TOP

MORE INTERESTING TOPICS

การปั่นจักรยาน นอกเหนือจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่ช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คน และวัฒนธรรมของสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน เนื่องในโอกาส วันจักรยานโลก (3 มิถุนายน) ที่ผ่านมา อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการการจองห้องพักออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Mercedes Me ขออาสาพาคนชอบขี่จักรยานไปปั่นตระเวนเที่ยวกินลมชมวิว ณ เจ็ดเมืองดัง มีทั้งเส้นทางเที่ยวในตัวเมือง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกตามสไตล์ที่ถูกใจ ปักกิ่ง, ประเทศจีน การเที่ยวรอบเมืองหลวงของจีนแบบชิว ๆ และไม่แพงนั้นทำได้ไม่ยาก แค่มองหาบริการให้เช่าจักรยานที่มีอยู่มากมายทั่วเมือง แถมวิธีเช่าก็สะดวก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดบนจักรยานเพื่อปลดล็อคจักรยานออกจากจุดจอด จากนั้นก็ขี่ไปที่ไหนก็ได้ในเมือง หากใครกำลังวางแผนไปขี่จักรยานเที่ยวปักกิ่งเป็นครั้งแรก เส้นทางปั่นระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมไฮไลท์ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมือง เช่นพระราชวังต้องห้าม ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ (โรงละครไข่ยักษ์) และสนามกีฬารังนก เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ไม่ควรพลาด ส่วนที่พักใกล้สถานที่สำคัญในตัวเมือง ลองไปเช็คอินที่ The Imperial Mansion, Beijing Marriott Executive Apartments ตั้งอยู่ห่างจากจัตุรัสเทียนอันเหมินเพียง 940 เมตร ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใคร ๆ ก็สามารถสัมผัสกลิ่นอายความโรแมนติกของเมืองแห่งความรักอย่างปารีสได้ ก็คือการปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเรียบแม่น้ำแซน (Seine) ผ่านสวนปาร์ก ริฟส์ เดอ แซนน์ (Parc Rives de Seine) ที่ได้รับยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เดิมเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงทางด่วนที่ใช้ในการเดินรถเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้รับการเนรมิตขึ้นให้เป็นเส้นทางสำหรับนักปั่นและคนเดินถนน เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวปารีสและนักท่องเที่ยว ด้านในสวนมีทั้งที่นั่ง ร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆ รวมถึงลานจัดกิจกรรม ให้ผู้คนได้มานั่งชิลเอ้าท์กันได้อย่างสบายใจ โรงแรม Hotel de la Porte Doree มีจักยานให้เช่าปั่นไปแม่น้ำแซน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวโรงแรมไปเพียง 10 นาทีเท่านั้น ฮอยอัน, ประเทศเวียดนาม หากใครชอบเที่ยวชมความสวยงามของย่านชุมชนเมืองเก่า ทุ่งนาข้าวสีเขียวชอุ่ม หรือเพลิดเพลินกับการเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของฟาร์ม ทัวร์ปั่นจักรยานถือเป็นทางเลือกที่จะทำให้นักปั่นสัมผัสกับเอกลักษณ์ของฮอยอันได้อย่างแท้จริงในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง โดยจะได้เรียนรู้ความเป็นมาของฮอยอันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น สัมผัสวิถีชีวิตและความเป็นกันเองของครอบครัวชาวฮอยอัน พร้อมทั้งลองทำงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่  ถ้าต้องการสำรวจเส้นทางปั่นจักรยานที่ฮอยฮันเพิ่มเติม แนะนำให้พักบริเวณย่านเมืองเก่าที่โรงแรมสร้างใหม่อย่าง Allegro Hoi An ซึ่งมีบริการให้เช่าจักรยานฟรีด้วย ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี การปั่นจักรยานนานหลายชั่วโมง อาจไม่ใช่ทางของใครหลายคน อโกด้า จึงขอแนะนำบริการทัวร์ปั่นจักรยานไฟฟ้าชมเมืองแบบไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งจะพาไปปั่นจักรยานเที่ยวฟลอเรนซ์ ชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ อย่าง จุดชมวิวมุมสูงของเมือง ที่จตุรัสมิเคลลันเจโล (Piazzale Michelangelo) และชมความใส่ใจในรายละเอียดอันน่าทึ่งของศิลปะเรเนซอง ณ มหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ (The Duomo) นอกจากนี้ระหว่างทางก็ยังมีร้านรวงให้หยุดพักชิมไวน์อิตาลีแท้ ๆ และอาหารพื้นเมืองได้ด้วย แนะนำโรงแรมใจกลางเมือง Hotel Spadai เพื่อการพักผ่อนแบบเต็มอิ่ม เพิ่มความประทับใจให้กับการท่องเมืองเก่าอันน่าตื่นเต้น เมลเบิร์น, ประเทศออสเตรเลีย คนเมลเบิร์นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้จักรยานสัญจรไปมาในเมืองเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับคนที่ยังไม่อยากขี่ออกไกล ลองไปสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำยาร์รา (Yarra River) ที่ตัดผ่านรัฐวิกตอเรีย ซึ่งโด่งดังเรื่องโรงกลั่นไวน์ที่มีอยู่มากมาย แต่หากมีเวลาเพิ่มอีกสองถึงสามวัน เราแนะนำให้ไปปั่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ถนน เกรท โอเชียน โรด (Great Ocean Road) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่เมืองวอรร์นามบูล (Warrnambool) พร้อมตื่นตากับเสาหิน 12 อัครสาวก (Twelve Apostles) และวิวทิวทัศน์อันงดงาม ของชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ใครที่แพลนไว้ว่าอยากปั่นไปเที่ยวไกล ๆ ควรวางแผนเส้นทางและจุดแวะพักให้เรียบร้อย รวมถึงที่พัก ซึ่งมีที่พักให้เลือกมากกว่า 10,000 แห่ง ในรัฐวิกตอเรีย แคลิฟอร์เนีย, ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่โกลเด้นสเตท (Golden State) ซึ่งเป็นชื่อเล่นอันคุ้นหูของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งภูเขา ชายหาด และทะเลทรายอันอุดมสมบูรณ์หลายแห่ง และนับได้ว่าสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ สำหรับนักปั่นที่มีประสบการณ์ ผู้กำลังแสวงหาการผจญภัย เส้นทางถนนยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ในเมืองซานตาบาร์บารา (Santa Barbara) เหมาะสำหรับคนชอบปั่นแบบขึ้นเขา ไปชมวิวอันน่าทึ่งของมหาสมุทรอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าอยากพักเติมพลัง ให้มุ่งหน้ากลับตัวเมืองไปยัง Handlebar Coffee Roasters แล้วไปดื่มด่ำกับกาแฟชั้นดีในร้านกาแฟธีมจักรยาน ที่สร้างขึ้นโดยอดีตนักปั่นมืออาชีพ เพื่อคนรักการปั่นโดยเฉพาะ อโกด้า มีที่พักกว่า 200 แห่ง ในเมืองซานตาบาร์บารา ให้ได้แวะนอนพักผ่อนชาร์จเอนเนอร์จี้ เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ สุโขทัย, ประเทศไทย จังหวัดอันเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเส้นทางปั่นจักรยานที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม เริ่มต้นเส้นทางโดยปั่นเลียบคลองแม่รำพันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก เพื่อชื่นชมวิถีชีวิตของคนริมคลอง ต่อด้วยเส้นเลียบผ่านหมู่บ้านชนบทชมวิวนาข้าวเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา และจบเส้นทางในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่วัดช้างล้อม อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์เก่าแก่ทรงลังกา ยกฐานล้อมรอบด้วยช้างปูนปั้นขนาดใหญ่แกะสลักสวยงามจำนวน 39 เชือก ไม่ไกลจากตัวเมืองสุโขทัยนักคือที่ตั้งของ Hotel De Peal Sukhothai โรงแรมที่ตกแต่งสไตล์วินเทจให้อารมณ์คลาสสิก พร้อมทั้งยังมีร้านกาแฟและสปาไว้ให้บริการผู้เข้าพักด้วย  

By MercedesBenz

ย่าน อโศก-พระราม 9 เป็นพื้นที่ทำเลทองน่าจับตามองปักหมุดหมายในใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างรอบด้าน ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นโซนที่น่าอยู่ที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ และยังเชื่อมต่อถนนสายสำคัญหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนเพชรบุรี สุขุมวิท รัชดาภิเษก และทางด่วนยกระดับ ฯลฯ อีกทั้งบนถนนเพชรบุรี และ อโศก-สุขุมวิท ยังเป็นจุดบริการขนส่งสาธารณะในเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำเลนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่ดึงดูดความสนใจหมายตา สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านพักอาศัยที่สามารถตอบทุกความต้องการ ทั้งในด้านการเดินทางสัญจรสะดวกสบาย มีทางเลือกมากมายในการเดินทางสู่ใจกลางเมือง หรือแม้แต่การเดินทางออกยังชานเมืองได้โดยง่าย โลเคชั่นอันแวดล้อมด้วยทัศนียภาพชวนสุนทรีย์ ที่ไม่ต้องเดินทางไกล ก็ได้แฮงเอาท์ยังจุดหมายพักผ่อนแบบคนเมือง ลักษณะเฉพาะของโครงการและแนวคิดที่น่าสนใจ เอคิว เวลล์ พระราม 9 บ้านพักสุดหรู สไตล์ Modern Luxury นิยามใหม่ของคุณภาพชีวิตที่ดี ที่นี่คือคำตอบของคนเมืองที่ต้องการมากกว่าที่พักอาศัย หนึ่งในโครงการบ้านเดี่ยวน้องใหม่ ภายใต้การบริหารงานโดย AQ ESTATE มอบสัมผัสอันอบอุ่น ทันสมัย และหรูหราในตัว ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้สโลแกน Blueprinting Your Future “เราเห็นอสังหาริมทรัพย์เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพราะไม่ว่าโครงการใดก็อาจเป็นบ้านให้คุณได้ แต่จะมีสักกี่แห่งที่สามารถสร้างกําไรให้คุณได้ เมื่อคุณต้องการก้าวไปสู่อีกขั้นของชีวิต”   ดีไซน์และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ โครงการ เอคิว เวลล์ พระราม 9 (AQ WELLE) สุดหรู ใจกลางเมือง เพียง 18 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ตั้งอยู่บนพื้นที่อันเงียบสงบ แวดล้อมด้วยบรรยากาศโปร่งสบาย ทางเข้าสู่โครงการเต็มไปด้วยความร่มรื่นของแมกไม้เขียวสดชื่น เสียงธรรมชาติของนกนานาชนิดที่หาฟังได้ไม่ง่ายในพื้นที่ป่าเมือง ตัวบ้านถูกออกแบบจัดวางในไลน์ที่สามารถมองไกล ไม่มีสิ่งกีดขวางบดบังให้รำคาญสายตา เห็นวิวแบบ 180 องศาพาโนราม่า จากบานหน้าตาขนาดใหญ่พิเศษ เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อนบ้านแบบคอมมูนิตี้ ด้วยพื้นที่สนามหญ้าเป็นดั่งลานกิจกรรมส่วนกลาง สำหรับเดินเล่นออกกำลังกายยามเช้า ยามเย็นรับอากาศบริสุทธิ์ บ้านพัก 3 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน ในราคาเริ่มต้น 33 ล้านบาท โครงการลักซ์ซูรี่ ที่เต็มไปด้วยพลังในแนวคิดสร้างสรรค์สไตล์คนรุ่นใหม่ กลั่นไอเดียที่มีดีไซน์ไม่ซ้ำใคร ครีเอททุกฟังก์ชั่นตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลึกซึ้ง และชาญฉลาดด้วยการจัดสรรค์พื้นที่ใช้สอย อันเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ให้สามารถปรับแต่งฟังก์ชั่นได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการด้วยตัวเอง เลือกใช้วัสดุคุณภาพอย่างมีรสนิยม ใส่ใจในทุกรายละเอียด มอบทุกสัมผัสอันอบอุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดรับกับความโอ่โถงของดีไซน์ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายกาย สบายใจ เมื่ออยู่อาศัยตลอดวัน นี่คือความเหนือชั้นอย่างมีระดับของ เอคิว เวลล์   และยังมีแนวคิดที่เข้าถึงการใช้ชีวิตของคนยุค 2019 ที่เปลี่ยนไปอันมีความเป็นปัจเจกช่างเลือก และใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวกันมากขึ้น ตามวิถีคนเมืองที่มีวิธีบาลานซ์ชีวิตรอบด้าน ในเวลาเดียวกันก็ยังให้ความสนใจกับเรื่องราวรอบตัวไม่พลาดในข่าวสารบ้านเมือง และสนุกกับการใช้ชีวิต ไปพร้อมกับการมองหาความยั่งยืนในอนาคต ในที่แห่งความสุขและสงบแบบบ้านพักส่วนตัวอีกด้วย การมองหาบ้านสักหลังที่เป็นได้ทั้งชีวิต สามารถติ๊กเครื่องหมายถูกตอบโจทย์ได้ทุกข้อ และยังเติมเต็มความลงตัวได้อย่างที่ตั้งใจ จึงถือได้ว่า เอคิว เวลล์ เป็นไลฟ์สไตล์โฮม ที่เป็นคำตอบของคนเมืองยุคนี้อย่างแท้จริง พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน สิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยพื้นที่ใช้สอย 449 ตารางเมตร แบ่งสัดส่วน 1 Penthouse 2 ห้องนอน และห้อง Maid ด้วยฟังก์ชั่น 4 ห้องน้ำ 1 ห้อง Powder Room และ 1 ห้องน้ำ Maid พร้อมส่วนรับแขก ส่วนรับประทานอาหาร ส่วนนั่งเล่น ห้องครอบครัว และพื้นที่อเนกประสงค์ พร้อมครัวยุโรป ครัวไทย ส่วนซักล้าง ห้องเก็บของ 2 ห้อง ลิฟต์โดยสาร 1 ตัว และพื้นที่เฉลียงขนาดใหญ่ ที่จอดรถหน้าบ้าน 3 คัน สวนในบ้าน ต้นจันผา และสวนกรวด   สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ห้องออกกำลังกายโยคะ มวย, ร้านสะดวกซื้อ, ระบบรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบกล้องวงจรปิดรอบโครงการ, สวนพักผ่อนขนาดใหญ่, ที่จอดรถส่วนกลางกว่า 100 คัน   การเดินทาง ถนนพระราม 9 ผ่านแยกประดิษฐ์มนูธรรม มุ่งหน้าไปทางแยกดินแดง ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ใช้ช่องทางซ้ายไปทางถนนจตุรทิศ ประมาณ 800 เมตร เลี้ยวซ้าย ประมาณ 500 เมตร โครงการอยู่ด้านซ้ายมือ •สะดวกในการเดินทางไปสุวรรณภูมิ เพียง 30 นาที ด้วยมอเตอร์เวย์ •สะดวกในการเดินทางเข้าสู่สีลม สาทร ด้วยทางด่วนพิเศษศรีรัช   สถานที่ใกล้เคียง ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า แกรนด์ พระราม9 โชว์ ดี ซี ท็อปส์ มาร์เก็ต อาร์.ซี.เอ Shinsen Fish Market J Avenue Thonglor Don Don Donki Thailand โรงพยาบาล โรงพยาบาลพระรามเก้า โรงพยาบาลปิยะเวท โรงพยาบาลกรุงเทพ สถานศึกษา  Modern International School โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ Prasarnmit Demostration School Australian International School มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Shrewsbury International School Bangkok อื่นๆ  สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ วัดอุทัยธาราม   ข้อมูลโครงการ ชื่อโครงการ เอคิว เวลล์ บริหารงาน บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ ถนนจตุรทิศ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ลักษณะโครงการ  บ้านพักอาศัย จำนวนยูนิต 18 ยูนิต (และโครงการในอนาคตเฟส 2) พื้นที่โครงการ  7 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา   รับส่วนลดพิเศษ เมื่อลงทะเบียน กับ เอคิว เวลล์ บ้านพักสุดหรู ใจกลางเมือง ราคาเริ่มต้นที่ 33 ล้านบาท และพิเศษเมื่อลงทะเบียนตอนนี้ รับส่วนลดพิเศษ 500,000 บาท *ภายใต้เงื่อนไขของบริษัทกำหนด   ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษได้ที่ : http://aqestate.com/th/โครงการ/บ้านเดี่ยว/aq-welle ติดตาม AQ Estate ช่องทางอื่นๆได้ที่ IG : www.instagram.com/aqestate Facebook : https://www.facebook.com/AQEstate Youtube : AQ Estate.TV

