหรูสไตล์คลาสสิคที่โรงแรม เลอ บริสโทล ปารีส ไม่ว่าคุณจะมาเมืองแห่งแสงสีนี้เพื่อขอแต่งงาน ฉลองวันเกิด หรือฮันนีมูน คุณจะไม่พลาดที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักและการดูแลต้อนรับในแบบปารีเซียงจากโรงแรมระดับตำนานแห่งนี้  เลอ บริสโทล ปารีส เสนอแพ็คเกจ ‘Romance in Paris’ ที่รวมการเข้าพักในห้องพักประเภทดีลักซ์ (หรือห้องพักประเภทอื่นที่สูงกว่า) แชมเปญรสชาติเยี่ยมจำนวน 1 ขวดพร้อมขนมหวานและชอกโกแลตแสนอร่อยที่ทำโดยเหล่าเชฟมากฝีมือของโรงแรม การเซ็ทห้องพักแบบโรแมนติคด้วยกลีบดอกกุหลาบ อาหารเช้าแบบอเมริกันสำหรับสองท่านในบรรยากาศที่สามารถมองเห็นสวนสวยของโรงแรมได้ พร้อมการันตีอัพเกรดห้องเมื่อทำการสำรองห้องพักและจ่ายเงินแล้ว ราคาแพ็คเกจเริ่มต้นที่ 1,400 ยูโรต่อคืนสำหรับห้องพักประเภทดีลักซ์ เว็บไซต์: http://www.lebristolparis.com   Mamilla Hotel เมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล แพ็คเกจ ‘Winter Escape Suite Special’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มความน่าหลงใหลและน่าค้นหาให้กับทริปสุดโรแมนซ์ของคุณด้วยการมาเยือนเมืองเยรูซาเลมที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา โรงแรม มามิลล่า ตั้งอยู่ย่าน มามิลล่าอเวนิว ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งกลางเมืองเยรูซาเลม ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองอย่าง The Old City เสนอแพ็คเกจสุดหรูในราคาคุ้มค่าสำหรับห้องพักพร้อมพื้นที่นั่งเล่นและพักผ่อนที่ตกแต่งอย่างงดงามและยังคงไว้ซึ่งความผ่อนคลาย  โดยแพ็คเกจนี้รวม ห้องพักในราคาพิเศษและรับฟรี การเข้าใช้บริการพื้นที่ Executive Lounge โดยราคาเริ่มต้นที่ 540 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภท Mamilla Suite 700 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภท Residence Suite และ 2,250 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภทPresidential Suite เว็บไซต์: http://www.mamillahotel.com   Armani Hotel Dubai เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ‘Romantic Stay Package’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ธันวาคม 2562 หากไม่ต้องการไปไกลถึงยุโรปแล้ว ดูไบนับได้ว่าเป็นเดสทิเนชั่นที่ไม่ควรพลาดสำหรับคู่รักที่ต้องการพักผ่อนอย่างมีสไตล์พร้อมชมวิวขอบฟ้าสุดตระการตาจากตึก เบิร์จ คาลิฟาห์ ที่สูงเสียดฟ้า อันเป็นที่ตั้งของโรงแรม อาร์มานี่ โฮเทล ดูไบ โดยแพ็คเกจสำหรับคู่รักของโรงแรมนั้น รวม ห้องพักที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูสไตล์อาร์มานี่ อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ชุดของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโรงแรมอาร์มานี่ และมื้ออาหารค่ำแบบ 3 คอร์สสุดหรูจากห้องอาหารภายในโรงแรม ราคาเริ่มต้นที่ 2,453 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดอร์แฮม เว็บไซต์: http://www.armanihoteldubai.com   Baur Au Lac เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แพ็คเกจ ‘Honeymoon Weekend Special’ เข้าพักได้ทุกวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ตลอดปี 2019 Baur au Lac โรงแรมสุดหรูริมทะเลสาบซูริคเสนอแพ็คเกจพิเศษสำหรับคู่แต่งงานใหม่เพื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนจะโรแมนติค โดยแพ็คเกจรวม ห้องพักประเภทดีลักซ์เป็นต้นไป ของขวัญต้อนรับจากร้านชอกโกแลตสั่งทำพิเศษของโรงแรม แชมเปญและผลไม้ต้อนรับ เครื่องดื่มค้อกเทลที่ The Rive Gauche Terrasse หรือที่ The Rive Gauche Bar พร้อมเข้าใช้บริการฟิตเนสคลับที่สามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบซูริคและเทือกเขาแอลป์ได้อย่างงดงาม ราคาเริ่มต้นที่ 819 สวิสฟรังซ์ (ราคาต่อห้องต่อคืน) โปรโมชั่นไม่สามารถคืนเงินได้ เว็บไซต์: http://www.bauraulac.ch   Hotel Café Royal เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ ‘Spa Dreams Package’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2562 ให้รางวัลและความผ่อนคลายแก่ตัวคุณและคนที่คุณรักด้วยแพ็คเกจสปาพร้อมที่พักที่จะให้คุณได้เพลิดเพลินและรีแล็กซ์ท่ามกลางกรุงลอนดอน สัมผัสบรรยากาศอันคึกคักของเมืองหลวงแห่งประเทศอังกฤษไปพร้อมๆกับรับบริการทรีตเม้นต์ที่แสนผ่อนคลายจาก อะคาช่า โฮลิสติก เวลบีอิ้ง เซ็นเตอร์ ที่จะปรนนิบัตรคุณด้วยสปาทรีตเม้นต์ โดยแพ็คเกจนี้รวม การเข้าพักที่โรงแรมโฮเทล คาเฟ่ รอยัลที่ตกแต่งแนวร่วมสมัยโอ่โถง จำนวน 1 คืนขั้นต่ำ การเข้าใช้บริการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบริเวณสปาพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพองค์รวม นอกจากนี้แล้วแพ็คเกจยังมาพร้อมกับเครดิตเงินสดที่สามารถนำไปแลกซื้อทรีตเม้นต์ได้มูลค่า 120 ปอนด์ต่อท่าน แชมเปญ Veuve Clicquotจำนวน 1 ขวด อาหารเช้าสไตล์อังกฤษ และบัตร Regent Street VIP shopping card ที่มอบส่วนลดพิเศษ 10% เมื่อซื้อสินค้าแบรนด์หรูบนถนนรีเจ้นท์ และเลทเช็คเอ้าท์ถึงเวลา 16 นาฬิกา (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องว่าง) ราคาเริ่มต้นที่560 ปอนด์ต่อคืน เว็บไซต์: http://www.hotelcaferoyal.com

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่อันโดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอในสามรุ่นย่อย ได้แก่ The C 220 d Avantgarde, The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ รถยนต์ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ผลิตในปีนี้ ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน โดยจะเน้นที่รูปลักษณ์ด้านหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ The C-Class รุ่นนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class เพื่อยกระดับความปลอดภัยเชิงรุกของรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมความสามารถในการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ในบางสถานการณ์อีกด้วย เรื่อง / ภาพ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)

By MercedesBenz

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

ความคลาสสิคจะคงอยู่ไปตลอดกาล รถ SUV ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1979 ก็ยังคงมีความโดดเด่นในเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรด ความสามารถในด้านต่างๆ รวมไปถึงการผลักดันตัวเองกลับให้กลับมาบนท้องถนนได้อีกครั้ง ไม่มีรถยนต์รุ่นไหนที่น่ายกย่องเท่ากับ G-Class อีกแล้ว รถที่ผ่านเส้นทางทุกรูปแบบมาตั้งแต่ปี 1979 โดยแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์เลย และเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการสร้าง G-Class ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยรักษาความเป็นต้นแบบเอาไว้เกือบทั้งหมด มันจะยังคงเป็น G-Class แบบต้นตำรับ แต่ได้รับการปรับให้ทันสมัยและเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม G-Class รุ่นใหม่อาจจะมองดูไม่แตกต่างจากรถยนต์รุ่นเดิมเมื่อมองครั้งแรก เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนภายนอกน้อยมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า มีเพียงแค่มือจับประตู กรอบไฟหน้า และฝาครอบล้ออะไหล่เท่านั้น รถยนต์รุ่นใหม่นี้มีขนาดตัวถังที่ยาวขึ้น 5 เซนติเมตรและกว้างขึ้น 13 เซนติเมตรเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ตำแหน่งของล้อรถและกันชนขยับเข้ามาในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับตัวถังมากขึ้น โครงรถแบบขั้นบันไดที่ แข็งแกร่งขึ้น การลดระดับเกียร์ให้ต่ำลง และระบบล็อกการทำงานของช่วงล่าง 3 รูปแบบ ช่วยให้ G-Class สามารถรับมือกับกรวดและการลุยน้ำลึก 70 เซนติเมตรได้อย่างง่ายดายกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับระยะสูงจากพื้นอีก 24 เซนติเมตร การปรับขึ้นลงด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบท่อไอเสีย และระบบดูดอากาศของเครื่องยนต์ ช่วงล่างแบบอิสระยังช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการขับขี่สูงสุด พร้อมกับระบบช่วยเหลือที่เหนือชั้น การเก็บรายละเอียดของงานด้วยมือ และอุปกรณ์ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของ S-Class นั้น ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถ การเปลี่ยนและระยะเวลาในการตอบสนองของเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดนั้นสั้นและไวขึ้นจากรุ่นเดิม รวมถึงการประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า นอกจากระบบการขับเคลื่อนบนท้องถนน 4 รูปแบบแล้ว ยังมี G-Mode ซึ่งจะเตือนผู้บริโภคเมื่อพวกเขาอยู่บนเส้นทางอันไม่พึงประสงค์ และทำการปรับเปลี่ยนยานพาหนะเป็นระบบการขับขี่แบบออฟโรดโดยทันที ไม่มียนตรกรรมรุ่นใดอีกแล้วที่จะมอบจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยภายใต้ความสบายอย่างเหนือชั้นเหมือนอย่าง G-Class รุ่นใหม่นี้ Mercedes-Benz G 500 สี: metallic obsidian black เกียร์: อัตโนมัติ 9 สปีด กระบอกสูบ: V8 ความจุของกระบอกสูบ (ลบ.ม.): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 310/5,250–5,500 ความเร็วสูงสุด: 210 กม./ชม. อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (l/100 กม.)*: 14.9–14.2 (ในเมือง) 9.8–9.3 (ระหว่างเมือง) 11.7–11.1 (ผสม) อัตราการปล่อย CO2 (กรัม/กม.): 276–263 *ค่าต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพล้อ/ยาง คลาส: E เรื่อง MAYA MORLOCK, LAURA WAGNER

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์เชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในกิจกรรม ‘Fearless Driving with the Master’ การทดสอบสมรรถนะรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตระกูลเอสยูวีครบทั้งพอร์ทโฟลิโอ ร่วมกับ ‘ไมค์ ฮอร์น’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และนักสำรวจ-นักผจญภัยมืออาชีพชื่อดังระดับโลก พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางบนเส้นทางอันน่าตื่นเต้นเร้าใจบนเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูเมืองไทย ส่งรถยนต์ 4 รุ่นล่าสุด ทั้งในกลุ่มดรีมคาร์ อย่าง The new CLS 300 d AMG Premium สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงาม The E 200 Coupé AMG Dynamic สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร GLC 250 4MATIC Coupé ยนตรกรรมที่ผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์สไตล์เอสยูวีและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวของรถยนต์คูเป้เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงยนตรกรรมหรูอัจฉริยะ The S 350 d Exclusive และ The S 350

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความฝันที่จะนำเทคโนโลยี Formula 1 มาสู่ท้องถนน และความฝันนี้กำลังจะกลายเป็นจริงแล้ว Tobias Moers หัวหน้า Mercedes-AMG กำลังจะแนะนำ Mercedes-AMG Project One ให้โลกรู้จัก จริงๆ แล้วความฝันครั้งนี้เริ่มต้นจากบรรดาลูกค้า เมื่อ Tobias Moers เดินทางไปทั่วโลกและลูกค้าจำนวนมากบอกกับเขาว่าพวกเขาต้องการให้ AMG ทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นก็คือรถสปอร์ตที่โหด เร็ว และแรง กว่าอะไรก็ตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เคยสร้างมา พวกเขาต้องการรถที่ ‘สุดยอด’ และเป็น ‘AMG ที่แท้จริง’ หัวหน้าของ Mercedes-AMG ยินดีที่ได้ฟังเรื่องนี้ แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน บริษัทก็มีแผนการอื่นๆ อย่างโครงการ Mercedes-AMG GT แต่เขาก็บอกว่า “แต่ผมก็ไม่เคยลืมรถที่ ‘สุดยอด’ ของเรา” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตา หลังจากนั้น Moers ได้โทรหา Andy Cowell กรรมการผู้จัดการ บริษัท Mercedes-AMG High Performance Powertrains (HPP) ใน Brixworth โดย HPP พัฒนาเครื่องยนต์ Formula 1 ให้เมอร์เซเดส-เบนซ์จนประสบความสำเร็จอย่างมาก ในอดีต Cowell เคยเปรยๆ อยู่เหมือนกันว่าน่าจะใส่เครื่องยนต์ Formula 1 ลงในรถสปอร์ตได้ตามกฎหมายโดยไม่ต้องทำการการดัดแปลงมากมายจนเกินไป และตอนนี้ Mercedes-AMG ใน Affalterbach ก็เกิดคำถามสนุกๆ เหมือนกันว่าสามารถทำได้หรือไม่? และแล้วโครงการก็ลเริ่มต้นขึ้น การเผยโฉมครั้งแรกนั้นถูกนำเสนอในงาน IAA 2017 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของ Mercedes-AMG "มันอาจจะเป็นความคิดที่บ้าคลั่งที่สุดเท่าที่ผมเคยมีมา" Tobias Moers หัวเราะออกมา เบื้องหน้าของเขาคือยานยนต์ทดลองที่เกิดขึ้นจากแนวคิดเริ่มต้นที่ว่านี่คือสุดยอดของ AMG ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า ‘Project One’ Moers เดินไปรอบๆ รถสองที่นั่งคันใหม่ และพูดถึงรายละเอียดของรถสปอร์ตที่คาดว่าจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับบริษัท การนำเทคโนโลยี Formula 1 มาใช้บนถนนอย่างนี้เป็นอะไรที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการผลิตเพียง 275 คันเท่านั้น และทุกคันมีเจ้าของแล้ว ถึงแม้จะมีราคาสุทธิอยู่ที่ 2.275 ล้านยูโร Project One นั้นเป็นรถที่มีความสุดยอดมากเมื่อดูข้อมูลทางเทคนิค ความเร็วสูงสุดที่มากกว่า 350 กม./ชม. กำลังเครื่องยนต์มากกว่า 1,000 แรงม้า อัตราเร่ง 0 ถึง 200 กม./ชม. ภายในเวลาไม่เกิน 6 วินาที เครื่องยนต์ Formula 1 สามารถทำงานได้ถึง 11,000 รอบต่อนาทีซึ่งเป็นสถิติสูงสุด นอกจากเครื่องยนต์หลักแล้วยังมีเครื่องยนต์เบนซินแบบไฮบริดขนาด 1.6 ลิตร V6 ที่จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4 ตัว ตั้งไว้ในเทอร์โบชาร์จเจอร์หนึ่งตัว ในเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทำงานบนเพลาข้อเหวี่ยงหนึ่งตัว และอีกสองตัวบนเพลาหน้า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลทางเทคนิคเท่านั้น แต่สิ่งที่ค่อนข้างยากที่จะอธิบายก็คือมนต์เสน่ห์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจาก Mercedes-AMG Project One คือแทบจะไม่มีองค์ประกอบไหนในรถคันนี้ที่ไม่สุดโต่งในทางใดทางหนึ่ง "เรากำลังเข้าสู่ดินแดนใหม่ด้วยรถคันนี้" Moers กล่าว หลายชิ้นส่วนทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นครงสร้างเป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง (monocoque) หรือแม้แต่ระบบระบายความร้อน วัสดุคาร์บอนถูกใช้มากมายสำหรับภายในและฝากระโปรง ชิ้นส่วนเครื่องยนต์บางชิ้นได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตมากขนาดที่ต้องผลิตด้วยการใช้ 3D Printer พูดได้ว่ารถคันนี้เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจนไม่มีใขมันซักหยดเลยทีเดียว Smooth and Powerful รายละเอียดทุกอย่างถูกปรับให้เหมาะกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะวิ่งไปบนพื้นถนนได้อย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ครีบอากาศซึ่งประกอบด้วยช่องรับอากาศรูปไข่ที่ติดตั้งบนหลังคาและยืดออกด้านหลังของรถนั้นช่วยเพิ่มสัมผัสที่น่าสนใจให้กับภายนอกที่มีรูปทรงหยดน้ำ และที่สำคัญมันช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านข้างในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ มีการตัดสินใจที่จะยกปากทางช่องรับอากาศเล็กน้อยแทนที่จะติดตั้งมันลงบนหลังคาโดยตรง เพื่อช่วยให้อากาศพลศาสตร์ดีขึ้น Gorden Wagener หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Daimler AG กล่าวกับ Moers ว่า "ถ้าคุณจำเป็นต้องทำแบบนั้น ก็ทำมันไปเลย" เมื่อมองครั้งแรก รูปทรงของรถชวนให้นึกถึงปลาฉลามที่มีทรงพลังแต่เพรียวบาง มีครีบบนหลังคาและบานเกล็ดระบายอากาศแบบปรับได้ที่ซุ้มล้อหน้าซึ่งมีลักษณะคล้ายเหงือกของฉลาม การออกแบบที่เรียบง่ายถูกเลือกใช้ เพื่อสร้างความสมดุลกับเทคโนโลยีขั้นระดับสูงมากมายที่นำมาใช้ ที่นั่งนั้นหุ้มด้วยหนังนิ่มๆ และสามารถปรับเอนพนักพิงหลังได้ โดยผู้ขับจะได้จับพวงมาลัยรูปทรงกระบอก F1 อย่างกระชับมือ ส่วนการตกแต่งภายมีแต่อุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นมีหน้าจอควบคุมสองจอสำหรับระบบ Infotainment กระจกมองหลังที่จริงๆ แล้วเป็นหน้าจอทีวีที่แสดงภาพจากกล้องด้านนอก เช่นเดียวกับการออกแบบภายนอก ภายในของรถนั้น ไม่ได้ออกแบบมาให้เตะตา แต่มันเป็นการออกแบบที่สะอาดซึ่งช่วยให้การขับขี่ทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "เราได้คำนึงถึงทุกอย่างจากมุมมองของผลิตภัณฑ์" Moers กล่าว "เราจัดระเบียบทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้" แนวทางนี้ฝังอยู่ใน DNA ของแบรนด์ แต่โครงการ Mercedes-AMG Project One นั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกด้วย การใช้ระบบขับเคลื่อน EQ Power ผสานเข้ากับระบบ plug-in hybrid ประสิทธิภาพสูงบ่งบอกถึงทิศทางที่ Mercedes-AMG ต้องการเดินไป เทคโนโลยีของเครื่องยนต์เผาไหม้นั้นกำลังสุกงอม ความท้าทายในขณะนี้คือการรวมเทคโนโลยีไฮบริดและเทคโนโลยีไฟฟ้าใหม่ๆ และนั่นไม่ใช่ความท้าทายข้อเดียว บริษัทจากเมือง Affalterbach นี้ ยังเป็นผู้บุกเบิกด้านเทคโนโลยีเมื่อพูดถึงรถยนต์ในซีรีส์ต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วย จิตวิญญาณและสาระสำคัญของ Mercedes-AMG จะปรากฏเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถไฮเปอร์คาร์เข้าไปวิ่งในสนาม Nordschleife และฃการแข่งขันอื่น ๆ ของโลก รวมถึงระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยโหมด comfort ของรถด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะขับ Mercedes-AMG Project One ออกสู่ท้องถนนในบ่ายวันอาทิตย์อย่างชิลๆ ในอนาคตได้ใช่ไหม? "แน่นอน" Tobias Moers ยิ้มในขณะที่เขาเสริมว่า “ถ้ามีใครคิดที่จะทำแบบนั้น”

