TOP

MORE INTERESTING TOPICS

Mercedes-EQ กำลังบันทึกบทใหม่เรื่องเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า กับ EQS ใหม่: หนึ่งในสิ่งที่ยั่งยืน เร้าอารมณ์ และหรูหรา การผสมผสานที่น่าตื่นเต้นระหว่างการออกแบบศิลปะและเทคโนโลยีล้ำสมัย คือสิ่งที่ทำให้ Alicia Keys (นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน) รู้สึกทึ่งกับ EQS ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบทเพลงอันอ่อนไหวของศิลปิน รูปแบบแคมเปญใหม่ของรถซีดานหรูไฟฟ้าทั้งหมดคันแรกของเมอร์เซเดส-อีคิวนี้ จึงดูเหมือนลอยละล่องลงราวกับมาจากดาวดวงอื่น ทิ้งตัวลงมาอย่างนุ่มนวล เข้ามาหาซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ตาสบตา ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อที่เป็นธรรมชาติ และดูเหมือนง่ายดาย ระหว่างนวัตกรรมยานยนต์และความตระการตา การเชื่อมต่อนี้เป็นหัวใจหลักของ EQS และทำให้ยนตรกรรมนี้เป็นที่ต้องการมากขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันที่อยู่ในแถวหน้าของตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว แสดงให้เห็นถึงความหรูหราที่ยั่งยืนและก้าวล้ำ ในแบบที่รถยนต์คันอื่นไม่เคยทำมาก่อน   ลักษณะเฉพาะที่สะท้อนให้เห็นรูปแบบของ EQS: รูปลักษณ์ภายนอกเป็นไปตามภาษาการออกแบบที่ชัดเจน ซึ่งถ่ายทอดสายเลือดทางเทคโนโลยีสู่โลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสง่างาม อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของยนตรกรรมทั้งหมดจากตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว โดย EQS เปลี่ยนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้เป็นประสบการณ์ความหรูหรารูปแบบใหม่ ที่ดึงดูดทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความมั่นใจ เพราะ EQS คือยนตรกรรมแห่งความรับผิดชอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน   มาค้นพบเรื่องราวของ EQS ใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้าระดับหรูคันแรก ที่ mbmag.me/eqs

By MercedesBenz

Will.i.am คือศิลปินดนตรีคนดังที่มีชื่อติดอยู่บนท็อปชาร์ตร่วมกับวงดนตรีของเขา Black Eyed Peas และไม่เพียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีเท่านั้น ณ ปัจจุบัน เขา กำลังง่วนอยู่กับการนำความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง สู่การรังสรรค์ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง Will.i.am เผยเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ระหว่างนัดพบกับเราที่ลอสแองเจลิส สำหรับ will.i.am ในวัยหนุ่มน้อย รถแรงสุดซิ่งคือสิ่งดึงดูดที่ชวนหลงใหลอย่างที่สุด ทุกๆ วัน ระหว่างเดินทางด้วยรถบัสจากย่าน Boyle Heights เพื่อไปโรงเรียนในลอสแองเจลิสตะวันตกซึ่งเป็นเขตที่ร่ำรวยหรูหรา เขาและพี่ชาย-คาร์ล ชอบใช้เวลาเฝ้ามองดูซูเปอร์คาร์ที่ฝันอยากจะครอบครองเมื่อโตขึ้น สุดท้ายซูเปอร์คาร์ก็เป็นความฝันที่กลายมาเป็นความจริงสำหรับ William Adams หรือ will.i.am วัย 46 หนึ่งในศิลปินดนตรีป๊อปผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค   ความชื่นชอบในแนวเพลงฮิปฮอปคือสิ่งที่นำพา will.i.am เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี เริ่มต้นในปี 1988 การแสดงครั้งแรกกับกลุ่มแร็ปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ตอนอายุแค่ 13 ไม่กี่ปีหลังจากนั้น วง Black Eyed Peas ภายใต้การนำของเขา ก็ทะยานขึ้นสู่ท็อปชาร์ตด้วยผลงานเพลงทั้งอัลบั้มและซิงเกิลยอดนิยมซึ่งส่งผลให้ will.i.am ขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง หนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ก็คือ 7 รางวัลจากเวทีแกรมมีอันทรงเกียรติ ยิ่งกว่านั้น เขายังมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังเบอร์ต้นๆ ของวงการอีกมากมาย เช่น Justin Bieber, U2 และ Lady Gaga จนกล่าวได้ว่าในบรรดาศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น หลายต่อหลายคนมี will.i.am เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังระดับ greatest hits ของพวกเขา มีหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ will.i.am ที่น้อยคนจะรู้ก็คือ การที่เขาชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในที่นี้รวมถึงความท้าทายที่นอกเหนือจากเรื่องดนตรีด้วย “ผมมักถามตัวเองเสมอๆ ว่า ผมพอจะทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง ผมจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง เพราะดนตรีคือเรื่องของความเข้าใจ และการหาความกลมกลืนลงตัวของเสียงต่างๆ” ดนตรีฮิปฮอปคืองานสร้างสรรค์จากความรักอันดับแรกของ will.i.am แต่เขาก็ยังมีเทคโนโลยีและรถยนต์เป็นความชื่นชอบอันดับสองที่ตามมาติดๆ เนิ่นนานแล้ว เขาชอบเรียกรถคันแรกที่ออกแบบให้ตัวเองว่า “The Monster” และเรื่องของรถยนต์ยังเป็นหนึ่งในผลงานจากความใฝ่ฝัน นอกเหนือจากงานในสตูดิโอที่กลายเป็นความจริงชิ้นแรกๆ ของเขาอีกด้วย will.i.am สร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์คันนี้ขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าของรถยนต์คลาสสิกจากนักออกแบบต้นฉบับ และยังเป็นเวลานานมาแล้วก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มนำจอแสดงผลขนาดใหญ่ติดตั้งไว้กลางพื้นที่ด้านหน้าตำแหน่งคนขับ will.i.am ได้ปรับแต่งรถให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองด้วยการติดตั้ง iPad ลงไป ณ จุดนั้น ด้วยจิตวิญญาณแห่งการริเริ่ม และความทุ่มเทให้การแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีอยู่ในตัว ไม่น่าแปลกที่ will.i.am จะกลายเป็นแฟนตัวยงของ Mercedes-AMG: “AMG มีความหมายที่บ่งบอกถึงความหลงใหล” สำหรับเขา คำนี้ยังมีความหมายถึงความไม่พึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ต้องการยานยนต์ซึ่งเป็นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะคาดถึง ดังนั้นใครเล่าจะดีไปกว่า will.i.am ในการเป็นแขกรับเชิญคนแรกของซีรีส์ใหม่อย่างเป็นทางการ ของนวัตกรรมยานยนต์ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นาม “AMG Uncovered” ในช่องทางยูทูป บนแพลตฟอร์มนี้ ศิลปินหนุ่มยังได้เผยถึงความฝันที่จะนำแนวคิดของตัวเองมาร่วมเปลี่ยนแปลง Mercedes-AMG GT C* แถมยังตั้งชื่อให้เสร็จสรรพด้วยว่า will.i.amg   พลังที่สร้างแรงบันดาลใจ ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือแรงกระตุ้นจิตวิญญาณศิลปินในตัวของ will.i.am เขาเชื่อว่ามีคุณสมบัติของทั้งสองสิ่งวิ่งวนเวียนอยู่ในตัวเขา William Adams และน้องชาย ได้รับการเลี้ยงดูมาโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในย่านสุดอันตรายของลอสแองเจลิสตะวันออก รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้จะมีฐานะค่อนข้างย่ำแย่ แต่แม่ของพวกเขายังสู้อุตส่าห์กัดฟันส่งลูกชายทั้งสองเข้าเรียนในเขตลอสแองเจลิสตะวันตกที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า ซึ่งในที่สุด will.i.am ได้ค้นพบในสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเชื้อไฟให้กับตัวเขา ทั้งการเป็นที่ยอมรับ กำลังใจ และการสนับสนุน สามสิ่งนี้ได้จุดประกายเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน ให้เขามุ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป้าหมายแรกคือความสำเร็จระดับโลกในฐานะนักดนตรี จากนั้น เป้าหมายที่สองคือการก่อตั้งบริษัทของตัวเองในนาม i.am +  หลังจากที่ will.i.am ประสบความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่จับต้องบนเส้นทางดนตรี เขาก็เริ่มแสวงหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ความทะเยอทะยานและความสุขในการลองได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเหือดหายไปจากตัวเขา และยังคงเดินหน้าทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา will.i.am ยังคงรำลึกถึงรากเหง้าที่มาของตัวเองอยู่เสมอ ในปี 2010 เขาตัดสินใจเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในอินโดนีเซีย ประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้ ทำให้เขาเริ่มตระหนักอย่างจริงจังว่าสภาพแวดล้อมของย่านลอสแองเจลิสตะวันออกซึ่งเป็นถิ่นที่เขาเติบโตมาพร้อมกับพี่ชายและแม่ของเขานั้น เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและเหลวแหลกเพียงใด “เมื่อการด้อยการศึกษาผสานเข้ากับการขาดความคิด สิ่งที่คุณจะได้คือสูตรสำเร็จแห่งความหายนะ เหมือนมีสึนามิแห่งความยากจนซัดกระหน่ำในทุกวี่ทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกจริงๆ ว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องมอบบางสิ่งบางอย่างกลับคืนกลับสู่ชุมชนเก่าของผมบ้าง" ดังนั้นเขาจึงเปิดตัวโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมเด็กๆ ให้พร้อมสำหรับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จะได้รับความช่วยเหลือให้ก้าวไปข้างหน้าได้จนตลอดรอดฝั่ง ซึ่งสิ่งนี้เคยเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ will.i.am อันได้แก่ การสนับสนุน การให้คำแนะนำปรึกษา และการสอน คอร์สแรกของโครงการเริ่มในปี 2012 โดยมีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้น 65 คน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีเด็กและคนหนุ่มสาวได้รับประโยชน์จากโครงการของเขานับพันคน และโครงการนี้ยังเป็นประตูที่ช่วยปูทางสู่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง อย่าง Brown, Dartmouth, Stanford และ UCLA ให้คนจำนวนมากอีกด้วย แต่ will.i.am ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาบอกว่า "ชีวิตคือการสร้างสรรค์" ประโยคนี้นับเป็นการสรุปปรัชญาชีวิตที่ยึดถือได้อย่างดี เช่นในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลก เขาได้ออกแบบหน้ากากที่ไม่เพียงกรองอากาศ แต่ยังมีไมโครโฟนและเครื่องเล่นเพลงอยู่ในตัวด้วย แรงผลักดันในการสร้างสรรค์และการมองโลกในแง่ดี คือสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันได้อย่างไม่ต้องสงสัย will.i.am ยังกระตุ้นคนอื่นๆ ให้ตื่นตัวเหมือนกับเขาด้วย ทั้งนักเรียนด้อยโอกาสที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา ศิลปินหลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยเพลงฮิตจากฝีมือการโปรดิวซ์ของเขา รวมทั้งกับบริษัทที่เขาได้ร่วมงานด้วย และสิ่งนี้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับพวกเราทุกคน นั่นคือ will.i.am ไม่ได้นั่งรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา แต่เขาลงมือสร้างขึ้นมาเอง ถ้าเกิดปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ทันที เขาก็เพียงขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป “ผมขับรถไปตามถนนและคิดๆๆๆ" แล้วคลื่นสมองก็จะแล่นพร้อมกับความคิดของเขาที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังของ Mercedes-AMG GT C ------------------------------------------------------------------ เรื่องโดย : ALEX STOLZ ภาพ: MERCEDES AMG

By MercedesBenz

หาดเชิงมนขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเงียบสงบหาดหนึ่งของเกาะสมุย จุดหมายเปี่ยมเสน่ห์มนต์ขลังอันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตติดทะเลแห่งใหม่ ดึงดูดให้นักพักผ่อนจากทั่วโลกต่างเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ กับบริการมาตราฐานคิมป์ตันตั้งแต่ก้าวแรก ณ KIMPTON KITALAY SAMUI (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ที่ถือได้ว่าเป็นรีสอร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตสุดหรูระดับโลก เพียงไม่กี่นาทีจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ก็ได้สัมผัสบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของการต้อนรับ ภายใต้โครงสร้างโปร่งโล่งด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวประมงเพียงแห่งเดียวบนเกาะสมุย พร้อมกลิ่นอายวิถีชาวเลแห่งท้องทะเลใต้แบบพื้นบ้าน ผสานความหรูหราอย่างมีสไตล์ ความเหนือระดับกับประสบการณ์การพักผ่อนที่เสมือนอยู่บ้าน นั่นคือหัวใจสำคัญที่คิมป์ตันมอบให้ผู้เข้าพัก และรีสอร์ตแห่งนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง Pet Friendly Resort ที่อนุญาตให้เพื่อนสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภทเข้าพักได้ เรียกว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าน้องสัตว์เลี้ยงจะขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมเมื่อนำเพื่อนรักแสนรู้เข้าพักอีกด้วย จากโถงต้อนรับเพียงไม่กี่ก้าว ก็เข้าสู่มิติแห่งความผ่อนคลายไปกับ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย ที่มอบวิวทะเลและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้า สะกดทุกสายตาดึงดูดให้เข้ามาค้นหาเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอันเต็มไปด้วยเรื่องราว และยังได้เข้าถึงความหมายของชื่อ "คีตาเล" ชวนให้ดำดิ่งสู่บทเพลงก้องกังวานขับขานจากท้องทะเลสีคราม เสน่ห์รีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะสมุย ที่เบลนด์ความหรูหรา ความทันสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านเข้าไว้ด้วยกัน ได้รับการตีความใหม่โดยบริษัทออกแบบชื่อดัง นำเอาสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ อย่าง เศษไม้จากเรือประมง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เหนือกาลเวลา โคมไฟดีไซน์จากหวาย ลวดลายฝาผนังขัดแตะจากไม้ไผ่ตามแบบบ้านชาวประมง ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานหัตถศิลป์บนผนังห้องโซนต่างๆ ลวดลายพรม และงานศิลปะชิ้นเอกจากช่างฝีมือชาวไทย ที่ประดับตกแต่งในส่วนต่างๆ ของรีสอร์ต ยึดโยงหัวใจสำคัญของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของห้องพัก รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 138 ห้อง ภายใต้อาคารสีขาวที่มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ และโซนวิลล่า ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง อาทิ วิลล่าริมทะเล ที่สวยงาม จำนวน 21 หลัง ประกอบด้วย Garden Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 171 ตร.ม. เชื่อมต่อกับสวนเขตร้อนเขียวชอุ่ม, Oceanfront Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 224 ตร.ม. ห้องพักริมทะเลอันแสนผ่อนคลาย, Kitalay Villa แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 628 ตร.ม. วิลล่าที่ออกแบบอย่างทันสมัยเน้นใช้วัสดุและสีจากธรรมชาติ ห้องนอนและพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวเพียงไม่กี่ก้าวจากชายหาด สามารถรองรับผู้เข้าพักกลุ่มใหญ่ในแบบส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับ ห้องสวีท มีจำนวน 9 ห้อง พื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน อาทิ ห้องสวีทเชื่อมต่อกับสระน้ำ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. พร้อมทางเดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำ, ห้องสวีทวิวทะเล แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. ห้องพักในบรรยากาศธรรมชาติที่มอบวิวทะเลจากมุมสูง, ห้องสวีทสำหรับครอบครัว แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 173 ตร.ม. มีพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งพร้อมระเบียงส่วนตัว และ ห้องพัก Essential มีจำนวน 108 ห้อง ได้รับการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วย ห้อง Essential วิวทะเล ขนาด 58 ตร.ม., ห้อง Essential สำหรับครอบครัว ขนาด 116 ตร.ม., ห้อง Essential วิวรีสอร์ต ขนาด 58 ตร.ม. และ ห้อง Essential วิวรีสอร์ตที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ขนาด 58 ตร.ม. ภายในห้องพักยังใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและเครื่องหอมของแบรนด์ HARNN ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองจากประเทศอิตาลี และได้ออกแบบกลิ่นเฉพาะของรีสอร์ตแห่งนี้อีกด้วย นอกจากกลิ่นหอมสดชื่น ยังสบายตาด้วยการตกแต่งสีเอิร์ธโทนและสีขาว มอบความหรูหราคลาสสิกด้วยพื้นผิวหินอ่อนรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแท้ แม้แต่ลวดลายกระเบื้องบนพื้นห้องน้ำยังงดงามวิจิตร มาพร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกรดพรีเมี่ยม โดยเฉพาะคนรักเสียงเพลงต่างถูกใจกับลำโพงเคลื่อนที่ ได้ชิลไปกับเพลย์ลิสต์ Spotify ทุกที่ทุกเวลา และอีกเสน่ห์ของคิมป์ตัน คีตาเล คือการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะพื้นบ้าน มาสื่อสารผ่านงานดีไซน์โฉมใหม่ในหลายรูปแบบอย่างมีรสนิยม อาทิ ผ้าทอมัดย้อมนำมาตัดเย็บเป็นหมอนอิงสวยงาม เสื้อคลุมบาธโรบผ้าทอเนื้อนุ่มจากฝีมือช่างตัดเย็บท้องถิ่น ผ้าเช็ดมือปักลวดลาย ใส่หัวใจลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรียกรอยยิ้ม และทุกห้องพักยังแวดล้อมไปด้วยภูมิทัศน์อันร่มรื่นของสวนสวยเขตร้อนเขียวสดชื่น ที่ได้รับการออกแบบแลนด์สเคปกลมกลืนไปกับธรรมชาติ พร้อมสระว่ายน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ให้ปล่อยใจปล่อยกายรีแลกซ์ได้ตลอดวัน ที่สุดอะเมซิ่งภายในรีสอร์ต จัดสัดส่วนเฉพาะสระว่ายรวมถึง 1,500 ตร.ม. ด้วย สระว่ายน้ำ มากถึง 25 สระ ด้วยกัน รวมถึงสระเด็ก โดยสระใหญ่ใจกลางรีสอร์ตมีขนาดมาตราฐานโอลิมปิกแห่งเดียวบนเกาะสมุย ไม่ว่าจะนักว่ายน้ำตัวยง หรือนักพักผ่อนที่มาใช้บริการสนุกสนานยกแก๊งครอบครัว ยิ่งทำให้สระแห่งนี้มีชีวิตชีวา และเมื่อมองในระดับสายตาเรียกว่ากลมกลืนไปกับวิวทะเลเลยทีเดียว นอกจากห้องพักที่สุดแสนสบายแล้ว อาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกดีเอ็นเอของคิมป์ตัน จนเป็นที่ยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลก ณ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย แห่งนี้ มอบประสบการณ์แห่งสุนทรียรสด้วยการนำรสชาติอาหารอันคุ้นเคย ผสมผสานทั้งความเป็นตะวันออกและตะวันตกอย่างมีศิลปะ รังสรรค์อาหารจานพิเศษอันโอชะด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสดใหม่ ให้ได้ดื่มด่ำรสชาติอันน่าจดจำที่พร้อมนำเสนอใน 5 ห้องอาหารและ 3 บาร์ต่างสไตล์ ภายใต้บรรยากาศแสนผ่อนคลายปลอดโปร่ง เริ่มจาก LANAI Bar & Lounge นิยามใหม่ของเลาจ์ที่เปรียบเสมือนห้องรับแขกและห้องหนังสือ ด้วยพื้นที่เชื่อมต่อจากล็อบบี้ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้นวันยันค่ำคืน ผ่านฉากกั้นกระจกและหน้าต่างบานสูง เหมาะกับการเริ่มต้นวันสบายเอนกายจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมหนังสือดีๆ สักเล่ม กรุ่นกลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟอาราบิกาออร์แกนิก มีให้เลือกตั้งแต่ดริปคลาสสิก โคลด์บรูว ไปจนถึงเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ ที่ได้รับการออกแบบโดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ เสิร์ฟทุกความต้องการของคอกาแฟในทุกช่วงเวลาของวัน แนะนำรับประทานคู่กับซิกเนเจอร์ครัวซ็องสดใหม่ หรือเติมพลังยามบ่ายกับชูโรส (Churros) สูตรเด็ด ยังมีเมนูอาหารทานเล่นมากมาย อย่าง Steak and Eggs, Super Green ที่ให้พลังงานและคุณค่าโภชนาการต่อร่างกาย และสำหรับผู้ชอบดื่มชาแนะนำ Single Origin ใบชาที่ถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือในชากลุ่ม Artisan คุณภาพเยี่ยม ก่อนแปลงโฉมเป็นบาร์สุดชิลยามค่ำคืน ให้ปล่อยใจปล่อยกายสบายๆ ใต้แสงไฟสลัว โรแมนติกและรู้สึกพิเศษไปกับบรรยากาศอันตื่นใจ ที่แฝงไว้ในทุกรายละเอียดของการตกแต่งอย่างมีสไตล์ ยิ่งขับให้สะดุดตากับโคมไฟเพดานดีไซน์โมเดิร์น เพลินตาไปกับเส้นสายไม้ไผ่และหวาย รวมถึงวัสดุธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัวสอดรับกับคอนเซ็ปต์บาร์เปิด สัมผัสบรรยากาศโปร่งสบายในรีสอร์ตริมทะเล ที่มีทั้งมุมโซฟาสำหรับแก๊งก๊วนเพื่อนสนิท มุมโรแมนติกสำหรับคู่รัก และเคาว์เตอร์บาร์สำหรับเพิ่มลิสต์เพื่อนใหม่ แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับลีลาของมิกโซโลจิสต์ที่รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเสิร์ฟความสดชื่นได้ตามความต้องการ เติมเต็มค่ำคืนแห่งสีสันด้วยเครื่องดื่มวิสกี้, จิน ที่มาพร้อมกับคราฟต์โทนิก, เหล้าท้องถิ่น หรือค็อกเทลซิกเนเจอร์ อย่าง เมนู Sloe Gin Pink Lady ที่ให้รสเปรี้ยวหอมหวานของทับทิมเกรนาดีนโฮมเมด หรือ Verde Marry มอบความเผ็ดร้อนเบาๆ ของพริกไทยได้รสชาติแปลกใหม่จากส่วนผสมของน้ำผักผลไม้ออร์แกนิกหลากชนิด รับประทานคู่กับอาหารอินเตอร์สแน็กฟู้ดสร้างสรรค์ที่มีรสชาติเฉพาะหลากเมนู ผสมผสานความเป็นตะวันตก ตะวันออก และอาหารไทย อย่าง Massaman Beef Bomba คร็อกเก้มันฝรั่งบดสไตล์สเปนสอดไส้แกงมัสมั่นเนื้อ, เมนู Laab Tuna Tartare ลาบทูน่ารสชาติจัดจ้านถึงเครื่องลาบหวานเนื้อทูน่าสด และอีกหลายเมนูพร้อมให้เลือกสรรตามความชอบ แล้วปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับดนตรีแนวป๊อป แอนด์ โซล หรือจะแฮงเอาท์ด้วยมื้อเช้าจรดค่ำ ที่คาเฟ่สไตล์ไทยร่วมสมัย BOHO Thai Lifestyle Cafe ผ่อนคลายสบายๆ ภายใต้พื้นที่เปิดโล่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของสีสัน ผสานความเก๋ไก๋และความอาร์ตไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งในสไตล์เรโทรโชว์ศิลปะแอบสแตกอาร์ตสีสด และรูปวาดที่อินสไปร์มาจากทะเล เปิดโล่งรับอากาศบริสุทธิ์ผ่านหน้าต่างบานยาว และพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นตัวยู สามารถเลือกนั่งชิลได้ทั้งโซนซ้ายขวาหรือเอาท์ดอร์รับแสงธรรมชาติ ลิ้มลองอาหารเมนูถูกปากทั้งแบบตะวันตก อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้หมุนเวียนเมนูเด็ด อย่าง น้ำพริกหนุ่มรสจัดจ้าน รับประทานกับหมูปิ้งและไส้อั่ว รวมไปถึงบุฟเฟ่ต์นานาชาติ และเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกอิ่มได้ไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ และค็อกเทลที่ปรุงด้วยสมุนไพรเก็บสดใหม่ปลูกในโรงแรม ไม่ว่าจะเลือกพื้นที่ที่ให้บริการในร่มหรือกลางแจ้ง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้เช่นกัน อีกห้องอาหาร Fish House Restaurant & Bar อาคารไม้ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถเพลิดเพลินวิวธรรมชาติใกล้ชิดทะเล ผ่านบานหน้าต่างทรงสูงที่สามารถเปิดโล่งรับลมทะเลสดชื่น มอบประสบการณ์แสนพิเศษสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตชาวเลผ่านตัวบ้าน และการตกแต่งด้วยโคมไฟเพดานขนาดใหญ่ดีไซน์สะดุดตา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมง ความสดใหม่ของวัตถุดิบส่งตรงจากทะเลแบบวันต่อวัน นำมารังสรรค์เป็นอาหารจานหลักในสไตล์อาหารสเปนผสมผสานไทยฟิวชั่น ผ่านประสบการณ์อันยาวนานของเชฟระดับห้องอาหารมิชลินสตาร์ เสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์ Sharing Platter ด้วยคอนเซ็ปต์สนุกๆ ที่ต้องการให้ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขเอนจอยกับการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดประสบการณ์แห่งรสชาติใหม่ๆ อย่าง Signature Cold Seafood Platters and Towers ทาวเวอร์ทะเลสดจุใจด้วยหอยนางรมตัวโต กุ้งและล็อบสเตอร์สดๆ ผสานกับรสชาติเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ เมนู The Black Paella ข้าวผัดสเปนพอร์ชั่นใหญ่นำดีหมึกทำเป็นซอสเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟพร้อมปลาหมึกย่างทั้งตัวขนาดพอดีคำ ผัดกับพริก Piparras Peppers และซอส ali-oli เช่นเดียวกับเมนู Grilled Octopus with Rosemary Potato Confit หรือเมนู Gambas Ajillo กุ้งปรุงรสด้วยกระเทียม พาสลีย์สับละเอียด พร้อมพริกสับซ่อนความเผ็ดร้อน นอกจากนี้ยังมี Curry Crab Roll, Sea Bass Ceviche และของหวานอย่าง Char-Grilled Pineapple Sundae ปิดท้ายมื้อพิเศษ ทางด้านเครื่องดื่มค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องทะเล อาทิ Tides & Waves เมนูค็อกเทลแนวรีเฟรชชิ่งด้วยส่วนผสมแมซเคิล น้ำมะนาวสด ตกแต่งด้วยผักชีและแตงกวา และ Anticipated Journey ที่โดดเด่นและแปลกใหม่ของวิสกี้ญี่ปุ่นอินฟิวส์ด้วยสาหร่าย พร้อมเติมรสชาติเฉพาะตัวด้วยน้ำแร่ท้องถิ่น, Beyond The Sea, The Sea Cucumber และยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ได้ลิ้มลอง ณ บาร์เครื่องดื่มของ Fish House Restaurant & Bar แห่งนี้ ผ่อนคลายจิบค็อกเทลที่ SHADES Ocean Lounge and Pool Bar บาร์เล็กๆ ริมสระน้ำและชายหาด ที่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนก็เสิร์ฟได้ในสระน้ำ พร้อมบริการนวดเท้าไปพร้อมๆ กับชิมรสชาติของไอศกรีมหวานเย็นชื่นใจ หรือนอนอาบแดดจิบมาการิต้าสักแก้ว ก่อนเติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสไตล์ทิกิจิบคู่กับอาหารทานเล่น อย่าง แซนวิช พิซซ่า จากนั้นค่อยปล่อยพลังเบาๆ กับเครื่องเล่นที่เตรียมไว้เอนเตอร์เทน อย่าง โต๊ะปิงปอง กิจกรรมชายหาด หรือออกลีลาสุดมันส์ไปตามจังหวะบีทดนตรีจากดีเจ อุ่นเครื่องก่อนไปจัดเต็มด้วยมื้อเย็น หรือจะเป็นเดทไนท์แสนโรแมนติก ทุกความต้องการเนรมิตให้คุณได้ที่นี่  HOM Baking Company เสิร์ฟเบเกอรี่อบสดใหม่ให้รสชาติละมุนชวนฝัน การได้มาเยือนคิมป์ตัน คีตาเล หากพลาดการลิ้มรสชาติเบเกอรี่ซิกเนเจอร์เหมือนมาไม่ถึง เรียกว่า "ครัวซองต์" เป็นเมนูขนมอบขึ้นชื่อความอร่อยล้ำฉ่ำเนย กรอบนอกนุ่มในและมีหลายรสชาติให้ลิ้มลอง อีกทั้งยังได้สนุกสนานรับความรู้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับเวิร์กช็อปเบเกอรี่ และทำน้ำผลไม้สกัดเย็น พร้อมเมนูสุดสร้างสรรค์มากมายไปกับเชฟ อีกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคิมป์ตัน คีตาเล ที่สรรสร้างโปรแกรมไลฟ์สไตล์ให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในวันสบาย ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างมีคุณค่า และถือว่าเป็นอีกดีเอ็นเอที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์แห่งความประทับใจให้เป็นที่น่าจดจำเสมอ เริ่มด้วย Morning Kickstart จิบกาแฟหรือชาอุ่นๆ สักแก้ว วอร์มร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เริ่มต้นเช้าของวันพักผ่อนที่สดใส ไปจนถึง กิจกรรม Kimpton’s Social Hour ช่วงเวลาพิเศษยามเย็นเอนจอยกับปาร์ตี้ค็อกเทล เปิดพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ สำหรับโปรแกรมพิเศษ Kimpton Kitalay Samui’s Furry Guest Programme และ Pet Spa Day สำหรับเพื่อนซี้สี่ขาโดยเฉพาะ พร้อม คลาสเวิร์กช็อปสำหรับครอบครัวและเด็กน้อย อาทิ เวิร์กช็อปทำเบเกอรี่ ช็อกโกแลต ขนมหวาน, คลาสทำเครื่อมดื่มค็อกเทล,