By MercedesBenz

บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์  เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือกับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นำเสนอมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยโฉม “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” เรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของแมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนับเป็นเรสซิเดนซ์ระดับหรูของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ลำดับที่ 7 ของโลก นำเสนอนิยามใหม่แห่งโครงการสถาปัตยกรรมที่เลอค่าระดับตำนานซึ่งเพียบพร้อมด้วยมาตรฐานบริการระดับสูงอันเป็นเอกลักษณ์และตำนานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตั้งอยู่บนทำเลทองในพื้นที่ของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม เวิลด์คลาสเดสติเนชั่นแห่งใหม่และความภาคภูมิใจของของชาวไทยที่พร้อมต้อนรับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนทั่วโลกอย่างภาคภูมิ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นำเสนอห้องชุดพักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับจำนวน 146 ยูนิต โดยมีทั้งแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 130 – 230 ตารางเมตร รวมถึงห้องเพนท์เฮาส์และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ขนาด 380 – 710 ตารางเมตร พร้อมลิฟต์ส่วนตัว เพดานห้องโปร่งสบายด้วยความสุงถึง 3.2 เมตร และมอบพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการห้องชุดชั้นนำแห่งอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่หรูหราอย่างแท้จริง นอกจากการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดสุดหรู สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของห้องชุดโครงการคือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก Residences Elite Programme ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งจะได้รับบริการชั้นเลิศจากพนักงานจอดรถในโซนห้องชุดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ล ทั่วโลก และสิทธิ์ลูกค้าระดับวีไอพีเมื่อซื้อสินค้าและรับบริการต่าง ๆ จากร้านค้า   แบรนด์ดังภายในโครงการไอคอนสยาม นายคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ  บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า “บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างสู่เมืองไทย นับแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการนี้ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเรสซิเดนซ์ที่จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ออกสู่สายตาทั่วโลก ทั้งความเป็นเลิศทั้งในแง่สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และงานออกแบบบนมาตรฐานและรายละเอียดขั้นสูงสุด พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟและสถานะแห่งการอยู่อาศัยอันงามสง่าสมศักดิ์ศรีโครงการเรสซิเดนซ์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุดของโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่มีห้องชุดเหลือจำกัดเพียงไม่กี่ยูนิตซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ซื้อที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการลงทุน” “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อันเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของไทย” มร. ริชาร์ด เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป กล่าว “ในฐานะโครงการเรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พร้อมมอบบริการแห่งการอยู่อาศัยที่เหนือชั้นระดับตำนานอันเป็นแบบฉบับของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ล เพื่อสรรค์สร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงแก่เจ้าของห้องชุด โครงการแห่งใหม่ล่าสุดของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นี้ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเรสซิเดนซ์ระดับหรูในเมืองไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน” นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวเสริมว่า “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเปี่ยมเสน่ห์ภายในโครงการไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรัดร์และเป็นศูนย์รวมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ร้านอาหารชั้นเลิศของไทย และร้านค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลกซึ่งผู้มาเยือนสามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายจากหลายเส้นทาง ซึ่งทำให้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่เปี่ยมด้วยความสวยงามและสมศักดิ์ศรีของเมืองไทยในปัจจุบัน” จอยซ์ แวง ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้สร้างนิยามแห่งการพักอาศัยที่หรูหราผ่านการตีความการออกแบบแนวใหม่ผ่านการรังสรรค์พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย การจัดแสง และการเลือกใช้วัสดุที่โดดเด่น ผสานการใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับโครงการแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น และผลิตโดยช่างฝีมือชั้นสูงอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่สวยงามและพิเศษไม่ซ้ำกับโครงการใด สำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร สะท้อนถึงความงดงามและสุนทรีภาพของเอกลักษณ์ในสิ่งก่อสร้างโบราณของไทย ซึ่งผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้พระยาเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ห้องชุดทุกยูนิตสามารถเปิดรับทัศนียภาพอันงดงามของคุ้งน้ำจรดเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ อันยิ่งใหญ่แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมมอบพื้นที่สวนสวยเพื่อการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวกว่า 1,600 ตารางเมตร เพื่อให้การอยู่อาศัยที่ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ คือความสง่างามและสภานะอันภูมิฐานของผู้อยู่อาศัยทุกคน ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา ทำให้โครงการเรสซิเดนซ์มูลค่า 11,000,000,000 บาทแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม ศูนย์รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โปรแกรมความบันเทิงสมัยใหม่ ตลอดจนร้านค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหารชั้นเลิศ และศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงามแบบครบวงจรด้วยมมูลค่าโครงการรวมถึง 54,000,000,000 บาท คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยที่แท้จริง หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์  https://www.moresidencesbangkok.com 

By MercedesBenz

จบลงอย่างงดงามสำหรับค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองเปิดตัวโชว์รูม “Mercedes-AMG Performance Center” ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นแบบเป็นกันเอง จากเหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติ และพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์และไลฟ์สไตล์ ที่ให้เกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก มร.โรลันด์ เซบาสเตียน โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นกล่าวอวยพรเอาฤกษ์เอาชัย พร้อมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับแขกผู้มีเกียรติ งานนี้เล่นเอา “เฮียตง” อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล แอบยิ้มแก้มปริอย่าบอกใครเชียว   ขณะที่ไฮไลท์ของงานในค่ำคืนนี้ อยู่ที่การจัดแสดงยนตรกรรมสุดหรูรุ่นต่างๆ จาก Mercedes-AMG โดยเฉพาะ Mercedes-AMG GTR ที่ตั้งผงาดอย่างโดดเด่นด้วยสีเขียวเฉพาะตัว อยู่บริเวณชั้น 2 ของงาน ซึ่งเปรียบเสมือนพนักงานต้อนรับสุดหรู ด้วยราคาค่าตัว 17.4 ล้านบาท ที่ใครๆ ต่างได้ยลโฉม จะต้องร้อง “ว้าว” และรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงรถยนต์รุ่นต่างๆ อีกมากมาย อาทิ Mercedes-AMG C3 Coupe, CLA 45, GLA 45, GLC 43 Coupe, GLC 63 S Coupe, GT 53 4 Door และ E 53 Coupe เป็นต้น สำหรับโชว์รูมดังกล่าว นับว่าเป็นศูนย์จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-AMG พร้อมให้บริการและศูนย์ซ่อมสีตัวถังประกันภัยอุบัติเหตุแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของโชว์รูม เมอร์เซเดส-เบนซ์ กาญจนาภิเษก บนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ภายใต้งบการลงทุน 20 ล้านบาท โดยถูกเนรมิตให้เป็นดั่งสนามแข่งขัน ด้วยการนำเข้าวัสดุจากประเทศเยอรมนี ภายใต้การควบคุมดูแล ของ DRD (Daimler Real-estate Development) จากประเทศเยอรมนี  

By MercedesBenz

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดของโอริส กำเนิดขุมพลังงานด้วย กลไกที่พัฒนาขึ้นเองของโอริส ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ กลไก สเกเลตันที่เปลือยเปล่า คาลิเบอร์ 115 ได้เผยให้เห็นการทำงานของพลังงานสำรองแบบ 10 วัน และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่อยู่ภายใน ความหรูหราแบบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นถึงคุณค่าอมตะในด้านรูปแบบที่งดงามตามกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลสวิส เราอยู่กับวิศวกรอาวุโสด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโอริส Lukas Bühlmann (ลูคัส บุลห์แมนน์) ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิต Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 อะไรคือ สาระสำคัญของการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังนาฬิการุ่น Big Crown ProPilot X Calibre 115? ท้ายที่สุดแล้วใจความสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนนาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสไปสู่คนรุ่นต่อไป เราผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินให้กับเหล่านักบินชาวอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อะไรคือความร่วมสมัย ความหรูหรา ที่นาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสควรจะมี? อะไรเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนินการตามใจความ สำคัญ? หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การคำนวณหาวิธีในการรักษาสมดุลระหว่าง ตัวเรือนตามแบบประเพณีนิยม และกลไกไว้ได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งคือจะออกแบบนาฬิกาให้มีความทันสมัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช่นาฬิกาแนวแฟชั่น? เราต้องการที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความร่วมสมัย โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ แม้ว่ากระแสความนิยมตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไป คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ใด? การบินและสถาปัตยกรรม แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังประดิษฐกรรมเรือนเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยกลไก และเราทำให้รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมีความแข็งแกร่ง บาร์เรลที่เปลือยต้องดึงดูดสายตาคุณเป็นลำดับแรก ตามด้วยสะพานจักร และเมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเห็นถึงรายละเอียดของล้อเฟือง ตัวเรือนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินปฏิบัติการลับ ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นต่อกันระหว่างกลไกที่มีการเคลื่อนไหว และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่คงที่ มีคุณลักษณะแนวฟิวเจอร์ริสติคในการออกแบบ – นั่นเป็นความตั้งใจหรือไม่? ผมไม่เรียกมันว่าการออกแบบแบบฟิวเจอร์ริสติค แต่เป็นงานออกแบบที่มุ่งสู่อนาคต โอริสมีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับนักบินมาอย่างยาวนาน และคุณก็สามารถที่จะเห็นได้ในการออกแบบซึ่งมีความสำคัญ มันยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอริส คุณค่าของการออกแบบที่งดงาม รวมถึงกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่านี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบินแบบธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ นี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินเรือนแรกของโอริสที่ไม่มีตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด แต่ดีเอ็นเอที่เกี่ยวกับการบินยังคงมีอยู่ในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เราใช้ไทเทเนียมสำหรับตัวเรือนนาฬิกา เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก สิ่งที่ทำให้นาฬิกาสำหรับนักบินเรือนนี้มีความพิเศษก็คือคุณลักษณะทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องของการบินทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของการออกแบบนาฬิกาสเกเลตัน? สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรกคือความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค นี่คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวดีไซเนอร์อยู่เสมอตลอดกระบวนการออกแบบ การออกแบบและฟังก์ชั่นต่างๆ ต้องทำงานร่วมไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องคิดหลายระดับในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทุกชิ้นส่วนมารวมกัน คุณจะได้รูปแบบอย่างที่คิดไว้ โดยรวมแล้วด้วยการคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทำงานต้องใช้เวลานานด้วยเช่นกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างหรือไม่? มี อย่างแน่นอน บางครั้งคุณต้องการออกแบบบางสิ่งไปในทางหนึ่ง แต่ไม่นานคุณก็จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค มันเป็นเรื่องของการปรับให้เหมาะสม ยิ่งคุณมีความเข้าใจในหลักของการออกแบบมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้จะบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความหรูหราในแบบของโอริส? ความจริงก็คือสำหรับโอริสนั้น ความหรูหราเป็นเรื่องของการดำเนินตามแนวทางของตัวเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางที่เรายึดถือ ในทางปฏิบัติแล้วนั่นหมายถึง เราออกแบบนาฬิกาขึ้นสำหรับผู้ที่ตั้งคำถาม และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ประดิษฐกรรมแห่งเวลาของเราได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางผู้ซื่อสัตย์สำหรับการผจญภัยไปชั่วชีวิต ไม่ว่าคุณไปที่ไหน นาฬิกาโอริสของคุณก็จะติดตามคุณไปเสมอ อะไรที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ออกแบบมาได้ดี? รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – ทุกมุมมองของตัวเรือน วิธีการที่สายนาฬิกาผสานเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน การตัดสินใจที่จะมองข้ามตัวเลขบอกเวลา บ่าป้องกันมะยม สะพานจักร วงแหวนของหน้าปัดเซาะร่องแบบใบพัดเครื่องยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย มันเป็นการที่ทุกสิ่งมารวมกัน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่คุณจะเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ทำให้รูปแบบของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คุณทำงานตามหลักการออกแบบที่ว่า ‘รูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอย - form follows function’ ใช่หรือไม่? นาฬิกาควรจะต้องมีความหมาย และประกอบด้วยกลไกซับซ้อนที่มีประโยชน์ ส่วนรูปลักษณ์ของนาฬิกาก็ควรสะท้อนถึงสิ่งที่มันเป็น แต่คำว่ารูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอยนั้น มันฟังดูไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไร อีกครั้งถ้าการ ‘ก้าวตามวิถีทางของตัวเอง’ เป็นแนวปณิธานของคุณแล้ว คุณจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกฎใดกฎหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Big Crown ProPilot X Calibre 115 จะบอกถึงเกี่ยวกับการออกแบบของโอริส? ผมคิดว่ามันจะบอกได้ถึงสองประการ คือ เราไม่กลัวที่จะขยายขอบเขตของเรา และเราชำนาญในการรวมเอาทักษะความเชี่ยวชาญต่างๆ เข้าด้วยกัน จำนวนสมาชิก 10 คนที่อยู่ในทีมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกแบบกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกา ชิ้นส่วนเล็กๆหลายชิ้นถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราทั้งหมดทุกคนภาคภูมิใจในผลลัพธ์ที่ออกมา รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน ไทเทเนียม แบบประกอบหลายชื้นส่วน ขนาด 44.00 มิลลิเมตร (1.732 นิ้ว) หน้าปัด สเกเลตัน วัสดุเรืองแสง เข็มนาฬิกา และขีดบอกเวลาเคลือบสาร Super-LumiNova® กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ คริสตัล โค้งรูปดดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลัง ไทเทเนียม ขันสกรู กระจกแซฟไฟร์ คริสตัล เผยให้เห็นกลไกภายใน อุปกรณ์ปรับตั้งเวล่า มะยมนิรภัยแบบขันเกลียวทำด้วยไทเทเนียม สายนาฬิกา สายไทเทเนียมแบบประกอบหลายชิ้น หรือ สายหนังสีดำ พร้อมเฟืองล็อคสายทำจากไทเทเนียมแบบ ‘ดึงขึ้น’ การกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)     สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555.