By MercedesBenz

ลองคิดภาพตัวคุณยืนอยู่บนยอดตึก Empire State เบื้องหน้าคือฉากของนิวยอร์กทั้งเมืองที่สะท้องกับแสงสุดท้ายของวัน ก่อนที่ไฟตามถนนและอาคารจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่ในยามค่ำคืน “แสงมีคุณสมบัติอันน่าอัศจรรย์ เหมือนกับว่ามันมีพลังดึงดูดบางอย่าง” Hartmut Sinkwitz ผู้อำนวยการทีมออกแบบภายในของเมอร์เซเดส-เบนซ์กล่าว “โดยเฉพาะเวลากาลางคืน แสงสามารถปลุกเร้าอารมณ์ของเราได้ ทำให้เรารู้สึกได้ในแบบที่ไม่คิดมาก่อน” และคำกล่าวนี้เป็นจริง ไม่ว่าคุณจะอยู่บนยอดตึก Empire State หรือในรถยนต์ A-Class โฉมใหม่ก็ตาม Sinkwitz และทีม จินตนาการถึงภาพและอารมณ์ของแสงเหล่านั้น เวลาที่พวกเขาออกแบบแสงให้กับรถยนต์ “เราต้องการที่จะสร้างโลกที่มีสีสันและชีวิตชีวาในรถยนต์ แสงนี่แหละ ที่ช่วยให้เราทั้งอารมณ์ดีได้และให้ความรู้สึกปลอดภัยได้ไปพร้อมกัน ไฟหน้าของรถที่สวนมาอาจทำร้ายสายตาของผู้ขับขี่ได้ แต่มันก็ช่วยบรรเทาลงได้เหมือนกัน หากภายในห้องโดยสารไม่มืดจนเกินไป” แสงเป็นเรื่องของฟิสิกส์ และในแง่ของประสาทสัมผัสมนุษย์แล้ว มันเป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด เราต้องการมันในการดำรงชีวิต ถ้าไม่มีแสง ก็ไม่มีชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น แสงยังเป็นตัวช่วยในการสังเคราะห์วิตามินในร่างกาย รวมไปถึง ‘เซโรโทนิน’ ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขด้วย ในบางพื้นที่ แสงเป็นสิ่งหายากพอๆ กับน้ำในทะเลทราย เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าหลังหน้าหนาวอันมืดและยาวนานในสแกนดิเนเวียนั้น ความอบอุ่นที่เฝ้ารอมาแสนนานและพลังงานบางอย่างก็ทำให้ชาวยุโรปตอนใต้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่เช่นเดียวกับทุกอย่าง แสงที่ไม่มากไปก็ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์จากธรรมชาติที่ทำให้ผิวหนังไหม้หรือก่อมะเร็ง หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นเรื่องสายตาหรืออาการนอนไม่หลับ ดวงตาของเรานั้นอ่อนไหวมากกับแสงสีฟ้าที่มากระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นแสงสีฟ้าที่อยู่ในแสงธรรมชาติ หรือจากวัตถุในโลกดิจิทัลก็ตาม แสงสีฟ้านั้นจะไปลดปริมาณเมลาโทนิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนอนปกติของคนเรา นั่นทำให้เรานอนหลับไม่สนิทหรือตื่นมาแล้วรู้สึกว่าพักผ่อนไม่เต็มที่หากก่อนนอนเราใช้มือถือเช็คอีเมลหรืออินสตาแกรม ซึ่งจริงๆ หลายบริษัทก็พยายามพัฒนาวิธีรับมือกับแสงสีฟ้าและอาการผิดปกติทางการนอนนี้ อย่างสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ก็จะมีโหมดกลางคืนที่จะช่วยลดแสงสีฟ้าลงจากหน้าจอ ซึ่งคุณก็ควรที่จะใช้มัน เพราะเราทุกคนต่างก็ต้องพยายามหาวิธีอยู่ร่วมกับแสงในโลกดิจิทัลอย่างทุกวันนี้ Artificial interior daylight จริงๆ แล้วมันก็มีวิธีใช้แสงสีฟ้าให้เกิดประโยชน์อยู่บ้าง และทีมวิจัยจาก Daimler ก็พยายามพัฒนาเรื่องนี้อยู่ พวกเขาได้ลองคิดค้นระบบแสงที่ติดด้านในของหลังคารถบรรทุกที่เรียกว่า ‘Daylight+’ ซึ่งทำหน้าที่ให้แสงที่เหมือนกับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน แต่สว่างและให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า เพื่อที่ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสมาธิให้กับคนขับรถ ซึ่งช่วยให้ท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง และด้วยเทคโนโลยีทุกวันนี้ ก็มีวิธีมากมายในการสร้างแสงแบบที่ต้องการ Harald Widlroither ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาปัจจัยมนุษย์ (Human Factors Engineering) แห่ง Fraunhofer Institute ในเยอรมนีซึ่งร่วมมือกับเมอร์เซเดส-เบนซ์บอกว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ มันช่วยให้เราควบคุมและจัดการแสงได้ง่ายขึ้น นั่นหมายความว่าเราสามารถเปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริงได้มากขึ้น” ถึงอย่างนั้น เราก็ยังไม่สามารถวัดผลกระทบของแสงที่มีต่อผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรมอยู่ดี Subjective effects แสงสีฟ้ามีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกระตุ้น ขณะที่แสงสีแดงมักจะให้ความสงบ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน Isabel Schöllhorn จาก Fraunhofer Institute ผู้ดูแลแผนก Ergonomics & Vehicle Interaction บอกว่า “ข้อสังเกตทางจิตวิทยาก็อาจจะตรงกันข้ามกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้” งานที่เธอทำคือการค้นหาวิธีจัดแสงให้ลดความเครียด ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องยากมากเมื่อต่างคนต่างก็มีความชอบและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป แต่เธอก็บอกว่า “แต่อย่างหนึ่งที่แน่นอนก็คือ คุณสมบัติของแสงที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติและบรรยากาศที่มันสร้างขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กัน ถ้าฉันเห็นเก้าอีที่ฉันชอบ กว่าฉันจะรู้สึกว่ามันนั่งไม่สบาย เวลาก็ผ่านไปนานแล้ว” ยังมีบางมิติของแสงที่ยากจะตรวจสอบด้วยวิทยาศาตร์ นั่นก็คือเรื่องของอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นแรงจูงใจสำคัญในการทำงานของ Hartmut Sinkwitz และทีมของเขา พวกเขามีต้นแบบเป็นศิลปินอย่าง ที่James Turrell ที่ใช้แสงในการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปลี่ยนใจของคนที่อยู่ในนั้นได้ หรือสถาปนิกอย่าง Norman Foster ที่ใช้แสงเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและสร้างสถาปัตยกรรมที่มีแรงขับดันด้านอารมณ์ได้ No shadows without light Hartmut Sinkwitz เห็นด้วยว่า “งานศิลปะที่สมบูรณ์แบบนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างแสงและเงา ศิลปินวาดภาพหลายคนก็ใช้เทคนิคนี้ในการสร้างงานชิ้นเอกขึ้นมา” แสงและเงานี่เอง ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการออกแบบภายในของ A-Class โฉมใหม่มาตั้งแต่ต้น “เมื่อแสงและเงาปฏิสัมพันธ์กัน มันสามารถสร้างบรรยากาศอันน่าอัศจรรย์ในรถยนต์ให้เกิดขึ้นได้แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทรวดทรงต่างๆ และแสงประกอบกันได้อย่างลงตัว และช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน” และความลงตัวของแสงและเงานี่เองที่ทำให้ภายในห้องโดยสารสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ Sinkwitz เล่าถึงครั้งแรกที่เขาตระหนักในพลังของแสงว่า “เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก พ่อแม่พาผมออกไปเดินเล่นยามค่ำคืนในเวนิส มันเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของผม ผมเห็นเงาของอาคารบ้านเรือนริมคลองซึ่งประดับประดาด้วยไฟ สะท้อนกับผืนน้ำระยิบระยับ มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและมีชีวิตชีวาเมื่ออยู่ตรงนั้น” และด้วยความประทับใจนี้ เขาก็พาลูกๆ ของเขาไปพบเห็นในสิ่งเดียวกัน นอกจากนี้ เขาก็ยังส่งภาพถ่ายที่บอกว่าเป็นแรงบันดาลใจมากๆ มาให้ลงนิตยสาร นั่นก็คือภาพชายหาดของเกาะ Usedom ในยามพระอาทิตย์ตก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แสงสุดท้ายของวันมักทำให้เราผ่อนคลาย รวมถึงมีความสุขเสมอ

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุ่มเทและมุ่งมั่นอย่างมากกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และขณะนี้รถเหล่านั้นก็กำลังเดินหน้าสู่โครงการทดสอบของ Daimler ร่วมออกเดินทางจาก Arctic Circle สู่ทะเลทรายอันแห้งแล้งไปด้วยกัน ตอนนี้เราอยู่ที่ Lapland ทางตอนใต้ของ Arctic Circle ที่อุณหภูมิ -35 องศาเซลเซียส และมีผืนหิมะความลึกประมาณหัวเข่าปกคลุมพื้นที่ยาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา Johnny บอกเราว่าไม่ค่อยได้เห็นสภาพอากาศแบบนี้แม้แต่ในตอนเหนือของสวีเดนมาระยะหนึ่งแล้ว เขาเป็นคนจัดการสอบรถใน Arjeplog และนี่คือสภาพที่ถือว่าดุเดือดมากสำหรับการทดสอบรถในช่วงฤดูหนาวของ Daimler รถไฟฟ้าที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาทดสอบเป็นรุ่นที่คาดหวังว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการยานยนต์ในอนาคต วิศวกรและทีมพัฒนาทำการทดสอบยานยนต์ที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มีกำลังประมาณ 300 กิโลวัตต์ (400 แรงม้า) ซึ่งคาดว่าจะมีระยะทำการประมาณ 400 กิโลเมตรในขณะที่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซ WLTP (Worldwide Harmonised Light-Duty Vehicles Test Procedure) อย่างเต็มที่ มาตรฐานการทดสอบนั้นสูงมาก เนื่องจากรถต้องผ่านโปรแกรมการทดสอบแบบเดียวกับรถรุ่นอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงการตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบตเตอรีลิเธียมไอออน มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบการควบคุม หัวหน้าวิศวกร Michael Kelz ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงการทดสอบ เพิ่งทดสอบรถบนทะเลสาบน้ำแข็งเสร็จสิ้น วันนี้เป็นการทดสอบวันสุดท้ายที่ Arctic Circle งานทั้งหมดของทีมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาล้วนดำเนินมาเพื่อสิ่งนี้ Kelz ยิ้มย่างพอใจระหว่างที่บอกว่า “เครื่องยนต์รักษาระดับพลังงานที่สูงมากแม้ในสภาวะที่ท้าทายมากที่สุด รถเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นช่วยให้รถมีแรงฉุดและลากที่ยอดเยี่ยม รวมถึงไม่มีการปล่อยมลพิษหรือเสียงเครื่องยนต์ที่ดังจนกวนใจเลย” ผลงานที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาได้บันทึกไว้ ก็คือแบตเตอรีและมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้อย่างน่าพอใจ แม้ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูงที่สุดของอาร์กติกซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพราะโดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรีก็มีอุณหภูมิที่รู้สึกสบายในการทำงานคล้ายคลึงกับที่คนเราต้องการ นั่นก็คือช่วงอุณหภูมิ 0-35 องศาเซลเซียส ถ้าอยู่นอกเหนือขอบเขตนี้ก็อาจจะไม่สามารถทำงานได้ดีนัก สิ่งต่างๆ จะดำเนินไปอย่างไม่ค่อยจะราบรื่น และการควบคุมอุณหภูมิก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น Kelz ไม่เพียงแต่เป็นผู้ดูแลและตรวจสอบรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับอนาคตเท่านั้น แต่เขายังดูแล E-Class, GLC และ CLS ด้วย ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญและรู้ดีว่าอะไรที่จำเป็นบ้างในการพัฒนารถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ งานของเขาคือการรักษาคุณค่าดั้งเดิมและต่อยอดความสำเร็จให้แบรนด์ในอนาคต เกือบสี่ปีของเวลาในการพัฒนาถูกมอบให้กับการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้า เวลาหลายช่วงโมงถูกใช้บนระยะทางยาวหลายล้านไมล์บนถนนและในสถานที่ทดสอบต่างๆ การทดสอบขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ดำเนินการในสวีเดน ครอบคลุมไปถึงทะเลสาบที่เย็นจนแข็งหลายรอบเพื่อความสามารถในการใช้งานที่สูงสุด โดยใช้ภูมิประเทศที่โหดร้ายและไม่เอื้ออำนวยเพื่อการปรับเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบและการขับขี่แบบออฟโรด โดยในการเปิดตัวสู่ตลาด จะมีรถรุ่นทดสอบและต้นแบบประมาณ 200 คัน ส่วนในขั้นจัดจำหน่ายจะมีการผลิตโมเดลใหม่ขึ้นมา On schedule Kelz กล่าวว่าการทดสอบเหล่านี้ถูกเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด รถรุ่นทดสอบถูกปกคลุมด้วยกระดาษฟอยล์ลายม้าลาย ปกปิดพวกเขาจากช่างภาพนิตยสารที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางต้นสน ขณะที่เส้นสายที่สง่างามของรถจะถูกเก็บซ่อนไว้ด้านในกับโลหะที่มีน้ำหนักเบาแนบไปที่ฝากระโปรงและด้านข้าง ที่จริงแล้ว ภายในของรถต่างหากที่เป็นจุดซึ่งน่าสนใจ รวมไปถึงช่วงล่างที่รองรับอย่างดี ซอฟต์แวร์ที่ควบคุมโปรแกรมการขับขี่และระบบการจัดการพลังงาน หรือแม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยอย่างเทคนิคการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ทำงานเมื่อใช้เบรค ซึ่งน่าอัศจรรย์ หลังจากสี่เดือนอันหนาวเย็น Kelz ก็บอกว่า "เรากำลังทำงานตามกำหนดเวลา แต่ว่าก็ยังมีงานต้องทำมาก" เราเข้าร่วมกับทีมวิศวกรและกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ทดสอบอีกครั้งหกเดือนต่อมาในตอนใต้ของสเปน ซึ่งอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 45 องศาเซลเซียส หัวหน้าวิศวกร Kelz สวมเสื้อยืด ขณะที่รถมีลายพรางสีฟ้าดำ ในทะเลทราย Tabernas ที่แห้งแล้ง ทุกอย่างเป็นหินสีน้ำตาลและเทาซึ่งตรงกันข้ามกับสีขาวโพลนของธารน้ำแข็งในแถบอาร์กติก นี่เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในยุโรป และที่ราบสูงนี้มีความสุดขั้วที่ตรงกันข้าม เหงื่อมากมายเข้ามาแทนที่อาการหิมะกัด อุณหภูมิสูงขึ้นมากเทียบกับความหนาวเย็นของสถานที่ทดสอบก่อนหน้านี้ ที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงแต่อุณหภูมิ แต่ยังเป็นอารมณ์ของวิศวกรด้วย "เราสามารถแก้ไขจุดอ่อนทั้งหมดที่เราระบุไว้ในสวีเดนได้สำเร็จแล้ว" Kelz กล่าว รวมถึงมีสิ่งน่าสนใจใหม่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกรถทดสอบใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ที่แท้จริง ซึ่งต่อมาจะส่งไปที่โรงงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ใน Bremen ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ ความผันผวนของอุณหภูมิใน Tabernas ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ภายในรถเกิดความตึงอย่างมหาศาล การทดสอบออฟโรดที่นี่นั้นหนักเกินกว่าระดับที่ลูกค้าซึ่งชอบการขับขี่แบบผจญภัยจะใช้รถของพวกเขา มีการวิเคราะห์และแก้ไขทุกเสียงเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่ช่องว่างเล็กๆ ระหว่างข้อต่อต่างๆ รถทดสอบสามารถวิ่งผ่านสนามนี้ไปได้ ซึ่งช่วยให้วิศวกรมั่นใจได้ว่าการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ ไม่ต้องอาศัยการระนีประนอมใดๆทั้งสิ้น A Fascinating Engine “ช่วงเวลานี้แหละ..” Kelz กล่าวขณะดึงพวงมาลัยรถเข้าสู่ทางตรงยาว เขาวางเท้าลง และความเร็วของรถยนต์ไฟฟ้าก็ปีนขึ้นไปถึง 100 กม./ชม. ภายในห้าวินาที เทียบเท่ากับ CLS “รถยนต์ไฟฟ้าพัฒนาแรงบิดมหาศาล ส่วนที่ยากคือการถ่ายพลังนั้นลงไปที่ล้อทั้งสี่ และวิศวกรของเราก็ทำงานได้ดีเยี่ยม” Kelz พูดถึงการตอบสนองที่น่าประทับใจของรถ มีเวลาไม่มากนักสำหรับทีมพัฒนาสำหรับสนามทดสอบต่อไปที่ Andalusia พื้นที่อันแห้งแล้งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในภาพยนตร์ Once Upon a Time in the West พวกเขาต้องวางแผนที่จะทดสอบรถในที่ที่สุมด้วยความร้อนที่ทวีคูณขึ้น อย่างในแอฟริกาและแอริโซนาซึ่งอุณหภูมิจะสูงขึ้น 50 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการผลิต “เราคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้ในระหว่างการพัฒนาโมเดลไฟฟ้าของเราก่อนหน้านี้ นั่นคือวิธีที่เราใช้สร้างและพัฒนารถเมอร์เซเดส-เบนซ์ และนี่คือสิ่งที่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นที่จะให้ได้” และนั่นหมายถึงศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงที่สมดุล รูปทรงที่กว้างของแบตเตอรี เครื่องยนต์ที่เงียบและปราศจากการสั่นสะเทือนหรือการปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกันก็รักษาการขับเคลื่อนได้อย่างราบเรียบและต่อเนื่องแม้ในขณะขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อใดก็ตามที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะเกิดกระแสความสนใจเป็นอย่างมาก จริงๆ เรื่องนี้มีการพูดถึงตั้งแต่ปี 2016 แล้ว เมื่อ Dieter Zetsche, CEO ของ Daimler AG นำเสนอแนวคิด EQ ในปารีส แบรนด์ EQ ก็มีการเติบโต และก็มีการวางแผนพัฒนา Formula E ไว้สำหรับปี 2019 รวมถึงคาดว่าจะมีการเปิดตัวโมเดลไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ 10 รุ่นภายในปี 2022 “การขับเคลื่อนของรถไฟฟ้าจะเปลี่ยนทั้งบริษัทของเรา” Kelz ผู้มีความเชี่ยาญครอบคลุมไปถึงโครงสร้างที่สลับซับซ้อนของแบตเตอรีกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มร้อย