By MercedesBenz

บุคลิกสปอร์ตและรูปแบบที่ชัดเจน เจเนอเรชันใหม่ของการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยี และการออกแบบอันสง่างาม สิ่งนี้ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์คลาสสิกน่าดึงดูดกว่าที่เคย   Dynamically relaxed การออกแบบ C-Class ใหม่ ดูล้ำสมัยกว่าที่เคยเมื่อมองจากภายนอก: เส้นสายที่ลดลง และสัดส่วนที่ไหลลื่นมีพลัง แสดงถึงความหรูหราทันสมัยสไตล์สปอร์ต   Sporty lightness องค์ประกอบของการออกแบบอันทรงพลัง กระตุ้นให้การขับเร็วเป็นเรื่องสนุก C-Class นั้นคล่องตัวเป็นพิเศษ ทั้งยังขับง่ายด้วยระบบล้อหลังช่วยเลี้ยวซึ่งมีให้เป็นตัวเลือกเสริม   Expressive from every angle เส้นสายด้านข้างที่สะอาดตาไปจนถึงด้านหลังที่ปิดท้ายด้วยไฟท้ายสองส่วน การออกแบบที่โดดเด่นทั้งกลางวันและกลางคืนนี้สะกดใจ   Perfection in the spotlight DIGITAL LIGHT ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมนั้นสว่างและชัดเจนอย่างยิ่ง ไฟหน้าแบบ LED ประสิทธิภาพสูง มอบความปลอดภัยและทัศนวิสัยที่ดีขึ้นตามมาตรฐานการออกแบบ โดดเด่นเน้นรูปลักษณ์ด้านหน้าอันทรงพลัง   Sensitive sports steering wheel พวงมาลัยที่ไม่เพียงแค่บังคับทิศทาง แต่ยังเป็นองค์ประกอบในการทำงานอีกมากมายของรถยนต์ และฟังก์ชันอันหลากหลายของ MBUX มีเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองต่อการสัมผัส   At home on the road อย่าออกจากพื้นที่ปลอดภัยของคุณ- ขยายขอบเขตมัน C-Class ใหม่นำโลกส่วนตัวอันผ่อนคลายสะดวกสบายของคุณมาสู่ท้องถนน -----||-----   Simply convenient เทคโนโลยี คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศภายใน C-Class เหมือนที่ S-Class ประสบความสำเร็จ: จุดเด่นอันชาญฉลาด เช่น เทคโนโลยีเสมือนจริงสำหรับการนำทางที่เสริมด้วยสำเนียงแบบสปอร์ต ระบบ MBUX รุ่นใหม่ มอบความสะดวกสบายในระดับสูงสุด   People at its heart ห้องโดยสารและระบบควบคุมแบบดิจิทัล ได้รับการออกแบบอย่างครอบคลุมโดยคำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลัก   Easy to use จอแสดงผลส่วนกลางดูเหมือนเกือบจะลอยออกมาและเอนเข้าหาคนขับ MBUX ฟังก์ชันสำคัญของรถสามารถควบคุุมผ่านระบบสัมผัส   Analogue design highlight ช่องแอร์ทรงกลมสามอันเหนือจอแสดงผลกลาง มีรูปลักษณ์เหมือนชิ้นส่วนไอพ่นของเครื่องบิน -----||-----   Sustainably electrifying ยานยนต์ ยนตรกรรม C-Class รุ่นใหม่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งระบบ: ในเครื่องยนต์ไฮบริดอันนุ่มนวลทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และด้วยปลั๊ก-อินไฮบริด รถสามารถแล่นได้ในระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) คุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในอนาคต   Striking front เทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพบรรจุอยู่เบื้องหลังกระจังหน้าทรง diamond grille แบบ AMG   Exclusive material mix วัสดุที่ดูเหมือนหนัง ไม้วีเนียร์ และอะลูมิเนียมแท้ ได้รับการคัดสรรมาผสมผสานเพื่อสร้างพื้นผิวที่เป็นนวัตกรรม   Sustainable performance หนึ่งในรถรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดอย่าง C-Class เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน นี่คือทุกสัมผัสของความสะดวกสบายสำหรับอนาคต   เรื่อง: JULIA MENGELER ภาพ: MERCEDES-BENZ AG

By MercedesBenz

สร้างช่วงเวลาความสุขอันน่าจดจำด้วยสถานที่ ซึ่งผสมผสานภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเป็นส่วนตัวและวิวทะเลอันดามันที่น่าหลงใหล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจจนยากจะลืม วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรี คือบูติกรีสอร์ทระดับลักชัวรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งอยู่รายล้อมเป็นแรงบันดาลใจ จึงสามารถมอบความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้มาเยือนด้วยคอลเลกชั่นพูลวิลลา 19 หลัง ให้คุณสามารถเลือกเข้าพักได้ทั้งแบบ 1, 3 และ 4 ห้องนอน วิลลาแต่ละหลังตกแต่งอย่างมีเสน่ห์ด้วยโทนสีธรรมชาติ โดดเด่นด้วยหน้าต่างสูงโปร่ง และชานไม้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับภายนอกอย่างลงตัว คุณจึงสามารถใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ยังจะได้เพลินเพลินไปกับห้องนอนขนาดกว้างขวาง อันประกอบไปด้วยห้องน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างอาบน้ำสปาแบบคู่ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว และบริการผู้ช่วยส่วนตัวหรือบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และด้วยที่ตั้งของบูติกรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอ่าวยนท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ผู้มาเยือนจึงสามารถดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรได้อย่างเต็มที่ เนื่องด้วยการออกแบบของรีสอร์ทที่โอบรับภูมิทัศน์อย่างแท้จริง เห็นได้จากการที่วิลลา ห้องอาหาร บาร์ และสปา ที่เสมือนลอยอยู่กลางต้นไม้กลมกลืนไปกับเนินเขา และเชื่อมต่อกับพื้นที่กลางแจ้งได้อย่างลงตัว โดยมีการนำเอาวัสดุธรรมชาติ งานดีไซน์ที่สั่งทำพิเศษ และผลงานศิลปะสไตล์ท้องถิ่นมาใช้ในการตกแต่งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าจดจำ รวมถึงทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ อันเป็นเสน่ห์ของแบรนด์เอ็มแกลเลอรี (MGallery) นอกเหนือไปจากนี้ความเป็นเลิศด้านอาหารและวิวทะเลที่สวยงาม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรีนั้นน่าจดจำ กับ ห้องอาหาร Yon|Ocean House ซึ่งให้บริการอาหารไทย อาหารท้องถิ่น และอาหารสไตล์ยุโรป ผ่านปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบสดใหม่ของท้องถิ่น โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มด่ำกับมื้ออาหารแบบอินดอร์ หรือแบบเอาท์ดอร์ที่ระเบียงกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ รวมถึงห้องเก็บไวน์ที่มีตัวเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมากมาย แต่ที่ต้องไม่พลาดคือ AKOYA|Star Lounge รูฟท็อปบาร์ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 55 เมตร กับจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม พร้อมวิวทะเล 360 องศา และวิวท้องฟ้ายามค่ำคืน เหมาะสำหรับการผ่อนคลายหรือสังสรรค์กับคนรู้ใจ พร้อมกันนี้ก็ยังมีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่จะช่วยให้ผู้มาเยือนรู้สึกสดชื่นตลอดการเข้าพัก กับหลากหลายทรีตเม้นท์ที่ วี วิลลา สปา (V Villas Spa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากไข่มุกที่ถูกเพาะเลี้ยงโดยชาวท้องถิ่น พลังงานอาทิตย์ และธรรมชาติที่จะช่วยฟื้นฟูพลังงานให้กลับคืน หรือหากว่าคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการว่ายน้ำหรืออาบแดด ก็สามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำอินฟินิตี้หลักของรีสอร์ท ที่ผสานเส้นขอบฟ้าและทะเลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ร่วมด้วยบริการฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย โปรแกรมสุขภาพส่วนบุคคลและคลาสโยคะในวิลลา แต่ใครกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่โดดเด่น รีสอร์ทแห่งนี้ก็พร้อมที่จะเป็นคำตอบให้ ด้วยสถานที่จัดงานซึ่งมีให้เลือกถึง 3 บรรยากาศ ได้แก่ YON|Ocean House, AKOYA|Star Lounge และ วิลลาส่วนตัว เพื่อมอบประสบการณ์งานแต่งงานสุดหรูและโรแมนติกพร้อมวิวทะเลอันดามัน นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานแต่งงานของรีสอร์ทที่พร้อมช่วยจัดการในทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบที่สุด   สิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส • ส่วนลด 20% จาก Best Flexible Rate สำหรับการจองห้องพัก • ส่วนลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมแอลกอฮอลล์) ที่ห้องอาหาร YON|Ocean House และ AKOYA|Star Lounge • ส่วนลด 20% ที่ V Villas Spa (ไม่รวมสินค้าและแพ็กเกจโปรโมชั่น) เงื่อนไข • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ • ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ (22 ธันวาคม 2564 – 2 มกราคม 2565), ตรุษจีน (28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565), สงกรานต์ (13 - 16 เมษายน 2565) • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน สำหรับห้องอาหารและสปา สาขาที่ร่วมรายการ V Villas Phuket - MGallery 39/39 หมู่ 8 ถนนอ่าวยน ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทร. 076 630 939 อีเมล: HB775-RE@accor.com เว็บไซต์: www.vvillasphuket.com ระยะเวลา: 1 พฤศจิกายน 2564 - 31 ตุลาคม 2565

By MercedesBenz

เมื่อชีวิตออกแบบได้ จะดีแค่ไหนหากในวัยตั้งแต่ 50 ได้ใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในโครงการที่พักอาศัยดั่งบ้าน ที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบของการออกแบบเพื่อคนวัยนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงการดูแลการใช้ชีวิตในแบบองค์รวมของทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ  The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) อภิมหาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านและคอนโดสุดหรูระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโครงการที่ออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นส่งเสริมเรื่องการมีสุขภาพดี โดย แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ย่านบางนาตราด กม. 7 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ที่โอบล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมฟังก์ชันที่อยู่อาศัยเหมาะกับคนทุกวัยในทุกเจนเนอเรชัน บนพื้นที่ 398 ไร่ ด้วยมูลค่าการลงทุน 125,000 ล้านบาท และยังเป็นผู้นำแนวคิดรูปแบบใหม่ในการเป็นเจ้าของบ้านสู่ประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘The Aspen Tree’ (ดิ แอสเพน ทรี) นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี เข้ามาช่วยเติมเต็มองค์ประกอบของที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ แบรนด์ Whizdom, Mulberry Grove และ Six Senses ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของเรา ในการสร้างชุมชนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแตกต่าง และความหลากหลายของช่วงอายุ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายและใกล้ชิดธรรมชาติ”  สำหรับแนวคิดใหม่ชูความโดดเด่นในการเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมการดูแลแบบองค์รวมตลอดชีวิต (Holistic Lifetime Care) ที่ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ถือเป็นแนวคิดที่มุ่งใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นขจัดความกังวลในอนาคตจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ และมอบการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางอีกด้วย สามารถตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างตรงความต้องการของการใช้ชีวิตนับจากนี้สู่อนาคต นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติม “ผู้คนต้องการเอาความไม่แน่นอนต่าง ๆ ออกไปจากชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น และในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาอนาคต การลงทุนครั้งเดียวในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ ดิ แอสเพน ทรี ทำให้เราสามารถขจัดความกังวลและความไม่แน่นอนทั้งหมดในหลาย ๆ เรื่องไปได้ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับค่าครองชีพรอบตัวเราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี นี่จึงนับว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า ที่นำมาซึ่งความสบายใจอย่างแท้จริง และส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านในอนาคตโดยปราศจากความกังวล แม้แต่ค่าส่วนกลางที่ปกติอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะได้รับการยกเว้นด้วย ภายใต้แนวคิดใหม่ของการเป็นเจ้าของบ้านที่เรากำลังนำเสนออยู่นี้” โดยภายในตัวโครงการมีการจัดสรรพื้นที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อนบ้าน อีกทั้ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด และให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการออกแบบพื้นที่ของห้องน้ำ ทางเดิน รวมไปถึงประตูทางเข้าให้กว้างขวางเป็นพิเศษ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครันแบบ Fully-fitted และ Semi-decorated และการบริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการดูแลทำความสะอาด การจัดเตรียมอาหารสำหรับความต้องการพิเศษทางด้านโภชนาการ เป็นต้น  และที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กันด้านสุขภาพ โดยมี Health & Brain Center พร้อมให้บริการดูแลผู้อยู่อาศัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการดูแลผู้สูงอายุ ที่มากด้วยประสบการณ์ยาวนาน ให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและผสานโปรแกรม Health & Wellness ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างวันต่าง ๆ ที่ชวนผ่อนคลาย อาทิ กิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปงานฝีมือ โปรแกรมการออกกำลังกายทางร่างกายและจิตใจ โดยหลากหลายกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีโปรแกรมประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความต้องการทางการแพทย์และการพยาบาล รองรับไปจนถึงอายุ 99 ปี เลยทีเดียว  เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการ ดิ แอสเพน ทรี ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “เราขอนำเสนอที่พักอาศัยพร้อมบริการดูแลตลอดชีวิต พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ โครงการ ดิ แอสเพน ทรี ซึ่งมีจำนวน 290 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 83 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 253 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 23 ไร่ ณ ใจกลางสำคัญของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำให้เกือบทุกบ้านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสดชื่นของป่าปลูก 30 ไร่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ได้ และสำหรับ ดิ แอสเพน ทรี ตั้งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีความพร้อมทางการเงิน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังมองหาบ้านที่เหมาะกับพวกเขาในตอนนี้ รวมทั้งเป็นบ้านที่จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีความหมาย ปราศจากความกังวล และมีสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมบริการด้านสุขภาพและการดูแลครบวงจรอย่างมืออาชีพ ที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงช่วงเวลาสวยงามที่สุดของชีวิตของพวกเขา” ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยกระดับความสุขบนพื้นที่พักอาศัยของโครงการ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ของพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการตกแต่งสวยงามกลมกลืนไปกับตัวอาคาร ทางเดิน และเชื่อมต่อกับสวนป่าขนาดใหญ่ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่สามารถเดินออกกำลังกายรับโอโซนบริสุทธิ์บนทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร ซึ่งรวมทางเดินที่เชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และทางเดินที่ทอดตัวอยู่เหนือผืนป่าบริเวณใจกลางโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ และนอกจากที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน, สปอร์ตคอมเพล็กซ์, กิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, พื้นที่ Family Center สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ, โรงละคร, อีเว้นต์ฮอลล์ และตลาด ดึงดูดให้ผู้ที่รีไทร์ตนเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเติมเต็มความสุขในพื้นที่บริการครบวงจร สงบและเป็นส่วนตัวแห่งนี้ ไปพร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน ณ เมืองต้นแบบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากกว่าคำว่าที่พักอาศัย   โปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว  แพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever'  วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2565 📢 ในช่วงเปิดตัวจนไปถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขอเชิญชวนกลุ่มเพื่อน ๆ มาจองห้องด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever' และยังมอบส่วนลดค่าที่พักอาศัยให้ผู้ซื้อแต่ละรายสูงสุดถึง 1.8 ล้านบาท พร้อมเครดิตเงินสด จำนวนคนละ 300,000 บาท ใช้ได้กับร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’   📢 และสำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในส่วนอื่น ๆ ของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ก็สามารถแนะนำโครงการ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ให้กับเพื่อนและญาติ โดยผู้ซื้อที่มาจากการแนะนำอ้างอิงดังกล่าว จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดและเครดิตด้วย ในขณะที่แนะนำจะได้รับสิทธิพิเศษเงินสดพิเศษ สูงสุดถึง 400,000 บาท อีกด้วย   📍 พิกัด: โครงการ ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียร์ ถนนบางนาตราด กม. 7 📞 จองที่อยู่อาศัย ‘ดิ แอสเพน ทรี’ โทร. Call Center กด 1265 

By MercedesBenz

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด   The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตู ทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู   ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัล ที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น และตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว    นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน ขนาด 12.8 นิ้ว ทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบา ทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์ และฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม   ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลัง ให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย   ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศา ที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลน หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้า ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”   The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท   พร้อมให้ลูกค้าผู้สนใจจับจองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new S-Class และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

อดีตนักแข่ง Traudl Klink เป็นผู้จัด Mercedes-Benz Driving Event of the future ที่สนาม Hockenheimring ด้วยจำนวนรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่รถพวกนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกในการขับขี่ลดน้อยลงไปแม้แต่น้อย โดยเฉพาะสำหรับพิธีกรรายการทีวี Matthias Malmedie ในตอนแรกผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ แทบจะไม่โดดเด่นในหมู่เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่ของเธอ พวกเขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่มีข้อความ “Mercedes-Benz Driving Events” จนเมื่อคุณมองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น คุณจะรู้ว่า Traudl Klink อดีตนักแข่งรถมืออาชีพ เป็นผู้กำหนดขั้นตอนงาน Driving Event ที่ Hockenheimring ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอน ความหลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ต และความกระตือรือร้นของเธอ (ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า) ในสนามแข่งนั้นชัดเจนอยู่แล้ว อีเวนต์การขับขี่นี้ เกี่ยวกับขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เช่นเดียวกับ EQC* ที่เป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับทุกแง่มุม ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม ซึ่งก็หมายถึงการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องติดขัดกับการจราจรปกติบนท้องถนน สัมผัสความเร้าใจในความเร็ว และค้นพบความคล่องตัวและพละกำลังของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง Traudl Klink เป็นผู้นำทีมที่ให้คำแนะนำ และสนับสนุนผู้เข้าร่วมในการพัฒนาทักษะการขับขี่ของพวกเขา   Change with passion วันนี้ Traudl Klink มีผู้จัดรายการโทรทัศน์ Matthias Malmedie เป็นนักเรียนของเธอ ผู้ทดสอบรถรุ่นเก๋าและพรีเซนเตอร์ของรายการ “Grip” ที่โด่งดัง มีความหลงใหลในการแข่งรถเช่นเดียวกับ Traudl Klink มานานแล้ว เหตุใดเขาจึงเข้าร่วมในประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ Hockenheimring ทั้งๆ ที่เขามีประสบการณ์และมีใบอนุญาตแข่งรถอยู่แล้ว? “ที่นี่คนเก่งจะเรียนรู้จากคนเก่ง และแน่นอนว่ายังมีอะไรให้ผมเรียนรู้อีกมากมายจาก Traudl ซึ่ง Malmedie สรุปด้วยอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมการขับขี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เช่นกัน รถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังแล่นคู่กับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่คำรามไปบนทางโค้งของ Hockenheimring อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ในระหว่างการชมรถมากมายที่แล่นในสนามแข่ง เมื่อมองจากอัฒจันทร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คุณไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน กับรถยนต์ไฟฟ้าได้เลย มันชัดเจนอย่างยิ่งว่า การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องมีการแบ่งแยก ตรงกันข้าม คุณจะสัมผัสกับความสุขในการขับขี่แบบองค์รวมและยั่งยืน เมื่อเราเข้าสู่สนามแข่งกับ Traudl Klink ในรถ E-Class ปลั๊กอินไฮบริด ความเร็วจะดันเรากลับเข้าไปในที่นั่งของเราในพริบตา ขณะที่กล่าวคำแนะนำในเครื่องส่งรับวิทยุของเธอ เธอเร่งเบรก และบังคับเลี้ยวด้วยความสบายๆ รอบๆ ทางโค้งที่แคบ และบนทางตรงของสนาม Hockenheimring เธอให้คำแนะนำในการขับขี่แบบยั่งยืนตลอดเวลาว่า “การขับขี่แบบมองการณ์ไกล หมายถึง การกระทำที่ไม่เพียงแต่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย หากคุณใช้ระบบเก็บพลังงานจากการเบรก แทนการเบรกล้วนๆ คุณจะได้รับพลังงานกลับคืนมา ในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดผ้าเบรกจากการสึกหรออย่างรวดเร็วด้วย”   A formidable career ตอนเด็กๆ Traudl Klink ใช้เวลาส่วนใหญ่ในร้านซ่อมรถของพ่อแม่ เมื่ออายุเพียงสามขวบเธอก็จัดเรียงสกรูแล้ว ขณะนั่งอยู่ในดุมล้อ แต่เธอไม่ถูกค้นพบจนกระทั่งอายุ 28 โดยแมวมอง เธอได้เป็นที่หนึ่งจากผู้สมัคร 1,300 คนที่ Hockenheimring ในปี 1983 สองปีต่อมา เธอคว้าตำแหน่งแชมป์ใน Ford Fiesta Ladies Cup ตามด้วยช่วงสั้นๆ ในการแข่งขัน DTM และ 24 ชั่วโมงหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนักแข่งรถ เธอเข้ามาดูแลธุรกิจรถยนต์ร่วมกับพี่ชายของเธอ และทำงานเป็นผู้ฝึกสอนมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ Traudl Klink ไม่เคยทิ้งการแข่งรถเลย เธอกล่าวว่า “ฉันตกจากเกวียนอยู่เรื่อยๆ แต่ในบางช่วง สิ่งดีๆ ทั้งหมดก็ต้องมาถึงจุดจบ” เธอกล่าวในวันนี้ การแข่งขันครั้งสุดท้ายของ Traudl Klink คือในปี 2011   Sustainable driving style ในขณะเดียวกัน Matthias Malmedie ก็ตามมาอย่างใกล้ชิดใน EQC ด้วย Traudl Klink พูดเรื่องตลกเล็กน้อย ระหว่างคำแนะนำทางวิทยุซึ่งเขาตอบโต้ด้วยเสียงหัวเราะ Malmedie ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขัน 4 สมัย ในการแข่งขัน Nurburgring 24-hour กำลังมองไปยังอนาคตที่มองเห็นได้ ซึ่งรวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าด้วย “เราต้องการให้ผู้คนเห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าเหมาะสำหรับทุกคน” EQC สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา: “พร้อมที่จะไปในทันทีทันใด มันเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยระยะทำการของมัน และยังขับสนุกมากด้วย แล้วด้วยความเงียบ