By MercedesBenz

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

By mercedesmagazine

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์ ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบ ในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ” ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

เนื่องในปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เรามีราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันอันมีความงดงามและสำคัญยิ่ง ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จึงนำสัญลักษณ์อันเป็นคติความเชื่อของไทยที่มีมาแต่โบราณว่าด้วย ตำนานแห่งนพรัตน์​ อัญมณีมงคล ๙ ประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงสำหรับเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศและเป็นเครื่องประดับสำหรับทรงในการพระราชสงครามสำหรับพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเป็นเครื่องแทน ความศรัทธาและภักดีจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แนวความคิด การออกแบบ สัญลักษณ์ “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” เปิดความหมาย “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” การสร้างสรรค์ผลงานครั้งสำคัญ ของ คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จิตรกรสายเลือดไทยมือรางวัลระดับโลก รับหน้าที่ออกแบบสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 อันวิจิตรงดงามสู่ความเป็นสากลที่เหล่าแฟนนางงามตั้งตารอทั่วประเทศ เราได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ถึงการออกแบบครั้งนี้ว่า มณีนพรัตน์ รัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เป็นอัญมณีมงคล 9 ประการ คู่อารยธรรมไทย ประกอบด้วยเพชร และพลอยสำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ อันมีอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย ถือว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะ ซึ่งมีเทพดูแล โดยมีคุณ สมบัติในทางอันสำคัญที่ได้ถูกประดับอยู่บน ดารานพรัตน์ • เพชรดี – คือเพชรขาวรัตนของดาวพระศุกร์ สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย • มณีแดง – คือทับทิมแดงของดาวพระอาทิตย์ สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน • เขียวใสแสงมรกต – คือมรกตเขียวรัตนของดาวพระพุธ สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง • เหลืองสวยสดบุษราคัม – คือแซพไฟร์เหลืองทองรัตนของดาวพระพฤหัสบดี สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก • แดงแก่ก่ำโกเมนเอก – คือโกเมนเลือดหมูรัตนของดาวพระราหู สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน • สีหมอกเมฆนิลกาฬ – คือไพลินน้ำเงินรัตนของดาวพระเสาร์ สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณาความร่ำรวย • มุกดาหารหมอกมัว – คือมูนสโตนรัตนของดาวพระจันทร์ สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู • แดงสลัวเพทาย – คือเพทายส้มรัตนของดาวพระอังคาร สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ • สังวาลย์สายไพฑูรย์ – คือพลอยตาแมวรัตนของดาวพระเกตุ สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ “ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์อันมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นองค์พระประมุขของประเทศ และด้วยความรักความศรัทธาใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามและทรงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในสุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก พระผู้พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงในด้านต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง จึงทรงได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ดังนั้น พระเกียรติคุณของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์งานของผมเสมอมา ด้วยความประทับใจผมจึงได้ศึกษาค้นคว้าการวาดฉลองพระองค์ สนใจในความงดงามของการวาดเครื่องประดับ ด้วยมิติลวดลายของเครื่องทรงแห่งพระเกียรติยศที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์แห่งพระราชินีของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความอ่อนหวานคลาสสิค เข้มแข็ง เฉียบคม สูงค่าและสง่างาม และด้วยความงดงามยิ่งแห่งพระปั้นเหน่ง รัดพระองค์ (หัวเข็มขัด) ของสมเด็จพระนางเจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยมิติความมีพลังของเส้นและรูปทรง ที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างของสัญลักษณ์ในครั้งนี้ อันน้อมมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและกำลังใจแด่คณะทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับอัญมณีพิสุทธิ์แห่งนพรัตน์นั้น เป็นรัตนชาติแห่งดวงดาวทั้ง 9 ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ ซึ่งอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะจักรวาล ที่เปล่งรัศมีให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเสริมสร้างบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง นำมาซึ่ง ความรัก ความกล้าหาญ เสริมส่งเกียรติยศและความสำเร็จ ฯลฯ ตามคติความเชื่อแห่งรัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอันสืบทอดมาแต่สมัยโบราณกาล ผมจึงได้นำสีของอัญมณีทั้ง 9 ชนิดมาเป็นหนึ่งในการออกแบบเฉดสีของ Key Visual ของงานในครั้งนี้ รวมถึงประสานความคิดจากรูปทรงของตัวอักษร M U T และ สัญลักษณ์ของดวงดาว (โลโก้หลักของ มิสยูนิเวิร์ส) เพื่อเป็นการแสดงจุดมุ่งหมายในการพิชิตมงกุฎนางงามจัๆกวาล มงกุฎที่ 3 ของคนไทยทั้งชาติ โดยสาวงามผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประเทศต้องถึงพร้อมด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเข้มแข็ง ดั่งคำว่า Empowering Beauty เปล่งประกายไปด้วยแสงจาก “มงกุฎแห่งดวงดาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของคนไทยทั้งประเทศ” ที่จะส่องสว่างพร้อมกันในเดือนมิถุนายนนี้”

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะอันเป็นภัยคุกคามมหาสมุทรของโลก ที่เกิดจากการทิ้งขยะพลาสติก เป็นความร่วมมือกับ “แปซิฟิค การ์เบจ สกรีนนิ่ง” (Pacific Garbage Screening) องค์กรผู้บุกเบิกเรื่องการอนุรักษ์มหาสมุทรของโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำของโลกให้สะอาด ด้วยการจัดเก็บขยะพลาสติกก่อนที่จะลงสู่มหาสมุทร ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39.50 มิลลิเมตร หน้าปัดสีน้ำเงิน Aqua Blue พร้อมวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว ที่สอดเคลือบด้วยเซรามิกสีน้ำเงินของท้องทะเล ฝาหลังประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) บรรจุมาในกล่องแบบพิเศษที่ทำขึ้นจากสาหร่าย วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลก  การเปลี่ยนของกระแสน้ำ โอริส มีความภูมิใจที่จะแนะนำ ประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition นาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรผู้บุกเบิกการอนุรักษ์มหาสมุทรที่เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงาน ข้อมูลสถิติแวดล้อมของพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรของเรานั้น ทำให้เกิดความยากในการอ่าน โครงการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้ทำการคำนวณว่า จำนวนขยะพลาสติกเกินกว่า 8 ล้านตัน ได้ไหลทะลักสู่มหาสมุทรในทุกๆ ปี นั่นเท่ากับจำนวนของรถขนขยะหนึ่งคันทุกๆ นาที องค์การสหประชาชาติเชื่อว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะในมหาสมุทรนั้นทำด้วยพลาสติก และนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นจำนวนถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ อ้างถึงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ภายในปี 2050 จะมีขยะพลาสติกในมหาสมุทร มากกว่าจำนวนปลา และประมาณร้อยละ 99 ของนกทะเลทั้งหมดจะกลืนกินขยะพลาสติก เป็นเวลายาวนานแล้วที่โลกปิดตา มองไม่เห็นสภาวะการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วง แต่เวลานี้มันถึงจุดที่ชีวิตของมนุษยชาติ กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม เนื่องจากวงจรของเราในห่วงโซ่อาหาร ที่เรากำลังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายจากวัสดุที่เป็นพิษ ที่เป็นอนุภาคเล็กๆ ในพลาสติกที่ปลากลืนกินเข้าไป และสุดท้ายปลาเหล่านั้นก็มาอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนกระแสน้ำ เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป   โอริส ได้ลงทุนและทำงานร่วมกับองค์กรเพื่ออนุรักษ์ทางทะเลชั้นนำของโลก หลายองค์กรในระยะเวลาหลายปีนี้ บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสอิสระ มีความมุ่งมั่นในปณิธานที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และได้นำเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติมาปรับใช้   ในเวลานี้ โอริสมีความภาคภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงความร่วมมือใหม่ กับ Pacific Garbage Screening (โครงการคัดกรองขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก) องค์กรผู้บุกเบิกที่ก่อตั้งได้ไม่นาน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้แหล่งน้ำของโลกสะอาด โดยการกักเก็บขยะพลาสติก ก่อนที่มันจะลงสู่มหาสมุทร เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงพันธกิจในครั้งนี้ โอริส ขอแนะนำประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition ที่ผลิตขึ้นจากนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำประสิทธิภาพสูง รุ่น Aquis กันน้ำได้ถึงระดับ 300 เมตร มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินไล่ระดับสี และวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล สื่อสัญลักษณ์ถึงความงดงาม และความสำคัญของน้ำ สัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของนาฬิกาเรือนนี้ นำเสนอมาในรูปแบบของเหรียญที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) ที่ประกอบเข้ากับฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกา ผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือน และบรรจุในกล่องแบบพิเศษ ที่ทำขึ้นจากสาหร่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   ‘นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition เป็นสื่อสัญลักษณ์ของปณิธานแห่งความมุ่งมั่นของเรา ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘โอริส ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ Pacific Garbage Screening ซึ่งเป็นโครงการที่มีแนวความคิดใหม่ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของโอริส’   การกำจัดขยะ พันธมิตรใหม่ของโอริส Pacific Garbage Screening กำลังดำเนินการจัดทำแพลทฟอร์มลอยน้ำต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้เก็บขยะพลาสติกจากมหาสมุทรของโลก จากการวิจัยในปัจจุบันระบุให้เห็นว่า เราประสบกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างร้ายแรง มหาสมุทรทุกแห่งของเราเต็มไปด้วยขยะพลาสติก การปฏิบัติตนที่ขาดความรับผิดชอบทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้น และทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ก็กำลังได้รับความเดือดร้อน แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้คำนวณว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวยุโรปรับเอาไมโครพลาสติกในปริมาณ 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลาทะเล ในปี 2016 รายงานโดยสมาคมการค้ายุโรป Plastics Europe (พลาสติกยุโรป) ได้ประมาณการว่าภายในปี 2050 ขยะพลาสติกปริมาณสองพันล้านตันจะไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 322 ล้านตันในปี 2015 ถ้าปริมาณการทิ้งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในอัตราปัจจุบัน   อะไรที่เราสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้? เป็นที่ชัดเจนว่า ธุรกิจทั้งหลายตลอดจนบุคคลทั่วไป มีหน้าที่ร่วมกันในการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น แต่เราก็ยังต้องการอีกหลายแนวความคิดใหญ่ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ในปัจจุบัน และซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรของเรา โอริส มีความภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงพันธกิจใหม่กับองค์กรใหม่ผู้บุกเบิก ที่ชื่อว่า “Pacific Garbage Screening” องค์กรที่ทำงานในการแก้ปัญหาเชิงปฏิวัติเพื่อช่วยทำความสะอาดมหาสมุทรของเรา แนวความคิดขององค์กรก็คือ การทำแพลทฟอร์มแบบลอยตัวที่จะนำไปตั้งอยู่ในแม่น้ำ และบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อทำการเก็บและนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรสภาพให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ โครงสร้างขนาดมหึมาที่จัดเก็บขยะพลาสติกทุกชนิด แม้กระทั่งไมโครพลาสติก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘การตกตะกอนแบบพลิกกลับ – inverted sedimentation’ โดยแผ่นครีบที่อยู่ใต้ผิวน้ำจะทำให้กระแสน้ำนิ่งสงบลง แล้วผลักขยะพลาสติกที่อยู่ใต้น้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ และแท่นแพลทฟอร์มก็สามารถที่จะช้อนเก็บมันออกมาได้   ‘นี่เป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนเกมวิธีการแก้ปัญหา ที่มหาสมุทรทุกแห่งในโลกของเราต้องการ’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘เรามีความภูมิใจที่ได้ให้การสนับสนุน Marcella (มาร์เซลล่า) และ โครงการของ Pacific Garbage Screening และรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นการพัฒนาแนวความคิดนี้ เราเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ มันเป็นความคิดที่ชาญฉลาด ซึ่งในขณะนี้ทีมงานของ Pacific Garbage Screening กำลังสร้างต้นแบบที่พวกเขาสามารถทดสอบเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้’ และในขณะที่ Marcella Hansch (มาร์เซลล่า แฮนช์) เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง และผู้ก่อตั้งโครงการ Pacific Garbage Screening (PGS) และยังเป็นสถาปนิกอีกด้วย เธอได้อธิบายถึงวิสัยทัศน์ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก   อะไรคือ Pacific Garbage Screening? “PGS เป็นโครงการเพื่อทำความสะอาดขยะพลาสติกในมหาสมุทร ความคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาสถาปัตยกรรมของดิฉัน เป็นแพลทฟอร์มลอยน้ำ ที่วางไว้ในตำแหน่งวงวนของน้ำในมหาสมุทร (รูปแบบการเคลื่อนที่เป็นวงกลมของกระแสน้ำในมหาสมุทร) เพื่อคัดกรองขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ก่อตั้งสมาคมที่ไม่หวังผลกำไร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อทำความคิดให้กลายเป็นจริง องค์กรนี้จึงกลายมาเป็น Pacific Garbage Screening”   เป้าหมายของโครงการคืออะไร? “เรามีสองเป้าหมาย ประการแรก คือ เพื่อพิสูจน์แนวความคิด และปรับแพลทฟอร์มให้เป็นต้นแบบที่ใช้งานได้ในแม่น้ำและปากแม่น้ำต่างๆ ประการที่สอง คือ การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษของขยะพลาสติก และการช่วยลดการใช้พลาสติกทั่วโลก”   อะไรคือ แพลทฟอร์ม ของ Pacific Garbage Screening และมันทำงานอย่างไร? “ตัวแพลทฟอร์ม คือ วัตถุที่มีลักษณะคล้ายสมอเรือ ดังนั้นมันจึงไม่มีการขับเคลื่อน และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และทำงานเหมือนอ่างตะกอนแบบพลิกกลับ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของมันจะช่วยทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรนิ่งสงบลง และจากนั้น เนื่องจากการหยุดนิ่งของกระแสน้ำ และความหนาแน่นที่ต่ำของพลาสติก ชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ ก็จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบตัวกรอง เช่น พวกตาข่ายต่างๆ แต่อย่างใด นั่นหมายถึงปลาและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรก็จะไม่ได้รับอันตราย”   คุณจะวางแพลทฟอร์มเหล่านี้ไว้ที่ใดบ้าง? “เราทราบว่า ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะพลาสติก ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านทาง 10 แม่น้ำสำคัญของโลก เราจะทำการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าแพลทฟอร์มจะบรรลุประสิทธิภาพขั้นสูงสุด และเกิดผลกระทบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในมหาสมุทร อีก 20 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำไปขนทิ้งทางเรือ”   จะใช้เวลานานเท่าไรในการสร้าง? “ในขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเรื่องการออกแบบ และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการวิจัย ภายในห้าปีข้างหน้าเราวางแผนที่จะทำการจำลองแบบการคำนวณ และการทดสอบแบบจำลอง ในขั้นตอนแรกจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพิสูจน์แนวคิด โครงการนี้จะต้องกำหนดว่าแพลทฟอร์มจะต้องมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้วัสดุอะไรที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”   รุ่นแรกจะเปิดตัวได้เมื่อไหร่? “มันขึ้นอยู่กับเงินทุน และผลลัพธ์ของโครงการวิจัย แต่เป้าหมายของเราคือการเปิดตัวต้นแบบแรกในอีกห้าปีข้างหน้า”   จะทำอย่างไรกับขยะพลาสติกที่เก็บมาได้? “พลาสติกจะไม่เปล่าประโยชน์ แต่เป็นทรัพยากรบนโลกของเรา มันควรจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อความยั่งยืน ขณะนี้เรากำลังทำการวิจัยว่าแพลทฟอร์มจะจัดการกับขยะพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาอย่างไร ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ”   ปริมาณขยะพลาสติกมีอยู่เท่าไรในท้องทะเลขณะนี้? “เนื่องจากไม่มีวิธีที่จะวัดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรได้อย่างแน่ชัด ตัวเลขทั้งหมดจึงเป็นค่าประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการคำนวณไว้ว่า ขยะพลาสติกประมาณ 700 ตัน กำลังไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ชั่วโมง ตัวเลขจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้น เว้นแต่ถ้า เราเรียนรู้ที่จะควบคุมการบริโภค และมีวิธีจัดการกับขยะพลาสติก เราทุกคนควรจะวิตกกังวลกันให้มาก ถ้าหากยังไม่ตื่นกลัวกับตัวเลขเหล่านี้”   อะไรคือผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม? “ปัญหาขยะพลาสติกกำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อมหาสมุทร และห่วงโซ่อาหารของโลกเรา มหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรของชีวิต และผลิตออกซิเจนประมาณร้อยละ 50 ของโลก ปลาจำนวนมากกำลังได้รับสารปนเปื้อนจากพลาสติกไปแล้ว มันเป็นปัญหาระดับโลก และผลที่ตามมาก็เป็นที่ประจักษ์ไปแล้วทั่วโลก”   เป็นความรับผิดชอบของใครในการแก้ปัญหานี้? “เราทั้งหมดต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ในฐานะผู้บริโภค ดังนั้นเราทุกคนควรที่จะแสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา แผ่นผืนขยะนั้นลอยอยู่เหนือน่านน้ำต่างๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีใครที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับมัน มันจึงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงองค์กรอิสระต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น”   เราสามารถมีบทบาทอะไรในการแก้ปัญหานี้? “ทุกคนสามารถทำได้คือ ต้องลดปริมาณการใช้พลาสติกในทุกวัน!”   ความร่วมมือกับ โอริส มีความเป็นมาอย่างไร? “เราได้รับการติดต่อผ่านทางงานแสดงภาพยนต์เกี่ยวกับมหาสมุทรสากล (International Ocean Film Tour) และเริ่มความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือกัน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสะอาดของมหาสมุทร ซึ่งมันชัดเจนว่า โอริส มีความทุ่มเทในเรื่องความสะอาดของมหาสมุทร”   ความร่วมมือในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? “เรากำลังทำงานร่วมกันในการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษจากพลาสติก เราจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเราร่วมมือกัน นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของ โอริส จะเป็นส่วนสำคัญให้การรับรู้ และสร้างความตระหนักรู้”   และสุดท้ายนี้ สำหรับคุณแล้ว การดำเนินตามวิถีของตนเอง มีความหมายว่าอะไร? “การทำสิ่งที่ดิฉันรัก และเกิดผลในเชิงบวกต่อโลกของเรา”   ห่วงโซ่อาหารที่เป็นพิษ “เมื่อไมโครพลาสติกที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ดูดซับสารที่เป็นอันตราย พวกมันก็จะกลายเป็นพิษ เมื่อพวกมันเข้าไปสู่ทะเล มันจะเป็นการเริ่มการเดินทางที่ไปสิ้นสุดบนโต๊ะอาหารของคุณ” 1. แพลงค์ตอนพืช พืชเซลล์เดี่ยว ที่อาศัยอยู่ในชั้นพื้นผิวน้ำ และทำการสังเคราะห์แสงโดยอาศัยแสงอาทิตย์ 2. แพลงค์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์สัตว์ ที่ดำรงชีวิตด้วยอยู่แพลงค์ตอนพืช ที่รายล้อมไปด้วยอนุภาคไมโครพลาสติกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 3. ไมโครพลาสติก อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดไม่เกิน 5 มม.แยกออกจากกันในมหาสมุทรที่ดึงดูด และสะสมมลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) 4. ปลาแฮร์ริ่ง ยังชีพด้วยปลาขนาดเล็ก และแพลงค์ตอนสัตว์ บริโภคไมโครพลาสติก ดังนั้นสารเคมีต่างๆ เช่น มลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) เข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิต 5. ปลาทูน่า ยังชีพด้วยปลา เช่น ปลาแฮร์ริ่ง หลังจากเวลาผ่านการบริโภคมลพิษสารอินทรีย์ถาวรในปริมาณที่สม่ำเสมอ จะเริ่มทำให้เกิดการสะสมเป็นปริมาณมาก 6. มนุษย์ ยังชีพด้วยปลา ชาวยุโรปบริโภคไมโคร พลาสติกเข้าไปในปริมาณมากถึง 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลา ปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่ยังคงอยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นยังไม่ทราบได้ Oris Clean Ocean Limited Edition นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นบนฐานของตัวเรือน รุ่น Oris Aquis ประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) บนฝาหลังของตัวเรือน รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน สเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น วงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล ขนาด 39.50 มม. (1.555 นิ้ว) หน้าปัด สีฟ้าน้ำทะเล วัสดุเรืองแสง เข็ม และขีดแสดงเวลาพิมพ์ทับด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ โค้งรูปโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน ฝาหลัง สเตนเลสสตีล ขันสกรู ประดับเหรียญทรงกลมทำด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) กลไกปรับตั้งเวลา มะยมนิรภัยสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว สายนาฬิกา สายสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น พร้อมเฟืองล็อคสายนิรภัย สเตนเลสสตีลแบบบานพับพร้อมส่วนปรับขยายสาย การกันน้ำ ถึงระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)   กลไก หมายเลขเครื่อง Oris 733 การทำงาน เข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาทีจากจุกศูนย์กลาง หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกปรับตั้งวันที่ กลไกปรับตั้งเวลาแบบละเอียด และกลไกหยุดเข็มวินาที การขึ้นลาน ระบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง จำนวนจำกัด 2,000 เรือน แต่ละเรือนบรรจุในกล่องที่ด้านนอกหุ้มด้วยวัสดุที่ทำจากสาหร่าย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประดับด้วยพลาสติกรีไซเคิล   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555