By MercedesBenz

อาจจะฟังดูเหมือนความคิดของโลกยูโทเปียเสียหน่อย แต่ Volocopter พาหนะบินได้แบบอัตโนมัตินั้นเป็นเรื่องจริงแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในดูไบ ในบทสัมภาษณ์นี้ Alexander Zosel จะมาเล่าให้ฟังถึงแท็กซี่บินได้ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทีมของเขาช่วยกันพัฒนาขึ้นมา มีการคาดการณ์ว่ายานพาหนะที่บินได้จะเปลี่ยนแปลงระบบการจราจรและการเดินทางของเราไปตลอดกาล ในขณะที่อีกหลายคนซึ่งอาจจะไม่ถึงกับเชื่อมั่นกับแนวคิดนี้มากนัก ก็ยังมองว่าอย่างน้อยมันก็เป็นคอนเซ็ปต์การเดินทางที่น่าตื่นเต้น คงไม่มีใครที่จะพูดคุยกับเราในเรื่องนี้ได้ดีไปกว่า Alexander Zosel และทีมของเขาที่ก่อตั้งบริษัท Volocopter GmbH ขึ้นในเมือง Bruchsal ของเยอรมนี     ความคิดที่ว่าจะสร้างแท็กซี่บินได้อัตโนมัตินี่เกิดขึ้นได้อย่างไร บอกตามตรงว่าจริงๆ แล้วมันเป็นความคิดของ Stefan Wolf เพื่อนของผม ซึ่งก็เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของผมอยู่ด้วยในตอนนี้ ลูกชายของเขาอยากได้มัลติคอปเตอร์ (Multicopter) Stefan ก็เลยคิดไปถึงการสร้างมัลติคอปเตอร์หรือโดรนในขนาดที่คนเข้าไปนั่งได้ เขาเอาไอเดียนี้มาคุยกับผม เพราะผมเคยทำงานเป็นครูสอนพาราไกลดิ้ง (Paragliding) มาก่อน แล้วเขาก็คงมองว่าผมพอจะทำให้มันเกิดเป็นธุรกิจขึ้นได้ด้วย   เส้นทางอาชีพของคุณดูน่าสนใจมากเลย คุณจบวิศวกรรมด้านการก่อสร้างมา คุณเคยเล่นในลีค German Basketball Bundesliga แถมยังเคยเป็นนักกีฬาสโนว์บอร์ดระดับโลก แล้วยังเคยเปิดคลับด้วย คุณเคยมีประสบการณ์ด้านการบินหรือเคยทำงานในอุตสาหกรรมการบินมาก่อนบ้างหรือเปล่า อย่างที่ผมบอกครับ ผมเคยเป็นครูสอนพาราไกลดิ้ง (Paragliding) มาก่อน (หัวเราะ) ผมว่าผมเป็นคนที่มีความสนใจหลายอย่าง แล้วก็มีจินตนาการมากมาย เพราะฉะนั้นผมเห็นภาพในหัวตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าหน้าตาของแท็กซี่บินได้นั้นจะเป็นยังไง   จากวิสัยทัศน์ตรงนั้น Volocopter ก็เกิดขึ้น คุณใช้เวลานานไหมในการพัฒนามันขึ้นมา หลังจากเราผุดไอเดียนั้นขึ้นมา เราก็สามารถทดลองบินครั้งแรกได้ในหนึ่งปีต่อมา ซึ่งก็คือปี 2011 พวกเราเป็นทีมแรกในโลกที่สามารถส่งยานพาหนะขึ้นในแนวตั้งได้โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้เราได้รับการบันทึกลงสถิติโลกใน Guinness Book ด้วยนะ ตอนนั้น Volocopter ไม่ได้ดูล้ำสมัยเท่าตอนนี้.. ช่แล้ว ตอนนั้นเราตั้งใจพัฒนาด้านเทคนิคเป็นสำคัญ ผมยอมรับนะว่าดีไซน์ตั้งต้นของเรานี่ดูเหมือนกับกระสุนปืนบินได้ที่หลุดออกมาจากปืนของ Baron Münchhausen เลยแหละ เราไม่มีทางชนะรางวัลในเวทีออกแบบได้ด้วยอะไรหน้าตาแบบนั้นแน่นอน   ใครเป็นคนออกแบบโปรโตไทป์แรกเหรอ จริงๆ มันคือการรวมกันของหลายๆ ไอเดีย ต้องยกความดีความชอบให้ทีมพัฒนาเทคโนโลยีของเราที่แม้จะมีคนไม่มาก แต่ก็ทำให้มันบินได้ในที่สุด   คุณช่วยอธิบายการทำงานของ Volocopter แบบย่อๆ ได้ไหม ระบบแบตเตอรี่ที่เป็นอิสระจากกัน 9 ระบบ ใบพัด 18 ตัว และระบบประมวลผลขนาดจิ๋ว ช่วยให้ Volocopter ขึ้นบินได้อย่างราบรื่น เราออกแบบให้ใบพัดคู่ตรงข้ามกันขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่หนึ่งตัว ทำให้ในกรณีที่แบตเตอรี่พังหนึ่งตัว ก็ยังมีใบพัดที่ทำงานได้อยู่   อืม นั่นทำให้มันไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งด้วย เพราะว่าเป็นการจับคู่ใบพัดที่อยู่ตรงข้ามกัน แล้ว Volocopter แตกต่างจากเฮลิคอปเตอร์ทั่วไปอย่างไร Volocopter นี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และกระบวนการสร้างมันขึ้นมาก็ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับเฮลิคอปเตอร์เลย มอเตอร์ทั้ง 18 ตัวนั้นเชื่อมต่อกันด้วยไฟเบอร์กลาส ถ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดขัดข้อง ก็จะไม่มีผลอะไรกับตัวอื่นเลย Volocopter ยังส่งเสียงดังรบกวนน้อยกว่าด้วย จากการทดลองวัดระดับเสียง เฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ห่างออกไป 500 เมตรยังเสียงดังกว่า Volocopter ที่อยู่ห่างออกไป 75 เมตรเสียอีก คุณว่าผู้คนจะเชื่อใจเทคโนโลยีนี้ไหม เป็นปกติที่จะมีความกลัวเกิดขึ้นเมื่อเราแนะนำให้คนรู้จักกับเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ แต่ Volocopter ของเราได้ผ่านการทดสอบจากองค์การด้านอากาศยานระดับชาติมาแล้ว ทั้งในเยอรมนีและดูไบ รวมถึงเราสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้เลยว่า แม้ใบพัดและแบตเตอรี่หลายตัวจะหยุดทำงาน Volocopter ก็ยังคงบินได้อยู่   นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงสามารถทำการทดสอบการใช้จริงได้ในดูไบอยู่ตอนนี้ใช่ไหม ใช่แล้ว ดูไบเป็นที่แรกที่เราได้บริการลูกค้า เมืองนี้มีความตั้งใจอยู่แล้วว่า 1 ใน 4 ของขนส่งสาธารณะของเมืองจะต้องเป็นระบบขับขี่อัตโนมัติภายในปี 2030 ดังนั้น เราก็เลยทำข้อตกลงกับ Roads and Transport Authority (RTA) ในการทดลองบินแท็กซี่บินได้ของเรา การทดลองบินครั้งแรกของเราในใจกลางเมือง จึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนฤดูใบไม้ร่วงของปี 2017   แต่การให้บริการช่วงแรกๆ ก็ยังมีนักบินนั่งไปด้วยใช่ไหม ใช่ครับ เพราะนี่ถือเป็นระยะเริ่มต้น จึงต้องอาศัยการสร้างความเชื่อใจให้กับเทคโนโลยีนี้ก่อน แต่ในระยะยาว เราตั้งใจให้เป็นพาหนะไร้คนขับ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่ามันปลอดภัยไม่น้อยไปกว่ากันเลย Volocopter ถูกออกแบบมาให้บินได้ในระยะไกลแค่ไหน เราตั้งใจให้ Volocopter เริ่มให้บริการการบินในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยระยะเริ่มต้นสามารถเดินทางได้ในระยะ 10-15 กิโลเมตร แบตเตอรี่จะใช้งานได้ประมาณ 30 นาที โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาที่ผู้โดยสารลงและขึ้นจากยานพาหนะพอดี ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการให้บริการหรือการเดินทางมากนัก แต่นั่นแปลว่า Volocopter ก็ยังต้องใช้แรงงานคนในการช่วยชาร์จแบตใช่ไหม อย่างน้อยก็ใช่ในช่วงเริ่มต้น แต่เรากำลังพยายามพัฒนาให้งานนี้ทำโดยหุ่นยนต์ได้ เราตั้งใจที่จะพัฒนาสถานีจอดที่มีระบบดูแลรักษา Volocopter ได้ในหลายๆ ด้านโดยอัตโนมัติ นับตั้งแต่บินเข้าจอด ก็จะมีการตรวจสอบและชาร์จไฟ แล้วก็เป็นจุดปล่อยตัวออกไปอีกครั้ง แทนที่จะต้องมีทั้งป้ายจอดและสถานีชาร์จหรือปั๊มน้ำมัน เมืองก็มีแค่สถานีแบบนี้ที่สมบูรณ์ในที่เดียว   ราคาของ Volocopter อยู่ที่เท่าไหร่ ตัวต้นแบบที่คุณเห็นอยู่นี่ใช้ต้นทุนหลายล้านยูโรในการสร้างขึ้นมา แต่แน่นอนว่าในการผลิตจำนวนมาก ก็จะช่วยลดต้นทุนลงไปได้   ผมรู้ว่าตอนนี้ Daimler AG มีหุ้นอยู่ 11% เปอร์เซ็นต์ในบริษัทของคุณ แต่ด้วยยอดเงินลงทุนมากมายขนาดนั้น คุณไปหาทุนจากที่ไหนมาสร้าง ตอนตั้งบริษัท เราเริ่มจากเงินลงทุนของเราเองก่อน จากนั้นก็ออกแคมเปญระดมทุน มาถึงตอนนี้เรามีพาร์ทเนอร์จำนวนมาก อย่าง Intel และ Daimler AG ที่คุณบอก บรรดานักอนุรักษ์นกมีความเห็นอย่างไรบ้างกับการเดินทางทางอากาศในเมือง พวกเขาก็มีปฏิกิริยาหลายแบบนะ บางคนก็บอกว่าดีที่จะได้นับที่อยู่อาศัยของนกได้จากบนฟ้า แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่เป็นห่วงว่าจะมีปัญหาการจราจรติดขัดบนฟ้าเหมือนบนถนน   แล้วคุณมีวิธีรับมือกับคำวิจารณ์อย่างไร Volocopter ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความบันเทิงอยู่แล้วนี่ ลองคิดดูสิว่า นอกจากแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนแล้ว เรายังมีทางเลือกในการใช้บริการได้อีกเป็นร้อย หรืออาจจะพันคันบนท้องฟ้า คนน่าจะขับรถยนต์เองน้อยลง เราแค่อยากแก้ปัญหาการจราจรบนท้องถนน และมอบทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนเมืองเท่านั้นเอง   Ina Brzoska เจอกับ Alexander Zosel ผู้ก่อตั้ง Volocopter ที่ DLD Conference ในมิวนิค หลังจบบทสนทนา เธอก็คิดภาพตัวเองนั่งแท็กซี่บินได้ออกในทันที สัมภาษณ์โดย INA BRZOSKA

By MercedesBenz

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จัดงานเปิดตัวเมนูอาหารบนเครื่องบินสำหรับปี 2019 ภายใต้แนวคิด “บูทีค สตรีท ฟู้ด – Boutique Street Food”   โดยมี นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและวางแผนฝูงบิน/ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (ที่ 2 จากซ้าย) นายจรูญญา นาผล หัวหน้าเชฟ บริษัทครัวการบินกรุงเทพ (ที่ 2 จากขวา) นายอมร รัศมีแสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด จำกัด (ที่ 1 จากขวา) เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว ให้เกียรติร่วมงาน ณ ห้องประชุมวานิลา บริษัท ครัวการบินกรุงเทพ จำกัด ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและวางแผนฝูงบิน สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บางกอกแอร์เวย์สมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความประทับใจในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเมนูอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราละเลยไม่ได้ โดยในปีนี้เราได้นำแนวคิดเรื่องอาหารสตรีทฟู้ด (Street Food) หรืออาหารจานเดียวของไทยซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่ถูกปากและเป็นที่นิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทางสายการบินฯ ร่วมกับ ครัวการบินกรุงเทพ (Bangkok Air Catering - BAC) ทำการคัดสรรเมนูที่ได้รับความนิยมมานำเสนอในแบบฉบับของบูทีคแอร์ไลน์พร้อมเสิร์ฟและให้บริการบนเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ ผัดไทยกุ้ง ข้าวกระเพราไก่ บะหมี่เป็ดแดง ข้าวหมกไก่ ขนมจีนแกงปลา ข้าวคั่วกลิ้งไก่ ข้าวผัดต้มยำกุ้ง กุ้งอบวุ้นเส้น วุ้นฝอยทอง วุ้นกะทิ สังขยาฟักทอง และ กล้วยบวชชี เป็นต้น สายการบินฯ หวังว่าเมนูอาหารแนวคิดใหม่นี้จะสร้างสีสันและบรรยากาศความประทับใจในการเดินทางให้กับผู้โดยสารของสายการบินฯ” “นอกจากนี้ บางกอกแอร์เวย์ส มุ่งมั่นที่จะเป็นสายการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly airline) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักในการดำเนินงานบริษัทฯ เรามีโครงการ CSR เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ชื่อ “รักษ์โลกดูแลโลก – Love Earth Save Earth” ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยเหตุนี้เราจึงให้ความสำคัญในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบนเครื่องบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อาทิ แก้วน้ำกระดาษ ถุงกระดาษสำหรับบรรจุอาหารว่าง กระดาษทิชชู่ ภาชนะใส่อาหารที่เป็นกระเบื้อง ช้อน-ส้อมสแตนเลส แก้วน้ำ (สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ) เป็นต้น และสายการบินฯ ยังมีโครงการ “ชุมชนแห่งรัก – A community of love” ที่เน้นการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเราได้นำผลิตภัณฑ์จากโครงการชุมชนท้องถิ่นต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้โดยสาร เพื่อสนับสนุนชุมชนให้มีรายได้ อาทิ เมล็ดกาแฟ ถั่วแมคคาเดเมียและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง น้ำผลไม้จากโครงการหลวงดอยคำ และชาใบข้าวซึ่งสกัดจากต้นข้าวอ่อนปลอดสารพิษจากโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย เป็นต้น”   นายจรูญญา นาผล หัวหน้าเชฟ บริษัทครัวการบินกรุงเทพ จำกัด หรือ Bangkok Air Catering (BAC) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างสรรค์เมนูภายใต้แนวคิด บูทีค สตรีท ฟู้ด (Boutique Street Food) กับทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สำหรับเมนูอาหารบนเครื่องบินใหม่ในปีนี้ เราได้คัดสรรเมนูอาหารจานเดียวยอดนิยมของไทยและนำมาพัฒนาและออกแบบรูปลักษณ์ของอาหารโดยทีมเชฟของบริษัทฯ อย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ตรงกันคอนเซ็ปต์ บูทีค สตรีท ฟู้ด ของสายการบินฯ และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้โดยสารของบางกอกแอร์เวย์สจะถูกใจกับรสชาติของอาหาร นอกจากนี้ เรายังให้ความใส่ใจในเรื่องคุณภาพเป็นหลักสำคัญเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร โดยอาหารทุกจานที่นำไปเสิร์ฟบนเครื่องบินจะผ่านกระบวนการต่างๆ ที่มีคุณภาพ ซึ่งเราได้รับการรับรองมาตรฐานระบบ GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นระบบวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และระบบHACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติของอาหารเพื่ออนามัยของผู้บริโภค อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายการผลิตอาหารฮาลาล (Halal meals) จากสำนักคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงได้รับรองการผลิตอาหารโคเชอร์ (Kosher meals) จากบริษัท ทยคาชรุธเซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าอาหารที่ผลิตจากครัวการบินกรุงเทพ เป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง” นายอมร รัศมีแสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัทครัวการบินกรุงเทพ จำกัด หรือ Bangkok Air Catering (BAC) กล่าวว่า “BAC มีความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารขึ้นเครื่องบินให้กับสายการบินต่างๆ มากว่า 10 ปี ปัจจุบันบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารในเที่ยวบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และผู้โดยสารของสายการบินอื่นๆ อีกกว่า 20 สาย อาทิ สายการบินเอมิเรตส์แอร์เวย์ สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ สายการบินแอลอัลอิสราเอลแอร์ไลน์ สายการบินเคนย่าแอร์เวย์ สายการบินโอมานแอร์ และ สายการบินเอธิโอเปียแอร์ไลน์ เป็นต้น นอกจากครัวการบินที่ท่าอากาศสุวรรณภูมิแล้ว เรายังมีครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าจำนวน 9 สายการบิน และเรากำลังจะเปิดครัวการบินแห่งใหม่ที่สนามบินเชียงใหม่ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ นอกจากธุรกิจครัวการบินแล้ว บริษัทฯ ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก อาทิ บริษัท กูร์เมท์พรีโม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อจัดจำหน่ายรวมถึงให้บริการจัดเลี้ยง ร้านอาหาร Brasserie 9 บนถนนสาทร ให้บริการอาหารฝรั่งเศสระดับหรูและซิการ์บาร์ ร้านอาหาร Al Saray บนนถนนสีลมและบริเวณโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย ให้บริการอาหารเลบานอนและอินเดียระดับหรู อีกด้วย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งกรุณาติดต่อศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้า โทร 1771 ตลอด 24 ชั่วโมง(ค่าบริการครั้งละ 3 บาททั่วไทย (เฉพาะโทรศัพท์พื้นฐาน) หรือ www.bangkokair.com