By MercedesBenz

เราเชิญศิลปินพื้นเมือง Jacobo และ Maria Angeles มาร่วมกันรังสรรค์ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class ให้กลายเป็นงานศิลปะในแบบ Zapotecan (อารยธรรมของชาวซาโปเทค ชนพื้นเมืองเดิมของเม็กซิโก) ที่ละลานด้วยสีสัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการผสมผสานมรดกจากอดีต เข้ากับนวัตกรรมล้ำยุค คือความงามที่ไม่ธรรมดา ถ้าพร้อมแล้ว ขึ้นรถไปพร้อมกันเลย! มันเป็นเรื่องของตำนานปรัมปราอย่างแน่นอน และยังเป็นประจักษ์พยานฝีมือช่างอันเชี่ยวชาญด้วย ไม่ เราไม่ได้กำลังพูดถึงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class (ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่จะพูดถึงในอีกไม่ช้า) แต่เรากำลังพูดถึงผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันของวัฒนธรรมซาโปเทคต่างหาก เมื่อเด็กๆ ถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนเทือกเขาทางตอนใต้ ที่ห่างไกลและโดดเดี่ยวของเม็กซิโก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีสัตว์คุ้มครองตัวตามวันและปีที่พวกเขาเกิด สัตว์ในตำนานเหล่านี้ จะหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณมนุษย์ และกลายร่างเป็นสัตว์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล รวมทั้งยังจะมีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับโชคชะตาของคนๆ นั้นตลอดไป ปัจจุบัน ได้มีการนำสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มาสร้างสรรค์ในรูปแบบของตุ๊กตาไม้แกะสลักจากเรซินต้นไม้ ตกแต่งด้วยสีอะคริลิกที่วาดระบายตามแบบของศิลปะแนวพรี-โคลัมเบียน นี่คือหนึ่งในงานหัตถกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของรัฐวาฮากา (Oaxaca) เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ประชากรท้องถิ่นนับร้อยครัวเรือน โดยหนึ่งผู้ผลิตงานศิลปะจากไม้ของรัฐวาฮากา ที่ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงโด่งดังในวงกว้าง ก็คือ Jacobo และ Maria Angeles ทั้งสองคือศิลปินที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะดั้งเดิมของท้องถิ่น เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ทั้งคู่ยังเคยได้ร่วมงานกับศิลปินชาวเม็กซิกันคนอื่นๆ ในโครงการแอนิเมชัน “Coco” ของพิกซาร์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ ด้วยภาพวาดแอนิเมชันที่สดใส มีชีวิตชีวา มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตก้าวข้ามวัยอันสุดประทับใจ “Coco” คือเรื่องราวของหนุ่มน้อยผู้มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักดนตรี แม้ว่าพ่อและแม่จะมีแผนการอื่นสำหรับอนาคตของเขาแล้วก็ตาม แอนิเมชันเรื่องนี้ได้เป็นภาพยนตร์ทำเงินติดอันดับในบ็อกซ์ออฟฟิศ และสามารถคว้ารางวัลออสการ์ ปี 2018 มาครองได้ถึงสองรางวัล   ศูนย์กลางของศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ขับรถจากวาฮากาซิตี้ เมืองหลวงของรัฐ ก็จะมาถึงซาน มาร์ติน ติลกาเฮเต (San Martín Tilcajete) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่งานของผู้คนส่วนใหญ่ คือการสร้างสรรค์ศิลปะตุ๊กตาไม้แกะสลัก นับเป็นเวลากว่าศตวรรษมาแล้วที่เมืองซาน มาร์ติน ติลกาเฮเต เป็นศูนย์กลางของการผลิตงานหัตถกรรมพื้นบ้าน การหลอมรวมนวัตกรรมความบันเทิงเข้ากับประเพณีท้องถิ่น เมื่อไม่นานมานี้ คือหนึ่งในหลายๆ เหตุผล ที่ทำให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เม็กซิโก ตัดสินใจที่จะทำการสำรวจภูมิภาคเป็นพิเศษ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะสุดพิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class หนึ่งในยานยนต์รุ่นสัญลักษณ์ที่มีความโดดเด่นเป็นที่สุด และเพิ่งจะมีอายุครบ 40 ปี ไปไม่นานมานี้ ในการแปลงโฉม G-Class ทีมงานได้ร่วมงานกับ Jacobo และ Maria Angeles ด้วยแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ เพื่อเป็นเกียรติแก่งานหัตถกรรมโบราณของท้องถิ่น และเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่คุณลักษณ์ที่สุดโดดเด่นหาใครเทียบได้ ของยานยนต์รุ่น G-Class ผ่านความน่าทึ่งของการตกแต่งลวดลายซาโปเทค ที่เต็มไปด้วยสีสัน   เวลาและความสามารถ ในการแปลงโฉมเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class ครั้งนี้ มีตั้งแต่ขั้นตอนของการแต่งแต้มสี การพ่นรองพื้นด้วยสีอะคริลิก และการเคลือบเงารถยนต์ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดกินเวลานานกว่า 6 เดือน ทั้งยังต้องอาศัยความชำนาญของช่างฝีมืออีกถึง 8 คน ทั้งหมดมุ่งมั่นที่จะหลอมรวมวัฒนธรรมท้องถิ่น เข้ากับประวัติศาสตร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class อันเป็นตำนาน “สิ่งที่เราทำคือการเชื่อมโยงดาวสามแฉก สัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้ากับพลังลึกลับทั้งสามของซาโปเทค อันได้แก่ นกอินทรีย์ (ลม) งู (ยมโลก) และเสือจากัวร์ (ผืนปฐพี) ที่คอยปกปักรักษามนุษย์ นั่นคือแนวทางที่เราได้ผสมผสาน และยังเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการออกแบบครั้งนี้ด้วย" Jacobo ยิ้มพร้อมเล่าถึงการทำงาน อย่างไรก็ตาม เขาทราบดีว่าดาวสามแฉกของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างชัดเจน ว่าเป็นตัวแทนของเครื่องยนต์รุ่นต่างๆ ที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตออกมาในช่วงเริ่มแรก ได้แก่ เครื่องยนต์สำหรับการเดินทางขนส่งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก สัญลักษณ์ของซาโปเทคทั้งสาม ยังเป็นตัวแทนสื่อความหมายอันยิ่งใหญ่ โดยเสือจากัวร์ซึ่งหมายถึงการควบคุมผืนพสุธา คือสิ่งซึ่งมอบพลังและจิตวิญญาณให้เครื่องยนต์ของรุ่น G-Class ที่จะเดินไปข้างหน้าสู่อนาคต บนฝากระโปรงและไฟหน้า มีดวงตาของสัตว์อีกสองชนิด คอยทำหน้าที่คุ้มครองยานพาหนะอยู่ตลอดทุกช่วงเวลา งานศิลปะนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างงานภาพกราฟิกยุคพรี-ฮิสแปนิก (pre-Hispanic) และสีสันซึ่งเป็นที่คุ้นเคย เช่น สีเหลือง ดำ และแดง ภาพวาดบนหลังคาเป็นรูปธง ตัวแทนของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ที่ผสมผสานเข้ากับองค์ประกอบของธงที่ใช้ในการแข่งรถ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ตำนานด้านความเร็วของแบรนด์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ศิลปินทั้งชายและหญิงได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานอย่างเสมอภาค ผ่านการใช้สีที่คล้ายคลึงกับสีซึ่งใช้ในการตกแต่งรูปแกะสลักไม้ เช่น เชื้อราบนข้าวโพด (huitlacoche -มีสีม่วงอมเทา) หรือตัว cochinilla แมลงซึ่งอาศัยอยู่ในต้นกระบองเพชร โดยส่วนใหญ่ศิลปินในชุมชนท้องถิ่นมีการทำงานศิลปะที่ยั่งยืน โดยใช้ไม้จากทั้งต้นที่ล้มเอง และต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นและมีการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่   การออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจ “ในกระบวนการสร้างงานศิลปะจากตำนานนี้ เราใช้ไม้เรซินที่เนื้อไม้ยังชื้น หลังจากนั้น ต้องปล่อยทิ้งไว้ประมาณหนึ่งหรือสองเดือนจนมันแห้งดี ขัดด้วยกระดาษทราย แล้วค่อยทาสีพื้น ขั้นตอนสุดท้ายคือการตกแต่ง เริ่มจากการทาสีห้าหรือหกชั้น จนกระทั่งสีมีความสม่ำเสมอ แล้วเราจึงค่อยสร้างรูปร่างอย่างที่ตั้งใจไว้ สิ่งที่ต้องมีอย่างยิ่งคือ ความอดทนและทักษะความชำนาญ" ในที่สุด เราได้เดินทางไปกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class ที่ผ่านการแปลงโฉมให้เต็มไปด้วยสีสัน ในทริปจากเม็กซิโกซิตี้ ไปยังเมืองศูนย์กลางของรัฐวาฮากา ทั้งผ่านถนนที่มีความเป็นสากลมากๆ ในเมืองหลวงของเม็กซิโก เส้นทางคดเคี้ยวทางตอนกลางของประเทศ และถนนสายโบราณเส้นต่างๆ เรายังได้ข้ามทุ่งข้าวโพด ไร่อากาเว และเมืองที่สงบงามอีกมากมาย ตลอดการเดินทาง เรารู้สึกอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันรุ่มรวย เช่นเดียวกับผู้คนจำนวนมากที่ได้มาเยือนดินแดนอันแสนงดงามแห่งนี้ จากจุดเริ่มต้นกับโมเดลรุ่นแรกเมื่อ 40 ปีก่อน จนถึงปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class ยังคงสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เราได้สนองตอบความอยากรู้ และออกสำรวจโลกได้ดังใจปรารถนาอย่างไม่เสื่อมคลาย   แข็งแกร่งเหนือกาลเวลา: G-Class กว่า 40 ปี หลังการเปิดตัวครั้งแรก G-Class ได้กลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นตำนานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่น ไม่เพียงสมรรถนะการขับเคลื่อนแบบออฟโรด แต่ยังมีความคลาสสิกในเชิงวิศวกรรมและการออกแบบ ที่แม้จะยังคงรูปลักษณ์ภายนอกดังเดิม แต่ภายในได้รับการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีล่าสุดอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งยังคงเดิม และสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เข้าใจตำนานยานยนต์ระดับไอคอนได้อย่างถึงแก่น ก็คือ การได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class mb4.me/strongerthantime   ต้องการเห็นมากกว่านี้ไหม? ชมวิดีโอการเดินทางของเราทั่วเม็กซิโก: mbmag.me/gclassmexico   ------------------------------------------------------------------------------------ เรื่อง: ERNESTO ESCOBEDO ภาพ: CESAR DURIONE (COMA) ที่มา : Mercedes Me Magazine Issue 01/2021

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขนทัพรถยนต์พรีเมี่ยมครบครันทุกเซ็กเมนต์ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars และ SUV รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” และแบรนด์เทคโนโลยีกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่าง EQ รวมกว่า 25 รุ่น ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมีไฮไลต์เป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” รถยนต์คอมแพ็ค เอสยูวี เจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น ระบบความปลอดภัยที่มากขึ้น และ “Mercedes-Benz A-Class” ยนตรกรรมขนาดคอมแพ็คสุดโฉบเฉี่ยวใหม่ที่มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 1,990,000 บาท มาจัดแสดงภายใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี โดยเมอร์เซเดส–เบนซ์ ยังมอบแคมเปญพิเศษส่งท้ายปี สำหรับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อและรับมอบรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ และ เมอร์เซเดส–เอเอ็มจี สำหรับรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 รับฟรี! iPhone 12 มูลค่ากว่า 32,000 บาท (จำนวน 1 เครื่อง/รถยนต์ 1 คัน) ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้ เราได้เตรียมทัพรถยนต์พรีเมี่ยมครบครันทุกเซ็กเมนต์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars และ SUV รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” และแบรนด์เทคโนโลยีกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อย่าง EQ รวมกว่า 25 รุ่น ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมีไฮไลต์พิเศษเป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น ที่จะมากระตุ้นตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ได้แก่ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz A-Class” ใหม่ ที่มาพร้อมราคาที่แข่งขันได้ และดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย ด้วยออปชันที่เรานำเสนอในรถยนต์ภายใต้ดีไซน์ที่มีความโดดเด่น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบครบครัน เมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับเดียวกัน เนื่องจากการเป็นรุ่นประกอบในประเทศ เรามั่นใจว่าทั้ง 2 รุ่น รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่เราเตรียมมาจัดแสดง จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ที่เข้ามาชมงานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้อย่างแน่นอน”  สำหรับ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี เมอร์เซเดส-เบนซ์ยกทัพรถยนต์พรีเมี่ยม มาจัดแสดงครบทุกเซ็กเมนต์กว่า 25 รุ่น อาทิ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupe, Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport, Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic, Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium, Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic, Mercedes-Benz V 250 d Business PLUS, Mercedes-Benz GLB 200 Progressive และอีกหลายรุ่น โดยมีไฮไลต์เป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น ได้แก่   THE NEW MERCEDES-BENZ GLA 200 AMG DYNAMIC รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบเต็มพิกัดยิ่งกว่าที่เคย เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้กับทุกการเดินทางด้วยขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ทว่าให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม. ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ภายใต้การกำหนดสัดส่วนของตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อย ดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทว่ามาพร้อมความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นด้วย ภายในห้องโดยสารให้สัมผัสของการสร้างสรรค์สเกลการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง พร้อมเติมเต็มความสปอร์ตด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package และความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถ และการเคลื่อนที่เข้าและออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ที่จะช่วยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้าผ่านระบบสัญญาณเรดาร์ และเตือนด้วยเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและอันตรายที่เกิดจากการชนรถคันหน้า รวมถึง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบาย และความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ ในราคา 2,399,000 บาท   MERCEDES-BENZ A-CLASS คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz A-Class สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่เน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรงและดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ส่วนภายในห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด รูปลักษณ์ของหน้าปัดออกแบบมาอย่างล้ำสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในทุกรายละเอียด พร้อมความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น Mercedes-Benz A-Class ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถ และการเคลื่อนที่เข้าและออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ที่จะช่วยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้าผ่านระบบสัญญาณเรดาร์ และเตือนด้วยเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและอันตรายที่เกิดจากการชนรถคันหน้า รวมถึง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ Mercedes-Benz A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท   Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ▶️ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น และแคมเปญพิเศษได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ   ▶️ นอกจากนี้ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน StarFest 2020: The Greatest Offers กับโอกาสครั้งสำคัญที่สุดที่ลูกค้าและผู้สนใจจะได้สัมผัส และเป็นเจ้าของยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกับที่งานมหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 20 ธันวาคม 2563 ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ▶️ ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่ www.facebook.com/MercedesBenzThailand

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

บุคลิกสปอร์ตและรูปแบบที่ชัดเจน เจเนอเรชันใหม่ของการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยี และการออกแบบอันสง่างาม สิ่งนี้ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์คลาสสิกน่าดึงดูดกว่าที่เคย   Dynamically relaxed การออกแบบ C-Class ใหม่ ดูล้ำสมัยกว่าที่เคยเมื่อมองจากภายนอก: เส้นสายที่ลดลง และสัดส่วนที่ไหลลื่นมีพลัง แสดงถึงความหรูหราทันสมัยสไตล์สปอร์ต   Sporty lightness องค์ประกอบของการออกแบบอันทรงพลัง กระตุ้นให้การขับเร็วเป็นเรื่องสนุก C-Class นั้นคล่องตัวเป็นพิเศษ ทั้งยังขับง่ายด้วยระบบล้อหลังช่วยเลี้ยวซึ่งมีให้เป็นตัวเลือกเสริม   Expressive from every angle เส้นสายด้านข้างที่สะอาดตาไปจนถึงด้านหลังที่ปิดท้ายด้วยไฟท้ายสองส่วน การออกแบบที่โดดเด่นทั้งกลางวันและกลางคืนนี้สะกดใจ   Perfection in the spotlight DIGITAL LIGHT ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมนั้นสว่างและชัดเจนอย่างยิ่ง ไฟหน้าแบบ LED ประสิทธิภาพสูง มอบความปลอดภัยและทัศนวิสัยที่ดีขึ้นตามมาตรฐานการออกแบบ โดดเด่นเน้นรูปลักษณ์ด้านหน้าอันทรงพลัง   Sensitive sports steering wheel พวงมาลัยที่ไม่เพียงแค่บังคับทิศทาง แต่ยังเป็นองค์ประกอบในการทำงานอีกมากมายของรถยนต์ และฟังก์ชันอันหลากหลายของ MBUX มีเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองต่อการสัมผัส   At home on the road อย่าออกจากพื้นที่ปลอดภัยของคุณ- ขยายขอบเขตมัน C-Class ใหม่นำโลกส่วนตัวอันผ่อนคลายสะดวกสบายของคุณมาสู่ท้องถนน -----||-----   Simply convenient เทคโนโลยี คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศภายใน C-Class เหมือนที่ S-Class ประสบความสำเร็จ: จุดเด่นอันชาญฉลาด เช่น เทคโนโลยีเสมือนจริงสำหรับการนำทางที่เสริมด้วยสำเนียงแบบสปอร์ต ระบบ MBUX รุ่นใหม่ มอบความสะดวกสบายในระดับสูงสุด   People at its heart ห้องโดยสารและระบบควบคุมแบบดิจิทัล ได้รับการออกแบบอย่างครอบคลุมโดยคำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลัก   Easy to use จอแสดงผลส่วนกลางดูเหมือนเกือบจะลอยออกมาและเอนเข้าหาคนขับ MBUX ฟังก์ชันสำคัญของรถสามารถควบคุุมผ่านระบบสัมผัส   Analogue design highlight ช่องแอร์ทรงกลมสามอันเหนือจอแสดงผลกลาง มีรูปลักษณ์เหมือนชิ้นส่วนไอพ่นของเครื่องบิน -----||-----   Sustainably electrifying ยานยนต์ ยนตรกรรม C-Class รุ่นใหม่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งระบบ: ในเครื่องยนต์ไฮบริดอันนุ่มนวลทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และด้วยปลั๊ก-อินไฮบริด รถสามารถแล่นได้ในระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) คุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในอนาคต   Striking front เทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพบรรจุอยู่เบื้องหลังกระจังหน้าทรง diamond grille แบบ AMG   Exclusive material mix วัสดุที่ดูเหมือนหนัง ไม้วีเนียร์ และอะลูมิเนียมแท้ ได้รับการคัดสรรมาผสมผสานเพื่อสร้างพื้นผิวที่เป็นนวัตกรรม   Sustainable performance หนึ่งในรถรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดอย่าง C-Class เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน นี่คือทุกสัมผัสของความสะดวกสบายสำหรับอนาคต   เรื่อง: JULIA MENGELER ภาพ: MERCEDES-BENZ AG

By MercedesBenz

Mercedes-EQ กำลังบันทึกบทใหม่เรื่องเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า กับ EQS ใหม่: หนึ่งในสิ่งที่ยั่งยืน เร้าอารมณ์ และหรูหรา การผสมผสานที่น่าตื่นเต้นระหว่างการออกแบบศิลปะและเทคโนโลยีล้ำสมัย คือสิ่งที่ทำให้ Alicia Keys (นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน) รู้สึกทึ่งกับ EQS ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบทเพลงอันอ่อนไหวของศิลปิน รูปแบบแคมเปญใหม่ของรถซีดานหรูไฟฟ้าทั้งหมดคันแรกของเมอร์เซเดส-อีคิวนี้ จึงดูเหมือนลอยละล่องลงราวกับมาจากดาวดวงอื่น ทิ้งตัวลงมาอย่างนุ่มนวล เข้ามาหาซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ตาสบตา ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อที่เป็นธรรมชาติ และดูเหมือนง่ายดาย ระหว่างนวัตกรรมยานยนต์และความตระการตา การเชื่อมต่อนี้เป็นหัวใจหลักของ EQS และทำให้ยนตรกรรมนี้เป็นที่ต้องการมากขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันที่อยู่ในแถวหน้าของตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว แสดงให้เห็นถึงความหรูหราที่ยั่งยืนและก้าวล้ำ ในแบบที่รถยนต์คันอื่นไม่เคยทำมาก่อน   ลักษณะเฉพาะที่สะท้อนให้เห็นรูปแบบของ EQS: รูปลักษณ์ภายนอกเป็นไปตามภาษาการออกแบบที่ชัดเจน ซึ่งถ่ายทอดสายเลือดทางเทคโนโลยีสู่โลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสง่างาม อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของยนตรกรรมทั้งหมดจากตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว โดย EQS เปลี่ยนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้เป็นประสบการณ์ความหรูหรารูปแบบใหม่ ที่ดึงดูดทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความมั่นใจ เพราะ EQS คือยนตรกรรมแห่งความรับผิดชอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน   มาค้นพบเรื่องราวของ EQS ใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้าระดับหรูคันแรก ที่ mbmag.me/eqs

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด   The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตู ทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู   ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัล ที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น และตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว    นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน ขนาด 12.8 นิ้ว ทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบา ทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์ และฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม   ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลัง ให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย   ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศา ที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลน หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้า ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”   The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท   พร้อมให้ลูกค้าผู้สนใจจับจองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new S-Class และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

ความหรูหราของการสร้างสรรค์รถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม ด้วยการ เปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” สุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์ พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ ผสานความหรูหราเหนือระดับ เช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class เข้ากับความแข็งแกร่ง และอเนกประสงค์ในแบบรถยนต์เอสยูวี ที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2564 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่เรามีต่อตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย โดยเฉพาะเซกเมนต์รถยนต์เอสยูวี ที่เรามองเห็นความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ด้วยการเปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนอกจากจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศ ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ไม่ประนีประนอม ทั้งในเรื่องของความหรูหราเหนือระดับ เช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class และการสร้างสรรค์รถยนต์สายพันธุ์เอสยูวี ที่มีความอเนกประสงค์และแข็งแกร่ง พรั่งพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ที่กำลังมองหายนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ตอบทั้งโจทย์ด้านความหรูหรา และความแข็งแกร่งในแบบเอสยูวี” Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium คือสุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศใหม่ ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร ความสะดวกสบายเหนือจินตนาการ ดีไซน์ที่มีความสง่างาม และความหรูหราเหนือระดับเช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class พร้อมทั้งความแข็งแกร่งและอเนกประสงค์ในแบบรถยนต์เอสยูวี ที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ให้การขับขี่แบบ off-road ที่ดีที่สุด โดยมาพร้อมขุมพลังดีเซลขนาด 2,925 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที การขับขี่ยังมอบความเพลิดเพลินและราบรื่น ด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 6.5% ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “Full time” แบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่ บนทางแบบ OFF-ROAD ให้คุณสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างเฉียบคม มั่นใจ และให้ความนุ่มนวลตลอดการเดินทางในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ AIRMATIC และเป็นครั้งแรกที่จะได้พบกับฟังก์ชันเตรียมรถเข้าสู่เครื่องล้างอัตโนมัติ โดยจะทำงานอย่างสอดคล้องร่วมกับระบบ AIRMATIC เพียงสั่งงานผ่านหน้าจอ media display ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นที่เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถปรับความเข้มของแสง และความยาวของลำแสงได้อิสระจากกัน โดยมีระบบตรวจจับวัตถุที่คำนวณความสว่างอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED พร้อมล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ (Panoramic sliding sunroof) ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่ ภายในห้องโดยสาร ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ท่าน ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบายมาตรฐานเดียวกับ S-Class ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร จึงมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างและโปร่งสบายขึ้น โดยเฉพาะที่นั่งแถว 2 ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกตำแหน่งที่นั่งได้ และยังสามารถปรับเลื่อนเบาะถอยหลังได้ถึง 10 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางขา โดยพนักพิงสามารถปรับเอนได้มากกว่าเดิม ส่วนเบาะที่นั่งแถวที่ 3 เป็นที่นั่งแบบ full-size รองรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงได้ถึง 194 เซนติเมตร พร้อมระบบ EASY-ENTRY ที่ออกแบบเป็นพิเศษให้เบาะและพนักพิงของที่นั่งแถว 2 สามารถพับขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่ที่นั่งแถว 3 ได้ง่ายดายขึ้น ทั้งนี้ เบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 สามารถพับได้อย่างอิสระ เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและเพิ่มพื้นที่ความจุสำหรับเก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 2,400 ลิตร ตอบสนองทุกความต้องการ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความกว้างขวางตามแบบฉบับยานยนต์อเนกประสงค์ ในห้องโดยสารยังเพิ่มสุนทรียภาพด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ที่มีให้เลือกถึง 64 สี โดย Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 เพื่อความบันเทิงแบบ MBUX Rear Seat Entertainment จำนวน 2 จอ ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมระบบควบคุมหน้าจอแบบสัมผัส เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยหูฟังแบบ wireless head sets คุณภาพสูง Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 6,499,000 บาท   📍 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium และเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ   ------------------------------------------------------------------ WORD / PHOTO : MERCEDES BENZ-THAILAND ที่มา : Mercedes Card Journal Issue 01/2021

By MercedesBenz

Mercedes Me Adapter คือนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึง และแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz แบบ Real-time เช่น เช็คปริมาณน้ำมัน และตรวจสอบสภาพรถยนต์พื้นฐาน ณ ขณะนั้น โดยการเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes-Benz ของคุณผ่านอุปกรณ์ Mercedes Me Adapter และแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes Me บนสมาร์ทโฟนของคุณ Mercedes Me Adapter ช่วยให้คุณรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลรถยนต์ Mercedes-Benz ให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการติดต่อนัดหมายรับบริการที่ศูนย์บริการ หรือติดต่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาของคุณในการค้นหาที่จอดรถ เมื่อไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และช่วยคุณตามหารถของคุณในลานจอดรถ ซึ่งทำให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น คุณยังสามารถเก็บข้อมูลการเดินทางต่างๆ จาก Mercedes Me Adapter ไว้บนสมาร์ทโฟนของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการใช้รถ ระยะทางที่ใช้ เวลาที่ใช้ไปทั้งหมด เพื่อใช้ในการวางแผน และประหยัดเวลาในการเดินทาง และช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐานต่างๆ ที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันตรวจสอบลมยาง ฟังก์ชันเตือนการล้างรถ หรือฟังก์ชันวัดอุณหภูมิทั้งในและนอกรถ ที่สามารถปรับได้ดังใจ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ Mercedes-Benz จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ และรู้สึกวางใจทุกครั้งที่สตาร์ทรถ อุปกรณ์ Mercedes Me Adapter ไม่เพียงแต่ช่วยให้รถยนต์ของคุณคงความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เหมือนดังเช่นวันแรกที่คุณรับรถ แต่ยังเพิ่มความทันสมัยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับรถยนต์คันโปรดของคุณได้เพียงปลายนิ้ว   สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mercedes Me Adapter บน Apple App Store (iOS) และ Google Play Store เพื่อตรวจสอบรุ่นรถยนต์ที่สามารถใช้งาน Mercedes Me Adapter ฟรี ที่ ระบบ iOS ที่ Apple App Store : http://mb4.me/MmAios และระบบ Android ที่ Google Play Store: http://mb4.me/MmAAndroid สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ   ----------------------------------------------------------------- ที่มา : Mercedes Card Journal / Issue 01-2021 Word / Photo : Mercedes-Benz Thailand