By MercedesBenz

SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ย้อนกลับไปปี 1969 นับเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ที่มวลมนุษยชาติต่างต้องจารึก เมื่อ “นีล อาร์มสตรอง” และ “บัซ อัลดริน” กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยหนึ่งในนั้นยังสวมใส่ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล (OMEGA Speedmaster Professional) สัญลักษณ์แห่งความช่างประดิษฐ์ที่พาเราบุกเบิกสู่พรมแดนใหม่ จนได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนแรก ที่สวมใส่บนดวงจันทร์อย่างแท้จริง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับความสำเร็จ ของภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของโครงการอพอลโล 11 ในครั้งนั้น โอเมก้า (OMEGA) จึงได้ผลิตเรือนเวลารุ่นพิเศษ ที่ชวนรำลึกถึงวันแห่งความอาจหาญ กับ SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ในจำนวนจำกัดเพียง 6,969 เรือนเท่านั้น STILL A PIONEER แม้จะล่วงเลยมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 1969 ที่สปีดมาสเตอร์ (Speedmaster) ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับการสำรวจอวกาศอย่างยิ่งใหญ่ โอเมก้ายังคงส่งมอบเรือนพิเศษ เพื่อรำลึกถึงภารกิจแห่งมวลมนุษยชาตินี้เรื่อยมา ล่าสุดกับวัสดุเอ็กซ์คลูซีฟที่จดสิทธิบัตรเพื่อเป็นเอกสิทธิ์พิเศษของแบรนด์อย่าง มูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต (18K Moonshine™ gold) โดยโทนสีของทองคำชนิดใหม่นี้จะอ่อนและนวลกว่าเยลโลว์ โกลด์ที่ใช้ดั้งเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับความทนทานของสีและเงางามตราบนานเท่านานอีกด้วย   ENGINEERING AT ITS BEST นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของภารกิจพิชิตดวงจันทร์อพอลโล 11 เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้จึงคงความคลาสสิคของตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 ไว้อย่างครบถ้วน กับตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลส สตีล และขอบตัวเรือนสีดำขัดเงารังสรรค์จากเซรามิก [ZrO2] ที่ผ่านกระบวนการผลิตอันซับซ้อน พร้อมประดับตัวเลขบนมาตรวัดทาคีมิเตอร์ด้วยเซร่า โกลด์ (OMEGA Ceragold™) เพิ่มความสง่างามยิ่งขึ้นด้วยอินเด็กซ์ โลโก้ และเข็มบอกเวลา รังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต ตัดกับพื้นหน้าปัดสีเทาดำอย่างลงตัว ICONIC TRIBUTES นอกจากความล้ำค่าของวัสดุพิเศษประจำปีนี้แล้ว บนพื้นหน้าปัดยังแฝงไปด้วยดีเทลที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งหมดรังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต เริ่มต้นจาก เลข 11 ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา ที่สื่ออย่างตรงไปตรงมาถึงยานอพอลโล 11 ต่อด้วยภาพแกะสลักด้วยเลเซอร์ของ “บัซ อัลดริน” ขณะไต่ลงจากยานอพอลโล 11 เพื่อลงมาเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ บนวงหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เมื่อพลิกไปส่วนของฝาหลัง ก็จะได้พบกับรอยเท้าของนักบินอวกาศซ่อนอยู่ใต้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งถูกแกะสลักไว้อย่างประณีตด้วยเลเซอร์บนพื้นสีดำที่จำลองรอยเท้าที่ประทับบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อย่างสมจริง ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยประโยคในตำนานของ “นีล อาร์มสตรอง” ที่ว่า “THAT’S ONE SMALL STEP FOR A MAN, ONE GIANT LEAP FOR MANKIND” ด้วยตัวอักษรชุบมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต   THE CASEBACK วงแหวนฝาหลังด้านนอก ได้รับการแกะสลักข้อความว่า APOLLO 11, 50th ANNIVERSARY, LIMITED EDITION รวมถึงหมายเลขลำดับนาฬิกาที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดด้วยตัวอักษรสีดำ ขณะที่ข้อความว่า NAIAD LOCK, Cal. 3861 และ CO-AXIAL MASTER CHRONOMETER แกะสลักอย่างกลมกลืนไปกับเนื้อสแตนเลส สตีล   MOONWATCH MOVEMENT ก้าวไปอีกขั้นสำหรับมูนวอชท์ กับกลไกล่าสุด OMEGA Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 3861 ที่ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 4 ปี เพื่อยกมาตรฐานการแสดงเวลาของโอเมก้า ให้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งกว่าเดิม สามารถต้านทานต่อสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 gauss และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงในระดับมาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ (Master Chronometer) โดยยังคงสัดส่วนของกลไกให้มีขนาดเท่ากับ คาลิเบอร์ 1861 ทุกประการ   ASTRONAUT KIT เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสายนาฬิกาสแตนเลส สตีลขัดเงาตัดสลับขัดด้าน ที่สำคัญยังประทับตราสัญลักษณ์โอเมก้าสไตล์วินเทจ Ω ลงบนบานพับสำหรับล็อกสายนาฬิกาตามแบบฉบับตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 อีกด้วย กล่องนาฬิกาออกแบบพิเศษในสไตล์ NASA ภายในประกอบด้วย SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ที่จัดแสดงอย่างสง่างามบนดิสเพลย์ดีไซน์คล้ายกับยานสำรวจดวงจันทร์ (Lunar Module) มาพร้อมอุปกรณ์เปลี่ยนสาย และสายสำรองที่ออกแบบพิเศษ โดยใช้วัสดุเดียวกับฉนวนกันความร้อนที่ช่วยให้ลูกเรือของจรวด Saturn V รอดพ้นจากความร้อนมหาศาล ขณะปล่อยตัวออกจากฐานไปสู่นอกโลก   SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition บนตัวเรือนสแตนเลส สตีล ผลิตจำกัดเพียง 6,969 เรือน ในราคา 335,000 บาท   สัมผัสนวัตกรรมชั้นเลิศและประสบการณ์เหนือระดับไปกับ OMEGA ได้ที่บูติคสาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959 สาขาสยามพารากอน โทร.02-129-4878 และ สาขาดิ เอ็มโพเรียม โทร.02-664-9550

By MercedesBenz

เมืองพัทยาพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาของปรากฎการณ์ระดับโลก งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (Pattaya International Fireworks Festival) วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาเมืองพัทยา ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ของทุกปี และยังถือเป็นการมอบของขวัญแห่งความสุขในช่วงบรรยากาศส่งท้ายปีด้วยการเนรมิตทั่วผืนฟ้าเมืองพัทยายามค่ำคืนให้สว่างไสวและเจิดจรัสภายใต้แนวความคิด “The Grand Illumination” ซึ่งภายในงานพลุหลากสีสุดอลังการจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนติน่า แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เยอรมัน และฟิลิปปินส์ จะถูกจุดประกายความสวยงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ ผสานกับจังหวะดนตรีบรรเลงประกอบที่จะเรียกเสียงปรบมือและสร้างตราตรึงใจ พร้อมด้วยคอนเสิร์ตสุดประทับใจจากศิลปินชั้นนำของประเทศ สถานที่ บริเวณถนนสายชายหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 19.30 : ​พิธีเปิด 20.00 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 ไทย - เจิดจรัสเบิกฟ้าพัทยาประชาสุขใจ 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 อาร์เจนติน่า - Radiance over the sea 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 แคนาดา - Dancing Stars 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Musketeers 21.35 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - Reach for the stars 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 เยอรมัน - Brightening the horizons 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 6 ฟิลิปปินส์ - Sparkle Sensation วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 20.00 : ​พิธีเปิด 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 อาร์เจนติน่า - Enchanted Dreams 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 แคนาดา - Razzle-dazzle 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Yes’sir Days 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - The Magnificence over the Rainbow 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 เยอรมัน - Flame up the dark 22.20 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 ฟิลิปปินส์ - Glorious Finale 22.35 : ​การแสดงคอนเสิร์ต 25Hours