By MercedesBenz

X2 เชียงใหม่ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ทหรูบนฝั่งแม่น้ำปิงในเมืองเชียงใหม่ โลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบบนความเงียบสงบของฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ด้านนอกกำแพงเมือง รีสอร์ทหรูหราแห่งนี้มีความโรแมนติก สันโดษใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเชียงใหม่ นอกจากรีสอร์ทนี้จะเป็นรีสอร์ทระดับ 5 ดาว จุดเด่นอีกอย่างของที่นี้ ที่คุณไม่ควรพลาดคือ ห้องอาหาร Oxygen Dining Room ของทางรีสอร์ท ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลโดย Nicolas Isnard (นิโคลัส อีสนาร์ด) เชฟ Michellin Star ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง พร้อมกับผู้ช่วยเชฟคู่หู Alexandre Demard (อเล็กซานเดอร์ ดีมาร์ด) ที่พร้อมรังสรรค์ประสบการณ์การรับประทานอาหารอย่างเหนือชั้น วันนี้เราได้มีโอกาสนั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทั้งสองท่าน เกี่ยวประสบการณ์การเป็นเชฟ และมุมมองแง่คิดในการทำอาหาร และคำแนะนำสำหรับการเป็นเชฟที่ดีของพวกเขา เล่าถึงเรื่องการเริ่มฝึกทำอาหารและระยะเวลาของการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำอาหารนานเท่าไหร่แล้ว? นิโคลัส:  สำหรับผมเริ่มตั้งตอนอายุ 25 ปี ผมเริ่มฝึกเรียนทำอาหารในกรุงปารีสและทำงานในร้านอาหารต่างๆ ในบริเวณนั้นเป็นเวลากว่า 10 ปี และผมเปิดร้านอาหารของตัวเองในปี 2008 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อเล็กซานเดอร์: ของผมแตกต่างเลยครับ ไม่เหมือนกับนิโคลัส ผมเริ่มตั้งฝึกทำอาหารตั้งแต่อายุ 13 ปีและทำงานกับพ่อของผมซึ่งประกอบอาชีพเป็นพ่อครัวร้านขนมในฝรั่งเศส ผมมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในการทำขนม ต่อมาผมก็เริ่มเรียนการทำอาหารในครัว น่าจะรวมๆ แล้วอยู่ในวงการนี้มาประมาณ 17 ปี   เล่าอธิบายเรื่องสไตล์การทำอาหารของคุณ ว่าเป็นอย่างไร? อเล็กซานเดอร์: ต้องมีความสด! สีสันฉูดฉาดและมีรสชาติที่อร่อยจัดจ้าน นิโคลัส: สิ่งหนึ่งที่ผมทำอยู่เสมอ คือผมใส่ความใส่ใจลงไปในอาหารทุกจานที่ผมทำ ผมต้องทำให้แน่ใจว่ามันอร่อยจริงๆ ถ้าไม่อร่อยผมก็จะไม่เสิร์ฟแขกจานนั้นเด็ดขาดครับ   มีเคล็ดลับความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารอย่างไรบ้าง? นิโคลัส: ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสุขที่ได้ทำ หรือ Passion ถ้าคุณสามารถนำความสุขของคุณไปใช้ในการทำงานแน่นอนว่าอาหารที่คุณทำจะต้องอร่อย และแขกก็จะมาทานอาหารที่ร้านของคุณเพราะมันมีรสชาติที่ดี และนั่นบ่งบอกถึงความสำเร็จของร้านอาหารของคุณ ง่ายนิดเดียวเอง และกว่า 25 ปีที่ผมทำงานอยู่หลังครัว ผมมักถามตัวเองบ่อยๆว่า ผมจะทำอะไรได้บ้างกับร้านอาหารและเพื่อแขกของผม ดังนั้นกุนแจสำคัญของความสำเร็จคือเมื่อไหร่คุณทำให้งานของคุณพิเศษและสนุก แขกจะสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น   ช่วยเล่าประสบการณ์ที่สนุกที่สุดในร้านอาหารให้ฟังหน่อย?  อเล็กซานเดอร์: สองปีแรกที่ผมเริ่มทำอาหารเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด เพราะทุกวันในห้องครัวผมจะต้องเจอเรื่องใหม่ๆเสมอ ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับองค์กรที่ผมทำงานร่วมด้วยในตอนนั้น นิโคลัส: สำหรับผม เวลาที่สนุกที่สุดคือตอนนี้! เพราะเมื่อฉันจำได้ว่ามันยากแค่ไหนสำหรับผมในช่วงปีแรก แต่ด้วยตำแหน่งงานปัจจุบันของผม ตอนนี้ผมได้ออกเดินทางมากมาย ตามจริงแล้วผมจะกำลังจะเดินทางไปประเทศจีนและประเทศเวียดนามในสัปดาห์หน้า มันสนุกมากที่ได้พบคนใหม่และทำความรู้จักกับพวกเขา   มีพ่อครัวคนไหนบ้างที่คุณชื่นชอบในตอนนี้? อเล็กซานเดอร์: พ่อครัวคนโปรดของผมในตอนนี้คือนิโคลัส (หัวเราะ) นิโคลัส: ก็มีหลายคนทั่วโลกเลย แต่ ณ ตอนนี้ผมชื่นชมเชฟฝาแฝดชาวเยอรมัน ตระกูล Suehring ที่ร้านอาหารของพวกเขาเพิ่งได้รับ Michellin Star ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมลงมากรุงเทพเพื่อกินที่ร้านอาหารของพวกเขาเดือนละครั้งเลย!   คำแนะนำอะไรบ้างที่คุณจะบอกกับคนที่อยากจะเป็นเชฟในวันหนึ่ง?  อเล็กซานเดอร์: ขยันเรียนรู้ ฝึกฝนอย่างหนัก มีความสุขกับมันและต้องทำด้วยความรัก นิโคลัส: หากคุณไม่มีความรักให้กับการทำอาหาร ก็อย่าทำเลย คนอื่นทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่เราทำงาน 15-16 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อผมยังวัยรุ่น ผมมีเวลานอนเพียง 4 ชั่วโมง พูดง่ายๆก็คือชีวิตของผมอยู่ในครัวมาทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ ชีวิตพ่อครัวของผมคล้ายกับเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง“ Burnt” ลองไปหาดูนะ เพราะหากว่าคุณชื่นชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณก็จะมีความรักกับชีวิตคุณมากขึ้น   จะมีการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ในร้านอาหารอย่างไรบ้าง? นิโคลัส: เยอะมาก! Oxygen Dining Room ที่ X2 เชียงใหม่ เปรียบเสมือนกับลูกคนแรกของเรา ไม่ต้องห่วงเลยที่นั้นเรามีพ่อครัวระดับ Michellin Star ร้านที่สองของเราอยู่ที่เกาะสมุยและร้านที่สามอยู่ที่เวียดนาม มีโครงการใหม่หลายโครงการที่เสนอให้เราและพวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ทำงานกับโครงการเหล่านั้น ผมรักประเทศไทยและประเทศเวียดนามมาก ผมเดินทางไปกลับที่ประเทศไทยมา 12 ปีแล้ว ประเทศนี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของผมและเหมือนดังสนามเด็กเล่นของผมเพราะที่นี้มีวัตถุดิบและพืชผักที่ดีเยี่ยมที่ผมสามารถทำอาหารได้อย่างมันส์ไปเลย คุณชอบอะไรเกี่ยวกับเชียงใหม่บ้าง? อเล็กซานเดอร์: ผมรักเชียงใหม่! เมืองนี้เป็นเหมือนกับคลังอาหารที่ดีที่สุดในประเทศไทย ผมมีความสุขและโชคดีมากที่ได้ทำงานที่เชียงใหม่ นิโคลัส: เวลาผมได้ไปเยี่ยมเชียงใหม่ ผมต้องไปตลาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งเลยละ   มีอะไรสุดท้ายอยากจะฝากกับผู้อ่านไหม? นิโคลัส: กุญแจสู่ความสำเร็จในงานนี้อีกอย่างหนึ่งคือคุณต้องไม่ขี้เหนียว ถ้าคุณไม่มีความเอื้ออาทร คุณไม่ควรจะมาทำงานสายนี้ ลองนึกถึงคุณแม่ของคุณ ขณะที่เธอทำกับข้าวให้คุณทาน เธอคงชิมอาหารและเพิ่มส่วนผสมต่างๆ ผสมปรุงรสจนกว่าเธอจะได้รสชาติที่ดีเลิศที่สุดเพื่อคุณ พ่อครัวและแม่ครัวทุกคนควรเป็นเช่นนั้นด้วย เมื่อเขากำลังทำอาหารให้แขกได้รับประทาน  

By MercedesBenz

วาเลนไทน์นี้เชื่อว่าทุกคนกำลังมองหาสถานที่โรแมนติก ดินเนอร์เลิศหรู ใต้แสงเทียน พร้อมวิวสวยๆวันนี้ Mercedes Me ขอแนะนำ 4 ห้องอาหารและโปรโมชั่นดีสุด Exclusive สำหรับคู่รักเพื่อออกไปเฉลิมฉลองในค่ำคืนพิเศษ กับคนพิเศษ Bar M แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ เมย์แฟร์ กรุงเทพฯ ดินเนอร์มื้อพิเศษในค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติก กับเซตอาหารค่ำ 4 คอร์ส ณ Bar M รูฟท็อปบาร์ริมสระน้ำ บนชั้น 25 ของโรงแรมฯ สำหรับเซตอาหารค่ำวันวาเลนไทน์ มีให้เลือกด้วยกันถึงสองแบบสองสไตล์: Set A: Ocean of Love ไฮไลท์อยู่ที่ปลากะพงขาวย่างชิ้นโต ราดซอสซัลซาสตรอว์เบอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมทรัฟเฟิลครีมซุปและเชฟสลัด  ตบท้ายด้วยของหวานอย่างแครมบรูว์เลมะพร้าวอ่อน Set B: Surf & Turf เอาใจทั้งคอเนื้อและซีฟู้ดในจานเดียว ด้วยเมนูกุ้งลายเสือและเนื้อเทนเดอร์ลอยน์ย่าง (300 G.) เสิร์ฟคู่กับมิเนสโตรเน่ซุป หรือซุปผักรวมสไตล์อิตาเลี่ยนพร้อมหอยเชลล์, แอปเปิ้ลสลัด และสตรอว์เบอร์รี่มูส ราคา: 1,900 บาทเน็ทต่อคู่ สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร 02-672-1234   CHAR Restaurant โรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ สัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก ฉลองวันแห่งความรักด้วยค็อกเทลสูตรพิเศษ เพลิดเพลินกับวิวที่สวยงามของกรุงเทพในยามค่ำคืน ที่จะทำให้วันแห่งความรักของคุณสมบูรณ์แบบ เชฟนิโคลัส รามิเรซ ได้รังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่จะฉลองในวันแห่งความรักของคุณ ทางห้องอาหารยังได้จัดเตรียมดอกกุหลาบ และรูปถ่ายโพราลอยด์ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกให้กับคนที่คุณรักอีกด้วย ราคา: เริ่มต้นที่ 750 บาทต่อจาน หรือเมนูแบบ 9 คอร์ส ราคา 5,000 บาท ต่อท่าน (ราคานี้ยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 02 2074999   The Reflexions โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เซตเมนูอาหารฝรั่งเศส 7-คอร์ส “In the Mood of Love” พร้อมไวน์แพริ่งเป็นตัวเลือกให้คุณและคนรักได้เพลิดเพลินกับเมนูพิเศษในบรรยากาศโรแมนติก เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Love at First Sight (ปลาฮามาจิ + ขิง) ตามด้วย Cupid’s Arrow (ปูทะเล + หอยแมลงภู่) และ Make a Wish (ซุปเย็นกัสปาโช + มะเขือเทศแอร์ลูม) ต่อด้วย Soul Mate (ปลาจาน + พริกหวาน) พร้อมลิ้มรสเมนูเนื้ออย่าง Love Me Tender (สตริปลอยน์ เนื้อวากิว) ปิดท้ายด้วย Heart Warming lollipop และ Take me Home ของหวานหน้าตาสวยงามที่ทำจากสตรอว์เบอรี่ และไวท์ช็อคโกแลต ทางร้านมีดอกกุหลาบให้คุณผู้หญิงทุกท่าน และเหล้าจินสูตรเฉพาะของทางห้องอาหาร เดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ สำหรับคุณผู้ชาย เป็นที่ระลึกอีกด้วย ราคา: 7,600 บาท++ ต่อคู่ หากเลือกจับคู่ไวน์แพริ่ง จ่ายเพิ่มในราคา 1,800 บาท++ ต่อท่าน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02 650 8800   Praya Kitchen สำหรับคู่รักที่หลงใหลในรสชาติเข้มข้นจัดจ้านของอาหารไทย พระยา คิทเช่น (Praya Kitchen) สร้างค่ำคืนอันน่าจดจำให้กับทุกคู่รักด้วยรสชาติอันน่าประทับใจในดินเนอร์วันวาเลนไทน์ที่เปี่ยมไปด้วยความพิเศษ ทั้งสเตชั่นเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟ (Surf & Turf) ที่อัดแน่นไปด้วยอาหารทะเลสดรสเลิศถึง 12 ชนิด ส่วนสเตชั่นเนื้อก็ดึงดูดใจให้หลงใหลไปกับเซอร์ลอยน์เนื้อไทยบ่ม 55 วันรสนุ่มละมุนลิ้น สเต็กเนื้อออสเตรเลียและอเมริกาที่ชุ่มฉ่ำ ท่ามกลางบรรยากาศในห้องอาหารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ราคา: 1,588++ บาท ต่อท่าน พร้อมเลือกเติมความหวานด้วยไวน์โปรเซกโก หรือค็อกเทลดอกกุหลาบ อภินันทนาการสุดพิเศษจากทางร้านโดยเฉพาะ สำหรับทุกคู่รักที่รับประทานอาหารที่พระยา คิทเช่น หรือห้องอาหารเย่า ในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 จะได้รับคูปองค็อกเทลเพื่อไปฉลองต่อที่ เย่า รูฟท็อป บาร์ เป็นของขวัญ สำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-088-5666