By MercedesBenz

หาดเชิงมนขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเงียบสงบหาดหนึ่งของเกาะสมุย จุดหมายเปี่ยมเสน่ห์มนต์ขลังอันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตติดทะเลแห่งใหม่ ดึงดูดให้นักพักผ่อนจากทั่วโลกต่างเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ กับบริการมาตราฐานคิมป์ตันตั้งแต่ก้าวแรก ณ KIMPTON KITALAY SAMUI (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ที่ถือได้ว่าเป็นรีสอร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตสุดหรูระดับโลก เพียงไม่กี่นาทีจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ก็ได้สัมผัสบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของการต้อนรับ ภายใต้โครงสร้างโปร่งโล่งด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวประมงเพียงแห่งเดียวบนเกาะสมุย พร้อมกลิ่นอายวิถีชาวเลแห่งท้องทะเลใต้แบบพื้นบ้าน ผสานความหรูหราอย่างมีสไตล์ ความเหนือระดับกับประสบการณ์การพักผ่อนที่เสมือนอยู่บ้าน นั่นคือหัวใจสำคัญที่คิมป์ตันมอบให้ผู้เข้าพัก และรีสอร์ตแห่งนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง Pet Friendly Resort ที่อนุญาตให้เพื่อนสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภทเข้าพักได้ เรียกว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าน้องสัตว์เลี้ยงจะขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมเมื่อนำเพื่อนรักแสนรู้เข้าพักอีกด้วย จากโถงต้อนรับเพียงไม่กี่ก้าว ก็เข้าสู่มิติแห่งความผ่อนคลายไปกับ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย ที่มอบวิวทะเลและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้า สะกดทุกสายตาดึงดูดให้เข้ามาค้นหาเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอันเต็มไปด้วยเรื่องราว และยังได้เข้าถึงความหมายของชื่อ "คีตาเล" ชวนให้ดำดิ่งสู่บทเพลงก้องกังวานขับขานจากท้องทะเลสีคราม เสน่ห์รีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะสมุย ที่เบลนด์ความหรูหรา ความทันสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านเข้าไว้ด้วยกัน ได้รับการตีความใหม่โดยบริษัทออกแบบชื่อดัง นำเอาสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ อย่าง เศษไม้จากเรือประมง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เหนือกาลเวลา โคมไฟดีไซน์จากหวาย ลวดลายฝาผนังขัดแตะจากไม้ไผ่ตามแบบบ้านชาวประมง ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานหัตถศิลป์บนผนังห้องโซนต่างๆ ลวดลายพรม และงานศิลปะชิ้นเอกจากช่างฝีมือชาวไทย ที่ประดับตกแต่งในส่วนต่างๆ ของรีสอร์ต ยึดโยงหัวใจสำคัญของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของห้องพัก รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 138 ห้อง ภายใต้อาคารสีขาวที่มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ และโซนวิลล่า ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง อาทิ วิลล่าริมทะเล ที่สวยงาม จำนวน 21 หลัง ประกอบด้วย Garden Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 171 ตร.ม. เชื่อมต่อกับสวนเขตร้อนเขียวชอุ่ม, Oceanfront Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 224 ตร.ม. ห้องพักริมทะเลอันแสนผ่อนคลาย, Kitalay Villa แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 628 ตร.ม. วิลล่าที่ออกแบบอย่างทันสมัยเน้นใช้วัสดุและสีจากธรรมชาติ ห้องนอนและพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวเพียงไม่กี่ก้าวจากชายหาด สามารถรองรับผู้เข้าพักกลุ่มใหญ่ในแบบส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับ ห้องสวีท มีจำนวน 9 ห้อง พื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน อาทิ ห้องสวีทเชื่อมต่อกับสระน้ำ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. พร้อมทางเดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำ, ห้องสวีทวิวทะเล แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. ห้องพักในบรรยากาศธรรมชาติที่มอบวิวทะเลจากมุมสูง, ห้องสวีทสำหรับครอบครัว แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 173 ตร.ม. มีพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งพร้อมระเบียงส่วนตัว และ ห้องพัก Essential มีจำนวน 108 ห้อง ได้รับการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วย ห้อง Essential วิวทะเล ขนาด 58 ตร.ม., ห้อง Essential สำหรับครอบครัว ขนาด 116 ตร.ม., ห้อง Essential วิวรีสอร์ต ขนาด 58 ตร.ม. และ ห้อง Essential วิวรีสอร์ตที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ขนาด 58 ตร.ม. ภายในห้องพักยังใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและเครื่องหอมของแบรนด์ HARNN ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองจากประเทศอิตาลี และได้ออกแบบกลิ่นเฉพาะของรีสอร์ตแห่งนี้อีกด้วย นอกจากกลิ่นหอมสดชื่น ยังสบายตาด้วยการตกแต่งสีเอิร์ธโทนและสีขาว มอบความหรูหราคลาสสิกด้วยพื้นผิวหินอ่อนรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแท้ แม้แต่ลวดลายกระเบื้องบนพื้นห้องน้ำยังงดงามวิจิตร มาพร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกรดพรีเมี่ยม โดยเฉพาะคนรักเสียงเพลงต่างถูกใจกับลำโพงเคลื่อนที่ ได้ชิลไปกับเพลย์ลิสต์ Spotify ทุกที่ทุกเวลา และอีกเสน่ห์ของคิมป์ตัน คีตาเล คือการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะพื้นบ้าน มาสื่อสารผ่านงานดีไซน์โฉมใหม่ในหลายรูปแบบอย่างมีรสนิยม อาทิ ผ้าทอมัดย้อมนำมาตัดเย็บเป็นหมอนอิงสวยงาม เสื้อคลุมบาธโรบผ้าทอเนื้อนุ่มจากฝีมือช่างตัดเย็บท้องถิ่น ผ้าเช็ดมือปักลวดลาย ใส่หัวใจลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรียกรอยยิ้ม และทุกห้องพักยังแวดล้อมไปด้วยภูมิทัศน์อันร่มรื่นของสวนสวยเขตร้อนเขียวสดชื่น ที่ได้รับการออกแบบแลนด์สเคปกลมกลืนไปกับธรรมชาติ พร้อมสระว่ายน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ให้ปล่อยใจปล่อยกายรีแลกซ์ได้ตลอดวัน ที่สุดอะเมซิ่งภายในรีสอร์ต จัดสัดส่วนเฉพาะสระว่ายรวมถึง 1,500 ตร.ม. ด้วย สระว่ายน้ำ มากถึง 25 สระ ด้วยกัน รวมถึงสระเด็ก โดยสระใหญ่ใจกลางรีสอร์ตมีขนาดมาตราฐานโอลิมปิกแห่งเดียวบนเกาะสมุย ไม่ว่าจะนักว่ายน้ำตัวยง หรือนักพักผ่อนที่มาใช้บริการสนุกสนานยกแก๊งครอบครัว ยิ่งทำให้สระแห่งนี้มีชีวิตชีวา และเมื่อมองในระดับสายตาเรียกว่ากลมกลืนไปกับวิวทะเลเลยทีเดียว นอกจากห้องพักที่สุดแสนสบายแล้ว อาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกดีเอ็นเอของคิมป์ตัน จนเป็นที่ยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลก ณ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย แห่งนี้ มอบประสบการณ์แห่งสุนทรียรสด้วยการนำรสชาติอาหารอันคุ้นเคย ผสมผสานทั้งความเป็นตะวันออกและตะวันตกอย่างมีศิลปะ รังสรรค์อาหารจานพิเศษอันโอชะด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสดใหม่ ให้ได้ดื่มด่ำรสชาติอันน่าจดจำที่พร้อมนำเสนอใน 5 ห้องอาหารและ 3 บาร์ต่างสไตล์ ภายใต้บรรยากาศแสนผ่อนคลายปลอดโปร่ง เริ่มจาก LANAI Bar & Lounge นิยามใหม่ของเลาจ์ที่เปรียบเสมือนห้องรับแขกและห้องหนังสือ ด้วยพื้นที่เชื่อมต่อจากล็อบบี้ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้นวันยันค่ำคืน ผ่านฉากกั้นกระจกและหน้าต่างบานสูง เหมาะกับการเริ่มต้นวันสบายเอนกายจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมหนังสือดีๆ สักเล่ม กรุ่นกลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟอาราบิกาออร์แกนิก มีให้เลือกตั้งแต่ดริปคลาสสิก โคลด์บรูว ไปจนถึงเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ ที่ได้รับการออกแบบโดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ เสิร์ฟทุกความต้องการของคอกาแฟในทุกช่วงเวลาของวัน แนะนำรับประทานคู่กับซิกเนเจอร์ครัวซ็องสดใหม่ หรือเติมพลังยามบ่ายกับชูโรส (Churros) สูตรเด็ด ยังมีเมนูอาหารทานเล่นมากมาย อย่าง Steak and Eggs, Super Green ที่ให้พลังงานและคุณค่าโภชนาการต่อร่างกาย และสำหรับผู้ชอบดื่มชาแนะนำ Single Origin ใบชาที่ถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือในชากลุ่ม Artisan คุณภาพเยี่ยม ก่อนแปลงโฉมเป็นบาร์สุดชิลยามค่ำคืน ให้ปล่อยใจปล่อยกายสบายๆ ใต้แสงไฟสลัว โรแมนติกและรู้สึกพิเศษไปกับบรรยากาศอันตื่นใจ ที่แฝงไว้ในทุกรายละเอียดของการตกแต่งอย่างมีสไตล์ ยิ่งขับให้สะดุดตากับโคมไฟเพดานดีไซน์โมเดิร์น เพลินตาไปกับเส้นสายไม้ไผ่และหวาย รวมถึงวัสดุธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัวสอดรับกับคอนเซ็ปต์บาร์เปิด สัมผัสบรรยากาศโปร่งสบายในรีสอร์ตริมทะเล ที่มีทั้งมุมโซฟาสำหรับแก๊งก๊วนเพื่อนสนิท มุมโรแมนติกสำหรับคู่รัก และเคาว์เตอร์บาร์สำหรับเพิ่มลิสต์เพื่อนใหม่ แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับลีลาของมิกโซโลจิสต์ที่รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเสิร์ฟความสดชื่นได้ตามความต้องการ เติมเต็มค่ำคืนแห่งสีสันด้วยเครื่องดื่มวิสกี้, จิน ที่มาพร้อมกับคราฟต์โทนิก, เหล้าท้องถิ่น หรือค็อกเทลซิกเนเจอร์ อย่าง เมนู Sloe Gin Pink Lady ที่ให้รสเปรี้ยวหอมหวานของทับทิมเกรนาดีนโฮมเมด หรือ Verde Marry มอบความเผ็ดร้อนเบาๆ ของพริกไทยได้รสชาติแปลกใหม่จากส่วนผสมของน้ำผักผลไม้ออร์แกนิกหลากชนิด รับประทานคู่กับอาหารอินเตอร์สแน็กฟู้ดสร้างสรรค์ที่มีรสชาติเฉพาะหลากเมนู ผสมผสานความเป็นตะวันตก ตะวันออก และอาหารไทย อย่าง Massaman Beef Bomba คร็อกเก้มันฝรั่งบดสไตล์สเปนสอดไส้แกงมัสมั่นเนื้อ, เมนู Laab Tuna Tartare ลาบทูน่ารสชาติจัดจ้านถึงเครื่องลาบหวานเนื้อทูน่าสด และอีกหลายเมนูพร้อมให้เลือกสรรตามความชอบ แล้วปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับดนตรีแนวป๊อป แอนด์ โซล หรือจะแฮงเอาท์ด้วยมื้อเช้าจรดค่ำ ที่คาเฟ่สไตล์ไทยร่วมสมัย BOHO Thai Lifestyle Cafe ผ่อนคลายสบายๆ ภายใต้พื้นที่เปิดโล่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของสีสัน ผสานความเก๋ไก๋และความอาร์ตไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งในสไตล์เรโทรโชว์ศิลปะแอบสแตกอาร์ตสีสด และรูปวาดที่อินสไปร์มาจากทะเล เปิดโล่งรับอากาศบริสุทธิ์ผ่านหน้าต่างบานยาว และพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นตัวยู สามารถเลือกนั่งชิลได้ทั้งโซนซ้ายขวาหรือเอาท์ดอร์รับแสงธรรมชาติ ลิ้มลองอาหารเมนูถูกปากทั้งแบบตะวันตก อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้หมุนเวียนเมนูเด็ด อย่าง น้ำพริกหนุ่มรสจัดจ้าน รับประทานกับหมูปิ้งและไส้อั่ว รวมไปถึงบุฟเฟ่ต์นานาชาติ และเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกอิ่มได้ไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ และค็อกเทลที่ปรุงด้วยสมุนไพรเก็บสดใหม่ปลูกในโรงแรม ไม่ว่าจะเลือกพื้นที่ที่ให้บริการในร่มหรือกลางแจ้ง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้เช่นกัน อีกห้องอาหาร Fish House Restaurant & Bar อาคารไม้ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถเพลิดเพลินวิวธรรมชาติใกล้ชิดทะเล ผ่านบานหน้าต่างทรงสูงที่สามารถเปิดโล่งรับลมทะเลสดชื่น มอบประสบการณ์แสนพิเศษสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตชาวเลผ่านตัวบ้าน และการตกแต่งด้วยโคมไฟเพดานขนาดใหญ่ดีไซน์สะดุดตา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมง ความสดใหม่ของวัตถุดิบส่งตรงจากทะเลแบบวันต่อวัน นำมารังสรรค์เป็นอาหารจานหลักในสไตล์อาหารสเปนผสมผสานไทยฟิวชั่น ผ่านประสบการณ์อันยาวนานของเชฟระดับห้องอาหารมิชลินสตาร์ เสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์ Sharing Platter ด้วยคอนเซ็ปต์สนุกๆ ที่ต้องการให้ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขเอนจอยกับการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดประสบการณ์แห่งรสชาติใหม่ๆ อย่าง Signature Cold Seafood Platters and Towers ทาวเวอร์ทะเลสดจุใจด้วยหอยนางรมตัวโต กุ้งและล็อบสเตอร์สดๆ ผสานกับรสชาติเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ เมนู The Black Paella ข้าวผัดสเปนพอร์ชั่นใหญ่นำดีหมึกทำเป็นซอสเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟพร้อมปลาหมึกย่างทั้งตัวขนาดพอดีคำ ผัดกับพริก Piparras Peppers และซอส ali-oli เช่นเดียวกับเมนู Grilled Octopus with Rosemary Potato Confit หรือเมนู Gambas Ajillo กุ้งปรุงรสด้วยกระเทียม พาสลีย์สับละเอียด พร้อมพริกสับซ่อนความเผ็ดร้อน นอกจากนี้ยังมี Curry Crab Roll, Sea Bass Ceviche และของหวานอย่าง Char-Grilled Pineapple Sundae ปิดท้ายมื้อพิเศษ ทางด้านเครื่องดื่มค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องทะเล อาทิ Tides & Waves เมนูค็อกเทลแนวรีเฟรชชิ่งด้วยส่วนผสมแมซเคิล น้ำมะนาวสด ตกแต่งด้วยผักชีและแตงกวา และ Anticipated Journey ที่โดดเด่นและแปลกใหม่ของวิสกี้ญี่ปุ่นอินฟิวส์ด้วยสาหร่าย พร้อมเติมรสชาติเฉพาะตัวด้วยน้ำแร่ท้องถิ่น, Beyond The Sea, The Sea Cucumber และยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ได้ลิ้มลอง ณ บาร์เครื่องดื่มของ Fish House Restaurant & Bar แห่งนี้ ผ่อนคลายจิบค็อกเทลที่ SHADES Ocean Lounge and Pool Bar บาร์เล็กๆ ริมสระน้ำและชายหาด ที่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนก็เสิร์ฟได้ในสระน้ำ พร้อมบริการนวดเท้าไปพร้อมๆ กับชิมรสชาติของไอศกรีมหวานเย็นชื่นใจ หรือนอนอาบแดดจิบมาการิต้าสักแก้ว ก่อนเติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสไตล์ทิกิจิบคู่กับอาหารทานเล่น อย่าง แซนวิช พิซซ่า จากนั้นค่อยปล่อยพลังเบาๆ กับเครื่องเล่นที่เตรียมไว้เอนเตอร์เทน อย่าง โต๊ะปิงปอง กิจกรรมชายหาด หรือออกลีลาสุดมันส์ไปตามจังหวะบีทดนตรีจากดีเจ อุ่นเครื่องก่อนไปจัดเต็มด้วยมื้อเย็น หรือจะเป็นเดทไนท์แสนโรแมนติก ทุกความต้องการเนรมิตให้คุณได้ที่นี่  HOM Baking Company เสิร์ฟเบเกอรี่อบสดใหม่ให้รสชาติละมุนชวนฝัน การได้มาเยือนคิมป์ตัน คีตาเล หากพลาดการลิ้มรสชาติเบเกอรี่ซิกเนเจอร์เหมือนมาไม่ถึง เรียกว่า "ครัวซองต์" เป็นเมนูขนมอบขึ้นชื่อความอร่อยล้ำฉ่ำเนย กรอบนอกนุ่มในและมีหลายรสชาติให้ลิ้มลอง อีกทั้งยังได้สนุกสนานรับความรู้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับเวิร์กช็อปเบเกอรี่ และทำน้ำผลไม้สกัดเย็น พร้อมเมนูสุดสร้างสรรค์มากมายไปกับเชฟ อีกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคิมป์ตัน คีตาเล ที่สรรสร้างโปรแกรมไลฟ์สไตล์ให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในวันสบาย ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างมีคุณค่า และถือว่าเป็นอีกดีเอ็นเอที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์แห่งความประทับใจให้เป็นที่น่าจดจำเสมอ เริ่มด้วย Morning Kickstart จิบกาแฟหรือชาอุ่นๆ สักแก้ว วอร์มร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เริ่มต้นเช้าของวันพักผ่อนที่สดใส ไปจนถึง กิจกรรม Kimpton’s Social Hour ช่วงเวลาพิเศษยามเย็นเอนจอยกับปาร์ตี้ค็อกเทล เปิดพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ สำหรับโปรแกรมพิเศษ Kimpton Kitalay Samui’s Furry Guest Programme และ Pet Spa Day สำหรับเพื่อนซี้สี่ขาโดยเฉพาะ พร้อม คลาสเวิร์กช็อปสำหรับครอบครัวและเด็กน้อย อาทิ เวิร์กช็อปทำเบเกอรี่ ช็อกโกแลต ขนมหวาน, คลาสทำเครื่อมดื่มค็อกเทล,

By MercedesBenz

โกจิ คิทเช่น + บาร์ ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติชั้นนำของ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เพิ่มความพิเศษในมื้อบุฟเฟ่ต์สุดสัปดาห์ ด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อจากแคว้นชื่อดังต่างๆ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศอิตาลี ที่อยากชวนให้มาเปิดประสบการณ์แห่งสุนทรียรส ลิ้มลองอาหารนานาชาติรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ได้ตลอดปี 2565 เริ่มกันด้วย อาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่เชฟนำเสนอเมนูอิตาเลียนสไตล์ซิซิเลียน (Sicilian) แบบดั้งเดิม รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างยอดเยี่ยม ให้ได้เพลิดเพลินไปกับเมนูไฮไลท์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเมนู สลัดบูราต้าแบบดั้งเดิม, เมนูข้าวทอดสไตล์อิตาเลียน, ปลากระโทงแทงดาบย่างเสิร์ฟพร้อมกับสตูว์ผักและเลมอนสด สำหรับท่านที่ชอบทานพาสต้า พลาดไม่ได้กับพาสต้าโฮมเมด อย่าง กัมเบโอ รอสโซ่ (ราวีโอลี่กุ้งแดงราดด้วยซอสกุ้งล็อบสเตอร์) และ พาสต้ามะเขือม่วงย่าง (Casarecce alla norma) คลุกเคล้ากับซอสเปเปอรอนซิโน่รสชาติเผ็ดเล็กน้อยและชีสนมแกะ นอกเหนือจากนี้ยังมีพิซซ่าหลากหลายท็อปปิ้ง เช่น พิซซ่าหน้าซาลามี่แบบเผ็ด หรือ พิซซ่าคาโปนาต้า สำหรับของหวานสามารถเลือกทานได้หลากหลาย เช่น ทีรามิสุ, ขนมแป้งทอดแคนโนลีแบบดั้งเดิม ที่ทำสดใหม่ทุกวัน และ เจลาโต้ ไอศกรีมอิตาเลียนแท้ๆ เสิร์ฟพร้อมกับบิสกิต และเติมเต็มความสุขในมื้ออาหารด้วยแพ็คเกจเครื่องดื่ม พิเศษ Bellini (เบลลินี) แบบไม่อั้นรวม ในราคาเพียง 990++ บาท ต่อท่าน เท่านั้น  โปรโมชั่นอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลีนี้ ให้บริการเพิ่มเติมในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนล ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม จนถึง 27 มีนาคม 2565  บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ วันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 17.30 - 22.00 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน  บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน วันเสาร์ เวลา 11.30 – 14.30 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน  บุฟเฟ่ต์มื้อบรันซ์ วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,500++ ต่อท่าน  ▶️ สมาชิกแมริออท บอนวอยและคลับแมริออทรับส่วนลดตามสิทธิ์หน้าบัตร ☎️ สอบถามเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งโทร. 0 2059 5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com   หรือติดต่อผ่านช่องทาง 👇 🌐 เว็บไซต์ www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com 🌐 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/GojiKitchenAndBar/  🌐 หรือเพิ่มเราเป็นเพื่อนในไลน์ @gojikitchenbar

By MercedesBenz

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อาหารแปลกใหม่อะไร แต่นาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีขนมอบชนิดไหนมาแรงเท่า “ครัวซองต์” ขนมอบที่โดดเด่นตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ไปจนถึงกลิ่น รส และเนื้อสัมผัส ว่ากันว่า ในบรรดาขนมแป้งอบทั้งหลาย ครัวซองต์ คือสิ่งที่ทำยากที่สุด เพราะต้องรีดแป้งพับทบสลับกับชั้นเนย พับแล้วพับอีกตามสูตรออริจินัลคือ ให้ได้ 81 ชั้น โดยที่เนยต้องไม่ละลายปนกับแป้งขณะรีด เนยต้องละลายในขั้นตอนการอบเท่านั้น อุณหภูมิของสถานที่ที่ทำจึงควรอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส ลืมการทำในอุณหภูมิห้องปกติอย่างเมืองไทยไปได้เลย เพราะเนยกับแป้งคงผสมกันจนกลายเป็นขนมปังสูตรอื่น การบ่มแป้งก่อนอบก็ห้ามพลาด ทั้งอุณหภูมิและเวลา อบสุกแล้วยังมีคนรอดูอีกว่า เนื้อในครัวซองต์เป็นโพรงสวยขนาดไหน เพราะนั่นหมายถึงความประณีตของคนรีดแป้ง จนมีเจ้าของสูตรครัวซองต์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีวิธีใดที่จะซ่อนข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในกระบวนการทำงานของคุณเมื่อทำครัวซองต์” ครัวซองต์แต่ละชิ้นจึงต้องอาศัยความใจเย็น อดทน ประณีต ฝึกฝน และประสบการณ์ เราเคยจำกันว่า ครัวซองต์ คือขนมปังที่มีรูปร่างคล้ายจันทร์เสี้ยว (หรือบางคนแอบเรียกว่า ขนมปังเขาควาย) ตามความหมายตรงตัวของคำว่า Croissant ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า 'จันทร์เสี้ยว' แต่ดูเหมือนครัวซองต์ที่เห็นๆ กันมากยุคนี้ จะไม่ได้มีหน้าตาอย่างนั้น บ้างก็ว่าขนมปังเขาควายหรือจันทร์เสี้ยวนั้น คือครัวซองต์ที่ใช้มาการีน หรือเรียกว่าครัวซองต์ธรรมชาติ (croissant nature) แต่ครัวซองต์ตัวอวบๆ ที่ขึ้นรูปเป็นทรงตรงๆ ปลายไม่งองุ้ม อย่างที่เห็นกันตอนนี้ ทำจากเนยสด (croissant au beurre) ซึ่งนุ่มกว่า หอมกว่า

By MercedesBenz

เมื่อเอ่ยถึงอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหารของคนลดน้ำหนัก “แป้ง” ก็ดูจะกลายเป็นผู้ร้ายที่ใครๆ ก็พยายามลด ละ เลี่ยง คนที่ให้ความสนใจเรื่องอาหารการกินและสุขภาพส่วนใหญ่ จึงหันไปหาอาหารประเภทแป้งไม่ขัดสีจำพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า จนเมื่อมีกระแสการลดน้ำหนักแบบ คีโตเจนิก (Ketogenic diet) ที่จำกัดการกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตให้เหลือเพียงแค่ 5% ร่วมกับการจัดสรรสัดส่วนของสารอาหารอื่นๆ ทั้้งไขมันและโปรตีนอย่างเคร่งครัด “อาหารแบบคีโต” ก็เริ่มเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ “ขนมปังไร้แป้ง” ที่เข้ามาเติมเต็มและเป็นทางเลือกใหม่ให้คนที่โหยหาขนมปัง   ขนมปังแห่งยุค ขนมปังทั่วไปทำจากแป้งสาลี ขนมปังไร้แป้ง แปลว่าไม่ใช้แป้ง แล้วจะใช้อะไรล่ะ วัตถุดิบหลักของขนมปังไร้แป้ง หรือที่มักเรียกกันว่า “ขนมปังคีโต” นั้นมีอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็น อัลมอนด์ผง มะพร้าวผง โอ๊ตไฟเบอร์ (oat fiber) เมล็ดแฟลกซ์ป่น (flaxseed) ไซเลียมฮัสก์ (pysllium husk) และธัญพืชต่างๆ   อัลมอนด์ผง หรือแป้งอัลมอนด์ ก็คือเมล็ดอัลมอนด์บดละเอียดจนกลายเป็นผงแป้ง คุณค่าทางอาหารเหมือนการกินอัลมอนด์เป็นเมล็ดๆ อุดมด้วย วิตามินอี แมกนีเซียม โพแทสเซียม และไขมันดี มะพร้าวผง หรือแป้งมะพร้าว คือเนื้อมะพร้าวที่คั้นน้ำออกแล้ว และอาจสกัดน้ำมันออกด้วย แล้วผ่านกรรมวิธีต่างๆ จนกลายเป็นผงแป้ง ซึ่งจะยังคงมีกลิ่นหอม ยังมีกากใยหรือไฟเบอร์อยู่รวมทั้งยังคงมีสารอาหารอยู่ด้วย ทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก และกรดไขมันที่มีความยาวปานกลาง ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยลดน้ำหนัก   โอ๊ตไฟเบอร์ หรือเส้นใยข้าวโอ๊ต เป็นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ มีโปรตีน มีเบตากลูแคน (beta glucan) สารต้านอนมูลอิสระที่วงการแพทยย์ ยอมรับว่าช่วยเรื่องการดูแลรักษาสุุขภาพได้ และเชื่อว่าช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ทางอ้อม   เมล็ดแฟลกซ์ หรือ เมล็ดลินิน ชาวยุโรปนำมากินบำรุงกำลังมานาน มีกากใย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย น้ำมันในเมล็ดแฟลกซ์เป็นไขมันดี มีโอเมก้า 3 และ 6 ขนมปังของคนยุโรปแทบทุกร้านต้องมีส่วนผสมของเมล็ดแฟลกซ์ การใส่เมล็ดแฟลกซ์ลงในส่วนผสมนอกจากเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังช่วยให้ขนมปังนุ่มหอมมัน และยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้นด้วย   ไซเลียมฮัสก์ หรือเทียนเกล็ดหอย คือเปลือกหุ้มเมล็ดของต้นไซเลียมหรือว่านเทียนเกล็ดหอย มีใยอาหารที่มีคุณสมบัติในการดักจับไขมันและน้ำดีในระบบทางเดินอาหาร และมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย   อิริ ทริทอล (erythritol) เป็นสารให้ความหวานที่มีรสชาติเหมือนน้ำตาลทรายมากที่สุด ไม่ให้พลังงาน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ที่ได้จากกระบวนการหมักกลูโคสด้วยยีสต์ ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่าไซลิทอล (xylitol) ซอร์บิทอล (sorbitol) เหล่านี้คือวัตถุดิบหลักๆ ที่มักนำมาใช้ทำขนมปัง ส่วนจะเติมไข่ เนย เกลือ และยีสต์ หรือไม่อย่างไรนั้น ก็แล้วแต่ว่าสูตรใครก็สูตรใคร   ไร้แป้ง ประโยชน์เพียบ แม้จะเรียกว่าขนมปังไร้แป้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปราศจากแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตอย่างสิ้นเชิง ขนมปังไร้แป้งยังคงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่เพียงแต่น้อยมาก และส่วนผสมที่นำมาทำขนมปังล้วนมีสารอาหารอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า ที่สำคัญคือ มุ่งเน้นในเรื่องให้พลังงานต่ำซึ่งขนมปังประเภทนี้ มักระบุอย่างชัดเจนว่า มีกี่แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อย่างละกี่กรัม ตามวิถีของชนเผ่าคีโตหรือผู้ลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิก ที่ต้องชั่งตวงวัดปริมาณสารอาหารที่จะกินอย่างเคร่งครัด จึงกลายเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั่วไปด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดของขนมปังไร้แป้งคือ ทำอย่างไรให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนขนมปังจริงๆ เพราะคนที่ชอบกินขนมปังโดยมากแล้ว คือหลงใหลในความนุ่มหอม และเนื้อสัมผัสที่หนุบหนับ ความจริงแล้ว เมื่อขนมปังไม่ได้ทำจากแป้งสาลี ก็คงไม่อาจให้เนื้อสัมผัสแบบเดียวกันเป๊ะๆ อย่างขนมปังทั่วไปที่คุ้นเคย นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตต่างคิดค้น ทดลอง จนมั่นใจว่า ได้ขนมปังที่มีความนุ่ม หอมไม่ต่างจากขนมปัง ส่วนเนื้อสัมผัสที่พบส่วนใหญ่ จะเหนียวกว่าขนมปังธรรมดาเล็กน้อย และนี่คือแบรนด์ขนมปังไร้แป้งที่ได้รับการพิสูจน์มาจากผู้บริโภคมากมายแล้วว่า แทบไม่ต่างจากขนมปังแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย ----------🍞----------   Dancing With A Baker ผู้ผลิตขนมปังไร้แป้งเจ้าแรกๆ ของไทย เปิดขายมาราวๆ ปีเศษ เริ่มต้นจากกำลังผลิตขนมปังเพียง 4 ชิ้นต่อวัน จนปัจจุบัน รับยอดสั่งซื้อวันละกว่า 100 ออร์เดอร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของแดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์ หลักๆ มี 3 ชนิด ตั้งชื่ออย่างน่ารักว่า น้องเหลี่ยม น้องกลม และ น้องเลิฟ “น้องเหลี่ยม” และ “น้องกลม” เป็นขนมปังแผ่นแบนๆ ใหญ่ๆ รูปร่างสี่เหลี่ยมและกลมๆ ตามชื่อทำจากผงอัลมอนด์ ผงมะพร้าว เมล็ดแฟลกซ์ เนยจืด วีตโปรตีน ไข่ไก่ เกลือหิมาลายัน อิริทริทอล น้ำมันมะกอก และยีสต์ ชิ้นขนาด 150 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 4 กรัม ไฟเบอร์ 12 กรัม โปรตีน 39 กรัม ไขมัน 18 กรัม ให้พลังงาน 378 แคลอรีต่อชิ้น ซึ่งขนมปังหนึ่งชิ้นขนาดใหญ่เท่าสมุด แบ่งกินได้ 2-3 ครั้ง “น้องเลิฟ” ทำจากโอ๊ตไฟเบอร์เป็นหลัก เป็นสูตรล่าสุดที่พัฒนาขึ้นจนคล้ายขนมปังปกติได้มากที่สุด รูปร่างหน้าตาเหมือนขนมปังที่ใช้ทำฮอตด็อก ชิ้นขนาด 70 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไฟเบอร์ 10 โปรตีน 19 และไขมัน 7 กรัม ให้พลังงาน 150 แคลอรี และสื่งที่น่าสนใจคือบรรดาลูกค้าของแดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์  นำขนมปังไปสร้างสรรค์กันอย่างสุดอลังการ ทำให้มีรสชาติที่หลากหลาย ลืมคำว่าน่าเบื่อของอาหารเพื่อสุขภาพไปได้เลย   แดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์ มีวางขายตามร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพหลายแห่ง และช่องทางออนไลน์ www.dancingwithabaker.com หรือเฟซบุ๊ก dancingwithabaker ----------🍞----------   Pung Pae Ver ปังเป๊ะเวอร์ เรียกตัวเองง่ายๆ ว่าเป็น "ขนมปังคีโต” เป็นขนมปังแบบมีไส้ ทั้งคาวหวาน ตัวขนมปังหรือบันทำจากผงอัลมอนด์  ไข่ไก่ ไซเลี่ยมฮัสก์ และงาขี้ม่อน ใช้อิริทริทอลให้ความหวาน ไม่ใส่ยีสต์ ไม่ใช้ผงฟู ไม่มีไขมันทรานส์ และไม่มีกลูเต็น เปิดขายมาแล้วปีเศษและยังคงสร้างสรรค์รายการขนมปังใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ความโดดเด่นของปังเป๊ะเวอร์ คือมีไส้ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ไส้พื้นฐานอย่าง สังขยา ไข่เค็มลาวา ไก่พริกเผา ไปจนถึง ไส้ไก่แบบข้าวมันไก่ แกงกะหรี่ไก่ กราแตงกุ้ง แซลมอนไข่เค็ม เป็นต้น ขนมปังแต่ละรสชาติให้พลังงานไม่เท่ากัน เช่น ขนมปังเนยโฉดยอดฮิต ครีมเนยแน่นๆ 1 ชิ้น 161 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไส้ที่แคลอรีสูงสุด เห็นจะเป็น ไข่เค็มลาวา 1 ชิ้น 213 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม ส่วนที่แคลอรีต่ำสุดๆ คือ พิซซาไก่ชีส เพียง 78 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 2.5 กรัม ฯลฯ เลือกพิจารณากันได้ตามอัธยาศัย ขนมปังของปังเป๊ะเวอร์มีวางขายตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพ และทางออนไลน์ที่ www.pungpaever.com หรือเฟซบุ๊ก pungpaever ----------🍞----------   Club No Sugar คลับ โน ชู การ์ ไม่ใช่แบรนด์ขนมปัง แต่คือร้านอาหารแนวใหม่ที่มีอาหารแบบคีโตเจนิกให้บริการอย่างเต็มอิ่ม มีครัวปรุงอาหารคีโตโดยเฉพาะ แยกจากครัวที่ปรุงอาหารปกติทั่วไป รายการอาหารคีโตที่น่าสนใจมีมากมาย เช่น ข้าวดอกกะหล่ำผัดไข่ ข้าวบุกผัดกุนเชียง สปาเกตตีไส้อั่วซอสกะเพรา พิซซาหน้าไข่เค็ม บันเบอร์เกอร์ รวมถึงขนมหวานทั้งขนมไทย ขนมเค้ก ขนมปัง มัฟฟิน เบเกอรีคีโตนานาชนิด ขนมไหว้พระจันทร์แบบคีโตก็มี ที่นี่ยังมีซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมอาหาร ขนม และวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารคีโตเจนิกไว้อย่างครบครัน ความจริงแล้วอาหารแบบคีโตเจนิก คนทั่วไปก็สามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะอาหารที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เพียงแต่ควรระวังอาหารที่มีสัดส่วนไขมันสูง อย่างไรก็ตาม ที่ คลับ โน ชูการ์ ก็มีรายการอาหารปกติทั่วไปให้บริการด้วย Club No Sugar ถนนพระราม 3 (ระหว่างซอยพระรามสาม 39-41) โทร. 06 3146 8224 สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร. 06 3883 8111 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. สั่งอาหารผ่านไลน์ ID: @CLUBNOSUGAR เฟซบุ๊ก: Club No Sugar ----------🍞----------   I Bake You Take ขนมปังเพื่อสุขภาพอีกหนึ่งแบรนด์ที่คนเป็นเบาหวานกินได้ ชนเผ่าคีโตกินดี เป็นขนมปังเปล่าๆ แบบขนมปังปอนด์ หลักๆ มีให้เลือก 3 แบบคือ “Yeast bread” ทำจากเมล็ดแฟลกซ์ป่น ผงอัลมอนด์ โอ๊ตไฟเบอร์ ใส่ไข่ เนย และมีกลูเตน ให้พลังงาน 78 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 1.3 กรัม ไขมัน 4 กรัม โปรตีน 8.3 กรัม, “Nut and seed bread” ทำจากโอ๊ตไฟเบอร์ มีส่วนผสมของเมล็ดแฟลกซ์ป่น เมล็ดเชีย งาขาว งาดำ เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์สไลซ์ ใส่เนย ไข่ และมีกลูเตน ให้พลังงาน 89 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไขมัน 4.7 กรัม โปรตีน 8.8 กรัม, “Keto soft buns” ขนมปังก้อนกลม ทำจากผงอัลมอนด์ ผงมะพร้าว ไซเลียมฮัสก์ ใส่ไข่ขาว เกลือหิมาลายัน ใช้เนยแท้ ไม่มีกลูเตน ให้พลังงาน 188 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไขมัน 15.6 และโปรตีน 7.6 กรัม ซึ่งขนมปังของ ไอเบกยูเทกหอม นุ่มนิ่ม ให้รสสัมผัสคล้ายขนมปังปกติมากๆ นอกจากนี้ ยังมีแยมสตรอเบอรีโฮมเมดผสมเมล็ดเชียไม่ใส่น้ำตาล และชีสเค้กหน้าไหม้ Keto Basque burnt cheese cake ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ที่ทำสดใหม่ โดยสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/OranaiIBYT ----------🍞----------   ที่มา: Mercedes ME Magazine 03/2020