By MercedesBenz

วันแรก – ตะลุยหิมะ เพลิดเพลินกับกิจกรรมหลังการเล่นสกี (Après-ski) สนุก ตื่นเต้น เร้าใจไปกับการลื่นไถลบนลานสกีที่มีความยาวถึง 600 กิโลเมตร สกีรีสอร์ท L’Apogée Courchevel เป็นประตูสู่ Les Trois Vallées ซึ่งเป็นลานสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยระยะทางเชื่อมต่อกันถึง 600 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณจะมาเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้กี่ครั้งก็จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่เสมอเพราะมีพื้นที่หลากหลายความชันให้คุณได้ลองเล่นไม่ว่าจะบนความชันแบบเรียบๆ หรือบนความชันระดับสูงที่สร้างความท้าทายให้กับคุณ ถ้าคุณอยากลองเล่นในระดับยากบนพื้นที่มีความชันระดับสูงต้องไปที่ Combe Pylon หรือถ้าเพิ่งเคยเล่นสกีเป็นครั้งแรกเราสามารถอำนวยความสะดวกให้คุณได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์การเล่นสกีอันน่าตื่นเต้นนี้ได้ บุกป่าตะลุยหิมะ มาลองทำกิจกรรมใหม่ๆ บนพื้นที่ลาดชันกันบ้าง เตรียมตัวให้พร้อมใส่รองเท้าหิมะ ผูกเชือกรองเท้าให้แน่นเพื่อออกเดินทางสำรวจ บุกป่าเพื่อค้นพบสิ่งอันน่าตื่นเต้น นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ สำหรับทุกคน เรามีไกด์คอยให้คำแนะนำขณะเดินทางบนเส้นทางปกคลุมไปด้วยหิมะ ในระหว่างทางคุณอาจจะประจันหน้ากับเลียงผา หมาป่า หรืออาจจะพบมันซ่อนตัวของในพุ่มไม้สนปกคลุมไปด้วยหิมะ เปิดประสบการณ์กับมื้ออาหารกลางวันบนเทือกเขา ร้านอาหาร Cave des Creux ให้บรรยากาศการนั่งรับประทานอาหารบนยอดเขาอย่างแท้จริง คุณสามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาสูงขณะรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งนี้ดำเนินธุรกิจโดยสองพี่น้องชาวฝรั่งเศสและเพื่อนของพวกเขาที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำการเล่นสกี จากกระท่อมเล็กๆ ที่ใช้เป็นที่พักสำหรับคนเลี้ยงแกะหรือถ้ำชีสในปัจจุบันได้เติบโตเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟมื้อกลางวันอันแสนวิเศษบนเทือกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารพื้นเมืองของชาวฝรั่งเศส สัมผัสวัฒนธรรมที่ L’Art au sommet นอกจากลานสกีอันน่าทึ่งแล้วคุณยังมีโอกาสได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมเมื่อมาเยี่ยมเยือนคูร์ชแวล เมื่อไปถึงยอดเขาคุณจะพบ L’Art au sommet  พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจัดแสดงรูปปั้นหิมะขนาดใหญ่ คุณจะได้เจอกับรูปปั้นแพนด้ายักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ นอกจากนี้ยังมีงานเพ้นท์ลวดลาย ใช้สีสัน บนลิฟท์กอนโดลาโดยฝีมือสตรีทอาร์ติสชื่อดังให้คุณได้ชมอีกด้วย ผลงานที่จัดแสดงล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของสตรีทอาร์ติสจากทั่วโลกซึ่งรวบรวมจัดแสดงโดย Galeries Bartoux ผ่อนคลายหลังการเล่นสกี เปิดประสบการณ์ใหม่กับการทำสปาทรีทเม้นท์บนยอดเขาได้ที่สปา L’Apogée โดย ลา แพร์รี่ (La Prairie) Bania Suite เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่จะช่วยบำบัดหลังเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าจากการเล่นสกี ที่นี่มีบริการทำทรีทเม้นท์ที่ผสมผสานการบำบัดสไตล์รัสเซียโดยใช้ใบจากต้นเบิช (Birch) ที่มีกลิ่นหอมซึ่งจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ตามด้วยไฮโดรเธอราพี (hydrotherapy) ศาสตร์การบำบัดและผ่อนคลายผิวด้วยน้ำ ลงไปแช่ตัวในสระน้ำอุ่นสักพักเพื่อผ่อนคลายในบรรยากาศอันเงียบสงบ หรืออาจจะเลือกการนวดเพื่อคลายเครียด หรือฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการนวดบำรุงผิวสวย เนียนนุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์จาก ลา แพร์รี่ นั่งจิบค็อกเทลให้สบายใจ มานั่งจิบค็อกเทลที่ Le Bar de L’Apogée เม้าท์กับเพื่อนอย่างสบายใจถึงเรื่องราวการผจญภัย ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติอย่างอบอุ่นบนยอดเขาในช่วงเย็น ทั้งยังได้ฟังเพลงอันไพเราะจากนักร้องสาวแสนสวย เสียงดี สลับกับเพลงจังหวะสนุกๆ ที่ดีเจเลือกให้คุณช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบ เปิดประสบการณ์มื้อค่ำสุดพิเศษบนเทือกเขาที่สูงที่สุด เพื่อสานต่อความสุขของคุณอย่างต่อเนื่องเราจะพาคุณไปรับประทานอาหารค่ำที่ Le Comptoir de L'Apogée ซึ่งเป็นหนึ่งย่านร้านอาหารหรูชั้นนำที่เต็มไปด้วยสีสันของคูร์ชแวลซึ่งเป็นสกีรีสอร์ทในเทือกเขาแอลป์ ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ผ่อนคลาย เปี่ยมไปด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ มาลิ้มลองเมนูชั้นเลิศระดับโลก และอาหารพื้นบ้านของซาวัว (Savoie) วันที่ 2 เต็มอิ่มกับกิจกรรมท้าความหนาวบนลานหิมะ สนุกกับสุนัขลากเลื่อน เป็นกิจกรรมเปี่ยมเต็มไปด้วยพลัง เพียงคุณขึ้นยืนบนเลื่อนสุนัขเพื่อคุมบังเหียนรถลาก หลังจากนั้นออกคำสั่งโดยเรียกชื่อหัวหน้าทีม พวกมันก็เริ่มปฏิบัติการลากรถเลื่อนไปตามไหล่เขาข้ามทุ่งหิมะ ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ สร้างความตื่นเต้น สนุกสนานให้กับคุณ เหินเวหากับเครื่องร่อน สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น บีบหัวใจไปกับเครื่องร่อนบินไปในอากาศ มีนักบินบังคับเครื่องร่อนอยู่คุณแค่ลื่นไถลเบาๆ ไปตามทางลาดชัน โดยมีลมที่พัดผ่านคอยพยุงใต้ปีกเครื่องร่อนทำให้คุณเหินเวหาอยู่กลางอากาศ แม้ว่าเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นนกบินยู่บนท้องฟ้า แล้วเครื่องร่อนลงแตะพื้นอย่างนุ่มนวลและมาหยุดที่สกีของคุณ พักรับประทานมื้อกลางวันที่ L’Apogée นั่งสบายๆ บนโซฟาในมุมส่วนตัวของร้านอาหาร L’Apogée เพื่อรับประทานมื้อเที่ยงเบาๆ ด้วยอาหารแคลอรีต่ำที่ดีต่อสุขภาพ ไม่หนักท้อง มาลองเมนูพิเศษที่ทางร้านนำมาทวิสต์ (twist) ในสไตล์ตัวเอง อาทิ  แฮมเบอร์เกอร์ชีสฝรั่งเศส reblochon (burgers with reblochon) คลับแซนวิชกุ้งล็อบสเตอร์ (lobster club sandwich) เนื้อวัวย่างกับตะไคร้ (lemongrass beef skewers) ห้ามพลาดซูชิอันแสนอร่อยจาก Koori โชว์ลีลาไอซ์สเก็ต แวะลานสเก็ตน้ำแข็งในที่ร่มของคูร์ชแวลเพื่อโชว์ทักษะการเล่นสเก็ตน้ำแข็งด้วยการกระโดดแบบ salchow หรือในแบบ toe loop หลังจากนั้นไปสนุกต่อกับการร้องเพลงคาราโอเกะในช่วงเย็น เพลิดเพลินไปกับการช้อปปิ้ง มีร้านมากมายให้คุณได้ช้อปปิ้ง 1850 PARFUM เป็นศูนย์รวมน้ำหอมและเครื่องสำอางชื่อดังระดับโลก ร้าน Côté Neige ขายของแต่งบ้านสุดหรูสำหรับไอเดียการแต่งบ้านบนภูเขาในสไตล์คอนเทมโพรารี ถ้าคุณกำลังมองหาร้านอุปกรณ์สกีคุณภาพเยี่ยมเราขอแนะนำร้าน L’Apogée Courchevel นอกจากนี้ยังมีร้านบูติคที่โรงแรมซึ่งมีของสวยๆ งามๆ ให้เลือกมากมาย อาทิ เสื้อทำจากขนแคชเมียร์ (cashmere) อันแสนนุ่ม สเวตเตอร์และเดรสดีไซน์เก๋ ปาร์ตี้บนยอดเขา La Folie Douce เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณสามารถพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นสกี มานั่งรับประทานอาหารเบาๆ ในบรรยากาศแบบไนต์คลับที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงคาบาเร่ย์ ร่วมงานปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อนเพื่อเรียกคืนความสดชื่นในท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม พนักงานของเราสามารถดำเนินการจองให้คุณได้ ผจญภัยไปกับสโนว์โมบิล ตอนเย็นเป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น ท้าทายกับการขับขี่สโนว์โมบิล อันที่จริงมันขับได้ไม่ยาก แต่หากคุณไม่สะดวกให้ไกด์เป็นคนขับแล้วคุณนั่งข้างหลังยานพาหนะได้ และลื่นไถลลงไปบนลานสกี ผ่านพุ่มไม้ลงไปในป่า ขณะเล่นคุณยังได้ดื่มด่ำกับวิวอันงดงามโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนภายใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนที่มีประกายสีนวลเสมือนดั่ง มง บล็อง (Mont Blanc) ดินเนอร์สุดหรูที่ Koori ในช่วงค่ำมาดินเนอร์ในร้านอาหารสุดหรูชื่อว่า Koori ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “น้ำแข็ง” เหมาะกับคอนเซ็ปของร้านเพราะอาหารแต่ละจานที่ทางร้านเสิร์ฟจะเน้นเรื่องความเย็นเป็นหลัก ซูชิมาสเตอร์เตรียมพร้อมเสมออยู่ที่ Le Comptoir เพื่อบรรจงประดิษฐ์ซูชิอย่างงดงาม ปั้นแต่งอย่างประณีต มีศิลปะเพื่อให้คุณเข้าถึงรสชาติแบบคำต่อคำ ทางร้านเน้นการคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่เสมอ ห้ามพลาดเมนูพิเศษ ดรากอน คูริ โรล (Dragon Koori Rolls) และเมนูหอยเชลล์รสเลิศที่มีส่วนผสมของ shichimi togarashi, combava, chizo และ lotus shoots วันที่ 3 อัดแน่นความสนุกกับวันสุดท้าย สุดยอดความท้าทาย มาเป็นดาวเด่นที่ the Grand Couloir เมื่อทุกสายตาต่างจับจ้องการโชว์ลีลาสกีขั้นเทพของคุณ หรือจะร่วมทริปสกีที่ La Masse ซึ่งเป็นสนามแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 1992  (the 1992 Olympic Ladies Downhill course) เพื่อออกลีลาวาดลวดลายสกีกระตุ้นอะดรีนาลีน หรือจะร่วมฝึกทักษะการสกีในระดับกลาง  มีลานสกีสำหรับฝึกซ้อมอยู่ใต้ Courchevel’s Altiport นี่เป็นวันแห่งความท้าทายความสามารถทางสกีของคุณ และช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาและเรียนรู้ทักษะการสกีใหม่ๆ ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ที่ The Spa L'Apogée by La Prairie เป็นแหล่งบำบัดสุขภาพท่ามกลางความเงียบสงบ ด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติแห่งเทือกเขา ใช้เวลาที่เหลือไม่กี่ชั่วโมงก่อนกลับให้คุ้มค่าด้วยการทำสปาทรีทเม้นท์ในห้องสปาใต้พื้นดินเพื่อช่วยปรับร่างกายหลังจากที่ต้องอยู่ในอากาศหนาวเป็นเวลานาน ตามด้ายการนวดผ่อนคลาย ทุกเมนูการนวดของเราจะช่วยลดกรดแลคติกที่สะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้ลดอาการปวด ตึง หลังจากออกแรงอย่างหนักในการเล่นสกี และทำกิจกรรมอันท้าทาย แล้วมาทำทรีทเม้นท์ฟื้นฟูผิวหน้าต่อ เพื่อช่วยเติมน้ำให้ผิวกลับมาดูชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง สดใส ดังเดิม บอกลาเพื่อนร่วมทริป มาเจอเพื่อนร่วมทริปที่ Le Bar de L’Apogée เพื่อระลึกถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น ประทับใจเกี่ยวกับการแข่งขัน ทักษะการสกี การกำจัดคู่แข่ง และชัยชนะ ตลอดจนกิจกรรมหลังการเล่นสกี ศิลปะการกินอาหาร และร่วมดื่มฉลองก่อนการจากลา เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในทริปอันแสนสนุกในปีหน้า รับรองได้ว่าคุณจะได้สัมผัสกับการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างแน่นอน L'Apogée Courchevel สกีรีสอร์ทสุดหรูเหมาะสำหรับนักสกีที่มีความเชี่ยวชาญ หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามบนเทือกเขา มีอุปกรณ์เล่นสกีชั้นเลิศ ห้องสปาใต้พื้นดินสุดหรู สไตล์การตกแต่งของรีสอร์ททำให้แขกผู้เข้าพักรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เชิญคุณเข้าพักสกีรีสอร์ทที่มีเส้นทางไปสู่ลานสกี เรามีแพ็คเกจสุดพิเศษสำหรับคุณ แขกทุกท่านจะมาเจอกันที่สนามบินเจนีวาและเดินทางไปยัง L’Apogée Courchevel โดยลีมูซีน เพื่อพักผ่อนอย่างมีสไตล์ในบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ผู้เข้าพักจะได้รับบัตรผ่านสำหรับการเล่นสกี (Ski pass) ทุกวันขณะพักที่โรงแรมของเรา คลิกลิ้งค์นี้หากต้องการจองที่พัก 3 คืน book your 3 night stay now คลิกลิ้งค์นี้หากต้องการจองที่พัก 6 คืน book your 6 night stay now แพ็กเกจประกอบไปด้วย สำหรับการพัก  6 คืน 7 วัน ราคา half-board (ที่พักรวมค่าอาหารเช้า และอาหารเย็น ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม) เริ่มต้นที่ 1,469 ยูโร ต่อคืน สำหรับการพัก 3 คืน 4 วัน ราคา half-board (ที่พักรวมค่าอาหารเช้า และอาหารเย็น ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม) เริ่มต้นที่ 1,647 ยูโร ต่อคืน

By MercedesBenz

โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตและวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน จนถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2562 ณ ห้องอาหารกินจ้า เทสต์ และห้องอาหารอันดามัน กริลล์ เทศกาลถือศีลกินเจของชาวภูเก็ต  ถือเป็นเทศกาลสำคัญโดยเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามและเก่าแก่ ปฏิบัติสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน  งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และไข่ ละเว้นการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รักษาศีล ถือเป็นการชำระล้างทั้งร่วงกายและจิตใจ ตลอดช่วงเวลา 9 วัน 9 คืน โดยมีความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ถือศีลกินเจและสุขภาพแข็งแรง โปรโมชั่นสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก มีให้เลือก 3 รายการดังนี้ Phuket Vegetarian Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ เรียนเชิญทุกท่านมาลิ้มลองเซ็ตเมนูอาหารเจและมังสวิรัติ โปรโมชั่นระหว่างวันที่ 28 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคมนี้เท่านั้น โดยเซ็ตเมนูมีรายการอาหารรวม 11 รายการ สำหรับทานร่วมกันกับเพื่อนหรือคนรัก เมนูเด่น ๆ ได้แก่ ส้มตำข้าวโพดเจ  ผัดไทยเจ  พักพริกไทยดำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และตบท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง บัวลอยน้ำขิง เป็นต้น  เซ็ตเมนู Phuket Vegetarian ราคา 1,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ต่อเซ็ต ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นเมนู a la carte จากเซ็ตเมนูดังกล่าวข้างต้นได้เช่นกัน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม ‘Gin Jay’ Thai Tapas Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ ร่วมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการรับประทานผักเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเมนูอาหารมังสวิรัติในรูปแบบไทยทาปาส โปรโมชั่นตลอดช่วงเดือนตุลาคม เมนูอาหารจานเล็ก ๆ ทั้ง 7 รายการ อาทิเช่น เกี๋ยมันทอดห่อฟองเต้าหู้บนเสริฟบนซอสพริกน้ำมะขาม เมนูพล่าขนุน เมนูฟักเขียวแพนงครีมซอส เมนูแกงแพนงฟักทองเสริฟ์พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เมนูอาหารมังสวิรัติไทยทาปาส ราคา 1,299++ บาท ต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม World Vegetarian Day Set Menu: ร้านอาหารอันดามัน กริลล์ ร่วมเฉลิมฉลองวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นดินเนอร์เอาใจชาวมังสวิรัติในค่ำคีนวันที่ 2 ตุลาคมนี้เท่านั้น เมนูอาหารมังสวิรัติแบบตะวันตก เสริฟ์ในสไตล์เพื่อการลิ้มลองรสชาติอาหาร หลากหลายรายการแบบเซ็ต ราคา 1,499++ บาทต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะที่นั่งสำหรับอาหารค่ำ ได้ที่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โทร. +66 076 338 000 ต่อ 3748

By MercedesBenz

โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ววันนี้ ด้วยจังหวัดภูเก็ตนั้นขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน พร้อมทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตันแห่งที่ 2 ในประเทศไทย ต่อจากโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุวิท กรุงเทพฯ “ประเทศไทยมีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราไม่หยุดนิ่งที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์โรงแรมซึ่งเติบโตเร็วที่สุดของเราสู่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต” มร.พอล ฮัทตัน รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน กล่าว “ในขณะที่เรายังคงขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของฮิลตันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี” โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท สามารถทำให้คุณได้รื่นรมย์กับสถานที่พักผ่อนใจกลางหาดป่าตอง ทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลอันดามันได้จากชายหาดแสนสวยที่อยู่ตรงข้าม รีสอร์ทตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูเก็ตอีกมากมาย อาทิ ซอยบางลา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน และตลาดบ้านซ่าน โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากเมืองภูเก็ต และ 60 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต “ในโอกาสที่ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ฉลอง 50 ปี เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโรงแรมทั่วโลกแล้วถึง 560 แห่ง ใน 45 ประเทศ” แขกผู้เข้าพักจะสามารถรื่นรมย์ไปกับตัวเลือกในการพักผ่อนอันหลากหลาย ในขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นส่วนตัว โดยเริ่มจากการต้อนรับด้วยคุกกี้ช็อคโกแลตชิพอบร้อนๆ” กล่าวโดย มร.ชอน แมคเคเทียร์ รองประธานอาวุโส เครือดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ด้วยห้องพักและห้องสวีทถึง 290 ห้อง มีขนาดตั้งแต่ 35 – 350 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาพร้อมระเบียงห้องพักที่ให้คุณได้รับชมวิวสวนอันเขียวขจีและเงียบสงบ และวิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ทั้งนี้ยังเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในภูเก็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลคีย์ โดยให้บริการร่วมกับการเช็คอินแบบดิจิทัล ทั้งนี้ฮิลตัน ออนเนอร์ส แอปพลิเคชัน ยังเป็นโปรแกรมสมาชิกที่แรกที่ให้ลูกค้าสมาชิกสามารถเลือกห้องพักที่ต้องการได้ผ่านทางแอปพลิเคชันอีกด้วย แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ทั้ง 3 สระ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกนอนอาบแดด ณ หาดป่าตองอันมีชื่อเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีสอร์ท โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท นำเสนอห้องอาหารและบาร์ 5 แห่งให้เลือกใช้บริการดังนี้: เดอะพอร์ท ให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน เสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเมนูอาหารนานาชาติและอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ในช่วงมื้อกลางวัน และมื้อค่ำลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบริเวณห้องโถงด้านใน หรือระเบียงกว้างด้านนอก เดอะชอร์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ หรือแบบตามสั่ง ในแบบฉบับของดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบค็อกเทล หรือกาแฟชงพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินอาหารว่างมื้อเบาๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ที่ ล็อบบี้บาร์ หรือจะเลือกมานั่งที่ “บลา บลา บาร์” เพื่อรับลมชมวิวหาดป่าตองก็ได้ นอกจากนี้ยังมี สวิมอัพ บาร์ริมสระน้ำ ที่มาพร้อมที่นั่งใต้น้ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้รื่มรมย์กับวันพักร้อน รีสอร์ทแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดการประชุม สัมมนา และงานจัดเลี้ยงขนาดกลาง และขนาดย่อม ด้วยห้องประชุมอันดามัน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถรับรองลูกค้าได้มากถึง 396 ท่าน ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร มีเพดานสูง 8 เมตร พร้อมทั้งห้องโถงขนาดใหญ่ภายนอก และอุปกรณ์ภาพและเสียงอันทันสมัย รวมถึงผนังเลื่อนได้ สามารถแบ่งเป็นห้องประชุมย่อยได้ 2 ห้องอีกด้วย โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เป็นส่วนหนึ่งของฮิลตัน ออนเนอร์ส โปรแกรมสมาชิกสำหรับโรงแรมในเครือฮิลตัน 17 แบรนด์ แขกผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการเข้าพัก ทั้งในเรื่องยืดหยุ่นการชำระเงินที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนสะสมรวมกับเงินสด ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก รวมถึงบริการฟรีไวไฟ แบบมาตรฐาน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของรีสอร์ท เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ ลูกค้าฮิลตัน ออนเนอร์ส รับคะแนนสะสมเพิ่ม 5,000 คะแนน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ท 3 คืนขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2562 สอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก โดยเยี่ยมชมเว็บไซต์ DoubleTree by Hilton Phuket Banthai Resort หรือโทร 076 340850