By MercedesBenz

ขึ้นชื่อว่าเป็น "พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์" และเขตพื้นที่ธุรกิจทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถนนสุรวงศ์สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเชื่อมต่อกับถนนสายแรกของกรุงเทพฯ นั่นคือ ถนนเจริญกรุง และยังบรรจบกับริมฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา ถนนสายนี้เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และงานร่วมสมัย รวมไปถึงร้านอาหารสุดเด็ดต้นตำรับ และนี้คือ 9 สถานที่น่าเที่ยวแถวย่านถนนสุรวงศ์จรดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สาย กิน เที่ยว ชมเมืองไม่ควรพลาด!   ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ - อนุสรณ์แห่งความรัก ท่ามกลางย่านธุรกิจอันพลุกพล่านจอแจ ยังมีห้องสมุดอันโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคตั้งอยู่ ด้วยชื่อ “ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์” (The Neilsen Hays Library) ซึ่งเปิดทำการนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 ห้องสมุดแห่งนี้เป็นดั่งอนุสรณ์แห่งความรัก โดยนายแพทย์โธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ (Dr. Thomas Heywood Hays) หรือ หมอเฮส์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเรือและอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราช ได้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง เจนนี เนียลสัน (Jennie Neilson) ผู้เป็นภรรยาซึ่งรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ และอุทิศตนให้กับงานห้องสมุดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต โครงสร้างอันสง่างามของห้องสมุดแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) ซึ่งรับหน้าที่ออกแบบสถานที่สำคัญ ๆ อีกมากมายทั่วกรุงเทพฯ อาทิ พระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟหัวลำโพง สะพานมัฆวานรังสรรค์ และพระราชวังพญาไท โดยการก่อสร้างได้ใช้ซึ่งงานช่างฝีมืออันประณีตละเอียดอ่อนมากมาย เช่นเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารสำคัญ ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้ผู้คนต่างพากันขนานนาม ห้องสมุดแห่งนี้ว่า “พระราชวังขนาดย่อ” โดยปัจจุบันห้องสมุดยังคงเปิดให้บริการ ด้วยการรวบรวมหนังสือไว้มากกว่า 20,000 เล่มสำหรับเหล่าผู้รักการอ่าน และยังมีพื้นที่ของแกลลอรีและคาเฟ่ สำหรับจัดกิจกรรมและงานพิเศษต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ที่สำคัญอาคารห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ ยังได้รับรางวัลในฐานะ 'สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์' ปี พ.ศ. 2525 ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์   พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก - เรื่องราวกรุงเทพฯ จากชีวิตจริง พิธภัณฑ์ชาวบางกอก หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (Bangkokian Museum or Bangkok Folk Museum) ในอดีตเป็นบ้านพักอาศัย ที่ รองศาตราจารย์วราพร สุรวดี เจ้าของบ้านตั้งใจจัดบ้าน และทรัพย์สินมรดกที่ได้จากบุพการีเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวบางกอกที่มีฐานะปานกลาง ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2480-2500) รวมถึงความเป็นมาของเขตบางรัก พื้นที่ซึ่งผสานวัฒนธรรมหลายชนชาติ ทั้งไทย จีน ฝรั่ง และแขก โดยมีอาคารแสดง 4 หลังซึ่งเป็นอาคารที่ครอบครัวอาจารย์วราพรเคยใช้อาศัยอยู่จริง อาคารหลักสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เป็นอาคารไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนังอาคาร สร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผนังก่ออิฐถือปูน ซึ่งยังรักษาเครื่องเรือน ของตกแต่งบ้านตามสมัยนิยม รวมถึงหนังสือของ คุณหมอฟรานซิส คริสเตียน ชาวอินเดีย สามีคนแรกของคุณแม่อาจารย์วราพร ซึ่งจบการศึกษาทางด้านศัลยแพทย์จากอังกฤษ เป็นตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับ การรักษาโรคต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ และยังมีอีกหลายสิ่ง ที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจค้นคว้า หรือเรียนรู้เรื่องราวของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง   ที่ทำการไปรษณีย์กลางกรุงเทพฯ – ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบของกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2428 ไทยได้เข้าร่วมสหภาพไปรษณีย์สากล โดยใช้อาคารสถานทูตอังกฤษเดิม บนถนนเจริญกรุงเป็นที่ทำการ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันว่าที่ทำการไปรษณีย์กลางกรุงเทพฯ กระทั่งปี พ.ศ. 2483 ได้มีการปรับปรุงอาคารแห่งนี้ครั้งใหญ่ นำโดยนายหมิว จิตรเสน อภัยวงศ์ และพระสาโรชรัตนนิมมานก์ ภายใต้สถาปัตยกรรมสไตล์บรูทัลลิสต์ (brutalist) ที่เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิต และโชว์พื้นผิวธรรมชาติดั้งเดิมของวัสดุ อาคารไปรษณีย์กลางกรุงเทพฯ จึงมีรูปทรงเหมือนกับกล่องขนาดยักษ์ ปกคลุมไปด้วยอิฐเปลือยที่ก่อโดยไม่มีการฉาบคอนกรีตบนพื้นผิว แม้แต่รูปแกะสลักครุฑก็ดูเคร่งขรึมแข็งแรง ปัจจุบันตัวอาคารใช้เป็นที่ตั้งของ ศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ (TCDC) ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม บนรากฐานการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ศูนย์แห่งนี้ได้มอบโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงซึ่งองค์ความรู้ด้านการออกแบบ ด้วยการเป็นแหล่งรวบรวมหนังสือ วารสาร สื่อสิ่งพิมพ์และมัลติมีเดียด้านความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบกว่า 50,000 รายการ พร้อมทั้งยังนำเสนอพื้นที่สำหรับการค้นคว้าวิจัย การทำงาน การบริการด้านวัตถุดิบและการออกแบบ เช่นเดียวกับพื้นที่จัดนิทรรศการและกิจกรรมซึ่งนำเสนอหัวข้อเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เป็นประจำ   ริเวอร์ ซิตี้ - ศูนย์กลางศิลปะและโบราณวัตถุริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ภาพในความทรงจำของเหล่านักเดินทางที่มาเยี่ยมเยือนประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อน คงยังจำกันได้ กับริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียงรายไปด้วยโรงแรมชั้นนำ กระทั่งปี พ.ศ. 2527 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ ได้เปิดทำการ และนับเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ด้วยอาคารกระจกสูง 4 ชั้น ซึ่งออกแบบโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ร.อ. กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ได้มอบเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันเป็นที่จดจำ และยังได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นด้านการออกแบบในปี พ.ศ. 2527 แต่นอกจากความมหัศจรรย์อันงดงาม ของสถาปัตยกรรมแล้ว ริเวอร์ ซิตี้ ยังเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางของงานศิลปวัตถุโบราณ ด้วย 80 ร้าน ที่เป็นแหล่งรวมผลงานศิลปะสะสมหายาก และของตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจ จากทั้งจีน ไทย และยุโรป นอกจากนี้ยังมีห้องนิทรรศการ ซึ่งใช้จัดแสดงชั่วคราวของเหล่าผลงานศิลปะทันสมัย ที่หมุนเวียนมาจัดแสดงตลอดทั้งปี ขณะที่ทุกวันเสาร์แรกของเดือน ริเวอร์ ซิตี้ ยังได้จัดให้มีการประมูลงานศิลปะ และโบราณวัตถุหายากอันทรงคุณค่า จนกลายเป็นประเพณีที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของศิลปะ และโบราณวัตถุของประเทศไทยและเอเชียอย่างแท้จริง   วัดพระศรีมหาอุมาเทวี - เทวีประทานพร หากเดินตรงไปตามถนนจากโรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ (Bangkok Marriott Hotel The Surawongse) สู่ถนนสีลม คือที่ตั้งของ วัดพระศรีอุมาเทวี (Sri Maha Mariamman Temple) หรือที่รู้จักกันว่า วัดแขก ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2422 โดยนายไวตี ประเดียอะจิ (Vaithi Padayatchi) ชาวฮินดูอพยพ โดดเด่นและแปลกตาด้วยประตูด้านหน้าของวัด ที่ตกแต่งอย่างสวยงามวิจิตรด้วยสีสันฉูดฉาด พร้อมด้วยรูปสลักอันประณีตของเหล่าเทวรูปองค์เทพและเทวีต่าง ๆ โดยตามปฏิทินของชาวฮินดู ทุกปีจะมีเทศกาลนวราตรีจัดขึ้นที่นี่ในช่วงเดือนกันยายน / ตุลาคม เทศกาลนี้เชื่อกันว่า จะช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายหรือโชคร้าย โดยจะจัดขึ้นนาน 10 วัน และในวันสุดท้าย บนถนนด้านหน้าของวัด จะตกแต่งไปด้วยสีสันของพวงมาลัยดอกไม้สีเหลืองและเทียน ขณะอัญเชิญองค์เทวรูปพระแม่อุมาเทวี ออกแห่ไปตามถนนนอกวัด พร้อมด้วยขบวนของผู้ศรัทธาที่เข้าร่วมและชมงานเป็นจำนวนมาก   บุกรุก - เมื่อศิลปะบุกเข้ามาใกล้ตัว นอกจากสถาปัตยกรรมและแกลลอรีที่มีอยู่มากมายแล้ว บางรักยังเป็นบ้านแห่งศิลปะกราฟฟิตี้ อันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและมีสีสันด้วย โดยล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์ขึ้น จากความร่วมมือกัน ระหว่างศิลปินชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมในเทศกาลศิลปะ บุกรุก (BUKRUK) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยไฮไลท์ของศิลปะบนกำแพงเหล่านี้ยังรวมไปถึง ภาพเป็ดลอยน้ำของศิลปิน Nychos จากรัสเซีย ณ บริเวณบริษัท อู่ กรุงเทพ จำกัด หรือรูปนางเงือกสีทองบนพื้นดำ บนผนังอาคารร้างใกล้กับแยกมเหสักข์ ซึ่งวาดโดยศิลปินชาวกรีก Fikos และใกล้กับปากซอยเจริญกรุง 28 ผู้คนที่เดินทางสัญจรผ่านไปมา ยังสะดุดตากับศิลปะบนกำแพง เป็นภาพนกสวมหมวก ผลงานของ Saddo ศิลปินชาวโรมาเนีย ส่วนฝั่งตรงข้ามของถนนยังมีอีกสองผลงานสร้างสรรค์ โดยชิ้นแรกเป็นภาพวาด คนนั่งอ่านหนังสือภายในห้อง โดย Daehyun Kim ศิลปินชาวเกาหลี และอีกชิ้นเป็นรูปนกขี่จักรยานล้อเดียว ผลงานของศิลปินไทย มือบอน (Mue Bon) ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินเท้าหรือขี่จักรยาน ตามเก็บภาพกราฟฟิตี้และสตรีทอาร์ตเหล่านี้ที่เรียงรายตามซอกมุมต่าง ๆ ของถนนอย่างเพลิดเพลิน   ต้นตำรับอาหารจากร้านริมทาง ด้วยเพราะเป็นย่านการค้าเก่า บางรักจึงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและร้านอาหารข้างทางอันอุดมสมบูรณ์ ผู้มาเยือนและบรรดานักท่องเที่ยวจึงมักมีแผนที่ “ขุมทรัพย์” อยู่ในมือของพวกเขา กับการออกตามหาร้านอร่อย และมื้ออาหารต้นตำรับดั้งเดิมริมสองข้างทาง เช่น ประจักษ์เป็ดย่าง ที่สืบทอดต้นตำรับสู่ทายาทถึงสี่เจเนอเรชั่น โดยเสิร์ฟทั้งข้าวหน้าเป็ดและข้าวหมูแดงรสชาติเข้มข้น รวมไปถึงข้าวเฉโป อีกหนึ่งเมนูข้าว โปะด้วยเครื่องหลายอย่าง หรือ โจ๊กปรินซ์ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงหนังปรินซ์ (ตอนนี้ปิดไม่มีฉายหนังแล้ว) กับเอกลักษณ์ของเนื้อหมูนุ่มและโจ๊กเนื้อละมุน กรุ่นกลิ่นหอมของถ่าน อีกหนึ่งร้านห้ามพลาดคือ เจ๊ใหญ่ก๋วยเตี๋ยวหลอด กับสูตรต้นตำรับของจุ๋ยก๊วยโบราณใส่หัวไชโป๊ว ไข่ หมู เต้าหู้ และเห็ด ที่สืบทอดสูตรนี้มานานนับสี่ทศวรรษ และท้าให้ลองกับร้านทิพ หอยทอดภูเขาไฟ ส่วนอาหารหวานยอดนิยมของคนไทยมาอย่างยาวนาน ต้องยกให้กับขนมครกป้าแอ๋ว ที่กรอบนอกนุ่มในและไม่หวานเกินไป ความเป็นเอกลักษณ์ของต้นตำรับร้านอาหารริมทางของบางรัก จึงถ่ายทอดได้ดีถึงวิถีชีวิตของผู้คน ณ ย่านนี้   เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ - ปลุกชีวิตย่านการค้าริมน้ำให้ฟื้นคืนอีกครั้ง ศูนย์รวมแห่งการค้าและไลฟ์สไตล์ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (Asiatique The Riverfront) ที่นับเป็นศูนย์การค้าริมแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สุดบนริมฝั่งแม่น้ำของกรุงเทพฯ ด้วยพื้นที่ทั้งโครงการ 70 ไร่ ซึ่งพัฒนามาจากท่าเรือเก่าของบริษัท อีสต์เอเชียติก บริษัทเดินเรือสินค้าสัญชาติเดนมาร์ก ที่มาเปิดกิจการค้าไม้สักในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ท่าเรือแห่งนี้ได้ถูกยึดเป็นฐานกำลัง และคลังแสงของกองทัพญี่ปุ่น และหลังสงคราม พื้นที่นี้ได้ถูกทิ้งร้าง กระทั่งในปี พ.ศ. 2555 โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ จึงได้ริเริ่มขึ้น ด้วยความพยายามที่จะธำรงรักษาไว้ ซึ่งเสน่ห์ของวิถีชีวิตริมน้ำและสถาปัตยกรรม รวมถึงมรดกดั้งเดิม สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ อาทิ หลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเลื่อยเก่า และซุ้มโกดังสินค้า จึงถูกปรับประยุกต์ เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืน โดยหนึ่งในจุดดึงดูดใจหลัก ๆ ณ เอเชียทีคแห่งนี้ คือ ชิงช้าสวรรค์สูง 60 เมตร ที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำอันน่าทึ่ง และโรงละคร 400 ที่นั่ง พร้อมด้วยการแสดงโชว์ที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น หุ่นละครเล็กโจหลุยส์   โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ - ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ย้อนกลับมาสู่พื้นที่อันเป็นมรดกของถนนสุรวงศ์ และเป็นที่ตั้งของโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ (Bangkok Marriott Hotel The Surawongse) โรงแรมหรูระดับสากล ด้วยความภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการปลุกฟื้นชุมชนสุรวงศ์ให้กลับมามีชีวิตชีวา ด้วยการบริการอันทันสมัยของทั้งห้องพัก สถานที่จัดเลี้ยง และประสบการณ์การรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม จากร้านอาหารชั้นนำอันหลากหลาย ที่นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสูงสุดสำหรับการสังสรรค์ ด้วยอาคารสูง 32 ชั้น ซึ่งนับเป็นโรงแรม แมริออท แห่งแรกในกรุงเทพฯ ที่นำเสนอด้วยห้องพักจำนวนมากถึง 303 ห้อง กับงานออกแบบของโรงแรม ที่สะท้อนสไตล์อันทันสมัย และตกแต่งด้วยสีเอิร์ธโทน ให้ความสบายตาและผ่อนคลาย โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ยังนับเป็นสวรรค์แห่งใหม่ของเหล่านักชิม ด้วยร้านอาหารและเครื่องดื่ม 3 แห่ง 3 สไตล์อันโดดเด่น ได้แก่ พระยาคิทเช่น (Praya Kitchen) ร้านอาหารสไตล์ออลเดย์ไดน์นิ่ง ที่เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์อาหารไทยผสมผสานเข้ากับเมนูอาหารนานาชาติ ตามมาด้วยร้าน เย่า เรสเตอรองท์ แอนด์ รูฟท็อป