By MercedesBenz

บริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด นำโดย คุณจักรพันธ์ รัตนเพชร ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ สร้างสรรค์บริการพิเศษส่งความอิ่มอร่อยถึงบ้านตอบรับวิถีชีวิตแบบ New Normal ด้วย Silver Voyage White Glove Delivery บริการจัดส่งอาหารระดับพรีเมียมส่งตรงถึงบ้านคุณ ด้วยความปลอดภัยด้านอนามัยสูงสุด Silver Voyage White Glove Delivery บริการจากแบรนด์ Silver Voyage Club แบรนด์ผู้สร้างประสบการณ์เพื่อการจดจำ ภายใต้การบริหารของบริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด บริการที่เริ่มต้นจากแนวคิดฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน กับพันธมิตรร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยวางรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างจากการจัดส่งอาหารทั่วไป ด้วยคุณภาพที่เหนือระดับตั้งแต่จัดส่งโดยทีมงานสวมถุงมือขาว ที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย ไร้เชื้อ ได้คัดเลือกร้านอาหารชั้นนำชื่อดังที่มีครัวมาตรฐานสูงของกรุงเทพฯ อาทิ ร้านสุพรรณิการ์ กับอาหารไทยรสชาติต้นตำรับอาหารไทยพื้นบ้านสูตรโบราณ, Nara Thai Cuisine อาหารไทยร่วมสมัยระดับพรีเมียมที่เน้นความกลมกล่อมของรสชาติ, Coffee Bean by Dao อาหารไทยและนานาชาติกับรูปลักษณ์และรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคย, Water Library อาหารสไตล์ตะวันตกรสชาติล้ำลึก, ส.โภชนา สั่งได้ทั้งอาหารจีนและอาหารไทยรสชาติเข้มข้น, Hotto Bun ที่มี ‘บันไส้ทะลัก’ เป็นเมนูซิกเนเจอร์อร่อยเด็ด หรือสำหรับคนชอบชาบู สามารถเลือกเซ็ตพิเศษ ทั้งวัตถุดิบและหม้อครบชุดให้รับประทานกันได้ทั้งครอบครัว หรือถ้าอยากลองอาหารระดับมิชลินก็สั่งได้กับ Chim by Siam Wisdom อาหารไทยประยุกต์โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์ เป็นต้น โดย Silver Voyage White Glove Delivery ให้บริการจัดส่งอาหารจากร้านโปรดถึงทุกบ้านและทุกคอนโด ในแบบจัดเซ็ตพร้อมรับประทาน ด้วยหลักปฏิบัติสำคัญในการจัดส่ง 3 ประการคือ 1. ใช้รถซีดานจัดส่งอาหารเพื่อความปลอดภัย สะอาด และปราศจากฝุ่นและการปนเปื้อนระหว่างการส่ง รถลิมูซีนจะผ่านการพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสทุกเที่ยวการส่ง 2. จัดการแยกประเภทของอาหารเพื่อลดการปนเปื้อนต่างๆ 3. จัดส่งอาหารโดยพนักงานสวมถุงมือขาว ที่เน้นความสะอาดไร้เชื้อไวรัส มุ่งเน้นลดการสัมผัสให้น้อยที่สุดในการจัดส่งอาหาร   สิทธิพิเศษ • สำหรับเมนูอาหารร้านดัง เริ่มต้นเซ็ตเมนูที่ 1,000 บาท ค่าบริการจัดส่ง 350 บาทในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card ฟรี! ค่าจัดส่ง 350 บาท เงื่อนไข • สำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เท่านั้น เพียงแจ้ง Code: SVMC2021 จำกัด 200 สิทธิ์ สาขาที่ร่วมรายการ สอบถามเมนูและจองการส่งได้ง่ายๆ ผ่าน World Reward Solutions Concierge โทร. 0 2016 9975 หรือสั่งออนไลน์ได้ที่ http://whiteglove.worldrewardsolutions.com ติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่ www.facebook.com/worldrewardsolutions ระยะเวลา • ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2564

By MercedesBenz

เมื่อชีวิตออกแบบได้ จะดีแค่ไหนหากในวัยตั้งแต่ 50 ได้ใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในโครงการที่พักอาศัยดั่งบ้าน ที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบของการออกแบบเพื่อคนวัยนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงการดูแลการใช้ชีวิตในแบบองค์รวมของทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ  The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) อภิมหาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านและคอนโดสุดหรูระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโครงการที่ออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นส่งเสริมเรื่องการมีสุขภาพดี โดย แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ย่านบางนาตราด กม. 7 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ที่โอบล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมฟังก์ชันที่อยู่อาศัยเหมาะกับคนทุกวัยในทุกเจนเนอเรชัน บนพื้นที่ 398 ไร่ ด้วยมูลค่าการลงทุน 125,000 ล้านบาท และยังเป็นผู้นำแนวคิดรูปแบบใหม่ในการเป็นเจ้าของบ้านสู่ประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘The Aspen Tree’ (ดิ แอสเพน ทรี) นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี เข้ามาช่วยเติมเต็มองค์ประกอบของที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ แบรนด์ Whizdom, Mulberry Grove และ Six Senses ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของเรา ในการสร้างชุมชนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแตกต่าง และความหลากหลายของช่วงอายุ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายและใกล้ชิดธรรมชาติ”  สำหรับแนวคิดใหม่ชูความโดดเด่นในการเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมการดูแลแบบองค์รวมตลอดชีวิต (Holistic Lifetime Care) ที่ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ถือเป็นแนวคิดที่มุ่งใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นขจัดความกังวลในอนาคตจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ และมอบการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางอีกด้วย สามารถตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างตรงความต้องการของการใช้ชีวิตนับจากนี้สู่อนาคต นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติม “ผู้คนต้องการเอาความไม่แน่นอนต่าง ๆ ออกไปจากชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น และในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาอนาคต การลงทุนครั้งเดียวในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ ดิ แอสเพน ทรี ทำให้เราสามารถขจัดความกังวลและความไม่แน่นอนทั้งหมดในหลาย ๆ เรื่องไปได้ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับค่าครองชีพรอบตัวเราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี นี่จึงนับว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า ที่นำมาซึ่งความสบายใจอย่างแท้จริง และส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านในอนาคตโดยปราศจากความกังวล แม้แต่ค่าส่วนกลางที่ปกติอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะได้รับการยกเว้นด้วย ภายใต้แนวคิดใหม่ของการเป็นเจ้าของบ้านที่เรากำลังนำเสนออยู่นี้” โดยภายในตัวโครงการมีการจัดสรรพื้นที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อนบ้าน อีกทั้ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด และให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการออกแบบพื้นที่ของห้องน้ำ ทางเดิน รวมไปถึงประตูทางเข้าให้กว้างขวางเป็นพิเศษ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครันแบบ Fully-fitted และ Semi-decorated และการบริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการดูแลทำความสะอาด การจัดเตรียมอาหารสำหรับความต้องการพิเศษทางด้านโภชนาการ เป็นต้น  และที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กันด้านสุขภาพ โดยมี Health & Brain Center พร้อมให้บริการดูแลผู้อยู่อาศัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการดูแลผู้สูงอายุ ที่มากด้วยประสบการณ์ยาวนาน ให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและผสานโปรแกรม Health & Wellness ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างวันต่าง ๆ ที่ชวนผ่อนคลาย อาทิ กิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปงานฝีมือ โปรแกรมการออกกำลังกายทางร่างกายและจิตใจ โดยหลากหลายกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีโปรแกรมประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความต้องการทางการแพทย์และการพยาบาล รองรับไปจนถึงอายุ 99 ปี เลยทีเดียว  เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการ ดิ แอสเพน ทรี ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “เราขอนำเสนอที่พักอาศัยพร้อมบริการดูแลตลอดชีวิต พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ โครงการ ดิ แอสเพน ทรี ซึ่งมีจำนวน 290 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 83 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 253 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 23 ไร่ ณ ใจกลางสำคัญของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำให้เกือบทุกบ้านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสดชื่นของป่าปลูก 30 ไร่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ได้ และสำหรับ ดิ แอสเพน ทรี ตั้งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีความพร้อมทางการเงิน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังมองหาบ้านที่เหมาะกับพวกเขาในตอนนี้ รวมทั้งเป็นบ้านที่จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีความหมาย ปราศจากความกังวล และมีสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมบริการด้านสุขภาพและการดูแลครบวงจรอย่างมืออาชีพ ที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงช่วงเวลาสวยงามที่สุดของชีวิตของพวกเขา” ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยกระดับความสุขบนพื้นที่พักอาศัยของโครงการ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ของพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการตกแต่งสวยงามกลมกลืนไปกับตัวอาคาร ทางเดิน และเชื่อมต่อกับสวนป่าขนาดใหญ่ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่สามารถเดินออกกำลังกายรับโอโซนบริสุทธิ์บนทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร ซึ่งรวมทางเดินที่เชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และทางเดินที่ทอดตัวอยู่เหนือผืนป่าบริเวณใจกลางโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ และนอกจากที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน, สปอร์ตคอมเพล็กซ์, กิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, พื้นที่ Family Center สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ, โรงละคร, อีเว้นต์ฮอลล์ และตลาด ดึงดูดให้ผู้ที่รีไทร์ตนเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเติมเต็มความสุขในพื้นที่บริการครบวงจร สงบและเป็นส่วนตัวแห่งนี้ ไปพร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน ณ เมืองต้นแบบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากกว่าคำว่าที่พักอาศัย   โปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว  แพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever'  วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2565 📢 ในช่วงเปิดตัวจนไปถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขอเชิญชวนกลุ่มเพื่อน ๆ มาจองห้องด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever' และยังมอบส่วนลดค่าที่พักอาศัยให้ผู้ซื้อแต่ละรายสูงสุดถึง 1.8 ล้านบาท พร้อมเครดิตเงินสด จำนวนคนละ 300,000 บาท ใช้ได้กับร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’   📢 และสำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในส่วนอื่น ๆ ของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ก็สามารถแนะนำโครงการ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ให้กับเพื่อนและญาติ โดยผู้ซื้อที่มาจากการแนะนำอ้างอิงดังกล่าว จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดและเครดิตด้วย ในขณะที่แนะนำจะได้รับสิทธิพิเศษเงินสดพิเศษ สูงสุดถึง 400,000 บาท อีกด้วย   📍 พิกัด: โครงการ ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียร์ ถนนบางนาตราด กม. 7 📞 จองที่อยู่อาศัย ‘ดิ แอสเพน ทรี’ โทร. Call Center กด 1265 

By MercedesBenz

สร้างช่วงเวลาความสุขอันน่าจดจำด้วยสถานที่ ซึ่งผสมผสานภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเป็นส่วนตัวและวิวทะเลอันดามันที่น่าหลงใหล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจจนยากจะลืม วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรี คือบูติกรีสอร์ทระดับลักชัวรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งอยู่รายล้อมเป็นแรงบันดาลใจ จึงสามารถมอบความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้มาเยือนด้วยคอลเลกชั่นพูลวิลลา 19 หลัง ให้คุณสามารถเลือกเข้าพักได้ทั้งแบบ 1, 3 และ 4 ห้องนอน วิลลาแต่ละหลังตกแต่งอย่างมีเสน่ห์ด้วยโทนสีธรรมชาติ โดดเด่นด้วยหน้าต่างสูงโปร่ง และชานไม้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับภายนอกอย่างลงตัว คุณจึงสามารถใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ยังจะได้เพลินเพลินไปกับห้องนอนขนาดกว้างขวาง อันประกอบไปด้วยห้องน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างอาบน้ำสปาแบบคู่ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว และบริการผู้ช่วยส่วนตัวหรือบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และด้วยที่ตั้งของบูติกรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอ่าวยนท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ผู้มาเยือนจึงสามารถดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรได้อย่างเต็มที่ เนื่องด้วยการออกแบบของรีสอร์ทที่โอบรับภูมิทัศน์อย่างแท้จริง เห็นได้จากการที่วิลลา ห้องอาหาร บาร์ และสปา ที่เสมือนลอยอยู่กลางต้นไม้กลมกลืนไปกับเนินเขา และเชื่อมต่อกับพื้นที่กลางแจ้งได้อย่างลงตัว โดยมีการนำเอาวัสดุธรรมชาติ งานดีไซน์ที่สั่งทำพิเศษ และผลงานศิลปะสไตล์ท้องถิ่นมาใช้ในการตกแต่งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าจดจำ รวมถึงทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ อันเป็นเสน่ห์ของแบรนด์เอ็มแกลเลอรี (MGallery) นอกเหนือไปจากนี้ความเป็นเลิศด้านอาหารและวิวทะเลที่สวยงาม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรีนั้นน่าจดจำ กับ ห้องอาหาร Yon|Ocean House ซึ่งให้บริการอาหารไทย อาหารท้องถิ่น และอาหารสไตล์ยุโรป ผ่านปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบสดใหม่ของท้องถิ่น โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มด่ำกับมื้ออาหารแบบอินดอร์ หรือแบบเอาท์ดอร์ที่ระเบียงกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ รวมถึงห้องเก็บไวน์ที่มีตัวเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมากมาย แต่ที่ต้องไม่พลาดคือ AKOYA|Star Lounge รูฟท็อปบาร์ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 55 เมตร กับจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม พร้อมวิวทะเล 360 องศา และวิวท้องฟ้ายามค่ำคืน เหมาะสำหรับการผ่อนคลายหรือสังสรรค์กับคนรู้ใจ พร้อมกันนี้ก็ยังมีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่จะช่วยให้ผู้มาเยือนรู้สึกสดชื่นตลอดการเข้าพัก กับหลากหลายทรีตเม้นท์ที่ วี วิลลา สปา (V Villas Spa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากไข่มุกที่ถูกเพาะเลี้ยงโดยชาวท้องถิ่น พลังงานอาทิตย์ และธรรมชาติที่จะช่วยฟื้นฟูพลังงานให้กลับคืน หรือหากว่าคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการว่ายน้ำหรืออาบแดด ก็สามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำอินฟินิตี้หลักของรีสอร์ท ที่ผสานเส้นขอบฟ้าและทะเลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ร่วมด้วยบริการฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย โปรแกรมสุขภาพส่วนบุคคลและคลาสโยคะในวิลลา แต่ใครกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่โดดเด่น รีสอร์ทแห่งนี้ก็พร้อมที่จะเป็นคำตอบให้ ด้วยสถานที่จัดงานซึ่งมีให้เลือกถึง 3 บรรยากาศ ได้แก่ YON|Ocean House, AKOYA|Star Lounge และ วิลลาส่วนตัว เพื่อมอบประสบการณ์งานแต่งงานสุดหรูและโรแมนติกพร้อมวิวทะเลอันดามัน นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานแต่งงานของรีสอร์ทที่พร้อมช่วยจัดการในทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบที่สุด   สิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส • ส่วนลด 20% จาก Best Flexible Rate สำหรับการจองห้องพัก • ส่วนลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมแอลกอฮอลล์) ที่ห้องอาหาร YON|Ocean House และ AKOYA|Star Lounge • ส่วนลด 20% ที่ V Villas Spa (ไม่รวมสินค้าและแพ็กเกจโปรโมชั่น) เงื่อนไข • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ • ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ (22 ธันวาคม 2564 – 2 มกราคม 2565), ตรุษจีน (28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565), สงกรานต์ (13 - 16 เมษายน 2565) • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน สำหรับห้องอาหารและสปา สาขาที่ร่วมรายการ V Villas Phuket - MGallery 39/39 หมู่ 8 ถนนอ่าวยน ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทร. 076 630 939 อีเมล: HB775-RE@accor.com เว็บไซต์: www.vvillasphuket.com ระยะเวลา: 1 พฤศจิกายน 2564 - 31 ตุลาคม 2565