By MercedesBenz

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558

By mercedesmagazine

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

By MercedesBenz

"F1 in Schools Thailand" ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ผ่านการออกแบบสร้างรถแข่ง F1 คันจิ๋ว!” ในรูปแบบ 3 มิติ มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ 4 สาขาวิชาหลัก ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ทั้งยังได้เรียนรู้ ด้านการตลาด การเงิน การออกแบบ การสื่อสาร การบริหารจัดการต่างๆ ตามแนวทางของ “STEM Challenge” ซึ่งเป็นหลักสูตรนี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มาใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ “รถแข่งF1 จิ๋ว” โดยใช้ซอฟต์แวร์ CAD / CAM ทำงานร่วมกันออกแบบวิเคราะห์ ผลิต ทดสอบและแข่งรถยนต์ขนาดเล็ก ให้มีสมรรถนะสูงสุด รูปลักษณ์สวยงาม และวิ่งได้เร็วที่สุด แล้วจำลองต้นแบบรถฟอร์มูล่าวัน (F1 model block) ในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยDenford เครื่องพิมพ์3 มิติ แล้วขับเคลื่อนโดยเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โปรแกรมนี้ จะมุ่งเน้นไปที่เด็กช่วงอายุที่ 9 -19 ซึ่ง F1 in Schools เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้านวิศวกร นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสที่เด็กไทยจะได้เข้าร่วมการแข่งขันประลองความเร็วของรถแข่งจำลองระหว่างประเทศ ในระดับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อายุ 11-19 ปี บนรางที่มีความยาว 20 เมตร และทำงานต้องเสมือนจริงกับทีมแข่ง รถฟอร์มูล่า1 ในสนามใหญ่ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วิเคราะห์ ผลิต ทดสอบ ตลอดจนการหาทุนสนับสนุน ถือเป็นการเรียนรู้ที่ผสานศาสตร์และศิลป์ ร่วมกันได้อย่างลงตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตสู่อาชีพในอนาคต ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านคว้าตำแหน่งอันดับ 6 ของโลก และที่ 1 ของเอเชีย จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ และทีม “เตโช เรสซิง” จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าในอนาคตทีมไทยจะเป็นผู้ชนะการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก ปัจจุบัน F1 in Schools Thailand ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ เปิดสอน "STEM Challenge" ทั้งหมด 12 โปรแกรม ประกอบด้วย 1)Space – Nanosatellite, 2)Air - (First Person View) FPV Drone, 3)Land - F1 in Schools Car, 4)Terrain - Remote Control 4x4 Vehicle, 5)Sea - Subs in Schools Submarine, 6) Autodesk - Fusion360, 7)Denford - CNC Machine, 8)Esports - F1 Simulator, 9)Jaguar Primary Schools Challenge - Paper Cars powered by 4grams Co2, 10)Denford Primary STEM Project - Paper Cars powered by an air pump, 11) Aquaponics - Vertical Farming, 12) Warhammer - Board game based on Arts and Strategy. โดยเปิดรับบุคคลทั่วไป เด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ผู้ปกครอง และคุณครู ทั้งรายบุคคลหรือทีม และเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในระดับนานาชาติ ด้วยการแข่งขัน F1 in Schools STEM Challenge ที่เป็นแกนหลัก ซึ่งโปรแกรมนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาด้านทักษะและความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทางสาขาอาชีพการงานในอนาคต ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครสมาชิกได้ที่ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ซอยรามคำแหง 68 บางกะปิกรุงเทพฯ หรือ https://pensmithschool.ac.th/ ดร.จักรพรรดิ พิทักษ์ธารารวย ผู้อำนวยการโครงการ "F1 in Schools Thailand" ผู้ริเริ่มโครงการฯ ในประเทศไทย กล่าวว่า “F1 in Schools Ltd เป็น บริษัท ที่ไม่แสวงหาผลกำไรก่อตั้งขึ้นโดยมีพันธมิตรที่มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การศึกษาที่น่าตื่นเต้น แต่ท้าทายผ่านการดึงดูดแม่เหล็กของฟอร์มูล่า1 ให้กับเยาวชน การออกแบบรถฟอร์มูล่า1 ถือเป็นความท้าทายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนใช้เทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ อากาศพลศาสตร์ การออกแบบ การผลิต การสร้างแบรนด์ กราฟิก การสนับสนุน การตลาด การเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม ทักษะการใช้สื่อและกลยุทธ์ทางการเงินและนำไปใช้ในทางปฏิบัติจินตนาการการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น ทั้งยังได้ร่วมมือกับพันธมิตร DENFORD ภายใต้โครงการ F1 in Schools Primary STEM Project powered by DENFORD ในการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตรถแข่ง รวมถึงอุปกรณ์สิ้นเปลืองครบวงจร F1 Model Blocks, Wheel, Axles, Stands Stands และ CO2 Power Packs รวมถึง Race Track นายพอ อู่อุดมยิ่ง ผู้จัดการทีม เพอร์ซูทเรสซิง กล่าวว่า “ในฐานะของเยาวชนไทยรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงในเวทีนี้ โดยในปีที่แล้วทีมสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 2 รางวัล คือ “Team Website Award” รางวัลเว็บไซต์ยอดเยี่ยม และ “Autodesk Pressure Challenge Award” ซึ่งเป็นการแข่งขันรอบพิเศษที่ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ทราบโจทย์ล่วงหน้า และมีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเพื่อนำเสนอแผนงาน”

By MercedesBenz

วันเดอร์ฟรุ๊ต (Wonderfruit) เฟสติวัลระดับโลกโดยคนไทย จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานศิลปะ ดนตรี อาหาร และไอเดียสร้างสรรค์ กลับมาอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2562 นี้ ชู คอนเซ็ปต์ “ป๊อปอัพซิตี้” แนวคิดการสร้างเมืองในอุดมคติตามวิถีความยั่งยืน ด้วยการนำประสบการณ์และการเรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รังสรรค์เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม พีท-ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง วันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “เราจำลองเมืองที่เราอยากจะเห็นขึ้น เมืองที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้มาร่วมแสดงพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่จะส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้ ทีมงานของเรามีความตั้งใจที่จะออกแบบทุกองค์ประกอบพื้นฐานของเมือง ด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ และมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน” ภายใน “ป๊อปอัพซิตี้” ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตสร้างขึ้น วันเดอเรอร์จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไฮไลท์ในเฟสแรกนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ประกาศการทำงานร่วมกับโปรเจ็ค Musicity ซึ่งก่อตั้งโดย Nick Luscombe กูรูด้านดนตรีและดีเจมากฝีมือจาก BBC 3 ที่ได้จับมือกับเหล่าโปรดิวเซอร์จากค่าย Erased Tapes อาทิ Daniel Brandt & Eternal Something, Douglas Dare, Hatis Noit, Midori Hirano และ Rival Consoles รวมถึงศิลปินไทย ครั้งแรกที่ศิลปินจากโปรเจ็ค Musicity จะมาทำเพลงซาวด์แทร็คให้กับแลนด์มาร์คต่างๆ ของกรุงเทพฯ พร้อมกับนำเพลงที่แต่งไปโชว์กันสดๆ บนเวที เธียเตอร์ สเตจ (Theatre Stage) ในงานปีนี้ ทางฝั่ง โซลาร์ สเตจ (Solar Stage) ของศิลปินนักออกแบบ Greg Fleishman ที่กลายเป็นไฮไลท์สปอตในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกของทุกคน เวทีโครงสร้างโมดูลาร์จะกลับมาพร้อมการปรับดีไซน์กันอีกครั้ง เพิ่มพื้นที่ให้ร่มเงา พร้อมให้วันเดอเรอร์ได้ปีนป่าย และนั่งชมการแสดงจากมุมต่างๆ ได้มากขึ้น โดยศิลปินเฟสแรกของโซลาร์ สเตจ ครั้งนี้นำโดย Acid Pauli, Arp Frique & Family, Daddy G (จากวง Massive Attack), Floating Points, Gidge และ Trojan Sound System ด้านเดอะ ควอรี่ (The Quarry) จุดรวมตัวของคอดนตรีสายลึก เตรียมต้อนรับการกลับมาของ Craig Richards ศิลปินเพลงอันเดอร์กราวน์ระดับตำนาน เจ้าของโปรเจ็ค “Collisions” ที่เขาได้คัดเลือกศิลปินที่มีแนวเพลงโดดเด่นเฉพาะตัว สะท้อนภาพวงการเพลงอันเดอร์กราวน์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังประกาศความพิเศษของเวที "เดอะ ควอรี่" ในปีนี้ ที่จะขยายเวลาให้ได้เต้นกันตั้งแต่กลางวัน แฟนเพลงอันเดอร์กราวน์ เตรียมพบกับ Binh, Bobby., Craig Richards, DOTT, Felix Dickinson, Nick The Record, Powder, Sonja Moonear และ Willow ฟอร์บิดเดน ฟรุ๊ต (Forbidden Fruit) โครงสร้างไม้ไผ่ดีไซน์สวยงาม พร้อมเปิดฟลอร์เต้นรำให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้ปล่อยลีลาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ วันเดอร์ฟรุ๊ต เตรียมยกพื้นที่ให้กับเหล่าศิลปินจากค่าย Ed Banger Records นำโดย Breakbot & Irfane, Busy P, Myd และ Yasmin และอย่าพลาดการอุ่นเครื่องปาร์ตี้กับบีทเพลงสนุกๆ จาก Colleen 'Cosmo' Murphy และอีกสุดยอดความทรงจำที่ทุกคนพูดถึงจากปีที่แล้ว เวที โพลิกอน (Polygon) กับระบบซาวน์แบบ 360 องศาหนึ่งเดียวของโลก จะกลับมาพร้อมเทคโนโลยีวิช่วลแบบไฮเดฟ และระบบเสียงรอบทิศทาง กับไลน์อัพศิลปิน-ดีเจแนวอิเล็คทรอนิกส์แบบจัดเต็ม อาทิ Alban Endlos, Alejandro Castelli, Dandara, Holed Coin, Kusht, Luis Rosenberg, Martha Van Straaten, Matanza, Miret, Reple, Sainte Vie, Spaniol, Timboletti และ Xique-Xique เป็นต้น นอกเหนือจากประสบการณ์ทางดนตรีที่อัดแน่นแล้ว ยังมีโปรแกรม Scratch Talks ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตได้เชิญเหล่าผู้นำทางความคิดจากทั่วโลก มาแชร์เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับเหล่าวันเดอเรอร์ โดยในปีนี้ก็ยังคงจัดขึ้นใน Eco Pavilion ภายใต้ธีมหัวข้อ LIVE, LOVE และ WONDER และสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ Wonderness คือพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้วันเดอเรอร์ได้สำรวจ และค้นพบตนเอง ผ่านการทำเวิร์คช็อป กิจกรรม และการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกโยคะ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยเสียง (sound bath) พิธีกรรมแบบชาแมน (shamanic ceremony) เป็นต้น โดยในปีนี้ จะมีกิจกรรมที่นำเอาภูมิปัญญาไทยเข้ามาผสมผสาน ให้วันเดอเรอร์ได้รับพลัง พร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตามวิถีดั้งเดิมที่ถูกนำมาตีความและนำเสนอในรูปแบบใหม่ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังคงเดินหน้าเตรียมกิจกรรม และประสบการณ์อีกมากมาย ซึ่งจะประกาศออกมาให้ทราบในเฟสถัดไป   #Wonderfruit2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-16 ธันวาคม ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ พัทยา ราคาบัตรเฟสแรก จำหน่ายในราคาเริ่มต้น ที่ 5,900 บาท สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ราคาบัตรและที่พักประเภทต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์วันเดอร์ฟรุ๊ต  โดยติดตามการอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมของวันเดอร์ฟรุ๊ตผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และ ยูทูป   https://www.youtube.com/watch?v=O2PABkA4khE&feature=emb_logo

By MercedesBenz

เมืองพัทยาพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาของปรากฎการณ์ระดับโลก งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (Pattaya International Fireworks Festival) วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาเมืองพัทยา ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ของทุกปี และยังถือเป็นการมอบของขวัญแห่งความสุขในช่วงบรรยากาศส่งท้ายปีด้วยการเนรมิตทั่วผืนฟ้าเมืองพัทยายามค่ำคืนให้สว่างไสวและเจิดจรัสภายใต้แนวความคิด “The Grand Illumination” ซึ่งภายในงานพลุหลากสีสุดอลังการจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนติน่า แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เยอรมัน และฟิลิปปินส์ จะถูกจุดประกายความสวยงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ ผสานกับจังหวะดนตรีบรรเลงประกอบที่จะเรียกเสียงปรบมือและสร้างตราตรึงใจ พร้อมด้วยคอนเสิร์ตสุดประทับใจจากศิลปินชั้นนำของประเทศ สถานที่ บริเวณถนนสายชายหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 19.30 : ​พิธีเปิด 20.00 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 ไทย - เจิดจรัสเบิกฟ้าพัทยาประชาสุขใจ 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 อาร์เจนติน่า - Radiance over the sea 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 แคนาดา - Dancing Stars 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Musketeers 21.35 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - Reach for the stars 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 เยอรมัน - Brightening the horizons 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 6 ฟิลิปปินส์ - Sparkle Sensation วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 20.00 : ​พิธีเปิด 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 อาร์เจนติน่า - Enchanted Dreams 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 แคนาดา - Razzle-dazzle 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Yes’sir Days 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - The Magnificence over the Rainbow 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 เยอรมัน - Flame up the dark 22.20 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 ฟิลิปปินส์ - Glorious Finale 22.35 : ​การแสดงคอนเสิร์ต 25Hours