By MercedesBenz

ใกล้เข้ามาแล้วกับเดือนแห่งความรัก หากว่ากำลังมองหาหรือวางแผนฉลองค่ำคืนโรแมนติกกับคู่รักของคุณ วันนี้เราขอแนะนำแพ็คเกจที่พักโรงแรมสุดหรู พร้อมจิบแชมเปญรสชาติสดชื่น ดื่มด่ำบรรยากาศหอมกลิ่นดอกกุหลาบสุดจะผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน ซูริค ดูไบ ปารีส หรือเมืองอันน่าหลงใหลอย่าง เยรูซาเลม ที่มีโรงแรมระดับห้าดาวชั้นนำเสนอแพคเกจห้องพักที่ไม่ควรพลาด   Le Bristol Paris เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส แพ็คเกจ ‘Romance in Paris’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2562 เข้าพักและสัมผัสถึงบรรยากาศของปารีสสุดหรูสไตล์คลาสสิคที่โรงแรม เลอ บริสโทล ปารีส ไม่ว่าคุณจะมาเมืองแห่งแสงสีนี้เพื่อขอแต่งงาน ฉลองวันเกิด หรือฮันนีมูน คุณจะไม่พลาดที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักและการดูแลต้อนรับในแบบปารีเซียงจากโรงแรมระดับตำนานแห่งนี้  เลอ บริสโทล ปารีส เสนอแพ็คเกจ ‘Romance in Paris’ ที่รวมการเข้าพักในห้องพักประเภทดีลักซ์ (หรือห้องพักประเภทอื่นที่สูงกว่า) แชมเปญรสชาติเยี่ยมจำนวน 1 ขวดพร้อมขนมหวานและชอกโกแลตแสนอร่อยที่ทำโดยเหล่าเชฟมากฝีมือของโรงแรม การเซ็ทห้องพักแบบโรแมนติคด้วยกลีบดอกกุหลาบ อาหารเช้าแบบอเมริกันสำหรับสองท่านในบรรยากาศที่สามารถมองเห็นสวนสวยของโรงแรมได้ พร้อมการันตีอัพเกรดห้องเมื่อทำการสำรองห้องพักและจ่ายเงินแล้ว ราคาแพ็คเกจเริ่มต้นที่ 1,400 ยูโรต่อคืนสำหรับห้องพักประเภทดีลักซ์ เว็บไซต์: http://www.lebristolparis.com   Mamilla Hotel เมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล แพ็คเกจ ‘Winter Escape Suite Special’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มความน่าหลงใหลและน่าค้นหาให้กับทริปสุดโรแมนซ์ของคุณด้วยการมาเยือนเมืองเยรูซาเลมที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา โรงแรม มามิลล่า ตั้งอยู่ย่าน มามิลล่าอเวนิว ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งกลางเมืองเยรูซาเลม ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองอย่าง The Old City เสนอแพ็คเกจสุดหรูในราคาคุ้มค่าสำหรับห้องพักพร้อมพื้นที่นั่งเล่นและพักผ่อนที่ตกแต่งอย่างงดงามและยังคงไว้ซึ่งความผ่อนคลาย  โดยแพ็คเกจนี้รวม ห้องพักในราคาพิเศษและรับฟรี การเข้าใช้บริการพื้นที่ Executive Lounge โดยราคาเริ่มต้นที่ 540 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภท Mamilla Suite 700 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภท Residence Suite และ 2,250 เหรียญต่อคืนสำหรับห้องพักประเภทPresidential Suite เว็บไซต์: http://www.mamillahotel.com   Armani Hotel Dubai เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ‘Romantic Stay Package’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ธันวาคม 2562 หากไม่ต้องการไปไกลถึงยุโรปแล้ว ดูไบนับได้ว่าเป็นเดสทิเนชั่นที่ไม่ควรพลาดสำหรับคู่รักที่ต้องการพักผ่อนอย่างมีสไตล์พร้อมชมวิวขอบฟ้าสุดตระการตาจากตึก เบิร์จ คาลิฟาห์ ที่สูงเสียดฟ้า อันเป็นที่ตั้งของโรงแรม อาร์มานี่ โฮเทล ดูไบ โดยแพ็คเกจสำหรับคู่รักของโรงแรมนั้น รวม ห้องพักที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูสไตล์อาร์มานี่ อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ ชุดของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโรงแรมอาร์มานี่ และมื้ออาหารค่ำแบบ 3 คอร์สสุดหรูจากห้องอาหารภายในโรงแรม ราคาเริ่มต้นที่ 2,453 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดอร์แฮม เว็บไซต์: http://www.armanihoteldubai.com   Baur Au Lac เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แพ็คเกจ ‘Honeymoon Weekend Special’ เข้าพักได้ทุกวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ตลอดปี 2019 Baur au Lac โรงแรมสุดหรูริมทะเลสาบซูริคเสนอแพ็คเกจพิเศษสำหรับคู่แต่งงานใหม่เพื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนจะโรแมนติค โดยแพ็คเกจรวม ห้องพักประเภทดีลักซ์เป็นต้นไป ของขวัญต้อนรับจากร้านชอกโกแลตสั่งทำพิเศษของโรงแรม แชมเปญและผลไม้ต้อนรับ เครื่องดื่มค้อกเทลที่ The Rive Gauche Terrasse หรือที่ The Rive Gauche Bar พร้อมเข้าใช้บริการฟิตเนสคลับที่สามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบซูริคและเทือกเขาแอลป์ได้อย่างงดงาม ราคาเริ่มต้นที่ 819 สวิสฟรังซ์ (ราคาต่อห้องต่อคืน) โปรโมชั่นไม่สามารถคืนเงินได้ เว็บไซต์: http://www.bauraulac.ch   Hotel Café Royal เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ ‘Spa Dreams Package’ จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2562 ให้รางวัลและความผ่อนคลายแก่ตัวคุณและคนที่คุณรักด้วยแพ็คเกจสปาพร้อมที่พักที่จะให้คุณได้เพลิดเพลินและรีแล็กซ์ท่ามกลางกรุงลอนดอน สัมผัสบรรยากาศอันคึกคักของเมืองหลวงแห่งประเทศอังกฤษไปพร้อมๆกับรับบริการทรีตเม้นต์ที่แสนผ่อนคลายจาก อะคาช่า โฮลิสติก เวลบีอิ้ง เซ็นเตอร์ ที่จะปรนนิบัตรคุณด้วยสปาทรีตเม้นต์ โดยแพ็คเกจนี้รวม การเข้าพักที่โรงแรมโฮเทล คาเฟ่ รอยัลที่ตกแต่งแนวร่วมสมัยโอ่โถง จำนวน 1 คืนขั้นต่ำ การเข้าใช้บริการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบริเวณสปาพร้อมเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพองค์รวม นอกจากนี้แล้วแพ็คเกจยังมาพร้อมกับเครดิตเงินสดที่สามารถนำไปแลกซื้อทรีตเม้นต์ได้มูลค่า 120 ปอนด์ต่อท่าน แชมเปญ Veuve Clicquotจำนวน 1 ขวด อาหารเช้าสไตล์อังกฤษ และบัตร Regent Street VIP shopping card ที่มอบส่วนลดพิเศษ 10% เมื่อซื้อสินค้าแบรนด์หรูบนถนนรีเจ้นท์ และเลทเช็คเอ้าท์ถึงเวลา 16 นาฬิกา (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องว่าง) ราคาเริ่มต้นที่560 ปอนด์ต่อคืน เว็บไซต์: http://www.hotelcaferoyal.com

By MercedesBenz

โรสวูด กรุงเทพฯ โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ดีไซน์สถาปัตยกรรมสะดุดตา ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและร้านค้าบนถนนเพลินจิต จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2562 ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมแห่งที่สองในประเทศไทยสำหรับ โรสวูด โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Rosewood Hotels & Resorts) โดยมีโรงแรมในเครืออีกแห่งคือ โรสวูด ภูเก็ต ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2560  โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯได้ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีไทยไว้อย่างลงตัว โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ได้นำปรัชญา A Sense of Place® ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์โรสวูด เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอก และการตกแต่งภายใน ตลอดจนถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารและการผ่อนคลายภายในสปาที่ได้คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ผู้สนใจเข้าพักสามารถจองห้องพักได้แล้ววันนี้ที่ rosewoodhotels.com พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวของโรงแรมอย่างเป็นทางการ โครงสร้างสามสิบชั้นของโรงแรมพร้อมดีไซน์อันโดดเด่นจะปรับเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ ด้วยอาคารสูงระฟ้าที่ประกอบจากอาคารทั้งสองฝั่งซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นรูป “ไหว้” เพื่อเพิ่มความตราตรึงให้กับทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานคร โดยการเสริมแทรกวัฒนธรรมไทยไว้ภายใต้ความทันสมัยของการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม การไหว้ เป็นแรงบันดาลใจหลักของดีไซน์ การประนมมือสองข้างเป็นเอกลักษณ์อันอ่อนน้อมของคนไทยที่ใช้ในการทักทาย กล่าวสวัสดีและการต้อนรับ นอกจากนี้ โรสวูด กรุงเทพฯ ยังเชื่อมติดสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ท่ามกลางสถานฑูตนานาประเทศ ตึกสำนักงานที่ทันสมัย และห้างสรรพสินค้าอันหรูหรา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว โรงแรมโรสวูล กรุงเทพฯ พร้อมเปิดตัวบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางกา ภายใต้ชื่อ @rosewoodbangkok อีกหนึ่งช่องทางหลักในการแชร์ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง เฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม โดยทั้งสองบัญชีจะเปิดตัวพร้อมแคมเปญ #WaiBangkok ซึ่งมุ่งเน้นการแสดงให้เห็นถึงพลังขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตภายในกรุงเทพมหานคร โดยแคมเปญดังกล่าวจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้แบ่งปันมุมมองใหม่เกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดตัวของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ในมหานครแห่งนี้ มร.โธมัส ฮาร์แลนเดอร์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ กล่าวว่า “โรสวูด กรุงเทพฯ นำเสนอการบริการอัลตร้าลักซ์ชัวรี่รูปแบบใหม่ และต้องการเป็นสัญลักษณ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครนั้นเป็นศูนย์กลางสำหรับความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบในภูมิภาค” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ปรัชญา A Sense of Place® ของแบรนด์โรสวูด ได้ถูกนำมาจำกัดความในรูปแบบทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันให้คงไว้ถึงวัฒนธรรมไทยที่แท้จริง โดยทุกคนสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่การออกแบบด้านสถาปัตยกรรมของโรงแรม จนไปถึงรูปแบบการให้บริการที่มีความใส่ใจ และมีความอ่อนน้อม” โดยคุณโธมัส กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการนำเสนอความร่วมสมัยที่ถูกกลั่นกรองมาให้สอดคล้องกับความเป็นไทยมากที่สุด เรามุ่งหวังที่จะเป็นประตูซึ่งนำพาผู้เข้าพักไปพบกับความน่าอัศจรรย์ของกรุงเทพมหานครและวัฒนธรรมไทย” แคมเปญ #WaiBangkok จะเปิดตัววันที่ 19 กุมภาพันธ์ ตลอดจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยนอกจากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสุนกแล้ว ยังจะแสดงซีรี่ส์ภาพถ่ายจากช่างภาพชื่อดังสองท่านได้แก่ ตั้ม ชนิพล กุศลชาติธรรม และ สก็อต วูดวาร์ด โดยตั้ม หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างในนาม Rockkhound เป็นช่างภาพแนวสตรีทระดับแถวหน้าของประเทศไทย จะร่วมเปิดตัวแคมเปญด้วยการนำเสนอเสน่ห์ของกรุงเทพฯผ่านภาพถ่ายของเขา ส่วนทางด้านสก็อต วูดวาร์ด ช่างภาพสารคดีชาวแคนาดา ผู้มักแสดงผลงานบนนิตยสารระดับโลกอย่าง National Geographic และ Condé Nast Traveler ไปจนถึงสื่อหนังพิมพ์ชื่อดังอย่าง New York Times จะมาแสดงให้เห็นความน่าหลงใหลของกรุงเทพมหานครผ่านซีรี่ส์ภาพถ่ายในครั้งนี้อีกด้วย แคมเปญภาพถ่ายอันงดงามในครั้งนี้ ต้องการเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมแบ่งปันมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพมหานครในเชิงร่วมสมัย พร้อมนำเสนอมุมมองหรือสถานที่ที่พวกเขาชอบที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบเป็นเหตุผลว่า“ทำไม” พวกเขาถึงรักมหานครแห่งนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมสนุกโพสต์ภาพถ่ายมุมมองใหม่ที่น่าสนใจของกรุงเทพฯบนหน้าเฟซบุ๊คของ โรสวูด กรุงเทพฯ หรืออินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมเขียนแฮชแทค #WaiBangkok และแทค @RosewoodBangkok โดยผู้ชนะจะได้รับบัตรรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ภายในโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ โรสวูด กรุงเทพฯ โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ฉลองการเปิดตัวและก้าวสู่ตลาดด้วยข้อเสนอเบื้องต้นสุดพิเศษ ซึ่งสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 โดยเปิดให้ผู้สนใจจองห้องพักได้แล้ววันนี้ที่ rosewoodhotels.com ข้อเสนอสุดพิเศษเเพื่อการค้นพบกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ แพคเกจ “Redefining Bangkok” มอบโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้ปรับแต่งบริการเสริมจากการเข้าพักครั้งแรก ด้วยตัวเลือกจากบริการสุดพิเศษอย่าง บริการรถรับหรือส่งที่สนามบินด้วยรถลีมูซีนของโรสวูด กรุงเทพฯ หรือบริการอาหารเช้าสำหรับสองท่านที่ห้องอาหาร Lakorn European Brasserie ตลอดการเข้าพัก หรือสัมผัสประสบการณ์การผ่อนคลายที่แท้จริงที่ Sense, A Rosewood Spa โดยสามารถเลือกระหว่างบริการนวดไทยแผนโบราณ บริการนวดปรับแต่งตามความต้องการ บริการนวดเพื่อคลายความเจ็ทแลค หรือบริการนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย ระยะเวลา 60 นาทีสำหรับสองท่าน แพคเกจ “Signature Suites Stay” ประกอบไปด้วยการเข้าพักภายในห้องสวีทอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหรูหรากว้างขวาง และนำเสนอไลฟ์สไตล์แบบชาวเมืองกรุง รวมไปถึงบริการรับ-ส่งที่สนามบินบนลีมูซีนสุดหรู และบัตรกำนัลมูลค่า 2,000 บาท ซึ่งผู้เข้าพักสามารถนำไปใช้ได้ที่ร้านอาหารและบาร์ทุกแห่งภายในโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ นอกจากนี้แพคเกจยังมาพร้อมบริการจาก Sense, A Rosewood Spa ระยะเวลา 60 นาทีสำหรับสองท่าน โดยสามารถเลือกระหว่างบริการนวดไทยแผนโบราณ บริการนวดปรับแต่งตามความต้องการ บริการนวดเพื่อคลายความเจ็ทแลค หรือบริการนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย แพคเกจ “Redefining Bangkok” ราคาเริ่มต้นที่ 9,450 บาท และแพคเกจ “Signature Suites Stay” ราคาเริ่มต้นที่ 17,550 บาทต่อคืน โดยราคาทั้งหมดยังไม่รวมภาษีและค่าบริการซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าพัก ข้อเสนอดังกล่าวมีจำนวนจำกัดและใช้ได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 เว็บไซต์ rosewoodhotels.com/bangkok   

By MercedesBenz

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จัดงานเปิดตัวเมนูอาหารบนเครื่องบินสำหรับปี 2019 ภายใต้แนวคิด “บูทีค สตรีท ฟู้ด – Boutique Street Food”   โดยมี นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและวางแผนฝูงบิน/ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (ที่ 2 จากซ้าย) นายจรูญญา นาผล หัวหน้าเชฟ บริษัทครัวการบินกรุงเทพ (ที่ 2 จากขวา) นายอมร รัศมีแสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด จำกัด (ที่ 1 จากขวา) เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว ให้เกียรติร่วมงาน ณ ห้องประชุมวานิลา บริษัท ครัวการบินกรุงเทพ จำกัด ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางบินและวางแผนฝูงบิน สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บางกอกแอร์เวย์สมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความประทับใจในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเมนูอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราละเลยไม่ได้ โดยในปีนี้เราได้นำแนวคิดเรื่องอาหารสตรีทฟู้ด (Street Food) หรืออาหารจานเดียวของไทยซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่ถูกปากและเป็นที่นิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทางสายการบินฯ ร่วมกับ ครัวการบินกรุงเทพ (Bangkok Air Catering - BAC) ทำการคัดสรรเมนูที่ได้รับความนิยมมานำเสนอในแบบฉบับของบูทีคแอร์ไลน์พร้อมเสิร์ฟและให้บริการบนเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ ผัดไทยกุ้ง ข้าวกระเพราไก่ บะหมี่เป็ดแดง ข้าวหมกไก่ ขนมจีนแกงปลา ข้าวคั่วกลิ้งไก่ ข้าวผัดต้มยำกุ้ง กุ้งอบวุ้นเส้น วุ้นฝอยทอง วุ้นกะทิ สังขยาฟักทอง และ กล้วยบวชชี เป็นต้น สายการบินฯ หวังว่าเมนูอาหารแนวคิดใหม่นี้จะสร้างสีสันและบรรยากาศความประทับใจในการเดินทางให้กับผู้โดยสารของสายการบินฯ” “นอกจากนี้ บางกอกแอร์เวย์ส มุ่งมั่นที่จะเป็นสายการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly airline) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักในการดำเนินงานบริษัทฯ เรามีโครงการ CSR เพื่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ชื่อ “รักษ์โลกดูแลโลก – Love Earth Save Earth” ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยเหตุนี้เราจึงให้ความสำคัญในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบนเครื่องบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อาทิ แก้วน้ำกระดาษ ถุงกระดาษสำหรับบรรจุอาหารว่าง กระดาษทิชชู่ ภาชนะใส่อาหารที่เป็นกระเบื้อง ช้อน-ส้อมสแตนเลส แก้วน้ำ (สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ) เป็นต้น และสายการบินฯ ยังมีโครงการ “ชุมชนแห่งรัก – A community of love” ที่เน้นการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเราได้นำผลิตภัณฑ์จากโครงการชุมชนท้องถิ่นต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้โดยสาร เพื่อสนับสนุนชุมชนให้มีรายได้ อาทิ เมล็ดกาแฟ ถั่วแมคคาเดเมียและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง น้ำผลไม้จากโครงการหลวงดอยคำ และชาใบข้าวซึ่งสกัดจากต้นข้าวอ่อนปลอดสารพิษจากโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย เป็นต้น”   นายจรูญญา นาผล หัวหน้าเชฟ บริษัทครัวการบินกรุงเทพ จำกัด หรือ Bangkok Air Catering (BAC) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างสรรค์เมนูภายใต้แนวคิด บูทีค สตรีท ฟู้ด (Boutique Street Food) กับทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สำหรับเมนูอาหารบนเครื่องบินใหม่ในปีนี้ เราได้คัดสรรเมนูอาหารจานเดียวยอดนิยมของไทยและนำมาพัฒนาและออกแบบรูปลักษณ์ของอาหารโดยทีมเชฟของบริษัทฯ อย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ตรงกันคอนเซ็ปต์ บูทีค สตรีท ฟู้ด ของสายการบินฯ และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้โดยสารของบางกอกแอร์เวย์สจะถูกใจกับรสชาติของอาหาร นอกจากนี้ เรายังให้ความใส่ใจในเรื่องคุณภาพเป็นหลักสำคัญเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร โดยอาหารทุกจานที่นำไปเสิร์ฟบนเครื่องบินจะผ่านกระบวนการต่างๆ ที่มีคุณภาพ ซึ่งเราได้รับการรับรองมาตรฐานระบบ GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นระบบวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และระบบHACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติของอาหารเพื่ออนามัยของผู้บริโภค อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายการผลิตอาหารฮาลาล (Halal meals) จากสำนักคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงได้รับรองการผลิตอาหารโคเชอร์ (Kosher meals) จากบริษัท ทยคาชรุธเซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าอาหารที่ผลิตจากครัวการบินกรุงเทพ เป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง” นายอมร รัศมีแสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัทครัวการบินกรุงเทพ จำกัด หรือ Bangkok Air Catering (BAC) กล่าวว่า “BAC มีความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารขึ้นเครื่องบินให้กับสายการบินต่างๆ มากว่า 10 ปี ปัจจุบันบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารในเที่ยวบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และผู้โดยสารของสายการบินอื่นๆ อีกกว่า 20 สาย อาทิ สายการบินเอมิเรตส์แอร์เวย์ สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ สายการบินแอลอัลอิสราเอลแอร์ไลน์ สายการบินเคนย่าแอร์เวย์ สายการบินโอมานแอร์ และ สายการบินเอธิโอเปียแอร์ไลน์ เป็นต้น นอกจากครัวการบินที่ท่าอากาศสุวรรณภูมิแล้ว เรายังมีครัวการบินกรุงเทพ สาขาสนามบินภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าจำนวน 9 สายการบิน และเรากำลังจะเปิดครัวการบินแห่งใหม่ที่สนามบินเชียงใหม่ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ นอกจากธุรกิจครัวการบินแล้ว บริษัทฯ ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก อาทิ บริษัท กูร์เมท์พรีโม่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อจัดจำหน่ายรวมถึงให้บริการจัดเลี้ยง ร้านอาหาร Brasserie 9 บนถนนสาทร ให้บริการอาหารฝรั่งเศสระดับหรูและซิการ์บาร์ ร้านอาหาร Al Saray บนนถนนสีลมและบริเวณโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย ให้บริการอาหารเลบานอนและอินเดียระดับหรู อีกด้วย” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งกรุณาติดต่อศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้า โทร 1771 ตลอด 24 ชั่วโมง(ค่าบริการครั้งละ 3 บาททั่วไทย (เฉพาะโทรศัพท์พื้นฐาน) หรือ www.bangkokair.com