By MercedesBenz

ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยปี 2564 ช่วงวิกฤตโควิด19 สู่ทิศทางตลาดในปี 2565 รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ และเข้าถึงความต้องการที่พักอาศัยในรูปแบบที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal รวมถึงแนวคิดที่สอดคล้องในด้านความต้องการที่พักอาศัยของคนส่วนใหญ่ต้องการ Work From Home กันมากขึ้น   นายสัญชัย คูเอกชัย ผู้อำนวยการและหัวหน้าส่วนงานวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า มีอุปทานคอนโดมิเนียมมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 64 จากเดิมที่มีการชะลอตัวการเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 1 – 3 ของปี เนื่องจากรัฐบาลผ่อนคลายและยกเลิกมาตราการล็อกดาวน์ พร้อมทั้งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในรูปแบบ Test & Go อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยมีผ่อนปรนมาตราการ LTV เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2565 นักพัฒนาจึงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดโครงการใหม่ โดยเป็นการเปิดที่เน้นจับกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เป็นกำลังซื้อหลักในเวลานี้เท่านั้น  อุปทานโดยรวม ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,252 หน่วย หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมา 62.7% และเพิ่มขึ้นมา 79.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหรือเกือบ 56% ของอุปทานตลาดทั้งปี 2564 ซึ้งมีจำนวนทั้งสิ้น 20,015 หน่วย โดยโครงการที่เปิดตัวใหม่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง คิดเป็น 76% หรือ 7,117 หน่วย ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) และบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) คิดเป็น 13% และ 11% ตามลำดับ   🏢 เน้นทำตลาดคอนโด 3 ล้านบาท อุปทานที่เปิดขายใหม่ยังเป็นกลุ่มนักพัฒนารายใหญ่สูงถึง 70% จากอุปทานที่เปิดขายทั้งหมด คอนโดที่เปิดขายในไตรมาสนี้อยู่ในระดับราคาตั้งแต่ 9 แสน – 3.5 ล้านบาท หากแยกตามเกรดจะเป็น คอนโดเกรด C จำนวน 63% และคอนโดเกรด B จำนวน 37% แสดงให้เห็นว่านักพัฒนาเลือกที่จะเปิดขายคอนโดในระดับราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 80,000 – 100,000 บาท/ตร.ม. เพราะเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มที่เป็นกำลังซื้อหลัก ณ เวลานี้ ส่วนของจำนวนคอนโดที่ขายได้ใหม่ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,835 หน่วย คิดเป็นอัตราการขายอยู่ที่ 25.2% ซึ่งอัตราการขายลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับในปีก่อนหน้า และลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา อัตราการขายลดลงเนื่องมาจากจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่นั้นมีค่อนข้างมาก ในขณะที่หน่วยขายได้กลับมีน้อยเพราะเป็นโครงการที่ขายเพียงใบจองเท่านั้น แม้ว่าจะมีหน่วยขายที่น้อยแต่ก็มั่นใจได้ว่าห้องที่ถูกขายไปนั้นจะไม่ได้รับการยกเลิก เนื่องจากโครงการมีการประเมินศักยภาพลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถปิดการขายได้จริง ส่งผลให้ในอนาคตยอดปฏิเสธสินเชื่ออาจจะลดลง โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางที่ยังมีรายได้แน่นอน และมีมากกว่ากลุ่มนักลงทุน เนื่องจากโครงการที่เปิดขายจะอยู่ในโซนชานเมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ทำให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) ที่มีความพร้อมในการซื้อค่อนข้างให้ความสนใจโครงการ โดยเฉพาะห้องที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้าน ระดับราคาขายคอนโดในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ โดยบริเวณศูนย์กลางธุรกิจปรับลดลง 4.6% ปีต่อปี อยู่ที่ 239,689 บาท/ตร.ม. ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจลดลง 6.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 115,659 บาท/ตร.ม. และย่านชานเมืองลดลง 8.2% ปีต่อปี อยู่ที่ 63,258 บาท/ตร.ม. ทั้งนี้สาเหตุมาจากบางโครงการที่เปิดขายมานานและยังไม่สามารถปิดการขายได้ ทำการลดราคาขายลงหรือบางโครงการก็ลดราคาลง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการลดค่าโอน – จำนอง ในราคาไม่เกิน 3 ล้าน ซึ่งเป็นกลุ่มราคาที่ยังคงมีตลาดรองรับ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายในตลาดได้มีการระบายสต็อกออกไปบ้างบางส่วน   🏢 ราคาขายคอนโดอาจเริ่มขึ้นจากสภาวะเงินเฟ้อ และสำหรับปี 2565 นี้ เชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มทยอยกลับมาฟื้นตัวและมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากนักพัฒนารายใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่อยู่เฉลี่ยประมาณ 10,000 หน่วย ในไตรมาสแรกของปี 2565 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่น่ากังวลคือการระบาดของโควิค19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” หากมีการแพร่ระบาดที่รุนแรงและส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งให้กลับเข้าสู่การล็อคดาวน์อีกครั้ง อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะเงินเฟ้อ ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว แนวโน้มของราคาขายคอนโดจึงมีโอกาสที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2565 และหากโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โอกาสในการต่อราคาของผู้ซื้อจะทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตราการช่วยเหลือและกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ การลดค่าโอน – จำนอง ที่ยืดระยะเวลาออกไปเป็นมาตรการที่กระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้ และระดับราคาคอนโดมิเนียมที่กลุ่มเรียลดีมานด์ให้ความสนใจอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่จะทำโปรโมชั่นราคาเพื่อให้สอดรับกับมาตรการลดค่าโอน – จำนองของรัฐบาล เพื่อเป็นการระบายสต็อกที่ยังคงเหลืออยู่ออกไป   🏢 ตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปยังคงส่งสัญญาณบวก ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบที่มีระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นยังคงแข็งแกร่ง โดยนักพัฒนาหันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้นตลอดทั้งปี 2564 แต่ภาพรวมด้านอุปทานในกลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก ขณะที่อุปสงค์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง ให้ตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่สามารถทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการบ้านแนวราบกลุ่มนี้ในระยะที่ผ่านมา แม้ความต้องการของบ้านกลุ่มนี้จะมีค่อนข้างจำกัด แต่พฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด ส่งผลให้ความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัยจากเดิมให้มีพื้นที่มากขึ้น และยังคงสอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับบ้าน รวมไปถึงทำเลโครงการอยู่ในโซนที่เดินทางง่าย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้อุปสงค์ของตลาดกลุ่มนี้มีการขยายตัวมากขึ้นในอนาคต จำนวนใบอนุญาตบ้านในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ได้รับการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน (ทั้งโครงการ) พบว่าการอนุญาตจัดสรรที่ดินสำหรับกลุ่มบ้านที่มีระดับราคาขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 10,087 หน่วย โดยในปี 2564 นี้พบว่ามีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในกลุ่มนี้ อยู่ที่ 1,785 หน่วย และสิ้นปี 2564 พบว่าบ้านระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ยังมีหน่วยเหลือขายอยู่ในปัจจุบันประมาณ 197 โครงการ มีอุปทานสะสมจำนวนทั้งสิ้น 20,434 หน่วย และมีจำนวนหน่วยขายได้ไปทั้งสิ้น 14,766 หน่วย คิดเป็นอัตราการขาย 72% โดยอัตราการขายช่วงสิ้นปี 2564 มีอัตราการขายเพิ่มสูงขึ้นมา 11% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า ที่ 61% และตลอดทั้งปี 2564 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 3,100 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสอันดีของนักพัฒนาโครงการในตลาดอสังหาฯ กลุ่มนี้ บ้านที่มีระดับราคาขายระหว่าง 10 – 20 ล้านบาท มีอุปสงค์สูงสุดเพิ่มมาอยู่ที่ 8,043 หน่วย รองลงมาคือ 21-30 ล้านบาท และ 31-40 ล้านบาท มีอุปสงค์อยู่ที่ 2,816 หน่วย และ 2,102 หน่วยตามลำดับ ในส่วนของอัตราการขายสูงสุด คือ บ้านที่มีราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท เพราะอุปทานในระดับราคานี้มีอยู่จำกัด ทำให้อัตราการขายสูงที่สุด ซึ่งอัตราการขายอยู่ที่ 90% รองลงมาได้แก่ บ้านราคา 51 – 60 ล้านบาท และ 31 – 40 ล้านบาท มีอัตราการขายอยู่ในอัตรา 83% และ 82% ตามลำดับ ส่วนบ้านที่มีอุปสงค์ต่ำที่สุดและอัตราการขายต่ำที่สุด คือ บ้านราคา 61 – 70 ล้านบาท รวมถึงตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปในปี 2565 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง อุปทานคาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องมาจากรัฐบาลออกประกาศกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีการลดหย่อนภาษี ส่งผลให้นักพัฒนาต้องวางแผนงานเพื่อทยอยพัฒนาที่ดินที่เก็บไว้ในมือออกมา อีกทั้งภาวะการแข่งขันในตลาดจะมีมากขึ้น และความท้าท้ายของนักพัฒนาคือการพัฒนาโครงการด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงพนักงาน ค่าใช้จ่ายของมาตรการโรคระบาดให้แก่พนักงาน รวมถึงต้นทุนของค่าภาษีที่ดินที่ต้องจ่าย 100%   🏢 ตลาดบ้านจะเติบโตจากกลุ่มผู้ซื้อ GEN Y แนวโน้มของผู้ซื้อบ้านจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงวัยของกลุ่มผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงวัยดังกล่าวคือกลุ่มอายุ 22-38 ปี (Gen Y) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวส่วนมากกว่าการเป็นพนักงานเงินเดือน หรือแม้แต่การรับช่วงกิจการต่อการครอบครัว จากผลวิจัยพบว่าโครงการบ้านในรูปแบบทาวน์โฮมและบ้านแฝด เริ่มที่จะได้รับการตอบรับจากคนในช่วงกลุ่มวัยดังกล่าวขึ้นมาบ้าง เพราะเป็นช่วงอายุที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องการขยายครอบครัวหรือสร้างครอบครัว รวมไปถึงการทำเป็นออฟฟิศในบ้านพร้อมอยู่อาศัยไปด้วย ซึ่งรูปแบบบ้านประเภทดังกล่าวมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตรงไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้ซื้อได้อย่างดี นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการออกแบบบ้านรองรับกับอนาคต ควรมีการออกแบบให้สอดรับกับเทคโนโลยีให้สะดวกต่อการใช้ชีวิต รวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานภายในบ้าน ซึ่งจะเห็นว่าในบางโครงการได้มีการนำมาใช้บ้างแล้ว หรือการออกแบบที่ผสมผสานกับธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมส่งผลที่ดีต่อคุณภาพชีวิต การออกแบบที่รองรับอนาคตหรือที่เรียกว่า Sustainable นั้น จะเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ซื้อให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะคุ้มค่าแก่การลงทุนในการซื้ออยู่อาศัย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อโฟกัสกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้สามารถตอบรับกับการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม   🏢 อุปทานสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ กรรมการบริหารและหัวหน้าส่วนงานพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า อุปทานรวมของพื้นที่สำนักงานทั้งหมดในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 148,000 ตร.ม. หรือ 2.7% ไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อาคารใหม่อีก 6 แห่ง ที่จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสนี้ด้วย สำหรับทั้งปี 2564 อุปทานรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 280,000 ตร.ม. หรือ 5.2% อยู่ที่ 5.66 ล้าน ตร.ม. คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วง 10 ปี มีพื้นที่อีกประมาณ 1.7 ล้านตร.ม. ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในช่วงปี 2565 – 2569 คิดเป็นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 340,000 ตร.ม.ในแต่ละปี ซึ่ง 66% ของอุปทานทั้งหมดจะตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ในช่วงอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดสำนักงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีโครงการใหม่อีก 25 แห่ง รวมพื้นที่ให้เช่าประมาณ 850,000 ตร.ม. ที่แพลนว่าจะแล้วเสร็จ การเช่าปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่ม (Take up rate) จากเดิมที่ 45,000 ตร.ม.ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 116,000 ตร.ม.ในไตรมาส 4 โดยมาจากอัตราการเช่าที่แข็งแกร่งของอาคารใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จ ในขณะเดียวกันมีการคืนพื้นที่รวม 70,400 ตร.ม. เนื่องจากอัตราการขายมีปริมาณมากกว่าจำนวนการคืนพื้นที่ อัตราการเช่าพื้นที่ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 45,500 ตร.ม. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด19 อุปสงค์แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง จากอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิประจำปีดีดตัวขึ้น จากเดิมที่หดตัวลงไป -121,000 ตร.ม. ขยายตัวขึ้นไป 24,800 ตร.ม.ในปีนี้ ทั้งนี้ส่งผลให้พื้นที่ครอบครองรวมเพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ 4.62 ล้านตร.ม. อย่างไรก็ตามตลาดยังคงค่อนข้างซบเซา หากเทียบกับช่วงก่อนโควิด19 ซึ่งมีอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิเฉลี่ยที่ประมาณ 96,000 ตร.ม.ต่อปี และพื้นที่ที่ถูกครอบครองรวมทั้งหมดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.71 ล้านตร.ม. ในปลายปี 2562 ความต้องการพื้นที่สำนักงานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ เป็นตัวขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดย 44% ของการขายทั้งหมดในปี 2564 มาจากการเช่าอุปทานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ นับเป็นส่วนแบ่งสูงสุดของสัดส่วนการขายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้การประหยัดต้นทุนธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งทางธุรกิจ แต่หลายๆ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ที่มีคุณภาพ’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของพนักงานได้ นอกจากนี้การลดพื้นที่ด้วยกลยุทธ์การจัดพื้นที่สำนักงานและการใช้ประโยชน์จากตลาดของผู้เช่าเพื่อบรรลุเงื่อนไขการเช่า บริษัทต่างๆ สามารถย้ายที่ตั้งสำนักงานไปยังพื้นที่ที่ดีกว่าได้ โดยอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด   🏢 ตลาดอาคารสำนักงานเกรด B ได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้จำนวนพื้นที่เช่ามีปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเช่าในตลาดกลับลดลงไป 81.7% โดยลดลง 1.4%

By MercedesBenz

หาดเชิงมนขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเงียบสงบหาดหนึ่งของเกาะสมุย จุดหมายเปี่ยมเสน่ห์มนต์ขลังอันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตติดทะเลแห่งใหม่ ดึงดูดให้นักพักผ่อนจากทั่วโลกต่างเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ กับบริการมาตราฐานคิมป์ตันตั้งแต่ก้าวแรก ณ KIMPTON KITALAY SAMUI (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ที่ถือได้ว่าเป็นรีสอร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตสุดหรูระดับโลก เพียงไม่กี่นาทีจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ก็ได้สัมผัสบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของการต้อนรับ ภายใต้โครงสร้างโปร่งโล่งด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวประมงเพียงแห่งเดียวบนเกาะสมุย พร้อมกลิ่นอายวิถีชาวเลแห่งท้องทะเลใต้แบบพื้นบ้าน ผสานความหรูหราอย่างมีสไตล์ ความเหนือระดับกับประสบการณ์การพักผ่อนที่เสมือนอยู่บ้าน นั่นคือหัวใจสำคัญที่คิมป์ตันมอบให้ผู้เข้าพัก และรีสอร์ตแห่งนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง Pet Friendly Resort ที่อนุญาตให้เพื่อนสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภทเข้าพักได้ เรียกว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าน้องสัตว์เลี้ยงจะขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมเมื่อนำเพื่อนรักแสนรู้เข้าพักอีกด้วย จากโถงต้อนรับเพียงไม่กี่ก้าว ก็เข้าสู่มิติแห่งความผ่อนคลายไปกับ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย ที่มอบวิวทะเลและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้า สะกดทุกสายตาดึงดูดให้เข้ามาค้นหาเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอันเต็มไปด้วยเรื่องราว และยังได้เข้าถึงความหมายของชื่อ "คีตาเล" ชวนให้ดำดิ่งสู่บทเพลงก้องกังวานขับขานจากท้องทะเลสีคราม เสน่ห์รีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะสมุย ที่เบลนด์ความหรูหรา ความทันสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านเข้าไว้ด้วยกัน ได้รับการตีความใหม่โดยบริษัทออกแบบชื่อดัง นำเอาสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ อย่าง เศษไม้จากเรือประมง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เหนือกาลเวลา โคมไฟดีไซน์จากหวาย ลวดลายฝาผนังขัดแตะจากไม้ไผ่ตามแบบบ้านชาวประมง ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานหัตถศิลป์บนผนังห้องโซนต่างๆ ลวดลายพรม และงานศิลปะชิ้นเอกจากช่างฝีมือชาวไทย ที่ประดับตกแต่งในส่วนต่างๆ ของรีสอร์ต ยึดโยงหัวใจสำคัญของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของห้องพัก รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 138 ห้อง ภายใต้อาคารสีขาวที่มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ และโซนวิลล่า ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง อาทิ วิลล่าริมทะเล ที่สวยงาม จำนวน 21 หลัง ประกอบด้วย Garden Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 171 ตร.ม. เชื่อมต่อกับสวนเขตร้อนเขียวชอุ่ม, Oceanfront Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 224 ตร.ม. ห้องพักริมทะเลอันแสนผ่อนคลาย, Kitalay Villa แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 628 ตร.ม. วิลล่าที่ออกแบบอย่างทันสมัยเน้นใช้วัสดุและสีจากธรรมชาติ ห้องนอนและพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวเพียงไม่กี่ก้าวจากชายหาด สามารถรองรับผู้เข้าพักกลุ่มใหญ่ในแบบส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับ ห้องสวีท มีจำนวน 9 ห้อง พื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน อาทิ ห้องสวีทเชื่อมต่อกับสระน้ำ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. พร้อมทางเดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำ, ห้องสวีทวิวทะเล แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. ห้องพักในบรรยากาศธรรมชาติที่มอบวิวทะเลจากมุมสูง, ห้องสวีทสำหรับครอบครัว แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 173 ตร.ม. มีพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งพร้อมระเบียงส่วนตัว และ ห้องพัก Essential มีจำนวน 108 ห้อง ได้รับการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วย ห้อง Essential วิวทะเล ขนาด 58 ตร.ม., ห้อง Essential สำหรับครอบครัว ขนาด 116 ตร.ม., ห้อง Essential วิวรีสอร์ต ขนาด 58 ตร.ม. และ ห้อง Essential วิวรีสอร์ตที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ขนาด 58 ตร.ม. ภายในห้องพักยังใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและเครื่องหอมของแบรนด์ HARNN ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองจากประเทศอิตาลี และได้ออกแบบกลิ่นเฉพาะของรีสอร์ตแห่งนี้อีกด้วย นอกจากกลิ่นหอมสดชื่น ยังสบายตาด้วยการตกแต่งสีเอิร์ธโทนและสีขาว มอบความหรูหราคลาสสิกด้วยพื้นผิวหินอ่อนรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแท้ แม้แต่ลวดลายกระเบื้องบนพื้นห้องน้ำยังงดงามวิจิตร มาพร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกรดพรีเมี่ยม โดยเฉพาะคนรักเสียงเพลงต่างถูกใจกับลำโพงเคลื่อนที่ ได้ชิลไปกับเพลย์ลิสต์ Spotify ทุกที่ทุกเวลา และอีกเสน่ห์ของคิมป์ตัน คีตาเล คือการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะพื้นบ้าน มาสื่อสารผ่านงานดีไซน์โฉมใหม่ในหลายรูปแบบอย่างมีรสนิยม อาทิ ผ้าทอมัดย้อมนำมาตัดเย็บเป็นหมอนอิงสวยงาม เสื้อคลุมบาธโรบผ้าทอเนื้อนุ่มจากฝีมือช่างตัดเย็บท้องถิ่น ผ้าเช็ดมือปักลวดลาย ใส่หัวใจลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรียกรอยยิ้ม และทุกห้องพักยังแวดล้อมไปด้วยภูมิทัศน์อันร่มรื่นของสวนสวยเขตร้อนเขียวสดชื่น ที่ได้รับการออกแบบแลนด์สเคปกลมกลืนไปกับธรรมชาติ พร้อมสระว่ายน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ให้ปล่อยใจปล่อยกายรีแลกซ์ได้ตลอดวัน ที่สุดอะเมซิ่งภายในรีสอร์ต จัดสัดส่วนเฉพาะสระว่ายรวมถึง 1,500 ตร.ม. ด้วย สระว่ายน้ำ มากถึง 25 สระ ด้วยกัน รวมถึงสระเด็ก โดยสระใหญ่ใจกลางรีสอร์ตมีขนาดมาตราฐานโอลิมปิกแห่งเดียวบนเกาะสมุย ไม่ว่าจะนักว่ายน้ำตัวยง หรือนักพักผ่อนที่มาใช้บริการสนุกสนานยกแก๊งครอบครัว ยิ่งทำให้สระแห่งนี้มีชีวิตชีวา และเมื่อมองในระดับสายตาเรียกว่ากลมกลืนไปกับวิวทะเลเลยทีเดียว นอกจากห้องพักที่สุดแสนสบายแล้ว อาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกดีเอ็นเอของคิมป์ตัน จนเป็นที่ยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลก ณ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย แห่งนี้ มอบประสบการณ์แห่งสุนทรียรสด้วยการนำรสชาติอาหารอันคุ้นเคย ผสมผสานทั้งความเป็นตะวันออกและตะวันตกอย่างมีศิลปะ รังสรรค์อาหารจานพิเศษอันโอชะด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสดใหม่ ให้ได้ดื่มด่ำรสชาติอันน่าจดจำที่พร้อมนำเสนอใน 5 ห้องอาหารและ 3 บาร์ต่างสไตล์ ภายใต้บรรยากาศแสนผ่อนคลายปลอดโปร่ง เริ่มจาก LANAI Bar & Lounge นิยามใหม่ของเลาจ์ที่เปรียบเสมือนห้องรับแขกและห้องหนังสือ ด้วยพื้นที่เชื่อมต่อจากล็อบบี้ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้นวันยันค่ำคืน ผ่านฉากกั้นกระจกและหน้าต่างบานสูง เหมาะกับการเริ่มต้นวันสบายเอนกายจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมหนังสือดีๆ สักเล่ม กรุ่นกลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟอาราบิกาออร์แกนิก มีให้เลือกตั้งแต่ดริปคลาสสิก โคลด์บรูว ไปจนถึงเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ ที่ได้รับการออกแบบโดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ เสิร์ฟทุกความต้องการของคอกาแฟในทุกช่วงเวลาของวัน แนะนำรับประทานคู่กับซิกเนเจอร์ครัวซ็องสดใหม่ หรือเติมพลังยามบ่ายกับชูโรส (Churros) สูตรเด็ด ยังมีเมนูอาหารทานเล่นมากมาย อย่าง Steak and Eggs, Super Green ที่ให้พลังงานและคุณค่าโภชนาการต่อร่างกาย และสำหรับผู้ชอบดื่มชาแนะนำ Single Origin ใบชาที่ถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือในชากลุ่ม Artisan คุณภาพเยี่ยม ก่อนแปลงโฉมเป็นบาร์สุดชิลยามค่ำคืน ให้ปล่อยใจปล่อยกายสบายๆ ใต้แสงไฟสลัว โรแมนติกและรู้สึกพิเศษไปกับบรรยากาศอันตื่นใจ ที่แฝงไว้ในทุกรายละเอียดของการตกแต่งอย่างมีสไตล์ ยิ่งขับให้สะดุดตากับโคมไฟเพดานดีไซน์โมเดิร์น เพลินตาไปกับเส้นสายไม้ไผ่และหวาย รวมถึงวัสดุธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัวสอดรับกับคอนเซ็ปต์บาร์เปิด สัมผัสบรรยากาศโปร่งสบายในรีสอร์ตริมทะเล ที่มีทั้งมุมโซฟาสำหรับแก๊งก๊วนเพื่อนสนิท มุมโรแมนติกสำหรับคู่รัก และเคาว์เตอร์บาร์สำหรับเพิ่มลิสต์เพื่อนใหม่ แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับลีลาของมิกโซโลจิสต์ที่รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเสิร์ฟความสดชื่นได้ตามความต้องการ เติมเต็มค่ำคืนแห่งสีสันด้วยเครื่องดื่มวิสกี้, จิน ที่มาพร้อมกับคราฟต์โทนิก, เหล้าท้องถิ่น หรือค็อกเทลซิกเนเจอร์ อย่าง เมนู Sloe Gin Pink Lady ที่ให้รสเปรี้ยวหอมหวานของทับทิมเกรนาดีนโฮมเมด หรือ Verde Marry มอบความเผ็ดร้อนเบาๆ ของพริกไทยได้รสชาติแปลกใหม่จากส่วนผสมของน้ำผักผลไม้ออร์แกนิกหลากชนิด รับประทานคู่กับอาหารอินเตอร์สแน็กฟู้ดสร้างสรรค์ที่มีรสชาติเฉพาะหลากเมนู ผสมผสานความเป็นตะวันตก ตะวันออก และอาหารไทย อย่าง Massaman Beef Bomba คร็อกเก้มันฝรั่งบดสไตล์สเปนสอดไส้แกงมัสมั่นเนื้อ, เมนู Laab Tuna Tartare ลาบทูน่ารสชาติจัดจ้านถึงเครื่องลาบหวานเนื้อทูน่าสด และอีกหลายเมนูพร้อมให้เลือกสรรตามความชอบ แล้วปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับดนตรีแนวป๊อป แอนด์ โซล หรือจะแฮงเอาท์ด้วยมื้อเช้าจรดค่ำ ที่คาเฟ่สไตล์ไทยร่วมสมัย BOHO Thai Lifestyle Cafe ผ่อนคลายสบายๆ ภายใต้พื้นที่เปิดโล่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของสีสัน ผสานความเก๋ไก๋และความอาร์ตไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งในสไตล์เรโทรโชว์ศิลปะแอบสแตกอาร์ตสีสด และรูปวาดที่อินสไปร์มาจากทะเล เปิดโล่งรับอากาศบริสุทธิ์ผ่านหน้าต่างบานยาว และพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นตัวยู สามารถเลือกนั่งชิลได้ทั้งโซนซ้ายขวาหรือเอาท์ดอร์รับแสงธรรมชาติ ลิ้มลองอาหารเมนูถูกปากทั้งแบบตะวันตก อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้หมุนเวียนเมนูเด็ด อย่าง น้ำพริกหนุ่มรสจัดจ้าน รับประทานกับหมูปิ้งและไส้อั่ว รวมไปถึงบุฟเฟ่ต์นานาชาติ และเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกอิ่มได้ไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ และค็อกเทลที่ปรุงด้วยสมุนไพรเก็บสดใหม่ปลูกในโรงแรม ไม่ว่าจะเลือกพื้นที่ที่ให้บริการในร่มหรือกลางแจ้ง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้เช่นกัน อีกห้องอาหาร Fish House Restaurant & Bar อาคารไม้ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถเพลิดเพลินวิวธรรมชาติใกล้ชิดทะเล ผ่านบานหน้าต่างทรงสูงที่สามารถเปิดโล่งรับลมทะเลสดชื่น มอบประสบการณ์แสนพิเศษสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตชาวเลผ่านตัวบ้าน และการตกแต่งด้วยโคมไฟเพดานขนาดใหญ่ดีไซน์สะดุดตา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมง ความสดใหม่ของวัตถุดิบส่งตรงจากทะเลแบบวันต่อวัน นำมารังสรรค์เป็นอาหารจานหลักในสไตล์อาหารสเปนผสมผสานไทยฟิวชั่น ผ่านประสบการณ์อันยาวนานของเชฟระดับห้องอาหารมิชลินสตาร์ เสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์ Sharing Platter ด้วยคอนเซ็ปต์สนุกๆ ที่ต้องการให้ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขเอนจอยกับการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดประสบการณ์แห่งรสชาติใหม่ๆ อย่าง Signature Cold Seafood Platters and Towers ทาวเวอร์ทะเลสดจุใจด้วยหอยนางรมตัวโต กุ้งและล็อบสเตอร์สดๆ ผสานกับรสชาติเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ เมนู The Black Paella ข้าวผัดสเปนพอร์ชั่นใหญ่นำดีหมึกทำเป็นซอสเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟพร้อมปลาหมึกย่างทั้งตัวขนาดพอดีคำ ผัดกับพริก Piparras Peppers และซอส ali-oli เช่นเดียวกับเมนู Grilled Octopus with Rosemary Potato Confit หรือเมนู Gambas Ajillo กุ้งปรุงรสด้วยกระเทียม พาสลีย์สับละเอียด พร้อมพริกสับซ่อนความเผ็ดร้อน นอกจากนี้ยังมี Curry Crab Roll, Sea Bass Ceviche และของหวานอย่าง Char-Grilled Pineapple Sundae ปิดท้ายมื้อพิเศษ ทางด้านเครื่องดื่มค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องทะเล อาทิ Tides & Waves เมนูค็อกเทลแนวรีเฟรชชิ่งด้วยส่วนผสมแมซเคิล น้ำมะนาวสด ตกแต่งด้วยผักชีและแตงกวา และ Anticipated Journey ที่โดดเด่นและแปลกใหม่ของวิสกี้ญี่ปุ่นอินฟิวส์ด้วยสาหร่าย พร้อมเติมรสชาติเฉพาะตัวด้วยน้ำแร่ท้องถิ่น, Beyond The Sea, The Sea Cucumber และยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ได้ลิ้มลอง ณ บาร์เครื่องดื่มของ Fish House Restaurant & Bar แห่งนี้ ผ่อนคลายจิบค็อกเทลที่ SHADES Ocean Lounge and Pool Bar บาร์เล็กๆ ริมสระน้ำและชายหาด ที่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนก็เสิร์ฟได้ในสระน้ำ พร้อมบริการนวดเท้าไปพร้อมๆ กับชิมรสชาติของไอศกรีมหวานเย็นชื่นใจ หรือนอนอาบแดดจิบมาการิต้าสักแก้ว ก่อนเติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสไตล์ทิกิจิบคู่กับอาหารทานเล่น อย่าง แซนวิช พิซซ่า จากนั้นค่อยปล่อยพลังเบาๆ กับเครื่องเล่นที่เตรียมไว้เอนเตอร์เทน อย่าง โต๊ะปิงปอง กิจกรรมชายหาด หรือออกลีลาสุดมันส์ไปตามจังหวะบีทดนตรีจากดีเจ อุ่นเครื่องก่อนไปจัดเต็มด้วยมื้อเย็น หรือจะเป็นเดทไนท์แสนโรแมนติก ทุกความต้องการเนรมิตให้คุณได้ที่นี่  HOM Baking Company เสิร์ฟเบเกอรี่อบสดใหม่ให้รสชาติละมุนชวนฝัน การได้มาเยือนคิมป์ตัน คีตาเล หากพลาดการลิ้มรสชาติเบเกอรี่ซิกเนเจอร์เหมือนมาไม่ถึง เรียกว่า "ครัวซองต์" เป็นเมนูขนมอบขึ้นชื่อความอร่อยล้ำฉ่ำเนย กรอบนอกนุ่มในและมีหลายรสชาติให้ลิ้มลอง อีกทั้งยังได้สนุกสนานรับความรู้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับเวิร์กช็อปเบเกอรี่ และทำน้ำผลไม้สกัดเย็น พร้อมเมนูสุดสร้างสรรค์มากมายไปกับเชฟ อีกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคิมป์ตัน คีตาเล ที่สรรสร้างโปรแกรมไลฟ์สไตล์ให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในวันสบาย ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างมีคุณค่า และถือว่าเป็นอีกดีเอ็นเอที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์แห่งความประทับใจให้เป็นที่น่าจดจำเสมอ เริ่มด้วย Morning Kickstart จิบกาแฟหรือชาอุ่นๆ สักแก้ว วอร์มร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เริ่มต้นเช้าของวันพักผ่อนที่สดใส ไปจนถึง กิจกรรม Kimpton’s Social Hour ช่วงเวลาพิเศษยามเย็นเอนจอยกับปาร์ตี้ค็อกเทล เปิดพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ สำหรับโปรแกรมพิเศษ Kimpton Kitalay Samui’s Furry Guest Programme และ Pet Spa Day สำหรับเพื่อนซี้สี่ขาโดยเฉพาะ พร้อม คลาสเวิร์กช็อปสำหรับครอบครัวและเด็กน้อย อาทิ เวิร์กช็อปทำเบเกอรี่ ช็อกโกแลต ขนมหวาน, คลาสทำเครื่อมดื่มค็อกเทล,

By MercedesBenz

โกจิ คิทเช่น + บาร์ ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติชั้นนำของ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เพิ่มความพิเศษในมื้อบุฟเฟ่ต์สุดสัปดาห์ ด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อจากแคว้นชื่อดังต่างๆ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศอิตาลี ที่อยากชวนให้มาเปิดประสบการณ์แห่งสุนทรียรส ลิ้มลองอาหารนานาชาติรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ได้ตลอดปี 2565 เริ่มกันด้วย อาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่เชฟนำเสนอเมนูอิตาเลียนสไตล์ซิซิเลียน (Sicilian) แบบดั้งเดิม รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างยอดเยี่ยม ให้ได้เพลิดเพลินไปกับเมนูไฮไลท์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเมนู สลัดบูราต้าแบบดั้งเดิม, เมนูข้าวทอดสไตล์อิตาเลียน, ปลากระโทงแทงดาบย่างเสิร์ฟพร้อมกับสตูว์ผักและเลมอนสด สำหรับท่านที่ชอบทานพาสต้า พลาดไม่ได้กับพาสต้าโฮมเมด อย่าง กัมเบโอ รอสโซ่ (ราวีโอลี่กุ้งแดงราดด้วยซอสกุ้งล็อบสเตอร์) และ พาสต้ามะเขือม่วงย่าง (Casarecce alla norma) คลุกเคล้ากับซอสเปเปอรอนซิโน่รสชาติเผ็ดเล็กน้อยและชีสนมแกะ นอกเหนือจากนี้ยังมีพิซซ่าหลากหลายท็อปปิ้ง เช่น พิซซ่าหน้าซาลามี่แบบเผ็ด หรือ พิซซ่าคาโปนาต้า สำหรับของหวานสามารถเลือกทานได้หลากหลาย เช่น ทีรามิสุ, ขนมแป้งทอดแคนโนลีแบบดั้งเดิม ที่ทำสดใหม่ทุกวัน และ เจลาโต้ ไอศกรีมอิตาเลียนแท้ๆ เสิร์ฟพร้อมกับบิสกิต และเติมเต็มความสุขในมื้ออาหารด้วยแพ็คเกจเครื่องดื่ม พิเศษ Bellini (เบลลินี) แบบไม่อั้นรวม ในราคาเพียง 990++ บาท ต่อท่าน เท่านั้น  โปรโมชั่นอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลีนี้ ให้บริการเพิ่มเติมในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนล ทุกวันศุกร์ - วันอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม จนถึง 27 มีนาคม 2565  บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ วันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 17.30 - 22.00 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน  บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน วันเสาร์ เวลา 11.30 – 14.30 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน  บุฟเฟ่ต์มื้อบรันซ์ วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,500++ ต่อท่าน  ▶️ สมาชิกแมริออท บอนวอยและคลับแมริออทรับส่วนลดตามสิทธิ์หน้าบัตร ☎️ สอบถามเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งโทร. 0 2059 5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com   หรือติดต่อผ่านช่องทาง 👇 🌐 เว็บไซต์ www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com 🌐 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/GojiKitchenAndBar/  🌐 หรือเพิ่มเราเป็นเพื่อนในไลน์ @gojikitchenbar