By MercedesBenz

ซิตี้และแกร็บประกาศความยิ่งใหญ่เปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากฟิลิปปินส์ ลูกค้าแกร็บรับสิทธิประโยชน์ระดับแพลทตินัมจากแกร็บ เมื่อสมัครบัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ พร้อมความคุ้มค่ามากขึ้นด้วยคะแนนซิตี้ รีวอร์ด พ้อยท์ 10 เท่าทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายผ่านแกร็บ พร้อมสิทธิพิเศษมากมายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย สมัครวันนี้ รับคืน 3,000 บาท (ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท และเครดิตเงินคืน 1,000 บาท) พร้อมรับความสะดวกจากการจับจ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด เมื่อใช้บริการจากแกร็บ และสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์อีกมากมาย บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ผู้นำด้านบัตรเครดิตระดับโลก จับมือ แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ บัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” (Citi Grab credit card) เพื่อเจาะตลาดไลฟ์สไตล์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่าสูง หลังจากที่เปิดตัวบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกในฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บัตรเครดิตซิตี้แกร็บ พร้อมแล้วที่จะให้บริการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   งานเปิดตัวบัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” ในประเทศไทย จัดขึ้นที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเผยโฉมบัตรเครดิตใหม่ล่าสุด และสิทธิประโยชน์เหนือระดับมากมาย โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมได้แก่ มร. ทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้ ประเทศไทย, มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์, นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย และ นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการแกร็บเพย์ประจำประเทศไทย แกร็บ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ค่ำคืนแห่งความพิเศษมาพร้อมกับความบันเทิงเพื่อสร้างสีสันให้แก่งานนี้ รวมถึงการแสดงสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “เจมส์” จิรายุ ตั้งศรีสุข นอกจากนี้ยังมีเกมสนุกๆ ให้แขกผู้มีเกียรติได้ลองเล่น ได้แก่ เกมวีอาร์ Fast Grabber VR และตู้คีบรางวัลเพื่อลุ้นโค้ดส่วนลดจากแกร็บ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพและโพสต์ลงเฟสบุ๊กหรืออินสตาแกรม ตั้งค่าเป็นสาธารณะ และใช้ แฮชแท็ก #CitiGrab #GrabLifeInTheFastLane "บัตรเครดิต ซิตี้แกร็บ" เป็นบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์การขยายธุรกิจของแกร็บ เพื่อมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการ บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเป็นบัตรที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ใช้แกร็บ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการบริการด้านการเดินทาง แต่ยังรวมไปถึงการบริการอื่นๆ เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น พร้อมความคุ้มค่าทุกการจับจ่าย อีกทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษผ่านแอปแกร็บอีกด้วย บัตรเครดิตนี้จะมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ และสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดการใช้บริการ รับเงินคืน หรือการสะสมคะแนนกับแกร็บและซิตี้ ผู้ใช้แกร็บที่ใช้บริการของแกร็บเป็นประจำทุกวัน จะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นเมื่อจับจ่ายผ่านบัตรเครดิตใบนี้   เป้าหมายของบัตรเครดิตนี้ก็คือผู้ใช้บริการแกร็บ เพราะบัตรเครดิตนี้ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์เป็นประจำ และต้องการเข้าถึงบริการตลอดเวลา รวมถึงต้องการสิทธิพิเศษอยู่เสมอ ดังนั้นบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จึงตอบโจทย์ในการมอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว ให้แก่ชีวิตประจำวันด้วยสิทธิพิเศษ รางวัล และความคุ้มค่าในทุกการจับจ่าย   สิทธิพิเศษของบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ อัพเกรดเป็นแกร็บแพลตินัม เพื่อรับสิทธิประโยชน์พิเศษ และบริการลูกค้าสัมพันธ์ เฉพาะลูกค้าแกร็บแพลตินัม คุ้มค่ากว่าที่เคยด้วยการรับคะแนนสะสม 10 เท่า ทุกครั้งที่ใช้บริการแกร็บ รับคะแนนสะสม 3 เท่า เมื่อใช้บัตรฯ ที่ร้านอาหาร อีคอมเมิร์ซ หรือสมัครบริการออนไลน์รายเดือน และรับคะแนนสะสม 1 แต้ม เมื่อใช้จ่ายทุก 25 บาท สมาชิกบัตรยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่นส่วนลด 10% เมื่อจองห้องพักผ่าน อโกด้า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2563 เมื่อสมัครบัตรรับคืน 3,000 บาท (เครดิตเงินคืน 1,000 บาท + ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท) เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 3,000 บาท และมีการใช้บริการแกร็บ 3 ครั้ง ภายใน 30 วันแรก หลังจากบัตรได้รับการอนุมัติ นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ทั้งบัตรหลัก และบัตรเสริมในปีแรกอีกด้วย สะดวกสบายมากขึ้นด้วยการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด เพียงใช้คะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ดเพื่อจ่ายค่าบริการแกร็บ (เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563) นอกจากสิทธิประโยชน์จากแกร็บแล้ว ยังได้รับความคุ้มค่าจากบัตรเครดิตซิตี้อีกด้วย เช่น ส่วนลดร้านอาหารกว่า 1,000 ร้านที่ร่วมรายการ หรือรับเครดิตเงินคืนจากห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ “การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างแกร็บและซิตี้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซิตี้ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านบัตรเครดิตและเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้มากขึ้น เราเริ่มจากการเป็นพันธมิตรด้านคอนซูเมอร์แบงกิ้งในเบื้องต้น และได้สานความสัมพันธ์กับแกร็บผ่านบริการต่างๆ ของซิตี้ต่อมา และการเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าซิตี้เป็นพันธมิตรชั้นนำ ที่จะช่วยเร่งการเติบโตให้แก่ธุรกิจ และมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า” นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวความร่วมมือระหว่างซิตี้และแกร็บ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2559 โดยซิตี้โดดเด่นเรื่องการมอบสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ให้แก่สมาชิกบัตร ส่วนแกร็บเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทาง และการส่งสินค้าที่เป็นที่นิยมที่สุด ดังนั้นการผนึกกำลังของทั้งสองแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้คะแนนสะสมของซิตี้ จ่ายค่าบริการการเดินทางของแกร็บได้ และขยายสิทธิประโยชน์เพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ เช่น การส่งอาหาร ด้วยความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ทั้งสองแบรนด์ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน นำไปสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในครั้งนี้ “อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเทรนด์การใช้โทรศัพท์ และช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพลิกโฉมการเข้าถึงบริการทางธนาคารของผู้บริโภคสำหรับซิตี้ พันธมิตรในครั้งนี้ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวันด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย” มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามั่นใจว่าบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของกันและกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทย แต่ยังขยายสู่ประเทศอื่นทั่วภูมิภาคอีกด้วย บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา”   สำหรับทางแกร็บเองก็เล็งเห็นประโยชน์จากการผนึกกำลังกับซิตี้ เพราะสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถจ่ายค่าบริการแกร็บได้ด้วยการใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด ซิตี้เป็นบัตรเครดิตระดับโลกที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้แกร็บเข้าถึงกลุ่มสมาชิกบัตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ซิตี้ก็ได้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการที่นิยมใช้โทรศัพท์ โดยครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ซิตี้เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ระหว่างแกร็บและซิตี้ ได้ช่วยให้เราสามารถมอบสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา ยิ่งไปกว่านั้น แกร็บยังถือเป็นผู้นำซูเปอร์แอปในระดับภูมิภาค จากการเปิดบริการใน 8 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก "เรายังมุ่งมั่นมอบบริการที่ครอบคลุมเพื่อช่วยผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว ให้สามารถก้าวผ่านข้อจำกัดในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ผ่านอีโคซิสเต็มแบบไร้รอยต่อของแกร็บ” มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์ กล่าว “เราตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อลดช่องว่างบริการด้านการเงินในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนการบริการด้านการเงินที่ครอบคลุมผ่านบริการต่างๆ ของแกร็บ หลังจากที่แกร็บเพย์ แกร็บเพย์วอลเล็ต และแกร็บรีวอร์ดสแล้ว วันนี้เราได้ขยายสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ ที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเลือกใช้บริการด้านการเดินทาง สั่งอาหาร ส่งของและอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมกันนี้ สมาชิกบัตรยังสามารถรับแต้มและสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ เพื่อตอบรับกับไลฟ์ไตล์ได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว “เบลล์” รินทร์รตา อินทามระ เจ้าของแบรนด์ RINRATA ซึ่งใช้บริการทั้งบัตรเครดิตซิตี้และแกร็บเป็นประจำ ได้กล่าวถึงความน่าสนใจของการร่วมมือในการให้บริการครั้งนี้ว่า “เบลล์ใช้บัตรเครดิตซิตี้มานาน ประทับใจที่มักมีสิทธิประโยชน์ดีๆ ให้เสมอ โดยเฉพาะส่วนลดในร้านอาหาร ส่วนแกร็บก็ใช้บริการแกร็บฟู้ดอยู่ตลอด เพราะค่าส่งไม่แพง และร้านไหนที่คิวเยอะก็ไม่ต้องไปเข้าคิวเอง การที่ซิตี้กับแกร็บจับมือกันแบบนี้ บริการและสิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเบลล์มากค่ะ” “พระแพง” จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ เจ้าของร้าน Nail Bake ได้กล่าวถึงชีวิตที่สะดวกขึ้นจากบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทุกวันนี้ไม่ค่อยพกเงินสดแล้ว ก็จะใช้จ่ายผ่านบัตรซิตี้ในการช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีโปรโมชั่นและส่วนลดที่คุ้มค่ามาก การที่ซิตี้จับมือกับแกร็บยิ่งเป็นผลดีกับพระแพงมากเพราะเป็นคนไม่ค่อยขับรถ จะเรียกแกร็บเพราะสะดวก แล้วบัตรเครดิตซิตี้แกร็บยังมีโค้ดส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยประหยัดได้มากขึ้นอีก” ส่วน ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ HAATIYA “ปอนด์” หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา กล่าวถึงความมั่นใจในบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทั้งแกร็บและซิตี้เป็นแบรนด์ที่เรามั่นใจอยู่แล้วทั้งคู่ เป็นคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้กับการรับประทานมากที่สุด เพราะมักจะมีโปรโมชั่นร่วมกับร้านอาหาร บัตรเครดิตซิตี้แกร็บทำให้ปอนด์ได้สะสมคะแนนได้ถึง 3 เท่า เพื่อนำไปแลกเป็นเงินคืนเมื่อใช้แกร็บ และปอนด์ใช้บริการแกร็บในการส่งของอยู่แล้ว ความร่วมมือของซิตี้กับแกร็บจึงตอบโจทย์ เพราะให้คะแนนสะสมถึงสิบเท่า” เช่นเดียวกับ “จุ๋ย” จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เจ้าของธุรกิจร้านอาหารโซลจูปูดอง และปูดองอันยอง ซึ่งมีไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้ ไปกับการช้อปปิ้งและร้านอาหาร และบริการแกร็บคาร์และส่งของของแกร็บ ได้กล่าวถึงความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับจากบัตรซิตี้แกร็บว่า “เมื่อจ่ายผ่านบัตรซิตี้แกร็บ จะได้คะแนนสะสมเยอะขึ้น และสิทธิประโยชน์ของการเป็นลูกค้าระดับแพลทตินัม จะทำให้ได้รับบริการที่พิเศษขึ้น และได้รับส่วนลดต่างๆ มากมาย”   ในปี พ.ศ.2559 ซิตี้และแกร็บประกาศความร่วมมือเป็นครั้งแรกใน 6 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถใช้คะแนนสะสม เพื่อจ่ายค่าบริการของแกร็บได้ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองแบรนด์ได้ขยายความร่วมมือเพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ ของแกร็บทั้งหมด

By mercedesmagazine

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

By MercedesBenz

วันเดอร์ฟรุ๊ต (Wonderfruit) เฟสติวัลระดับโลกโดยคนไทย จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานศิลปะ ดนตรี อาหาร และไอเดียสร้างสรรค์ กลับมาอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2562 นี้ ชู คอนเซ็ปต์ “ป๊อปอัพซิตี้” แนวคิดการสร้างเมืองในอุดมคติตามวิถีความยั่งยืน ด้วยการนำประสบการณ์และการเรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รังสรรค์เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม พีท-ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง วันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “เราจำลองเมืองที่เราอยากจะเห็นขึ้น เมืองที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้มาร่วมแสดงพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่จะส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้ ทีมงานของเรามีความตั้งใจที่จะออกแบบทุกองค์ประกอบพื้นฐานของเมือง ด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ และมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน” ภายใน “ป๊อปอัพซิตี้” ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตสร้างขึ้น วันเดอเรอร์จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไฮไลท์ในเฟสแรกนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ประกาศการทำงานร่วมกับโปรเจ็ค Musicity ซึ่งก่อตั้งโดย Nick Luscombe กูรูด้านดนตรีและดีเจมากฝีมือจาก BBC 3 ที่ได้จับมือกับเหล่าโปรดิวเซอร์จากค่าย Erased Tapes อาทิ Daniel Brandt & Eternal Something, Douglas Dare, Hatis Noit, Midori Hirano และ Rival Consoles รวมถึงศิลปินไทย ครั้งแรกที่ศิลปินจากโปรเจ็ค Musicity จะมาทำเพลงซาวด์แทร็คให้กับแลนด์มาร์คต่างๆ ของกรุงเทพฯ พร้อมกับนำเพลงที่แต่งไปโชว์กันสดๆ บนเวที เธียเตอร์ สเตจ (Theatre Stage) ในงานปีนี้ ทางฝั่ง โซลาร์ สเตจ (Solar Stage) ของศิลปินนักออกแบบ Greg Fleishman ที่กลายเป็นไฮไลท์สปอตในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกของทุกคน เวทีโครงสร้างโมดูลาร์จะกลับมาพร้อมการปรับดีไซน์กันอีกครั้ง เพิ่มพื้นที่ให้ร่มเงา พร้อมให้วันเดอเรอร์ได้ปีนป่าย และนั่งชมการแสดงจากมุมต่างๆ ได้มากขึ้น โดยศิลปินเฟสแรกของโซลาร์ สเตจ ครั้งนี้นำโดย Acid Pauli, Arp Frique & Family, Daddy G (จากวง Massive Attack), Floating Points, Gidge และ Trojan Sound System ด้านเดอะ ควอรี่ (The Quarry) จุดรวมตัวของคอดนตรีสายลึก เตรียมต้อนรับการกลับมาของ Craig Richards ศิลปินเพลงอันเดอร์กราวน์ระดับตำนาน เจ้าของโปรเจ็ค “Collisions” ที่เขาได้คัดเลือกศิลปินที่มีแนวเพลงโดดเด่นเฉพาะตัว สะท้อนภาพวงการเพลงอันเดอร์กราวน์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังประกาศความพิเศษของเวที "เดอะ ควอรี่" ในปีนี้ ที่จะขยายเวลาให้ได้เต้นกันตั้งแต่กลางวัน แฟนเพลงอันเดอร์กราวน์ เตรียมพบกับ Binh, Bobby., Craig Richards, DOTT, Felix Dickinson, Nick The Record, Powder, Sonja Moonear และ Willow ฟอร์บิดเดน ฟรุ๊ต (Forbidden Fruit) โครงสร้างไม้ไผ่ดีไซน์สวยงาม พร้อมเปิดฟลอร์เต้นรำให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้ปล่อยลีลาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ วันเดอร์ฟรุ๊ต เตรียมยกพื้นที่ให้กับเหล่าศิลปินจากค่าย Ed Banger Records นำโดย Breakbot & Irfane, Busy P, Myd และ Yasmin และอย่าพลาดการอุ่นเครื่องปาร์ตี้กับบีทเพลงสนุกๆ จาก Colleen 'Cosmo' Murphy และอีกสุดยอดความทรงจำที่ทุกคนพูดถึงจากปีที่แล้ว เวที โพลิกอน (Polygon) กับระบบซาวน์แบบ 360 องศาหนึ่งเดียวของโลก จะกลับมาพร้อมเทคโนโลยีวิช่วลแบบไฮเดฟ และระบบเสียงรอบทิศทาง กับไลน์อัพศิลปิน-ดีเจแนวอิเล็คทรอนิกส์แบบจัดเต็ม อาทิ Alban Endlos, Alejandro Castelli, Dandara, Holed Coin, Kusht, Luis Rosenberg, Martha Van Straaten, Matanza, Miret, Reple, Sainte Vie, Spaniol, Timboletti และ Xique-Xique เป็นต้น นอกเหนือจากประสบการณ์ทางดนตรีที่อัดแน่นแล้ว ยังมีโปรแกรม Scratch Talks ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตได้เชิญเหล่าผู้นำทางความคิดจากทั่วโลก มาแชร์เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับเหล่าวันเดอเรอร์ โดยในปีนี้ก็ยังคงจัดขึ้นใน Eco Pavilion ภายใต้ธีมหัวข้อ LIVE, LOVE และ WONDER และสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ Wonderness คือพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้วันเดอเรอร์ได้สำรวจ และค้นพบตนเอง ผ่านการทำเวิร์คช็อป กิจกรรม และการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกโยคะ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยเสียง (sound bath) พิธีกรรมแบบชาแมน (shamanic ceremony) เป็นต้น โดยในปีนี้ จะมีกิจกรรมที่นำเอาภูมิปัญญาไทยเข้ามาผสมผสาน ให้วันเดอเรอร์ได้รับพลัง พร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตามวิถีดั้งเดิมที่ถูกนำมาตีความและนำเสนอในรูปแบบใหม่ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังคงเดินหน้าเตรียมกิจกรรม และประสบการณ์อีกมากมาย ซึ่งจะประกาศออกมาให้ทราบในเฟสถัดไป   #Wonderfruit2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-16 ธันวาคม ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ พัทยา ราคาบัตรเฟสแรก จำหน่ายในราคาเริ่มต้น ที่ 5,900 บาท สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ราคาบัตรและที่พักประเภทต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์วันเดอร์ฟรุ๊ต  โดยติดตามการอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมของวันเดอร์ฟรุ๊ตผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และ ยูทูป   https://www.youtube.com/watch?v=O2PABkA4khE&feature=emb_logo