By MercedesBenz

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลประกอบการประจำปี 2561 ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งตลาดรถหรูเมืองไทย 18 ปีติดต่อกัน ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง15,785 คัน เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ เน้นนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่มากกว่า 20 รุ่น ครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ ปูพรมด้วยกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปีเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับรถยนต์ในแบรนด์หลักอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG)  เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach) และแบรนด์เทคโนโลยี อีคิว (EQ) ล่าสุดประเดิมเปิดตัวรถยนต์สองรุ่นใหม่ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53 อย่าง CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ และ E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้า เอาใจสาวกรถยนต์สายพันธุ์แกร่ง พร้อมเสริมทัพด้วยบริการหลังการขาย เตรียมเปิด “คลังอะไหล่แห่งใหม่”  ที่ครบวงจรที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ และวางแผนแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มอีกสี่แห่งภายในสิ้นปี 2562   มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2561 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจดจำของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ด้วยการครองตำแหน่งแบรนด์รถหรูระดับพรีเมี่ยมที่มียอดขายมากที่สุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน จากยอดจำหน่ายรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2,310,185 คัน และยังเป็นสถิติการเติบโตที่ต่อเนื่องยาวนานถึงแปดปี โดยมีรถยนต์ตระกูลเอสยูวีเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จจากยอดขาย 820,721 คัน นอกจากนี้รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ยังสร้างยอดจำหน่ายสูงถึงหกหลัก ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รวมถึงจัดแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเพิ่มเติมรถยนต์ตระกูล 53 อีกทั้งรถยนต์ในกลุ่มคอมแพคคาร์ที่ได้ถูกจำหน่ายออกไปในจำนวนมากกว่า 609,000 คัน” “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุด ซึ่งในปีที่ผ่านมารถยนต์จำนวน 943,473 คันได้ถูกส่งมอบให้กับลูกค้า โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 7.8% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่น อินเดีย ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ทำลายสถิติด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์สูงถึง 15,785 คัน เติบโตขึ้น 9% ซึ่งนับเป็นยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สามารถครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดรถหรูไว้ได้เป็นปีที่ 18 ติดต่อกัน” “สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2562 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านรถยนต์รุ่นต่างๆ ให้กับผู้บริโภคภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค และอีคิว อย่างต่อเนื่องโดยบริษัทฯ วางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่มากกว่า 20 รุ่น พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการวางแผนสร้างระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การแนะนำรถยนต์ใหม่ การให้บริการหลังการขาย การขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และการเดินสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ด้านบริการลูกค้า บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ในการแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการไว้ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีผู้จำหน่ายจังหวัดละหนึ่งแห่งเท่านั้น และในปีนี้เตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มอีกสี่แห่ง ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ซึ่งจะส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรวม 36 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าว มาจากการวางกลยุทธ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เปิดตัวรถยนต์รวม 16 รุ่น ซึ่งแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีถือเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยอัตราการเติบโตจากปีก่อนหน้าแบบก้าวกระโดดถึง 309% ซึ่งเป็นผลมาจากการรุกทำการตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การแนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทั้งรุ่นนำเข้า และรุ่นประกอบในประเทศรวมจำนวน ห้ารุ่น การจัดกิจกรรม “Mercedes-AMG Driving Experience” ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้สื่อมวลชน และลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะรถยนต์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเปิดตัวผู้จำหน่ายอย่าง เป็นทางการ 12 แห่งทั่วประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านบริการ หลังการขายให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว โดยในปีนี้จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูลเอเอ็มจีอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วยสองรุ่นใหม่ในตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี 53 อย่าง CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ และ E 53 4MATIC+ Coupé รุ่นนำเข้าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EQ Boost เพื่อเพิ่มพลังให้กับรถยนต์มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัว “AMG Brand Center” แห่งแรกในประเทศไทย โดยจะเป็นศูนย์ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่มีความทันสมัย และครบวงจรมากที่สุด และมีเพียง 11 แห่งจากทั่วโลก” “ในด้านความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้สูงขึ้น มีการจับมือกับสามเครือโรงแรมชั้นนำขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทำให้ในปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 200 แห่ง อีกทั้งจัดงาน “Mercedes-Benz EQ Tech Day” เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตภายใต้แบรนด์อีคิว และยังได้นำรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบอีคิวเอ (EQA) เข้ามาจัดแสดงให้สื่อมวลชน และผู้บริโภคได้ชมกันอย่างใกล้ชิดโดยในปีนี้บริษัทฯ เตรียมนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีคิวตลอดทั้งปีทั้ง EQ Power  รถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริด EQ Power+ ที่เป็นส่วนหนึ่งในรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และกลุ่มรถยนต์แต่ง และ EQ สำหรับรถยนต์ Battery Electric Vehicles หรือ BEV พร้อมวางแผนขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 80 แห่ง โดยจะเลือกสถานที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ามาใช้บริการ” “ในด้านกิจกรรมการตลาดเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ ในปี 2562 บริษัทฯ ได้สานต่อกลยุทธ์ Best Customer Experience เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ผ่านการทำกิจกรรมไลฟ์สไตล์ภายใต้โกลบอลแพลทฟอร์ม “ชีส์ เมอร์เซเดส” (She’s Mercedes) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งในปีที่ผ่านมากิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า และผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกทั้งมีการสื่อสารบนช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามกว่า 812,285 คน และ 121,214 คนตามลำดับ” มร.ฟรังค์ กล่าวเพิ่มเติม นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหารฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ ‘การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า’ คือหัวใจในการบริการของเรา บริษัทฯจึงได้วางกลยุทธ์ในการให้บริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า โดยการนำเสนอแคมเปญบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิสพลัส โปรแกรมการบำรุงรักษาและการรับประกันสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์, อะไหล่ REMAN แท้ที่ผ่านกระบวนการ Remanufacturing จากโรงงานผู้ผลิตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง Mercedes-Benz Engine Oil ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรวมถึงการสนับสนุนนักเรียนอาชีวะภายใต้โครงการเยอรมัน-ไทยเพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคี (GTDEE) ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมดสี่แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก และวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก บ้านโป่ง โดยในปีที่ผ่านมามีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าวและเข้าทำงานที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว จำนวน 30 คน และในปี 2562 นี้มีนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกอบรมกับบริษัทและเซ็นสัญญาเข้าทำงานกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการหลังจบหลักสูตรในปี 2563 แล้วอีกจำนวน 52 คน ทั้งนี้บริษัทฯ กำลังขยายศูนย์ฝึกอบรมให้สามารถเพิ่มศักยภาพการฝึกอบรม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2562 นี้” “ในปี 2562 บริษัทฯ วางแผนที่จะยกระดับการให้บริการในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งบริการด้านการบำรุงรักษา และการขยายพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยเตรียมเปิดตัว‘คลังอะไหล่แห่งใหม่’ (Parts Distribution Center) บนถนนบางนา-ตราด กม. 19 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งคลังอะไหล่แห่งนี้จะมีระบบการจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำหน้าที่วิเคราะห์และจัดเก็บอะไหล่ ให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายอะไหล่รถยนต์ให้ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น และในส่วนความพร้อมเพื่อสร้างเครือข่ายที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ทั่วประเทศนั้น ปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการจำนวน 32 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 17 แห่ง และต่างจังหวัด 15 แห่ง และเตรียมแต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับแบรนด์รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มอีกสี่แห่ง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครสองแห่ง และต่างจังหวัดอีกสองแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเพิ่มขึ้นเป็น 36 แห่ง และในปีนี้ยังมีแผนขยายศูนย์บริการสีและตัวถังที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์อีก 4 แห่งรวมเป็น15 แห่งทั่วประเทศ  เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด” นายพุทธิ กล่าวปิดท้าย   ข้อมูลผลิตภัณฑ์ รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีตระกูล 53 คือผลลัพธ์ของการผสมผสานเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตรที่ให้กำลัง 320 กิโลวัตต์ (435 แรงม้า) กับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต และอัตราการใช้พลังงานที่เยี่ยมยอด รถยนต์ตระกูลนี้มีระบบอีคิวบูสท์ (EQ Boost) รวมถึงสามารถสร้างและจ่ายไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าของรถที่ใช้แรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ได้ ระบบอีคิวบูสท์เป็นระบบ   มอเตอร์ไฟฟ้าแบบพิเศษ อีกทั้งยังเป็นระบบที่เป็นตัวกลางช่วยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ด้วย Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบแผงบังคับลมคู่สีเงินชุบโครเมี่ยม วัสดุเก็บขอบด้านข้างแบบพิเศษ กระโปรงหลังรูปแบบใหม่ล่าสุดที่สอดรับกับปลายท่อไอเสียทรงกลมทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 20” ตกแต่งด้วยสีดำพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED with ULTRA RANGE Highbeam ที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้า LED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 84 หลอดต่อข้าง) เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ขณะขับผ่านสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง ระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย และสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร รวมถึงหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ดีไซน์ภายใน ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะให้หรูหรา หลากหลาย และเข้ากับรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยจอแสดงผลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับ MB Audio 20 พร้อม Touchpad และ Controller ที่ผู้ขับขี่จะสามารถปรับแต่งการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 รูปแบบได้แก่ “Classic” “Sport” และ “Progressive”อีกทั้งยังสามารถเลือกแสดงข้อมูลต่างๆ ได้เพิ่มเติมตามต้องการอีกด้วย โดยผู้ขับขี่ยังจะสามารถควบคุมรถด้วยพวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่มีมาอย่างมากมายเพื่อช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบ PRE-SAFE® Plus และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) นอกจากนี้ เทคโนโลยีเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmission ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้เป็นระบบเกียร์ที่ตอบสนองดีขึ้นเมื่อผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมเทคโนโลยี AMG Performance 4MATIC+ แบบแปรผันได้สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงระบบช่วงล่างแบบถุงลม AMG RIDE CONTROL+ Suspension ที่ทำงานโดยอัตโนมัตินั้นยังช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกรื่นรมย์มากยิ่งกว่าที่เคย

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่อันโดดเด่น และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยครบครัน เทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอในสามรุ่นย่อย ได้แก่ The C 220 d Avantgarde, The C 220 d Exclusive และ The C 220 d AMG Dynamic ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้แล้วที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ รถยนต์ The new C-Class รุ่นประกอบในประเทศที่ผลิตในปีนี้ ได้รับการออกแบบดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน โดยจะเน้นที่รูปลักษณ์ด้านหน้า ไฟหน้า และไฟท้าย รวมถึงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของ The C-Class รุ่นนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล The S-Class เพื่อยกระดับความปลอดภัยเชิงรุกของรถให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมความสามารถในการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติได้ในบางสถานการณ์อีกด้วย เรื่อง / ภาพ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)

By MercedesBenz

5 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่เยี่ยมจากปี 2018 ที่ทาง Mercedes Me คัดมาให้ผู้อ่านแล้ว จากทั้งหมด 50 รายชื่อที่ทางนิตยสาร Time ได้จัดอันดับไว้ประจำทุกๆปี โดยใช้เกณฑ์จากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เป้าหมายที่น่าสนใจของตัวสิ่งประดิษฐ์ และประสิทธิภาพเชิงการใช้งาน รายชื่อเต็มๆ สามารถดูได้ที่ time.com/collection/best-inventions-2018 #1 Gravity Blanket สุดยอดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนที่ชอบการนอนหลับ Gravity Blanket คือผ้าห่มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผ่อนคลายระบบประสาทของคน ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ทำให้ผ่อนคลายนอนหลับสบายอย่างยาวนานไร้กังวล ผ้าห่มได้ถูกออกแบบพร้อมน้ำหนักและขนาดที่เหมาะสมให้ความรู้สึกเสมือนกับถูกกอดตลอดเวลา แถมห่อหุ้มด้วยไมโครไฟเบอร์ผิวสัมผัสนุ่มและถอดซักได้ง่ายด้วย gravityblankets.com   #2 Made In Universal Lid คุณเคยหงุดหงิดเวลาสลับฝาหม้อมั้ย หรือหาฝาปิดที่ขนาดพอดีกับหม้อหรือกระทะไม่เจอ ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีหลายยี่ห้อพยายามคิดค้นฝาอเนกประสงค์ที่หวังว่าจะใช้งานได้กับทุกกระทะหม้อ แต่ก็ยังติดปัญหาทั้งเรื่องขนาดและวัสดุที่ไม่พอเหมาะพอดี คราวนี้ Made In ได้ลองผลิตฝาสแตนเลสเคลือบซิลิโคน 3 ขนาด ที่ออกแบบมาให้ครอบคลุมหม้อและกระทะแบบมาตรฐานทั่วโลกแล้ว madeincookware.com   #3 Aira ในแต่ละวันนั้นผู้พิการทางสายตาต้องเผชิญอุปสรรคมากมายหลายอย่าง Aira คือแว่นตาที่ถูกออกแบบคิดค้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ซึ่งมีความสามารถที่จะหยิบยืมความช่วยเหลือจากการมองเห็นของคนปกติได้เป็นอย่างดีเยี่ยม! โดยความสามารถพิเศษของแว่น Aira ที่โดดเด่นมากอีกอย่างคือผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งรองรับระบบ Augmented Reality (AR) ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถทำกิจวัตรประจําวันได้อย่างคนปกติ aira.io   #4 Acuvue Oasys with Transitions แว่นตากรองแสงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เมื่อ Acuvue ร่วมมือกับ Transitions Optical เปิดตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะปรับสภาพแสงให้เหมาะพอดีกับสายตาผู้ใส่ ช่วยให้ผู้ส่วมใส่ไม่ต้องหวันกับระดับแสงต่างๆที่ต้องเจอในแต่ละวันอีกต่อไป โดยล่าสุดคอนแทคเลนส์นี้ได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว และกำลังมีแผนจะวางจำหน่ายในปี 2019 acuvue.com   #5 The Carry-on Closet การจัดและรื้อกระเป๋า เป็นหนึ่งในสิ่งที่กวนใจนักเดินทางมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างที่บ่อยๆ จนบางทีนึกในใจว่าคงดีกว่าถ้ายกตู้เสื้อผ้าที่บ้านไปด้วยได้ Solgaard Design จึงคิดค้นตู้เสื้อผ้าพกพาได้ให้ผู้ใช้ได้จับใส่กระเป๋าเดินทางแล้วขึ้นเครื่องบินได้เลย ภายนอกอาจดูเหมือนกระเป๋าเดินทางธรรมดา แต่สามารถเปิดขึ้นมาแล้วจะมีลักษณะเป็นชั้น แบ่งเป็นสัดส่วนให้สามารถจัดวางเสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบราวกับถอดมาจากตู้เสื้อผ้าได้เลย solgaard.co