By MercedesBenz

เมื่อชีวิตออกแบบได้ จะดีแค่ไหนหากในวัยตั้งแต่ 50 ได้ใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในโครงการที่พักอาศัยดั่งบ้าน ที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบของการออกแบบเพื่อคนวัยนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงการดูแลการใช้ชีวิตในแบบองค์รวมของทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ  The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) อภิมหาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านและคอนโดสุดหรูระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโครงการที่ออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นส่งเสริมเรื่องการมีสุขภาพดี โดย แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ย่านบางนาตราด กม. 7 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ที่โอบล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมฟังก์ชันที่อยู่อาศัยเหมาะกับคนทุกวัยในทุกเจนเนอเรชัน บนพื้นที่ 398 ไร่ ด้วยมูลค่าการลงทุน 125,000 ล้านบาท และยังเป็นผู้นำแนวคิดรูปแบบใหม่ในการเป็นเจ้าของบ้านสู่ประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘The Aspen Tree’ (ดิ แอสเพน ทรี) นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี เข้ามาช่วยเติมเต็มองค์ประกอบของที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ แบรนด์ Whizdom, Mulberry Grove และ Six Senses ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของเรา ในการสร้างชุมชนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแตกต่าง และความหลากหลายของช่วงอายุ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายและใกล้ชิดธรรมชาติ”  สำหรับแนวคิดใหม่ชูความโดดเด่นในการเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมการดูแลแบบองค์รวมตลอดชีวิต (Holistic Lifetime Care) ที่ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ถือเป็นแนวคิดที่มุ่งใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นขจัดความกังวลในอนาคตจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ และมอบการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางอีกด้วย สามารถตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างตรงความต้องการของการใช้ชีวิตนับจากนี้สู่อนาคต นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติม “ผู้คนต้องการเอาความไม่แน่นอนต่าง ๆ ออกไปจากชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น และในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาอนาคต การลงทุนครั้งเดียวในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ ดิ แอสเพน ทรี ทำให้เราสามารถขจัดความกังวลและความไม่แน่นอนทั้งหมดในหลาย ๆ เรื่องไปได้ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับค่าครองชีพรอบตัวเราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี นี่จึงนับว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า ที่นำมาซึ่งความสบายใจอย่างแท้จริง และส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านในอนาคตโดยปราศจากความกังวล แม้แต่ค่าส่วนกลางที่ปกติอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะได้รับการยกเว้นด้วย ภายใต้แนวคิดใหม่ของการเป็นเจ้าของบ้านที่เรากำลังนำเสนออยู่นี้” โดยภายในตัวโครงการมีการจัดสรรพื้นที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อนบ้าน อีกทั้ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด และให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการออกแบบพื้นที่ของห้องน้ำ ทางเดิน รวมไปถึงประตูทางเข้าให้กว้างขวางเป็นพิเศษ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครันแบบ Fully-fitted และ Semi-decorated และการบริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการดูแลทำความสะอาด การจัดเตรียมอาหารสำหรับความต้องการพิเศษทางด้านโภชนาการ เป็นต้น  และที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กันด้านสุขภาพ โดยมี Health & Brain Center พร้อมให้บริการดูแลผู้อยู่อาศัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการดูแลผู้สูงอายุ ที่มากด้วยประสบการณ์ยาวนาน ให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและผสานโปรแกรม Health & Wellness ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างวันต่าง ๆ ที่ชวนผ่อนคลาย อาทิ กิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปงานฝีมือ โปรแกรมการออกกำลังกายทางร่างกายและจิตใจ โดยหลากหลายกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีโปรแกรมประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความต้องการทางการแพทย์และการพยาบาล รองรับไปจนถึงอายุ 99 ปี เลยทีเดียว  เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการ ดิ แอสเพน ทรี ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “เราขอนำเสนอที่พักอาศัยพร้อมบริการดูแลตลอดชีวิต พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ โครงการ ดิ แอสเพน ทรี ซึ่งมีจำนวน 290 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 83 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 253 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 23 ไร่ ณ ใจกลางสำคัญของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำให้เกือบทุกบ้านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสดชื่นของป่าปลูก 30 ไร่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ได้ และสำหรับ ดิ แอสเพน ทรี ตั้งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีความพร้อมทางการเงิน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังมองหาบ้านที่เหมาะกับพวกเขาในตอนนี้ รวมทั้งเป็นบ้านที่จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีความหมาย ปราศจากความกังวล และมีสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมบริการด้านสุขภาพและการดูแลครบวงจรอย่างมืออาชีพ ที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงช่วงเวลาสวยงามที่สุดของชีวิตของพวกเขา” ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยกระดับความสุขบนพื้นที่พักอาศัยของโครงการ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ของพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการตกแต่งสวยงามกลมกลืนไปกับตัวอาคาร ทางเดิน และเชื่อมต่อกับสวนป่าขนาดใหญ่ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่สามารถเดินออกกำลังกายรับโอโซนบริสุทธิ์บนทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร ซึ่งรวมทางเดินที่เชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และทางเดินที่ทอดตัวอยู่เหนือผืนป่าบริเวณใจกลางโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ และนอกจากที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน, สปอร์ตคอมเพล็กซ์, กิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, พื้นที่ Family Center สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ, โรงละคร, อีเว้นต์ฮอลล์ และตลาด ดึงดูดให้ผู้ที่รีไทร์ตนเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเติมเต็มความสุขในพื้นที่บริการครบวงจร สงบและเป็นส่วนตัวแห่งนี้ ไปพร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน ณ เมืองต้นแบบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากกว่าคำว่าที่พักอาศัย   โปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว  แพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever'  วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2565 📢 ในช่วงเปิดตัวจนไปถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขอเชิญชวนกลุ่มเพื่อน ๆ มาจองห้องด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever' และยังมอบส่วนลดค่าที่พักอาศัยให้ผู้ซื้อแต่ละรายสูงสุดถึง 1.8 ล้านบาท พร้อมเครดิตเงินสด จำนวนคนละ 300,000 บาท ใช้ได้กับร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’   📢 และสำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในส่วนอื่น ๆ ของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ก็สามารถแนะนำโครงการ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ให้กับเพื่อนและญาติ โดยผู้ซื้อที่มาจากการแนะนำอ้างอิงดังกล่าว จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดและเครดิตด้วย ในขณะที่แนะนำจะได้รับสิทธิพิเศษเงินสดพิเศษ สูงสุดถึง 400,000 บาท อีกด้วย   📍 พิกัด: โครงการ ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียร์ ถนนบางนาตราด กม. 7 📞 จองที่อยู่อาศัย ‘ดิ แอสเพน ทรี’ โทร. Call Center กด 1265 

By MercedesBenz

สร้างช่วงเวลาความสุขอันน่าจดจำด้วยสถานที่ ซึ่งผสมผสานภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเป็นส่วนตัวและวิวทะเลอันดามันที่น่าหลงใหล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจจนยากจะลืม วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรี คือบูติกรีสอร์ทระดับลักชัวรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งอยู่รายล้อมเป็นแรงบันดาลใจ จึงสามารถมอบความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้มาเยือนด้วยคอลเลกชั่นพูลวิลลา 19 หลัง ให้คุณสามารถเลือกเข้าพักได้ทั้งแบบ 1, 3 และ 4 ห้องนอน วิลลาแต่ละหลังตกแต่งอย่างมีเสน่ห์ด้วยโทนสีธรรมชาติ โดดเด่นด้วยหน้าต่างสูงโปร่ง และชานไม้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับภายนอกอย่างลงตัว คุณจึงสามารถใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ยังจะได้เพลินเพลินไปกับห้องนอนขนาดกว้างขวาง อันประกอบไปด้วยห้องน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างอาบน้ำสปาแบบคู่ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว และบริการผู้ช่วยส่วนตัวหรือบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และด้วยที่ตั้งของบูติกรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอ่าวยนท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ผู้มาเยือนจึงสามารถดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรได้อย่างเต็มที่ เนื่องด้วยการออกแบบของรีสอร์ทที่โอบรับภูมิทัศน์อย่างแท้จริง เห็นได้จากการที่วิลลา ห้องอาหาร บาร์ และสปา ที่เสมือนลอยอยู่กลางต้นไม้กลมกลืนไปกับเนินเขา และเชื่อมต่อกับพื้นที่กลางแจ้งได้อย่างลงตัว โดยมีการนำเอาวัสดุธรรมชาติ งานดีไซน์ที่สั่งทำพิเศษ และผลงานศิลปะสไตล์ท้องถิ่นมาใช้ในการตกแต่งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าจดจำ รวมถึงทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ อันเป็นเสน่ห์ของแบรนด์เอ็มแกลเลอรี (MGallery) นอกเหนือไปจากนี้ความเป็นเลิศด้านอาหารและวิวทะเลที่สวยงาม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรีนั้นน่าจดจำ กับ ห้องอาหาร Yon|Ocean House ซึ่งให้บริการอาหารไทย อาหารท้องถิ่น และอาหารสไตล์ยุโรป ผ่านปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบสดใหม่ของท้องถิ่น โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มด่ำกับมื้ออาหารแบบอินดอร์ หรือแบบเอาท์ดอร์ที่ระเบียงกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ รวมถึงห้องเก็บไวน์ที่มีตัวเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมากมาย แต่ที่ต้องไม่พลาดคือ AKOYA|Star Lounge รูฟท็อปบาร์ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 55 เมตร กับจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม พร้อมวิวทะเล 360 องศา และวิวท้องฟ้ายามค่ำคืน เหมาะสำหรับการผ่อนคลายหรือสังสรรค์กับคนรู้ใจ พร้อมกันนี้ก็ยังมีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่จะช่วยให้ผู้มาเยือนรู้สึกสดชื่นตลอดการเข้าพัก กับหลากหลายทรีตเม้นท์ที่ วี วิลลา สปา (V Villas Spa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากไข่มุกที่ถูกเพาะเลี้ยงโดยชาวท้องถิ่น พลังงานอาทิตย์ และธรรมชาติที่จะช่วยฟื้นฟูพลังงานให้กลับคืน หรือหากว่าคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการว่ายน้ำหรืออาบแดด ก็สามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำอินฟินิตี้หลักของรีสอร์ท ที่ผสานเส้นขอบฟ้าและทะเลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ร่วมด้วยบริการฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย โปรแกรมสุขภาพส่วนบุคคลและคลาสโยคะในวิลลา แต่ใครกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่โดดเด่น รีสอร์ทแห่งนี้ก็พร้อมที่จะเป็นคำตอบให้ ด้วยสถานที่จัดงานซึ่งมีให้เลือกถึง 3 บรรยากาศ ได้แก่ YON|Ocean House, AKOYA|Star Lounge และ วิลลาส่วนตัว เพื่อมอบประสบการณ์งานแต่งงานสุดหรูและโรแมนติกพร้อมวิวทะเลอันดามัน นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานแต่งงานของรีสอร์ทที่พร้อมช่วยจัดการในทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบที่สุด   สิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส • ส่วนลด 20% จาก Best Flexible Rate สำหรับการจองห้องพัก • ส่วนลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมแอลกอฮอลล์) ที่ห้องอาหาร YON|Ocean House และ AKOYA|Star Lounge • ส่วนลด 20% ที่ V Villas Spa (ไม่รวมสินค้าและแพ็กเกจโปรโมชั่น) เงื่อนไข • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ • ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ (22 ธันวาคม 2564 – 2 มกราคม 2565), ตรุษจีน (28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565), สงกรานต์ (13 - 16 เมษายน 2565) • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน สำหรับห้องอาหารและสปา สาขาที่ร่วมรายการ V Villas Phuket - MGallery 39/39 หมู่ 8 ถนนอ่าวยน ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทร. 076 630 939 อีเมล: HB775-RE@accor.com เว็บไซต์: www.vvillasphuket.com ระยะเวลา: 1 พฤศจิกายน 2564 - 31 ตุลาคม 2565

By MercedesBenz

ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยปี 2564 ช่วงวิกฤตโควิด19 สู่ทิศทางตลาดในปี 2565 รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ และเข้าถึงความต้องการที่พักอาศัยในรูปแบบที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal รวมถึงแนวคิดที่สอดคล้องในด้านความต้องการที่พักอาศัยของคนส่วนใหญ่ต้องการ Work From Home กันมากขึ้น   นายสัญชัย คูเอกชัย ผู้อำนวยการและหัวหน้าส่วนงานวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า มีอุปทานคอนโดมิเนียมมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 64 จากเดิมที่มีการชะลอตัวการเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 1 – 3 ของปี เนื่องจากรัฐบาลผ่อนคลายและยกเลิกมาตราการล็อกดาวน์ พร้อมทั้งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในรูปแบบ Test & Go อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยมีผ่อนปรนมาตราการ LTV เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2565 นักพัฒนาจึงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดโครงการใหม่ โดยเป็นการเปิดที่เน้นจับกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เป็นกำลังซื้อหลักในเวลานี้เท่านั้น  อุปทานโดยรวม ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,252 หน่วย หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมา 62.7% และเพิ่มขึ้นมา 79.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหรือเกือบ 56% ของอุปทานตลาดทั้งปี 2564 ซึ้งมีจำนวนทั้งสิ้น 20,015 หน่วย โดยโครงการที่เปิดตัวใหม่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง คิดเป็น 76% หรือ 7,117 หน่วย ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) และบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) คิดเป็น 13% และ 11% ตามลำดับ   🏢 เน้นทำตลาดคอนโด 3 ล้านบาท อุปทานที่เปิดขายใหม่ยังเป็นกลุ่มนักพัฒนารายใหญ่สูงถึง 70% จากอุปทานที่เปิดขายทั้งหมด คอนโดที่เปิดขายในไตรมาสนี้อยู่ในระดับราคาตั้งแต่ 9 แสน – 3.5 ล้านบาท หากแยกตามเกรดจะเป็น คอนโดเกรด C จำนวน 63% และคอนโดเกรด B จำนวน 37% แสดงให้เห็นว่านักพัฒนาเลือกที่จะเปิดขายคอนโดในระดับราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 80,000 – 100,000 บาท/ตร.ม. เพราะเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มที่เป็นกำลังซื้อหลัก ณ เวลานี้ ส่วนของจำนวนคอนโดที่ขายได้ใหม่ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,835 หน่วย คิดเป็นอัตราการขายอยู่ที่ 25.2% ซึ่งอัตราการขายลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับในปีก่อนหน้า และลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา อัตราการขายลดลงเนื่องมาจากจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่นั้นมีค่อนข้างมาก ในขณะที่หน่วยขายได้กลับมีน้อยเพราะเป็นโครงการที่ขายเพียงใบจองเท่านั้น แม้ว่าจะมีหน่วยขายที่น้อยแต่ก็มั่นใจได้ว่าห้องที่ถูกขายไปนั้นจะไม่ได้รับการยกเลิก เนื่องจากโครงการมีการประเมินศักยภาพลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถปิดการขายได้จริง ส่งผลให้ในอนาคตยอดปฏิเสธสินเชื่ออาจจะลดลง โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางที่ยังมีรายได้แน่นอน และมีมากกว่ากลุ่มนักลงทุน เนื่องจากโครงการที่เปิดขายจะอยู่ในโซนชานเมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ทำให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) ที่มีความพร้อมในการซื้อค่อนข้างให้ความสนใจโครงการ โดยเฉพาะห้องที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้าน ระดับราคาขายคอนโดในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ โดยบริเวณศูนย์กลางธุรกิจปรับลดลง 4.6% ปีต่อปี อยู่ที่ 239,689 บาท/ตร.ม. ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจลดลง 6.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 115,659 บาท/ตร.ม. และย่านชานเมืองลดลง 8.2% ปีต่อปี อยู่ที่ 63,258 บาท/ตร.ม. ทั้งนี้สาเหตุมาจากบางโครงการที่เปิดขายมานานและยังไม่สามารถปิดการขายได้ ทำการลดราคาขายลงหรือบางโครงการก็ลดราคาลง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการลดค่าโอน – จำนอง ในราคาไม่เกิน 3 ล้าน ซึ่งเป็นกลุ่มราคาที่ยังคงมีตลาดรองรับ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายในตลาดได้มีการระบายสต็อกออกไปบ้างบางส่วน   🏢 ราคาขายคอนโดอาจเริ่มขึ้นจากสภาวะเงินเฟ้อ และสำหรับปี 2565 นี้ เชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มทยอยกลับมาฟื้นตัวและมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากนักพัฒนารายใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่อยู่เฉลี่ยประมาณ 10,000 หน่วย ในไตรมาสแรกของปี 2565 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่น่ากังวลคือการระบาดของโควิค19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” หากมีการแพร่ระบาดที่รุนแรงและส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งให้กลับเข้าสู่การล็อคดาวน์อีกครั้ง อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะเงินเฟ้อ ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว แนวโน้มของราคาขายคอนโดจึงมีโอกาสที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2565 และหากโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โอกาสในการต่อราคาของผู้ซื้อจะทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตราการช่วยเหลือและกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ การลดค่าโอน – จำนอง ที่ยืดระยะเวลาออกไปเป็นมาตรการที่กระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้ และระดับราคาคอนโดมิเนียมที่กลุ่มเรียลดีมานด์ให้ความสนใจอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่จะทำโปรโมชั่นราคาเพื่อให้สอดรับกับมาตรการลดค่าโอน – จำนองของรัฐบาล เพื่อเป็นการระบายสต็อกที่ยังคงเหลืออยู่ออกไป   🏢 ตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปยังคงส่งสัญญาณบวก ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบที่มีระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นยังคงแข็งแกร่ง โดยนักพัฒนาหันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้นตลอดทั้งปี 2564 แต่ภาพรวมด้านอุปทานในกลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก ขณะที่อุปสงค์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง ให้ตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่สามารถทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการบ้านแนวราบกลุ่มนี้ในระยะที่ผ่านมา แม้ความต้องการของบ้านกลุ่มนี้จะมีค่อนข้างจำกัด แต่พฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด ส่งผลให้ความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัยจากเดิมให้มีพื้นที่มากขึ้น และยังคงสอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับบ้าน รวมไปถึงทำเลโครงการอยู่ในโซนที่เดินทางง่าย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้อุปสงค์ของตลาดกลุ่มนี้มีการขยายตัวมากขึ้นในอนาคต จำนวนใบอนุญาตบ้านในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ได้รับการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน (ทั้งโครงการ) พบว่าการอนุญาตจัดสรรที่ดินสำหรับกลุ่มบ้านที่มีระดับราคาขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 10,087 หน่วย โดยในปี 2564 นี้พบว่ามีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในกลุ่มนี้ อยู่ที่ 1,785 หน่วย และสิ้นปี 2564 พบว่าบ้านระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ยังมีหน่วยเหลือขายอยู่ในปัจจุบันประมาณ 197 โครงการ มีอุปทานสะสมจำนวนทั้งสิ้น 20,434 หน่วย และมีจำนวนหน่วยขายได้ไปทั้งสิ้น 14,766 หน่วย คิดเป็นอัตราการขาย 72% โดยอัตราการขายช่วงสิ้นปี 2564 มีอัตราการขายเพิ่มสูงขึ้นมา 11% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า ที่ 61% และตลอดทั้งปี 2564 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 3,100 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสอันดีของนักพัฒนาโครงการในตลาดอสังหาฯ กลุ่มนี้ บ้านที่มีระดับราคาขายระหว่าง 10 – 20 ล้านบาท มีอุปสงค์สูงสุดเพิ่มมาอยู่ที่ 8,043 หน่วย รองลงมาคือ 21-30 ล้านบาท และ 31-40 ล้านบาท มีอุปสงค์อยู่ที่ 2,816 หน่วย และ 2,102 หน่วยตามลำดับ ในส่วนของอัตราการขายสูงสุด คือ บ้านที่มีราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท เพราะอุปทานในระดับราคานี้มีอยู่จำกัด ทำให้อัตราการขายสูงที่สุด ซึ่งอัตราการขายอยู่ที่ 90% รองลงมาได้แก่ บ้านราคา 51 – 60 ล้านบาท และ 31 – 40 ล้านบาท มีอัตราการขายอยู่ในอัตรา 83% และ 82% ตามลำดับ ส่วนบ้านที่มีอุปสงค์ต่ำที่สุดและอัตราการขายต่ำที่สุด คือ บ้านราคา 61 – 70 ล้านบาท รวมถึงตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปในปี 2565 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง อุปทานคาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องมาจากรัฐบาลออกประกาศกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีการลดหย่อนภาษี ส่งผลให้นักพัฒนาต้องวางแผนงานเพื่อทยอยพัฒนาที่ดินที่เก็บไว้ในมือออกมา อีกทั้งภาวะการแข่งขันในตลาดจะมีมากขึ้น และความท้าท้ายของนักพัฒนาคือการพัฒนาโครงการด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงพนักงาน ค่าใช้จ่ายของมาตรการโรคระบาดให้แก่พนักงาน รวมถึงต้นทุนของค่าภาษีที่ดินที่ต้องจ่าย 100%   🏢 ตลาดบ้านจะเติบโตจากกลุ่มผู้ซื้อ GEN Y แนวโน้มของผู้ซื้อบ้านจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงวัยของกลุ่มผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงวัยดังกล่าวคือกลุ่มอายุ 22-38 ปี (Gen Y) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวส่วนมากกว่าการเป็นพนักงานเงินเดือน หรือแม้แต่การรับช่วงกิจการต่อการครอบครัว จากผลวิจัยพบว่าโครงการบ้านในรูปแบบทาวน์โฮมและบ้านแฝด เริ่มที่จะได้รับการตอบรับจากคนในช่วงกลุ่มวัยดังกล่าวขึ้นมาบ้าง เพราะเป็นช่วงอายุที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องการขยายครอบครัวหรือสร้างครอบครัว รวมไปถึงการทำเป็นออฟฟิศในบ้านพร้อมอยู่อาศัยไปด้วย ซึ่งรูปแบบบ้านประเภทดังกล่าวมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตรงไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้ซื้อได้อย่างดี นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการออกแบบบ้านรองรับกับอนาคต ควรมีการออกแบบให้สอดรับกับเทคโนโลยีให้สะดวกต่อการใช้ชีวิต รวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานภายในบ้าน ซึ่งจะเห็นว่าในบางโครงการได้มีการนำมาใช้บ้างแล้ว หรือการออกแบบที่ผสมผสานกับธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมส่งผลที่ดีต่อคุณภาพชีวิต การออกแบบที่รองรับอนาคตหรือที่เรียกว่า Sustainable นั้น จะเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ซื้อให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะคุ้มค่าแก่การลงทุนในการซื้ออยู่อาศัย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อโฟกัสกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้สามารถตอบรับกับการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม   🏢 อุปทานสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ กรรมการบริหารและหัวหน้าส่วนงานพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า อุปทานรวมของพื้นที่สำนักงานทั้งหมดในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 148,000 ตร.ม. หรือ 2.7% ไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อาคารใหม่อีก 6 แห่ง ที่จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสนี้ด้วย สำหรับทั้งปี 2564 อุปทานรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 280,000 ตร.ม. หรือ 5.2% อยู่ที่ 5.66 ล้าน ตร.ม. คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วง 10 ปี มีพื้นที่อีกประมาณ 1.7 ล้านตร.ม. ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในช่วงปี 2565 – 2569 คิดเป็นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 340,000 ตร.ม.ในแต่ละปี ซึ่ง 66% ของอุปทานทั้งหมดจะตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ในช่วงอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดสำนักงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีโครงการใหม่อีก 25 แห่ง รวมพื้นที่ให้เช่าประมาณ 850,000 ตร.ม. ที่แพลนว่าจะแล้วเสร็จ การเช่าปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่ม (Take up rate) จากเดิมที่ 45,000 ตร.ม.ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 116,000 ตร.ม.ในไตรมาส 4 โดยมาจากอัตราการเช่าที่แข็งแกร่งของอาคารใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จ ในขณะเดียวกันมีการคืนพื้นที่รวม 70,400 ตร.ม. เนื่องจากอัตราการขายมีปริมาณมากกว่าจำนวนการคืนพื้นที่ อัตราการเช่าพื้นที่ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 45,500 ตร.ม. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด19 อุปสงค์แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง จากอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิประจำปีดีดตัวขึ้น จากเดิมที่หดตัวลงไป -121,000 ตร.ม. ขยายตัวขึ้นไป 24,800 ตร.ม.ในปีนี้ ทั้งนี้ส่งผลให้พื้นที่ครอบครองรวมเพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ 4.62 ล้านตร.ม. อย่างไรก็ตามตลาดยังคงค่อนข้างซบเซา หากเทียบกับช่วงก่อนโควิด19 ซึ่งมีอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิเฉลี่ยที่ประมาณ 96,000 ตร.ม.ต่อปี และพื้นที่ที่ถูกครอบครองรวมทั้งหมดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.71 ล้านตร.ม. ในปลายปี 2562 ความต้องการพื้นที่สำนักงานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ เป็นตัวขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดย 44% ของการขายทั้งหมดในปี 2564 มาจากการเช่าอุปทานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ นับเป็นส่วนแบ่งสูงสุดของสัดส่วนการขายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้การประหยัดต้นทุนธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งทางธุรกิจ แต่หลายๆ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ที่มีคุณภาพ’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของพนักงานได้ นอกจากนี้การลดพื้นที่ด้วยกลยุทธ์การจัดพื้นที่สำนักงานและการใช้ประโยชน์จากตลาดของผู้เช่าเพื่อบรรลุเงื่อนไขการเช่า บริษัทต่างๆ สามารถย้ายที่ตั้งสำนักงานไปยังพื้นที่ที่ดีกว่าได้ โดยอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด   🏢 ตลาดอาคารสำนักงานเกรด B ได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้จำนวนพื้นที่เช่ามีปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเช่าในตลาดกลับลดลงไป 81.7% โดยลดลง 1.4%