By MercedesBenz

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดของโอริส กำเนิดขุมพลังงานด้วย กลไกที่พัฒนาขึ้นเองของโอริส ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ กลไก สเกเลตันที่เปลือยเปล่า คาลิเบอร์ 115 ได้เผยให้เห็นการทำงานของพลังงานสำรองแบบ 10 วัน และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่อยู่ภายใน ความหรูหราแบบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นถึงคุณค่าอมตะในด้านรูปแบบที่งดงามตามกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลสวิส เราอยู่กับวิศวกรอาวุโสด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโอริส Lukas Bühlmann (ลูคัส บุลห์แมนน์) ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิต Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 อะไรคือ สาระสำคัญของการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังนาฬิการุ่น Big Crown ProPilot X Calibre 115? ท้ายที่สุดแล้วใจความสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนนาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสไปสู่คนรุ่นต่อไป เราผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินให้กับเหล่านักบินชาวอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อะไรคือความร่วมสมัย ความหรูหรา ที่นาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสควรจะมี? อะไรเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนินการตามใจความ สำคัญ? หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การคำนวณหาวิธีในการรักษาสมดุลระหว่าง ตัวเรือนตามแบบประเพณีนิยม และกลไกไว้ได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งคือจะออกแบบนาฬิกาให้มีความทันสมัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช่นาฬิกาแนวแฟชั่น? เราต้องการที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความร่วมสมัย โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ แม้ว่ากระแสความนิยมตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไป คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ใด? การบินและสถาปัตยกรรม แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังประดิษฐกรรมเรือนเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยกลไก และเราทำให้รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมีความแข็งแกร่ง บาร์เรลที่เปลือยต้องดึงดูดสายตาคุณเป็นลำดับแรก ตามด้วยสะพานจักร และเมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเห็นถึงรายละเอียดของล้อเฟือง ตัวเรือนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินปฏิบัติการลับ ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นต่อกันระหว่างกลไกที่มีการเคลื่อนไหว และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่คงที่ มีคุณลักษณะแนวฟิวเจอร์ริสติคในการออกแบบ – นั่นเป็นความตั้งใจหรือไม่? ผมไม่เรียกมันว่าการออกแบบแบบฟิวเจอร์ริสติค แต่เป็นงานออกแบบที่มุ่งสู่อนาคต โอริสมีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับนักบินมาอย่างยาวนาน และคุณก็สามารถที่จะเห็นได้ในการออกแบบซึ่งมีความสำคัญ มันยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอริส คุณค่าของการออกแบบที่งดงาม รวมถึงกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่านี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบินแบบธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ นี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินเรือนแรกของโอริสที่ไม่มีตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด แต่ดีเอ็นเอที่เกี่ยวกับการบินยังคงมีอยู่ในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เราใช้ไทเทเนียมสำหรับตัวเรือนนาฬิกา เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก สิ่งที่ทำให้นาฬิกาสำหรับนักบินเรือนนี้มีความพิเศษก็คือคุณลักษณะทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องของการบินทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของการออกแบบนาฬิกาสเกเลตัน? สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรกคือความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค นี่คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวดีไซเนอร์อยู่เสมอตลอดกระบวนการออกแบบ การออกแบบและฟังก์ชั่นต่างๆ ต้องทำงานร่วมไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องคิดหลายระดับในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทุกชิ้นส่วนมารวมกัน คุณจะได้รูปแบบอย่างที่คิดไว้ โดยรวมแล้วด้วยการคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทำงานต้องใช้เวลานานด้วยเช่นกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างหรือไม่? มี อย่างแน่นอน บางครั้งคุณต้องการออกแบบบางสิ่งไปในทางหนึ่ง แต่ไม่นานคุณก็จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค มันเป็นเรื่องของการปรับให้เหมาะสม ยิ่งคุณมีความเข้าใจในหลักของการออกแบบมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้จะบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความหรูหราในแบบของโอริส? ความจริงก็คือสำหรับโอริสนั้น ความหรูหราเป็นเรื่องของการดำเนินตามแนวทางของตัวเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางที่เรายึดถือ ในทางปฏิบัติแล้วนั่นหมายถึง เราออกแบบนาฬิกาขึ้นสำหรับผู้ที่ตั้งคำถาม และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ประดิษฐกรรมแห่งเวลาของเราได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางผู้ซื่อสัตย์สำหรับการผจญภัยไปชั่วชีวิต ไม่ว่าคุณไปที่ไหน นาฬิกาโอริสของคุณก็จะติดตามคุณไปเสมอ อะไรที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ออกแบบมาได้ดี? รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – ทุกมุมมองของตัวเรือน วิธีการที่สายนาฬิกาผสานเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน การตัดสินใจที่จะมองข้ามตัวเลขบอกเวลา บ่าป้องกันมะยม สะพานจักร วงแหวนของหน้าปัดเซาะร่องแบบใบพัดเครื่องยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย มันเป็นการที่ทุกสิ่งมารวมกัน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่คุณจะเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ทำให้รูปแบบของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คุณทำงานตามหลักการออกแบบที่ว่า ‘รูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอย - form follows function’ ใช่หรือไม่? นาฬิกาควรจะต้องมีความหมาย และประกอบด้วยกลไกซับซ้อนที่มีประโยชน์ ส่วนรูปลักษณ์ของนาฬิกาก็ควรสะท้อนถึงสิ่งที่มันเป็น แต่คำว่ารูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอยนั้น มันฟังดูไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไร อีกครั้งถ้าการ ‘ก้าวตามวิถีทางของตัวเอง’ เป็นแนวปณิธานของคุณแล้ว คุณจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกฎใดกฎหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Big Crown ProPilot X Calibre 115 จะบอกถึงเกี่ยวกับการออกแบบของโอริส? ผมคิดว่ามันจะบอกได้ถึงสองประการ คือ เราไม่กลัวที่จะขยายขอบเขตของเรา และเราชำนาญในการรวมเอาทักษะความเชี่ยวชาญต่างๆ เข้าด้วยกัน จำนวนสมาชิก 10 คนที่อยู่ในทีมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกแบบกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกา ชิ้นส่วนเล็กๆหลายชิ้นถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราทั้งหมดทุกคนภาคภูมิใจในผลลัพธ์ที่ออกมา รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน ไทเทเนียม แบบประกอบหลายชื้นส่วน ขนาด 44.00 มิลลิเมตร (1.732 นิ้ว) หน้าปัด สเกเลตัน วัสดุเรืองแสง เข็มนาฬิกา และขีดบอกเวลาเคลือบสาร Super-LumiNova® กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ คริสตัล โค้งรูปดดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลัง ไทเทเนียม ขันสกรู กระจกแซฟไฟร์ คริสตัล เผยให้เห็นกลไกภายใน อุปกรณ์ปรับตั้งเวล่า มะยมนิรภัยแบบขันเกลียวทำด้วยไทเทเนียม สายนาฬิกา สายไทเทเนียมแบบประกอบหลายชิ้น หรือ สายหนังสีดำ พร้อมเฟืองล็อคสายทำจากไทเทเนียมแบบ ‘ดึงขึ้น’ การกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)     สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555.

By MercedesBenz

LYN (ลิน) แบรนด์ แอคเซสซอรี่ กระเป๋า และรองเท้า ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันและดีไซน์หลากหลาย ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกลุคของสาวยุคใหม่ ภายใต้เครือบริษัท ยัสปาล จำกัด หลังจากประสบความสำเร็จด้วยการเข้าไปครองใจบรรดาแฟชั่นนิสต้า กับปรากฏการณ์เปิด Concept Store ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เมื่อปี 2018 และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ในปี 2019 นี้ ‘LYN’ ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “DAVIKA FOR LYN” คอลเล็คชั่นแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall / Winter 2019 ที่ได้ดาราสาวไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่’ มาเป็นมิวส์ในการสรรสร้าง และร่วมถ่ายทอดทุกความงดงาม พร้อมเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่รักในการเป็นตัวเอง มีรสนิยมทันสมัย และเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ การกลับมาครั้งนี้ LYN (ลิน) สร้างประสบการณ์แห่งสีสันให้กับแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall / Winter 2019 ด้วยการวาดลวดลาย และถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์อันงดงามผ่านกระเป๋า รองเท้า ที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ตัวตนของหญิงสาวที่ทันสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและพลังแห่งความมั่นใจ เรื่องราวของคอลเลกชันถูกบรรจงเนรมิตลงท่ามกลางตัวแทนหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่’   “สำหรับปีที่ 18 ของ LYN ในปีนี้ต้องบอกเลยว่าเราเติบโตจากการเป็นแบรนด์แฟชั่นแอคเซสซอรี่แถวหน้าของไทย และไปได้ไกลมากยิ่งกว่าปีที่ผ่านมานี้มากค่ะ โดยแบรนด์ LYN ของเราในตอนนี้ นอกจากได้รับการยอมรับและความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศแล้ว เรายังขยายสาขาไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย สามารถนำแบรนด์ขยายไปได้ไกล โดยเรามีช็อป LYN อยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเวียดนาม-กัมพูชา และขยายไปถึงอินเดีย ปีนี้รวมมากกว่า 50 สาขา โดยเรายังไม่หยุดยั้งที่จะขยายการเติบโตทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีกเป็น 80 – 100 สาขาเร็วๆ นี้” คุณสุวิตา สิงห์สัจจเทศ Group Brand Director บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าว คอลเลกชันนี้มีการหยิบยืมเทรนด์รันเวย์ที่กำลังมาแรงและตีความใหม่ ให้มีความจับต้องได้มากขึ้น สื่อให้เห็นฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งเอฟรี่เดย์ลุค ปาร์ตี้ลุค จนถึงออฟฟิศลุค คีย์พีซชิ้นสำคัญมาในโทนสีที่ทั้ง bright และ bold พร้อมด้วยการเล่นกับโลโก้ดีไซน์ใหม่ ที่ดูโมเดิร์นกว่าครั้งไหนๆ อาทิ กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’ ที่บุลายโลโก้แบรนด์ทั่วทั้งใบ รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’ ที่นำโลโก้แบรนด์แนวตั้งมาประดับกับสายรัดด้านหน้า สนีคเกอร์ทรงชังกี้แบบยุค 90 รุ่น ‘Barbados Logo’ ที่สกรีนโลโก้แบรนด์สไตล์สปอร์ตขนาดใหญ่ที่ด้านข้าง ในส่วนของกระเป๋าถือขึ้นรูปทรงคางหมูที่ขาดไม่ได้ทุกซีซั่น พบกับรุ่น ‘Grazzie’ ดีไซน์ที่ให้อารมณ์ ‘urban sophistication’ มาในสีน้ำเงินเนวี่บลูและแดง พร้อมชาร์มกุญแจสีทองที่เป็นกิมมิคสุดโปรดของสาวๆ หลายคน และรุ่น ‘Versa M’ ในโทนสีเบสิคอย่างชมพู ขาว และดำ     กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’     รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’     ‘Grazzie’ อีกหนึ่งจุดเด่นของซีซั่นนี้คือการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ทำให้เกิดไอเท็มที่มีความโดดเด่นสะดุดตาเหมาะกับปาร์ตี้เกิร์ลตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำคริสตัลมาปรับดับเรียงรายบนรองเท้ารุ่นไอคอน ‘Sabella Jewel’, รองเท้ารัดส้นสุดหรูหรา ‘Callasmaria’ และสายคาดประดับคริสตัลบนชังกี้สนีคเกอร์รุ่น ‘Bermudah’ ที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคอลเล็กชันนี้ได้มากที่สุด ไปจนถึงวัสดุที่เล่นกับแสงไฟอย่างส้นสูงสายรัดเมทัลลิกสีเงิน ‘Arabesque’ แพลตฟอร์ม peep-toe รุ่น ‘Soho’ ที่มาในสีโทนแชมเปญ ระยิบระยับด้วยฟินิชแบบกลิตเตอร์/เมทิลลิก     ‘Sabella Jewel’     ‘Callasmaria’     ‘Bermudah’     ‘Arabesque’ พบกับคอลเลกชันแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall-Winter 2019 กระเป๋า รองเท้า และแฟชั่นแอคเซสเซอรี่ชิ้นอื่นๆ จาก DAVIKA FOR LYN ได้แล้ววันนี้ที่ LYN บูทีคทุกสาขา

By MercedesBenz

Ecua - Andino (เอกวา อันดิโน) แบรนด์หมวกลักชัวรี่ทำมือทุกขั้นตอน ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นมาตั้งแต่ปี 1983 เป็นแบรนด์หมวกปานามาอันดับต้นๆ ที่มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,800 แห่งทั่วโลก ทีมงาน Ecua - Andino ได้มีโอกาสร่วมงานแฟชั่นระดับโลก และเป็นแบรนด์แรกที่ผสมผสานศิลปะแบบเอกวาดอร์กับดีไซเนอร์มากฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์หมวกหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่ชื่นชอบของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ล่าสุด “Ecua–Andino” (เอกวา-อันดิโน) แบรนด์หมวกปานามาชื่อดังสัญชาติเอกวาดอร์นี้ ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่น กับ “ห้างเซ็นทรัล” ออกแบบคอลเลกชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อห้างเซ็นทรัลโดยฉพาะ เปิดตัวคอลเลกชั่นล่าสุดภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Breeze” (ไทย บรีซ) โดยคีย์หลักของคอลเลกชั่น ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นไทย ผ่านเทคนิคต่างๆ บนหมวกแต่ละใบ ซึ่งครีเอทลูกเล่นรูปแบบใหม่ ขบถจากความจำเจเดิมๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอคลาสสิกของแบรนด์ที่ดูโก้ สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-ชาแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหันมาแต่งตัวมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกที่จะได้มิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าในแบบที่ชอบ จนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เสื้อผ้า แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อเสริมลุคสวยเท่ได้คงหนีไม่พ้นเครื่องประดับต่างๆ อย่างแว่นตา สร้อยคอ แหวน หรือหมวกหลากหลายทรง โดยเฉพาะหมวกปานามา ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยฟังก์ชั่นในการใช้งาน ที่สามารถสวมได้แทบทุกโอกาส และรูปทรงที่คลาสสิก จึงเป็นที่นิยมในหมู่แฟชั่นนิสต้าทุกเพศทุกวัย และเพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายของคนรักแฟชั่น ห้างเซ็นทรัลจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกปานามา เอกวา-อันดิโน (Ecua–Andino) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสามารถลอง หรือเลือกแบบที่ชอบได้จากสินค้าจริง ในราคาสมเหตุผล และในการเป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้นนี้ ห้างเซ็นทรัลภูมิใจที่ได้แบรนด์ เอกวา-อันดิโน สร้างสรรค์คอลเลกชั่นหมวกปานามาสุดพิเศษสำหรับห้างเซ็นทรัล ในชื่อ ‘Thai Breeze’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านจะชื่นชอบ”  ด้าน มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) CEO แบรนด์ เอกวา อันดิโน กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ เอกวา อันดิโน ที่ได้ร่วมงานกับห้างเซ็นทรัล นับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา และในครั้งนี้เมื่อได้รับเชิญให้ออกแบบคอลเลกชั่นสำหรับห้างเซ็นทรัลโดยเฉพาะ จึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงทันที ความท้าทายในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เหมาะกับห้างเซ็นทรัล และต้องสื่อถึงความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ไม่หวือหวาเกินไป และยังคงไว้ด้วยความคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเป็นที่มาของคอลเลกชั่น “Thai Breeze” โดยหยิบความประทับใจในวัฒนธรรมของไทย ภาษาไทย และรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่พบได้ทุกที่ทั่วไทย เสมือนสายลมที่พัดผ่านรอบตัว" จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ คือการใส่ความเป็นไทยคัลเจอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยที่สนุกกับการแต่งตัว กล้าโชว์ความเป็นตัวเอง แต่ยังอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงาม โดยใช้เทคนิคการเย็บขลิบขอบปีกหมวกดูขี้เล่น หรือการใช้สีเอิร์ธโทนของริบบิ้นที่ดูสุขุมลุ่มลึก หรือการใช้ริบบิ้นที่ยาวกว่าปกติสำหรับคนขี้เบื่อ ให้สามารถสร้างสรรค์การผูกริบบิ้นได้อย่างอิสระ และการเพ้นท์ลายมวลดอกไม้สีสันสดใส ล้วนเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างปฎิเสธไม่ได้” อเลฮานโดร กล่าวต่อว่า “ด้วยรูปทรงคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถผสมผสานได้กับทุกลุคทุกสไตล์ และที่สำคัญเราคัดสรรวัสดุคุณภาพเยี่ยมจากต้นปาล์มโทคิยา ในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นปาล์มที่มีคุณสมบัติให้เส้นใยอ่อนนุม แต่มีความทนทานสูง เมื่อนำมาสานด้วยมือจึงมีความละเอียดประณีตสวยงาม สะท้อนความเป็นต้นกำเนิดหมวกปานามา ที่มาจากประเทศเอกวาดอร์ได้อย่างลึกซึ้ง”   ห้างเซ็นทรัลขอเชิญเหล่าหมวกปานามาเลิฟเวอร์ ร่วมชมคอลเล็กชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Thai Breeze” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, บางนา, ปิ่นเกล้า, เฟสติวัลสมุย, ภูเก็ต, ป่าตอง และเซน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStrore

Become A Journalista