By MercedesBenz

โรสวูด กรุงเทพฯ โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ดีไซน์สถาปัตยกรรมสะดุดตา ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและร้านค้าบนถนนเพลินจิต จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2562 ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมแห่งที่สองในประเทศไทยสำหรับ โรสวูด โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Rosewood Hotels & Resorts) โดยมีโรงแรมในเครืออีกแห่งคือ โรสวูด ภูเก็ต ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2560  โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯได้ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีไทยไว้อย่างลงตัว โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ได้นำปรัชญา A Sense of Place® ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์โรสวูด เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอก และการตกแต่งภายใน ตลอดจนถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารและการผ่อนคลายภายในสปาที่ได้คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ผู้สนใจเข้าพักสามารถจองห้องพักได้แล้ววันนี้ที่ rosewoodhotels.com พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวของโรงแรมอย่างเป็นทางการ โครงสร้างสามสิบชั้นของโรงแรมพร้อมดีไซน์อันโดดเด่นจะปรับเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ ด้วยอาคารสูงระฟ้าที่ประกอบจากอาคารทั้งสองฝั่งซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นรูป “ไหว้” เพื่อเพิ่มความตราตรึงให้กับทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานคร โดยการเสริมแทรกวัฒนธรรมไทยไว้ภายใต้ความทันสมัยของการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม การไหว้ เป็นแรงบันดาลใจหลักของดีไซน์ การประนมมือสองข้างเป็นเอกลักษณ์อันอ่อนน้อมของคนไทยที่ใช้ในการทักทาย กล่าวสวัสดีและการต้อนรับ นอกจากนี้ โรสวูด กรุงเทพฯ ยังเชื่อมติดสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ท่ามกลางสถานฑูตนานาประเทศ ตึกสำนักงานที่ทันสมัย และห้างสรรพสินค้าอันหรูหรา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว โรงแรมโรสวูล กรุงเทพฯ พร้อมเปิดตัวบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางกา ภายใต้ชื่อ @rosewoodbangkok อีกหนึ่งช่องทางหลักในการแชร์ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง เฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม โดยทั้งสองบัญชีจะเปิดตัวพร้อมแคมเปญ #WaiBangkok ซึ่งมุ่งเน้นการแสดงให้เห็นถึงพลังขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตภายในกรุงเทพมหานคร โดยแคมเปญดังกล่าวจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้แบ่งปันมุมมองใหม่เกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดตัวของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ในมหานครแห่งนี้ มร.โธมัส ฮาร์แลนเดอร์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ กล่าวว่า “โรสวูด กรุงเทพฯ นำเสนอการบริการอัลตร้าลักซ์ชัวรี่รูปแบบใหม่ และต้องการเป็นสัญลักษณ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครนั้นเป็นศูนย์กลางสำหรับความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบในภูมิภาค” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ปรัชญา A Sense of Place® ของแบรนด์โรสวูด ได้ถูกนำมาจำกัดความในรูปแบบทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันให้คงไว้ถึงวัฒนธรรมไทยที่แท้จริง โดยทุกคนสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่การออกแบบด้านสถาปัตยกรรมของโรงแรม จนไปถึงรูปแบบการให้บริการที่มีความใส่ใจ และมีความอ่อนน้อม” โดยคุณโธมัส กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการนำเสนอความร่วมสมัยที่ถูกกลั่นกรองมาให้สอดคล้องกับความเป็นไทยมากที่สุด เรามุ่งหวังที่จะเป็นประตูซึ่งนำพาผู้เข้าพักไปพบกับความน่าอัศจรรย์ของกรุงเทพมหานครและวัฒนธรรมไทย” แคมเปญ #WaiBangkok จะเปิดตัววันที่ 19 กุมภาพันธ์ ตลอดจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยนอกจากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสุนกแล้ว ยังจะแสดงซีรี่ส์ภาพถ่ายจากช่างภาพชื่อดังสองท่านได้แก่ ตั้ม ชนิพล กุศลชาติธรรม และ สก็อต วูดวาร์ด โดยตั้ม หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างในนาม Rockkhound เป็นช่างภาพแนวสตรีทระดับแถวหน้าของประเทศไทย จะร่วมเปิดตัวแคมเปญด้วยการนำเสนอเสน่ห์ของกรุงเทพฯผ่านภาพถ่ายของเขา ส่วนทางด้านสก็อต วูดวาร์ด ช่างภาพสารคดีชาวแคนาดา ผู้มักแสดงผลงานบนนิตยสารระดับโลกอย่าง National Geographic และ Condé Nast Traveler ไปจนถึงสื่อหนังพิมพ์ชื่อดังอย่าง New York Times จะมาแสดงให้เห็นความน่าหลงใหลของกรุงเทพมหานครผ่านซีรี่ส์ภาพถ่ายในครั้งนี้อีกด้วย แคมเปญภาพถ่ายอันงดงามในครั้งนี้ ต้องการเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมแบ่งปันมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพมหานครในเชิงร่วมสมัย พร้อมนำเสนอมุมมองหรือสถานที่ที่พวกเขาชอบที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบเป็นเหตุผลว่า“ทำไม” พวกเขาถึงรักมหานครแห่งนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมสนุกโพสต์ภาพถ่ายมุมมองใหม่ที่น่าสนใจของกรุงเทพฯบนหน้าเฟซบุ๊คของ โรสวูด กรุงเทพฯ หรืออินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมเขียนแฮชแทค #WaiBangkok และแทค @RosewoodBangkok โดยผู้ชนะจะได้รับบัตรรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ภายในโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ โรสวูด กรุงเทพฯ โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ฉลองการเปิดตัวและก้าวสู่ตลาดด้วยข้อเสนอเบื้องต้นสุดพิเศษ ซึ่งสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 โดยเปิดให้ผู้สนใจจองห้องพักได้แล้ววันนี้ที่ rosewoodhotels.com ข้อเสนอสุดพิเศษเเพื่อการค้นพบกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ แพคเกจ “Redefining Bangkok” มอบโอกาสให้แขกผู้เข้าพักได้ปรับแต่งบริการเสริมจากการเข้าพักครั้งแรก ด้วยตัวเลือกจากบริการสุดพิเศษอย่าง บริการรถรับหรือส่งที่สนามบินด้วยรถลีมูซีนของโรสวูด กรุงเทพฯ หรือบริการอาหารเช้าสำหรับสองท่านที่ห้องอาหาร Lakorn European Brasserie ตลอดการเข้าพัก หรือสัมผัสประสบการณ์การผ่อนคลายที่แท้จริงที่ Sense, A Rosewood Spa โดยสามารถเลือกระหว่างบริการนวดไทยแผนโบราณ บริการนวดปรับแต่งตามความต้องการ บริการนวดเพื่อคลายความเจ็ทแลค หรือบริการนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย ระยะเวลา 60 นาทีสำหรับสองท่าน แพคเกจ “Signature Suites Stay” ประกอบไปด้วยการเข้าพักภายในห้องสวีทอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหรูหรากว้างขวาง และนำเสนอไลฟ์สไตล์แบบชาวเมืองกรุง รวมไปถึงบริการรับ-ส่งที่สนามบินบนลีมูซีนสุดหรู และบัตรกำนัลมูลค่า 2,000 บาท ซึ่งผู้เข้าพักสามารถนำไปใช้ได้ที่ร้านอาหารและบาร์ทุกแห่งภายในโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ นอกจากนี้แพคเกจยังมาพร้อมบริการจาก Sense, A Rosewood Spa ระยะเวลา 60 นาทีสำหรับสองท่าน โดยสามารถเลือกระหว่างบริการนวดไทยแผนโบราณ บริการนวดปรับแต่งตามความต้องการ บริการนวดเพื่อคลายความเจ็ทแลค หรือบริการนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย แพคเกจ “Redefining Bangkok” ราคาเริ่มต้นที่ 9,450 บาท และแพคเกจ “Signature Suites Stay” ราคาเริ่มต้นที่ 17,550 บาทต่อคืน โดยราคาทั้งหมดยังไม่รวมภาษีและค่าบริการซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าพัก ข้อเสนอดังกล่าวมีจำนวนจำกัดและใช้ได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 เว็บไซต์ rosewoodhotels.com/bangkok   

By MercedesBenz

สร้างสรรค์สำหรับมืออาชีพ นาฬิการุ่น โอริส ไดฟ์ คอนโทรล ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Oris Dive Control Limited Edition) ได้รับการพัฒนาด้วยความร่วมมือกับ โรมัน ฟริสค์เน็คท์ (Roman Frischknecht) นักประดาน้ำเชิงพาณิชย์ชาวสวิส ผู้ซึ่งใช้ชีวิตในการทำงานใต้น้ำลึกให้กับอุตสาหกรรมแห่งท้องทะเลหลายแห่ง การทำงานร่วมกับโรมันนั้น โอริสได้พัฒนากลไกนิรภัยแบบปรับหมุนได้ (Rotation Safety System หรือ RSS) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และได้นำมาประกอบอยู่ในนาฬิกา ProDiver ทุกรุ่น ซึ่งออกแบบมาเพื่อล็อควงแหวนบนขอบหน้าปัดที่แสดงมาตรเวลาสำหรับการประดาน้ำให้อยู่กับที่ระหว่างการประดาน้ำ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย นวัตกรรมกลไกอัจฉริยะนี้ได้กลายมาเป็นกลไกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอริส เรือนเวลารุ่นนี้ประกอบด้วยกลไกต่างๆที่เป็นการยกระดับมาตรฐานของนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำ ประการแรก ตัวเรือนขนาดใหญ่กว่าปกติ 51 มิลลิเมตร ที่มีน้ำหนักเบา ผลิตด้วยวัสดุไทเทเนียม เกรด 2 เคลือบสาร     ดืแอลซี-DLC สีดำ กันน้ำได้ถึงระดับ 100 บาร์ (1,000 เมตร) ในการทดสอบ วิศวกรของโอริสได้ทำการทดสอบความกดอากาศจริงของนาฬิการุ่น ไดฟ์ คอนโทรล ลิมิเต็ด อิดิชั่น ถึงระดับความกดอากาศที่ 125 บาร์ เพื่อรับประกันได้ว่านาฬิการุ่นนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการมองเห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุด หน้าปัดจึงทำให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นด้วย วงแหวนบนขอบหน้าปัดมีความสมบูรณ์พร้อมด้วยระบบล็อคนิรภัย RSS ทำด้วยเซรามิคที่กันรอยขีดข่วนและป้องกันการซีดจาง ส่วนเข็มนาฬิกา ขีดเวลาบอกชั่วโมง และเครื่องหมายศูนย์บนวงแหวนขอบหน้าปัด เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® นักออกแบบของโอริสได้ใช้สีเหลืองที่มีความสว่างสูง สำหรับแสดงรายละเอียดของข้อมูลที่สำคัญบนหน้าปัด เนื่องจากสีเหลือง เป็นหนึ่งในสีที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดเมื่ออยู่ใต้น้ำ และยังมีระบบวาล์วปลดปล่อยก๊าซฮีเลียมอัตโนมัติซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ ซึ่งสำหรับโรมัน และเพื่อนร่วมงานของเขาที่ต้องอยู่ในบรรยากาศของฮีลิอ็อก (Heliox) ระหว่างการประดาน้ำแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ (Saturation Diving) อะตอมของฮีเลียมจะมีขนาดเล็กกว่าอะตอมของออกซิเจน ซึ่งสามารถที่จะเข้าไปภายในนาฬิกาได้ ถ้าไม่มีวาล์วสำหรับปลดปล่อยอนุภาคต่างๆเหล่านี้แล้ว อาจจะทำให้นาฬิกาได้รับความเสียหายเมื่อนักประดาน้ำกลับขึ้นมาสู่ความกดอากาศปกติอีกครั้ง ความปลอดภัยต้องมาก่อน ‘ในบริษัทต่างๆที่ผมทำงานให้ จะมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และอุปกรณ์ต่างๆก็อยู่ในสภาพที่ไว้วางใจได้มาก การประดาน้ำเชิงพาณิชย์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยมากที่สุดในโลก’ กล่าวโดย โรมัน ฟริสค์เน็คท์ นั่นอาจเป็นการยากที่จะเข้าใจสำหรับคนที่ทำงานบนพื้นดินแบบพวกเรา แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานของเขา โรมันไม่ได้ทำงานอยู่บนความแน่ใจแค่เพียงครึ่ง ความปลอดภัยในแต่ละครั้งของทีมประดาน้ำต้องสูงที่สุด อุปกรณ์ของพวกเขาได้รับการออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาปลอดภัยในสภาวะที่รุนแรงถึงระดับที่สูงที่สุด และต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานที่ไว้วางใจได้ โรมันได้นำความเข้มงวดนี้มาใช้ในการพัฒนากลไกระบบปรับหมุนนิรภัย (Rotation Safety System) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอริส โปรไดฟ์เวอร์ (Oris ProDiver) โอริสได้ทำงานร่วมกับ โรมัน ในช่วงสองปีของการพัฒนา เพื่อให้ได้มาซึ่งวงแหวนปรับหมุนทิศทางเดียวบนขอบหน้าปัด (กลไกที่ใช้สำหรับจับเวลาในการประดาน้ำ) ที่สามารถล็อคให้อยู่กับที่เพื่อความปลอดภัยในระหว่างการประดาน้ำ ที่สำคัญคือการวัดเวลา และการจัดการในทุกแงมุมของการประดาน้ำ ว่าต้องไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด ด้วยการล็อควงแหวนบนขอบหน้าปัดให้อยู่กับที่ ที่เขาสามารถแน่ใจได้ว่าเหลือเวลาอยู่เท่าใดในการประดาน้ำของเขา โอริสได้ทำการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมนี้ และ โอริส โปรไดฟ์เวอร์ ก็เป็นนาฬิการุ่นเดียวในโลกที่ประกอบด้วยกลไกนี้ ‘วงแหวนปรับหมุนทิศทางเดียวบนขอบหน้าปัดเป็นอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้ามันไม่เคลื่อนที่หลังจากการปรับตั้งเวลาแล้ว มันจะช่วยให้นักประดาน้ำเกิดความรู้สึกคลายกังวลในการตั้งเวลาสำหรับการประดาน้ำ’ โรมันอธิบาย นอกจากนี้ กลไกจักรกลสวิสโครโนกราฟระบบอัตโนมัติ มีเข็มจับเวลาเป็นวินาที, 30-นาที และ12-ชั่วโมงจากจุดศูนย์กลาง เข็มจับเวลา 30-นาทีสีเหลืองที่มีดุลยภาพในการอ่านค่าจากมาตรเวลาสีเหลืองที่ขยายไปจนถึงหน้าต่างแสดงเวลา60-นาทีเต็ม ด้วยวิธีนี้จะสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในการการอ่านและการคำนวณเวลาได้ อีกทั้งก็มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับนักประดาน้ำมืออาชีพ นี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรกอย่างแท้จริง

By MercedesBenz

หลายคนคงเคยมีคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากนั่นเขามีอุปนิสัยอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไป หรือคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั่นเขามีอุปนิสัยอะไรบ้างที่ทำเหมือนกัน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น Bill Gates, Daymond John, Oprah, Richrad Brandson, Marcus Lemonis, Deepak Chopra, หรือแม้กระทั่ง Napoleon Bonaparte ต่างมีอุปนิสัยหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก อุปนิสัยเหล่านั้นเรียกว่า “Proactive Habits” หากใครทำเป็นนิสัยแล้ว จะนำพามาซึ่งผลลัพธ์ในทางบวกกับชีวิตอย่างแน่นอน และนี้คือ 20 อุปนิสัยของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง พวกเขาเขียนบันทึกประจำวัน พวกเขาพูดกับตัวเองในกระจก นั่งสมาธิ รักในการอ่าน พวกเขากล้าที่จะเผชิญกับความกลัว พวกเขาตระหนักว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ พวกเขาคบแต่กับคนที่คิดบวก มีเป้าหมายอย่างชัดเจนอยู่เสมอ เป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ จัดอันดับความสำคัญของเวลา ไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เลือกที่จะโฟกัสในสิ่งที่ตนเองควบคุมได้ เป็นผู้ฟังที่ดีเยี่ยม มองว่าเงินทองคือผลพลอยได้จากความฝันของพวกเขา ไม่หวังในเรื่องโชค รักการเฉลิมฉลอง และความสนุกสนาน พวกเขาให้อภัยตัวเองและผู้อื่น พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ แต่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงหากจำเป็น พวกเขาไม่ตัดสินใจอย่างรีบร้อน หรือใช้อารมณ์เพียงชั่ววูบ เชื่อในสัญชาติญารของตนเอง   เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงสังเกตว่ารายการอุปนิสัยข้างต้นไม่มีกิจกรรม อย่างเช่น ออกกำลังกายที่ฟิตเนส แต่รายการทั้งหมดนั่นเกี่ยวข้องกับการสร้างอุปนิสัยที่เริ่มต้นจากความนึกคิดของรายบุคคล หากว่าคุณเริ่มเปลี่ยนความคิดของตัวคุณเองได้แล้ว การกระทำและอุปนิสัยก็จะถูกปรับเปลี่ยนเองอย่างอัตโนมัติเช่นกัน ปีใหม่นี้ลองมาเริ่มเปลี่ยนอุปนิสัยใหม่ คอยๆ เริ่ม 1 วัน 1 อย่าง รับรองว่าคนใกล้ตัวของคุณจะสัมผัสได้ และชีวิตคุณจะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

By MercedesBenz

เริ่มต้นปีใหม่ หลายๆคนคงอยากจะหาหนังสือใหม่ ดีๆมาอ่านกันเพื่อเสริมสร้างพลังบวกให้แก่ชีวิต แต่การที่จะหาหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไรนัก หลายคนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เล่มไหนก่อน บทความนี้ได้รวบรวมรายชื่อหนังสือน่าอ่าน ที่ถูกแนะนำและรวบรวมโดย Barack Obama อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้เป็นที่รักของชาวอเมริกันและคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นธรรมเนียมประจำทุกปีที่ Obama จะออกมาแนะนำรายชื่อ หนังสือ เพลง และภาพยนตร์โปรดของเขาทางสื่อออนไลน์  ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์สุดฮิตอย่าง “Black Panther,” “Annihilation,” และ “BlacKkKlansman” แถมยังแนะนำเพลงจากศิลปินอย่าง Cardi B, The Carters, H.E.R. และ Hozier การันตีได้เลยว่ารายชื่อหนังสือต่อไปนี้ต้องดีเลิศ เมื่อลองหยิบอ่านแล้วคงยากที่จะวางลงแน่นอน “Becoming” โดย Michelle Obama “An American Marriage” โดย Tayari Jones “Americanah” โดย Chimamanda Ngozi Adichie “The Broken Ladder: How Inequality Affects the Way We Think, Live, and Die” โดย Keith Payne “Educated” โดย Tara Westover “Factfulness” โดยHans Rosling “Futureface: A Family Mystery, an Epic Quest, and the Secret to Belonging” โดย Alex Wagner “A Grain of Wheat” โดย Ngugi wa Thiong’o “A House for Mr Biswas” โดย V.S. Naipaul “How Democracies Die” โดย Steven Levitsky and Daniel Ziblatt “In the Shadow of Statues: A White Southerner Confronts History” โดย Mitch Landrieu “Long Walk to Freedom” โดย Nelson Mandela “The New Geography of Jobs” โดย Enrico Moretti “The Return” โดย Hisham Matar “Things Fall Apart” โดย Chinua Achebe “Warlight” โดย Michael Ondaatje “Why Liberalism Failed” โดย Patrick Deneen "The World As It Is" โดย Ben Rhodes "American Prison" โดย Shane Bauer "Arthur Ashe: A Life" โดย Raymond Arsenault "Asymmetry" โดย Lisa Halliday "Feel Free" โดย Zadie Smith "Florida" โดย Lauren Groff "Frederick Douglass: Prophet of Freedom" โดย David W. Blight "Immigrant, Montana" โดย Amitava Kumar "The Largesse of the Sea Maiden" โดย Denis Johnson "Life 3.0: Being Human in the Age of Artificial Intelligence" โดย Max Tegmark "There There" โดย Tommy Orange "Washington Black" โดย Esi Edugyan

Become A Journalista