By MercedesBenz

หาดเชิงมนขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและเงียบสงบหาดหนึ่งของเกาะสมุย จุดหมายเปี่ยมเสน่ห์มนต์ขลังอันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตติดทะเลแห่งใหม่ ดึงดูดให้นักพักผ่อนจากทั่วโลกต่างเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ กับบริการมาตราฐานคิมป์ตันตั้งแต่ก้าวแรก ณ KIMPTON KITALAY SAMUI (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ที่ถือได้ว่าเป็นรีสอร์ตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ IHG Hotels & Resorts เครือโรงแรมและรีสอร์ตสุดหรูระดับโลก เพียงไม่กี่นาทีจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ก็ได้สัมผัสบรรยากาศอันแสนอบอุ่นของการต้อนรับ ภายใต้โครงสร้างโปร่งโล่งด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวประมงเพียงแห่งเดียวบนเกาะสมุย พร้อมกลิ่นอายวิถีชาวเลแห่งท้องทะเลใต้แบบพื้นบ้าน ผสานความหรูหราอย่างมีสไตล์ ความเหนือระดับกับประสบการณ์การพักผ่อนที่เสมือนอยู่บ้าน นั่นคือหัวใจสำคัญที่คิมป์ตันมอบให้ผู้เข้าพัก และรีสอร์ตแห่งนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง Pet Friendly Resort ที่อนุญาตให้เพื่อนสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภทเข้าพักได้ เรียกว่าแทบจะไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าน้องสัตว์เลี้ยงจะขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมเมื่อนำเพื่อนรักแสนรู้เข้าพักอีกด้วย จากโถงต้อนรับเพียงไม่กี่ก้าว ก็เข้าสู่มิติแห่งความผ่อนคลายไปกับ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย ที่มอบวิวทะเลและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้า สะกดทุกสายตาดึงดูดให้เข้ามาค้นหาเสน่ห์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอันเต็มไปด้วยเรื่องราว และยังได้เข้าถึงความหมายของชื่อ "คีตาเล" ชวนให้ดำดิ่งสู่บทเพลงก้องกังวานขับขานจากท้องทะเลสีคราม เสน่ห์รีสอร์ตหนึ่งเดียวบนเกาะสมุย ที่เบลนด์ความหรูหรา ความทันสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านเข้าไว้ด้วยกัน ได้รับการตีความใหม่โดยบริษัทออกแบบชื่อดัง นำเอาสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ อย่าง เศษไม้จากเรือประมง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เหนือกาลเวลา โคมไฟดีไซน์จากหวาย ลวดลายฝาผนังขัดแตะจากไม้ไผ่ตามแบบบ้านชาวประมง ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่งานหัตถศิลป์บนผนังห้องโซนต่างๆ ลวดลายพรม และงานศิลปะชิ้นเอกจากช่างฝีมือชาวไทย ที่ประดับตกแต่งในส่วนต่างๆ ของรีสอร์ต ยึดโยงหัวใจสำคัญของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของห้องพัก รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 138 ห้อง ภายใต้อาคารสีขาวที่มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ และโซนวิลล่า ที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง อาทิ วิลล่าริมทะเล ที่สวยงาม จำนวน 21 หลัง ประกอบด้วย Garden Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 171 ตร.ม. เชื่อมต่อกับสวนเขตร้อนเขียวชอุ่ม, Oceanfront Pool Villa แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 224 ตร.ม. ห้องพักริมทะเลอันแสนผ่อนคลาย, Kitalay Villa แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 628 ตร.ม. วิลล่าที่ออกแบบอย่างทันสมัยเน้นใช้วัสดุและสีจากธรรมชาติ ห้องนอนและพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวเพียงไม่กี่ก้าวจากชายหาด สามารถรองรับผู้เข้าพักกลุ่มใหญ่ในแบบส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับ ห้องสวีท มีจำนวน 9 ห้อง พื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน มาพร้อมระเบียงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน อาทิ ห้องสวีทเชื่อมต่อกับสระน้ำ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. พร้อมทางเดินเชื่อมไปยังสระว่ายน้ำ, ห้องสวีทวิวทะเล แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 115 ตร.ม. ห้องพักในบรรยากาศธรรมชาติที่มอบวิวทะเลจากมุมสูง, ห้องสวีทสำหรับครอบครัว แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 173 ตร.ม. มีพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งพร้อมระเบียงส่วนตัว และ ห้องพัก Essential มีจำนวน 108 ห้อง ได้รับการออกแบบพื้นที่เปิดโล่งขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วย ห้อง Essential วิวทะเล ขนาด 58 ตร.ม., ห้อง Essential สำหรับครอบครัว ขนาด 116 ตร.ม., ห้อง Essential วิวรีสอร์ต ขนาด 58 ตร.ม. และ ห้อง Essential วิวรีสอร์ตที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ขนาด 58 ตร.ม. ภายในห้องพักยังใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและเครื่องหอมของแบรนด์ HARNN ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองจากประเทศอิตาลี และได้ออกแบบกลิ่นเฉพาะของรีสอร์ตแห่งนี้อีกด้วย นอกจากกลิ่นหอมสดชื่น ยังสบายตาด้วยการตกแต่งสีเอิร์ธโทนและสีขาว มอบความหรูหราคลาสสิกด้วยพื้นผิวหินอ่อนรับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแท้ แม้แต่ลวดลายกระเบื้องบนพื้นห้องน้ำยังงดงามวิจิตร มาพร้อมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกรดพรีเมี่ยม โดยเฉพาะคนรักเสียงเพลงต่างถูกใจกับลำโพงเคลื่อนที่ ได้ชิลไปกับเพลย์ลิสต์ Spotify ทุกที่ทุกเวลา และอีกเสน่ห์ของคิมป์ตัน คีตาเล คือการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะพื้นบ้าน มาสื่อสารผ่านงานดีไซน์โฉมใหม่ในหลายรูปแบบอย่างมีรสนิยม อาทิ ผ้าทอมัดย้อมนำมาตัดเย็บเป็นหมอนอิงสวยงาม เสื้อคลุมบาธโรบผ้าทอเนื้อนุ่มจากฝีมือช่างตัดเย็บท้องถิ่น ผ้าเช็ดมือปักลวดลาย ใส่หัวใจลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรียกรอยยิ้ม และทุกห้องพักยังแวดล้อมไปด้วยภูมิทัศน์อันร่มรื่นของสวนสวยเขตร้อนเขียวสดชื่น ที่ได้รับการออกแบบแลนด์สเคปกลมกลืนไปกับธรรมชาติ พร้อมสระว่ายน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับ ให้ปล่อยใจปล่อยกายรีแลกซ์ได้ตลอดวัน ที่สุดอะเมซิ่งภายในรีสอร์ต จัดสัดส่วนเฉพาะสระว่ายรวมถึง 1,500 ตร.ม. ด้วย สระว่ายน้ำ มากถึง 25 สระ ด้วยกัน รวมถึงสระเด็ก โดยสระใหญ่ใจกลางรีสอร์ตมีขนาดมาตราฐานโอลิมปิกแห่งเดียวบนเกาะสมุย ไม่ว่าจะนักว่ายน้ำตัวยง หรือนักพักผ่อนที่มาใช้บริการสนุกสนานยกแก๊งครอบครัว ยิ่งทำให้สระแห่งนี้มีชีวิตชีวา และเมื่อมองในระดับสายตาเรียกว่ากลมกลืนไปกับวิวทะเลเลยทีเดียว นอกจากห้องพักที่สุดแสนสบายแล้ว อาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกดีเอ็นเอของคิมป์ตัน จนเป็นที่ยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลก ณ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย แห่งนี้ มอบประสบการณ์แห่งสุนทรียรสด้วยการนำรสชาติอาหารอันคุ้นเคย ผสมผสานทั้งความเป็นตะวันออกและตะวันตกอย่างมีศิลปะ รังสรรค์อาหารจานพิเศษอันโอชะด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสดใหม่ ให้ได้ดื่มด่ำรสชาติอันน่าจดจำที่พร้อมนำเสนอใน 5 ห้องอาหารและ 3 บาร์ต่างสไตล์ ภายใต้บรรยากาศแสนผ่อนคลายปลอดโปร่ง เริ่มจาก LANAI Bar & Lounge นิยามใหม่ของเลาจ์ที่เปรียบเสมือนห้องรับแขกและห้องหนังสือ ด้วยพื้นที่เชื่อมต่อจากล็อบบี้ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เปิดรับแสงธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้นวันยันค่ำคืน ผ่านฉากกั้นกระจกและหน้าต่างบานสูง เหมาะกับการเริ่มต้นวันสบายเอนกายจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดพร้อมหนังสือดีๆ สักเล่ม กรุ่นกลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟอาราบิกาออร์แกนิก มีให้เลือกตั้งแต่ดริปคลาสสิก โคลด์บรูว ไปจนถึงเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ ที่ได้รับการออกแบบโดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญ เสิร์ฟทุกความต้องการของคอกาแฟในทุกช่วงเวลาของวัน แนะนำรับประทานคู่กับซิกเนเจอร์ครัวซ็องสดใหม่ หรือเติมพลังยามบ่ายกับชูโรส (Churros) สูตรเด็ด ยังมีเมนูอาหารทานเล่นมากมาย อย่าง Steak and Eggs, Super Green ที่ให้พลังงานและคุณค่าโภชนาการต่อร่างกาย และสำหรับผู้ชอบดื่มชาแนะนำ Single Origin ใบชาที่ถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือในชากลุ่ม Artisan คุณภาพเยี่ยม ก่อนแปลงโฉมเป็นบาร์สุดชิลยามค่ำคืน ให้ปล่อยใจปล่อยกายสบายๆ ใต้แสงไฟสลัว โรแมนติกและรู้สึกพิเศษไปกับบรรยากาศอันตื่นใจ ที่แฝงไว้ในทุกรายละเอียดของการตกแต่งอย่างมีสไตล์ ยิ่งขับให้สะดุดตากับโคมไฟเพดานดีไซน์โมเดิร์น เพลินตาไปกับเส้นสายไม้ไผ่และหวาย รวมถึงวัสดุธรรมชาติที่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัวสอดรับกับคอนเซ็ปต์บาร์เปิด สัมผัสบรรยากาศโปร่งสบายในรีสอร์ตริมทะเล ที่มีทั้งมุมโซฟาสำหรับแก๊งก๊วนเพื่อนสนิท มุมโรแมนติกสำหรับคู่รัก และเคาว์เตอร์บาร์สำหรับเพิ่มลิสต์เพื่อนใหม่ แถมยังได้เพลิดเพลินไปกับลีลาของมิกโซโลจิสต์ที่รังสรรค์เมนูเครื่องดื่มเสิร์ฟความสดชื่นได้ตามความต้องการ เติมเต็มค่ำคืนแห่งสีสันด้วยเครื่องดื่มวิสกี้, จิน ที่มาพร้อมกับคราฟต์โทนิก, เหล้าท้องถิ่น หรือค็อกเทลซิกเนเจอร์ อย่าง เมนู Sloe Gin Pink Lady ที่ให้รสเปรี้ยวหอมหวานของทับทิมเกรนาดีนโฮมเมด หรือ Verde Marry มอบความเผ็ดร้อนเบาๆ ของพริกไทยได้รสชาติแปลกใหม่จากส่วนผสมของน้ำผักผลไม้ออร์แกนิกหลากชนิด รับประทานคู่กับอาหารอินเตอร์สแน็กฟู้ดสร้างสรรค์ที่มีรสชาติเฉพาะหลากเมนู ผสมผสานความเป็นตะวันตก ตะวันออก และอาหารไทย อย่าง Massaman Beef Bomba คร็อกเก้มันฝรั่งบดสไตล์สเปนสอดไส้แกงมัสมั่นเนื้อ, เมนู Laab Tuna Tartare ลาบทูน่ารสชาติจัดจ้านถึงเครื่องลาบหวานเนื้อทูน่าสด และอีกหลายเมนูพร้อมให้เลือกสรรตามความชอบ แล้วปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับดนตรีแนวป๊อป แอนด์ โซล หรือจะแฮงเอาท์ด้วยมื้อเช้าจรดค่ำ ที่คาเฟ่สไตล์ไทยร่วมสมัย BOHO Thai Lifestyle Cafe ผ่อนคลายสบายๆ ภายใต้พื้นที่เปิดโล่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของสีสัน ผสานความเก๋ไก๋และความอาร์ตไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมการตกแต่งในสไตล์เรโทรโชว์ศิลปะแอบสแตกอาร์ตสีสด และรูปวาดที่อินสไปร์มาจากทะเล เปิดโล่งรับอากาศบริสุทธิ์ผ่านหน้าต่างบานยาว และพื้นที่เชื่อมต่อกันเป็นตัวยู สามารถเลือกนั่งชิลได้ทั้งโซนซ้ายขวาหรือเอาท์ดอร์รับแสงธรรมชาติ ลิ้มลองอาหารเมนูถูกปากทั้งแบบตะวันตก อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้หมุนเวียนเมนูเด็ด อย่าง น้ำพริกหนุ่มรสจัดจ้าน รับประทานกับหมูปิ้งและไส้อั่ว รวมไปถึงบุฟเฟ่ต์นานาชาติ และเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกอิ่มได้ไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต่างๆ และค็อกเทลที่ปรุงด้วยสมุนไพรเก็บสดใหม่ปลูกในโรงแรม ไม่ว่าจะเลือกพื้นที่ที่ให้บริการในร่มหรือกลางแจ้ง สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้เช่นกัน อีกห้องอาหาร Fish House Restaurant & Bar อาคารไม้ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถเพลิดเพลินวิวธรรมชาติใกล้ชิดทะเล ผ่านบานหน้าต่างทรงสูงที่สามารถเปิดโล่งรับลมทะเลสดชื่น มอบประสบการณ์แสนพิเศษสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตชาวเลผ่านตัวบ้าน และการตกแต่งด้วยโคมไฟเพดานขนาดใหญ่ดีไซน์สะดุดตา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมง ความสดใหม่ของวัตถุดิบส่งตรงจากทะเลแบบวันต่อวัน นำมารังสรรค์เป็นอาหารจานหลักในสไตล์อาหารสเปนผสมผสานไทยฟิวชั่น ผ่านประสบการณ์อันยาวนานของเชฟระดับห้องอาหารมิชลินสตาร์ เสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์ Sharing Platter ด้วยคอนเซ็ปต์สนุกๆ ที่ต้องการให้ครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขเอนจอยกับการรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดประสบการณ์แห่งรสชาติใหม่ๆ อย่าง Signature Cold Seafood Platters and Towers ทาวเวอร์ทะเลสดจุใจด้วยหอยนางรมตัวโต กุ้งและล็อบสเตอร์สดๆ ผสานกับรสชาติเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ เมนู The Black Paella ข้าวผัดสเปนพอร์ชั่นใหญ่นำดีหมึกทำเป็นซอสเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟพร้อมปลาหมึกย่างทั้งตัวขนาดพอดีคำ ผัดกับพริก Piparras Peppers และซอส ali-oli เช่นเดียวกับเมนู Grilled Octopus with Rosemary Potato Confit หรือเมนู Gambas Ajillo กุ้งปรุงรสด้วยกระเทียม พาสลีย์สับละเอียด พร้อมพริกสับซ่อนความเผ็ดร้อน นอกจากนี้ยังมี Curry Crab Roll, Sea Bass Ceviche และของหวานอย่าง Char-Grilled Pineapple Sundae ปิดท้ายมื้อพิเศษ ทางด้านเครื่องดื่มค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องทะเล อาทิ Tides & Waves เมนูค็อกเทลแนวรีเฟรชชิ่งด้วยส่วนผสมแมซเคิล น้ำมะนาวสด ตกแต่งด้วยผักชีและแตงกวา และ Anticipated Journey ที่โดดเด่นและแปลกใหม่ของวิสกี้ญี่ปุ่นอินฟิวส์ด้วยสาหร่าย พร้อมเติมรสชาติเฉพาะตัวด้วยน้ำแร่ท้องถิ่น, Beyond The Sea, The Sea Cucumber และยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ได้ลิ้มลอง ณ บาร์เครื่องดื่มของ Fish House Restaurant & Bar แห่งนี้ ผ่อนคลายจิบค็อกเทลที่ SHADES Ocean Lounge and Pool Bar บาร์เล็กๆ ริมสระน้ำและชายหาด ที่เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นมื้อไหนก็เสิร์ฟได้ในสระน้ำ พร้อมบริการนวดเท้าไปพร้อมๆ กับชิมรสชาติของไอศกรีมหวานเย็นชื่นใจ หรือนอนอาบแดดจิบมาการิต้าสักแก้ว ก่อนเติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสไตล์ทิกิจิบคู่กับอาหารทานเล่น อย่าง แซนวิช พิซซ่า จากนั้นค่อยปล่อยพลังเบาๆ กับเครื่องเล่นที่เตรียมไว้เอนเตอร์เทน อย่าง โต๊ะปิงปอง กิจกรรมชายหาด หรือออกลีลาสุดมันส์ไปตามจังหวะบีทดนตรีจากดีเจ อุ่นเครื่องก่อนไปจัดเต็มด้วยมื้อเย็น หรือจะเป็นเดทไนท์แสนโรแมนติก ทุกความต้องการเนรมิตให้คุณได้ที่นี่  HOM Baking Company เสิร์ฟเบเกอรี่อบสดใหม่ให้รสชาติละมุนชวนฝัน การได้มาเยือนคิมป์ตัน คีตาเล หากพลาดการลิ้มรสชาติเบเกอรี่ซิกเนเจอร์เหมือนมาไม่ถึง เรียกว่า "ครัวซองต์" เป็นเมนูขนมอบขึ้นชื่อความอร่อยล้ำฉ่ำเนย กรอบนอกนุ่มในและมีหลายรสชาติให้ลิ้มลอง อีกทั้งยังได้สนุกสนานรับความรู้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับเวิร์กช็อปเบเกอรี่ และทำน้ำผลไม้สกัดเย็น พร้อมเมนูสุดสร้างสรรค์มากมายไปกับเชฟ อีกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคิมป์ตัน คีตาเล ที่สรรสร้างโปรแกรมไลฟ์สไตล์ให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในวันสบาย ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันอย่างมีคุณค่า และถือว่าเป็นอีกดีเอ็นเอที่มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์แห่งความประทับใจให้เป็นที่น่าจดจำเสมอ เริ่มด้วย Morning Kickstart จิบกาแฟหรือชาอุ่นๆ สักแก้ว วอร์มร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เริ่มต้นเช้าของวันพักผ่อนที่สดใส ไปจนถึง กิจกรรม Kimpton’s Social Hour ช่วงเวลาพิเศษยามเย็นเอนจอยกับปาร์ตี้ค็อกเทล เปิดพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ สำหรับโปรแกรมพิเศษ Kimpton Kitalay Samui’s Furry Guest Programme และ Pet Spa Day สำหรับเพื่อนซี้สี่ขาโดยเฉพาะ พร้อม คลาสเวิร์กช็อปสำหรับครอบครัวและเด็กน้อย อาทิ เวิร์กช็อปทำเบเกอรี่ ช็อกโกแลต ขนมหวาน, คลาสทำเครื่อมดื่มค็อกเทล,

By MercedesBenz

Will.i.am คือศิลปินดนตรีคนดังที่มีชื่อติดอยู่บนท็อปชาร์ตร่วมกับวงดนตรีของเขา Black Eyed Peas และไม่เพียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีเท่านั้น ณ ปัจจุบัน เขา กำลังง่วนอยู่กับการนำความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง สู่การรังสรรค์ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง Will.i.am เผยเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ระหว่างนัดพบกับเราที่ลอสแองเจลิส สำหรับ will.i.am ในวัยหนุ่มน้อย รถแรงสุดซิ่งคือสิ่งดึงดูดที่ชวนหลงใหลอย่างที่สุด ทุกๆ วัน ระหว่างเดินทางด้วยรถบัสจากย่าน Boyle Heights เพื่อไปโรงเรียนในลอสแองเจลิสตะวันตกซึ่งเป็นเขตที่ร่ำรวยหรูหรา เขาและพี่ชาย-คาร์ล ชอบใช้เวลาเฝ้ามองดูซูเปอร์คาร์ที่ฝันอยากจะครอบครองเมื่อโตขึ้น สุดท้ายซูเปอร์คาร์ก็เป็นความฝันที่กลายมาเป็นความจริงสำหรับ William Adams หรือ will.i.am วัย 46 หนึ่งในศิลปินดนตรีป๊อปผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค   ความชื่นชอบในแนวเพลงฮิปฮอปคือสิ่งที่นำพา will.i.am เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี เริ่มต้นในปี 1988 การแสดงครั้งแรกกับกลุ่มแร็ปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ตอนอายุแค่ 13 ไม่กี่ปีหลังจากนั้น วง Black Eyed Peas ภายใต้การนำของเขา ก็ทะยานขึ้นสู่ท็อปชาร์ตด้วยผลงานเพลงทั้งอัลบั้มและซิงเกิลยอดนิยมซึ่งส่งผลให้ will.i.am ขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง หนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ก็คือ 7 รางวัลจากเวทีแกรมมีอันทรงเกียรติ ยิ่งกว่านั้น เขายังมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังเบอร์ต้นๆ ของวงการอีกมากมาย เช่น Justin Bieber, U2 และ Lady Gaga จนกล่าวได้ว่าในบรรดาศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น หลายต่อหลายคนมี will.i.am เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังระดับ greatest hits ของพวกเขา มีหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ will.i.am ที่น้อยคนจะรู้ก็คือ การที่เขาชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในที่นี้รวมถึงความท้าทายที่นอกเหนือจากเรื่องดนตรีด้วย “ผมมักถามตัวเองเสมอๆ ว่า ผมพอจะทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง ผมจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง เพราะดนตรีคือเรื่องของความเข้าใจ และการหาความกลมกลืนลงตัวของเสียงต่างๆ” ดนตรีฮิปฮอปคืองานสร้างสรรค์จากความรักอันดับแรกของ will.i.am แต่เขาก็ยังมีเทคโนโลยีและรถยนต์เป็นความชื่นชอบอันดับสองที่ตามมาติดๆ เนิ่นนานแล้ว เขาชอบเรียกรถคันแรกที่ออกแบบให้ตัวเองว่า “The Monster” และเรื่องของรถยนต์ยังเป็นหนึ่งในผลงานจากความใฝ่ฝัน นอกเหนือจากงานในสตูดิโอที่กลายเป็นความจริงชิ้นแรกๆ ของเขาอีกด้วย will.i.am สร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์คันนี้ขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าของรถยนต์คลาสสิกจากนักออกแบบต้นฉบับ และยังเป็นเวลานานมาแล้วก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มนำจอแสดงผลขนาดใหญ่ติดตั้งไว้กลางพื้นที่ด้านหน้าตำแหน่งคนขับ will.i.am ได้ปรับแต่งรถให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองด้วยการติดตั้ง iPad ลงไป ณ จุดนั้น ด้วยจิตวิญญาณแห่งการริเริ่ม และความทุ่มเทให้การแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีอยู่ในตัว ไม่น่าแปลกที่ will.i.am จะกลายเป็นแฟนตัวยงของ Mercedes-AMG: “AMG มีความหมายที่บ่งบอกถึงความหลงใหล” สำหรับเขา คำนี้ยังมีความหมายถึงความไม่พึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ต้องการยานยนต์ซึ่งเป็นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะคาดถึง ดังนั้นใครเล่าจะดีไปกว่า will.i.am ในการเป็นแขกรับเชิญคนแรกของซีรีส์ใหม่อย่างเป็นทางการ ของนวัตกรรมยานยนต์ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นาม “AMG Uncovered” ในช่องทางยูทูป บนแพลตฟอร์มนี้ ศิลปินหนุ่มยังได้เผยถึงความฝันที่จะนำแนวคิดของตัวเองมาร่วมเปลี่ยนแปลง Mercedes-AMG GT C* แถมยังตั้งชื่อให้เสร็จสรรพด้วยว่า will.i.amg   พลังที่สร้างแรงบันดาลใจ ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือแรงกระตุ้นจิตวิญญาณศิลปินในตัวของ will.i.am เขาเชื่อว่ามีคุณสมบัติของทั้งสองสิ่งวิ่งวนเวียนอยู่ในตัวเขา William Adams และน้องชาย ได้รับการเลี้ยงดูมาโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในย่านสุดอันตรายของลอสแองเจลิสตะวันออก รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้จะมีฐานะค่อนข้างย่ำแย่ แต่แม่ของพวกเขายังสู้อุตส่าห์กัดฟันส่งลูกชายทั้งสองเข้าเรียนในเขตลอสแองเจลิสตะวันตกที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า ซึ่งในที่สุด will.i.am ได้ค้นพบในสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเชื้อไฟให้กับตัวเขา ทั้งการเป็นที่ยอมรับ กำลังใจ และการสนับสนุน สามสิ่งนี้ได้จุดประกายเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน ให้เขามุ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป้าหมายแรกคือความสำเร็จระดับโลกในฐานะนักดนตรี จากนั้น เป้าหมายที่สองคือการก่อตั้งบริษัทของตัวเองในนาม i.am +  หลังจากที่ will.i.am ประสบความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่จับต้องบนเส้นทางดนตรี เขาก็เริ่มแสวงหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ความทะเยอทะยานและความสุขในการลองได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเหือดหายไปจากตัวเขา และยังคงเดินหน้าทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา will.i.am ยังคงรำลึกถึงรากเหง้าที่มาของตัวเองอยู่เสมอ ในปี 2010 เขาตัดสินใจเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในอินโดนีเซีย ประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้ ทำให้เขาเริ่มตระหนักอย่างจริงจังว่าสภาพแวดล้อมของย่านลอสแองเจลิสตะวันออกซึ่งเป็นถิ่นที่เขาเติบโตมาพร้อมกับพี่ชายและแม่ของเขานั้น เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและเหลวแหลกเพียงใด “เมื่อการด้อยการศึกษาผสานเข้ากับการขาดความคิด สิ่งที่คุณจะได้คือสูตรสำเร็จแห่งความหายนะ เหมือนมีสึนามิแห่งความยากจนซัดกระหน่ำในทุกวี่ทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกจริงๆ ว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องมอบบางสิ่งบางอย่างกลับคืนกลับสู่ชุมชนเก่าของผมบ้าง" ดังนั้นเขาจึงเปิดตัวโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมเด็กๆ ให้พร้อมสำหรับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จะได้รับความช่วยเหลือให้ก้าวไปข้างหน้าได้จนตลอดรอดฝั่ง ซึ่งสิ่งนี้เคยเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ will.i.am อันได้แก่ การสนับสนุน การให้คำแนะนำปรึกษา และการสอน คอร์สแรกของโครงการเริ่มในปี 2012 โดยมีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้น 65 คน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีเด็กและคนหนุ่มสาวได้รับประโยชน์จากโครงการของเขานับพันคน และโครงการนี้ยังเป็นประตูที่ช่วยปูทางสู่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง อย่าง Brown, Dartmouth, Stanford และ UCLA ให้คนจำนวนมากอีกด้วย แต่ will.i.am ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาบอกว่า "ชีวิตคือการสร้างสรรค์" ประโยคนี้นับเป็นการสรุปปรัชญาชีวิตที่ยึดถือได้อย่างดี เช่นในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลก เขาได้ออกแบบหน้ากากที่ไม่เพียงกรองอากาศ แต่ยังมีไมโครโฟนและเครื่องเล่นเพลงอยู่ในตัวด้วย แรงผลักดันในการสร้างสรรค์และการมองโลกในแง่ดี คือสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันได้อย่างไม่ต้องสงสัย will.i.am ยังกระตุ้นคนอื่นๆ ให้ตื่นตัวเหมือนกับเขาด้วย ทั้งนักเรียนด้อยโอกาสที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา ศิลปินหลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยเพลงฮิตจากฝีมือการโปรดิวซ์ของเขา รวมทั้งกับบริษัทที่เขาได้ร่วมงานด้วย และสิ่งนี้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับพวกเราทุกคน นั่นคือ will.i.am ไม่ได้นั่งรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา แต่เขาลงมือสร้างขึ้นมาเอง ถ้าเกิดปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ทันที เขาก็เพียงขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป “ผมขับรถไปตามถนนและคิดๆๆๆ" แล้วคลื่นสมองก็จะแล่นพร้อมกับความคิดของเขาที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังของ Mercedes-AMG GT C ------------------------------------------------------------------ เรื่องโดย : ALEX STOLZ ภาพ: MERCEDES AMG

Become A Journalista