TOP

MORE INTERESTING TOPICS

บรรดานักลงทุนเชื่อว่า “พ็อดคาสต์” เป็นสื่อที่กำลังจะมาแรง   พ็อดคาสต์ คืออะไร? หลายคนยังอาจสงสัย แต่ถ้าเห็นโลโก้ของพ็อดคาสต์แล้ว คงรู้สึกว่าคุ้น เพราะสิ่งนี้มีมานานแล้ว เป็นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาพร้อมกับไอโฟนและไอแพด แต่ก็ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย พ็อดคาสต์ คือรายการเผยแพร่เสียงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือสื่อในรูปแบบเสียง คล้ายๆ รายการวิทยุ โดยผู้จัดจะบันทึกเสียงเพื่อนำเสนอรายการลงบนช่องทางออนไลน์ของตน จุดเด่นของพ็อดคาสต์คือ การนำเสนอเนื้อหามักแบ่งเป็นตอนๆ ผู้ฟังสามารถเลือกฟังเฉพาะตอนที่สนใจ ดาวน์โหลดเก็บไว้ได้ ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ฟังได้โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต และสมัครรับช่องที่จะฟังได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จุดเริ่มต้นของพ็อดคาสต์มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2004 คำว่า "พ็อดคาสต์" นั้นมาจากคำว่า POD หรือ Personal On-Demand รวมกับคำว่า Broadcasting กลายเป็นคำว่า Podcasting บ้างก็ว่ามาจากคำว่า iPod + Broadcast เนื่องจากพ็อดคาสต์เหมือนต่อยอดมาจากที่คนนิยมฟังไอพ็อด แม้ว่าพ็อดคาสต์จะเป็นแอปพลิเคชัน ที่มาพร้อมอุปกรณ์ในเครือข่ายของค่ายแอปเปิล หรือระบบปฏิบัติการ iOS แต่สำหรับ Android ก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกูเกิลเปิดตัว Google Podcasts บนแอนดรอยด์ อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2018 แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ของกูเกิล ที่เก็บข้อมูลจากพฤติกรรมการฟังที่ผ่านๆ มา แล้วช่วยแนะนำรายการใหม่ๆ ให้ตรงใจคนฟัง นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น Podbean, Castbox, Sticher, Anchor, Overcast ฯลฯ ทั้งสำหรับไอโอเอส และ แอนดรอยด์ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากลองอะไรที่แตกต่าง   การเติบโตของ Podcasts ปัจจุบัน พ็อดคาสต์ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 660,000 ช่อง มีรายการรวมประมาณ 28 ล้านตอน ซึ่งน่าจะครอบคลุมทุกเรื่องที่ผู้คนสนใจ ทั้งข่าว ธุรกิจ การศึกษา ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ตลก ทำอาหาร ฯลฯ กลุ่มผู้ฟังพ็อดคาสต์ส่วนใหญ่คือคนรุ่นมิลเลนเนียล (Generation Y) คืออายุประมาณ 23-40 ปี และเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มช่วงอายุที่เด็กกว่านั้น (Generation Z) คือประมาณเด็กมัธยมถึงมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่แน่นะว่า หากคนในกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Generation X - ค.ศ. 1965-1980) ค้นพบว่า พ็อดคาสต์มีรายการหลากหลายมาก ก็อาจจะหันมาฟังมากขึ้น เพราะการฟังทำให้สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นไปพร้อมกันได้ ช่วยลดภาระในการใช้สายตาได้ และข้อดีที่เหนือกว่าวิทยุทั่วไปคือ ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ที่สะดวก ไม่ต้องคอยติดตามรายการต่างๆ ตามตารางเวลาออกอากาศ ตลาดพ็อดคาสต์ที่แพร่หลายและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกคือ สหรัฐอเมริกา โดยในช่วง 5 ปีมานี้ รายได้จากค่าโฆษณาบนพ็อดคาสต์ในสหรัฐอเมริกา เติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า เฉลี่ยปีละ 30% แต่ถึงกระนั้น ก็ยังถือว่าเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับสื่ออื่นๆ สำหรับพ็อดคาสต์ในไทย เริ่มเติบโตมากขึ้นในช่วงสองปีมานี้ โดยมีประมาณ 60 ช่อง กว่า 200 รายการ เนื้อหาหลากหลายมาก ตั้งแต่วิเคราะห์ข่าว, เรียนภาษา, แนะนำหนังสือ, แนวทางการใช้ชีวิต, ไปจนถึงธรรมะบรรยายของหลวงพ่อชื่อดัง รูปแบบพ็อดคาสต์ไทยเกือบครึ่ง จะเป็นการสนทนาระหว่างผู้จัดด้วยกันเอง รองลงมาก็คือรายการสัมภาษณ์ จัดรายการเดี่ยว และการบรรยายทั่วๆ ไป ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การสอดแทรกโฆษณาในพ็อดคาสต์เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ คือคนจัดรายการมักจะพูดโฆษณากันตรงๆ ไปเลย บางทีก็ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของรายการเลยด้วยซ้ำ แต่คนฟังกลับรับได้ และผลสำรวจก็พบด้วยว่า 60% ของผู้บริโภค ค้นหาสินค้าหลังจากที่ได้ยินโฆษณาจากรายการในพ็อดคาสต์ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนคาดการณ์ไว้ว่า พ็อดคาสต์อาจกลายเป็นสื่อกระแสหลักได้ในไม่ช้า   6 Podcasts ยอดนิยมของไทย คำนี้ดี รายการพ็อดคาสต์ของสำนักข่าวออนไลน์ The Standard “คำนี้ดี” เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษ ผ่านคำศัพท์วันละนิดละหน่อย ความยาวตอนละประมาณ 15 นาที   The Secret Sauce อีกหนึ่งรายการของ The Standard เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจต่างๆ ถอดรหัสความสำเร็จของนักธุรกิจไทย แบรนด์ไทย หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ   6 Minute English รายการสอนภาษาอังกฤษโดย BBC Radio อัพเดตใหม่ทุกวันพฤหัสบดี ความยาวตอนละ 6 นาที ตามชื่อรายการเลย   Mission to the Moon พ็อดคาสต์เกี่ยวกับธุรกิจ การตลาด การบริหารงาน และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต โดย "รวิญ หาญอุตสาหะ" เจ้าของแบรนด์ศรีจันทร์ แค่เรื่องราวของตัวเอง ที่เขาพลิกโฉมเปลี่ยนลุคแบรนด์เก่าแก่ของครอบครัวก็น่าสนใจแล้ว   Nopadol’s Story: เล่าเรื่องธุรกิจ หนังสือ และประสบการณ์ต่างๆ โดย "ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์" คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   แปดบรรทัดครึ่ง: พ็อดคาสต์ความยาว 9-10 นาที เล่าเรื่องการสร้างนวัตกรรม การบริหารงาน การตลาด และแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลก Credit : Mercedes Me Magazine

By MercedesBenz

Federer The human superstar โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ คือหนึ่งในนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เป็นการง่ายที่เราจะเชื่อว่า เขาประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นสู่การมีชื่อเสียงระดับโลกได้แบบสบายๆ แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ นักเขียนของเรามีโอกาสได้ใช้เวลาหนึ่งวัน กับนักเทนนิสซูเปอร์สตาร์ชาวสวิส ที่กองถ่ายภาพยนตร์โฆษณาในดูไบ และกลับมาพร้อมด้วยเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เก้านาฬิกาเศษ ณ ดูไบ ในเดือนเมษายน ทีมงาน 20 ชีวิต ใช้เวลาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เนรมิตสนามเทนนิสจำลองขนาดครึ่งสนามขึ้น ในพื้นที่ของอาคารแสดงสินค้าขนาดใหญ่ คอร์ตเทนนิสปูด้วยพรม มีเน็ต และทุกอย่างเหมือนจริง เพราะ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" ตกลงที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์โฆษณาให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขา จะต้องติดอุปกรณ์สำหรับบันทึกความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท เฟเดอเรอร์ จะตีลูกท็อปสปินที่ทรงพลังที่สุดไปหาคู่แข่งที่สมมติขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวของยอดนักเทนนิสคนนี้ จะถูกคอมพิวเตอร์บันทึกเก็บไว้ อากาศภายในอาคารขณะนั้นทั้งร้อนและอบอ้าว ส่วนด้านนอกอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส เฟเดอเรอร์มาถึงด้วยทีท่าหน้าตาแจ่มใสในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อทีเชิ้ต และรองเท้ากีฬา เพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ถูกรายล้อมด้วยผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ช่างภาพ และซาวด์เอ็นจิเนียร์ เฟเดอเรอร์จับมือทักทายทีมงานอย่างเป็นกันเอง เขาพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ "ดูไบ" คือหนึ่งในสี่สถานที่ที่เขาเรียกว่า "บ้าน" โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ซึ่งได้รับตำแหน่งนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีอีกครั้งในปี 2018 เป็นเสมือนมูฮัมหมัด อาลี หรือเปเล่ของโลกเทนนิส ไม่เคยมีนักกีฬาเทนนิสคนใดประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้มากไปกว่าเขา ในสนามแข่งขัน เฟเดอเรอร์ผสานความสง่างามเข้ากับความสามารถ ผนวกความสร้างสรรค์เข้ากับความแน่วแน่ และผนึกความแม่นยำเข้ากับพลัง ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลย ที่หนึ่งในคำถามซึ่งเขาถูกถามบ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจหาคำตอบได้ ก็คือ “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะ คุณเฟเดอเรอร์?” หนึ่งในไอเดียแรกๆ ที่ Mercedes me คิดจะต่อยอดจากข้อมูลเหล่านี้ ก็คือ การเล่าถึงความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ จวบจนถึงวันที่เขาได้ครองแชมป์วิมเบิลดันอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ฟังเฟเดอเรอร์เล่าถึงวัยเด็กว่า เขาทำประตูโรงรถของคุณปู่คุณย่าพังครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร เขาตีลูกเทนนิสอัดใส่ชั้นวางของและตู้ของพ่อแม่อย่างไร แต่แนวคิดนี้อาจจะดูไม่ค่อยเป็นธรรมนัก กับเรื่องราวความสำเร็จอย่างมากมายของเขา ไม่เพียงแค่ชัยชนะในรายการวิมเบิลดัน 8 ครั้ง อย่างไม่มีใครทำได้ และการครองแชมป์ในรายการแกรนด์สแลมอื่นๆ อีก 20 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติที่มากกว่าใครในประวัติศาตร์ของกีฬาเทนนิส แต่เรายังต้องคิดถึงคำว่า “พรสวรรค์” และ “การฝึกซ้อม” ที่คงต้องเขียนลงในบทความเป็นพันๆ ครั้ง ตลอดจนคำอื่นๆ อย่าง “วินัย”, “ความทะเยอทะยาน”, “ความขยันหมั่นเพียร”, “ความเป็นมืออาชีพ”, “ความพากเพียร”, “ประสาทที่แข็งแกร่ง” และคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย ที่ได้เปลี่ยนความไม่มีแบบแผน ให้กลายเป็นหลักการปฏิบัติที่มีความสร้างสรรค์อย่างสูง แน่นอนว่ามันจะกลายเป็นข้อเขียนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่แนวคิดนี้มีข้อด้อยอยู่ประการหนึ่งคือ ลักษณะเฉพาะตัวของเฟเดอเรอร์ ไม่อาจถูกลดทอนลงให้เป็นเพียงแค่ตำแหน่งแชมป์ และความฝัน หรือเป็นพรสวรรค์และการฝึกซ้อม   A break from tennis ใครก็ตามที่มีโอกาสได้พบกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นอกสนามเทนนิส ได้ใช้เวลาทั้งวันร่วมกับเขา สัมภาษณ์เขาเป็นการส่วนตัว และพยายามค้นหาความลับเบื้องหลังความสำเร็จ ที่ยังคงดำเนินต่อไปของเขา จะได้ข้อสรุปเดียวกันว่า ชายผู้นี้มีความแตกต่างอย่างแท้จริง 10 นาฬิกา เฟเดอเรอร์ยังอยู่ในห้องแต่งตัว เขากำลังเลือกชุดสำหรับการถ่ายโฆษณาชิ้นนี้ โดยมีทีมงานสองคนคอยช่วยอยู่ ระหว่างนั้น เขาก็เล่าให้ผู้จัดส่วนตัวฟังไปด้วยเรื่องวันหยุดพักผ่อนสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้หยุดนานขนาดนี้ เขามีความสุขมากแค่ไหนที่ได้อยู่กับทุกคนในครอบครัว อยู่กับเพื่อนๆ และตลอดสองสัปดาห์ เขาเล่นเทนนิสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เฟเดอเรอร์หัวเราะ ยิ้มจนแก้มปริและตาหยี ใบหน้าบ่งบอกถึงความสุข ดูไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นจนเกินเลย ผู้ช่วยทั้งสองถามเฟเดอเรอร์ขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ในคนละภาษา เขามีสีหน้างงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มและตอบคำถามของแต่ละคนอย่างใจเย็น ไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนเสื้อ เฟเดอเรอร์ดูไม่หงุดหงิดหรือรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย กลับดูผ่อนคลาย สบายๆ จริงๆ ระหว่างการถ่ายทำ เห็นช่างกล้องเดินสะดุด เขาก็เข้าไปช่วยเและให้คำแนะนำเรื่องการจัดระเบียบร่างกายด้วย ช่วงพักดื่มน้ำ เขายังปรึกษากับผู้กำกับเรื่องกล้องดิจิทัลอย่างคร่ำเคร่งเป็นภาษาฝรั่งเศส บางทีก็เปลี่ยนมาพูดภาษาเยอรมัน สวิสเยอรมัน และอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นอยู่กับว่าภาษาใดที่จะเหมาะสุดในตอนนั้น เวลาล่วงไปสามชั่วโมงแล้ว เฟเดอเรอร์ทำตามคำสั่งของผู้กำกับโดยไม่มีอิดออด ไม่มีการบ่น ภายในฮอลล์ที่อบอ้าวเพราะอากาศไม่ค่อยถ่ายเท เฟเดอเรอร์เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เขาเปลี่ยนเสื้ออีกครั้ง ร่างกายเขาไม่ได้ใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักเพาะกาย แต่ก็ฟิตในทุกส่วน ต้นแขนและท่อนแขนข้างขวาซึ่งเป็นแขนที่เขาใช้เหวี่ยงแร็กเก็ต ดูจะใหญ่กว่าแขนซ้าย ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาสากด้าน ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ทันทีเมื่อสัมผัสมือกับเขา ดีอะไรเช่นนี้ ยามนั้นคนทั่วๆ ไปคงคิดเหมือนกันว่า ก็ขนาด โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ยังมีข้อบกพร่องเลย เฟเดอเรอร์พักรับประทานมื้อกลางวันร่วมกับทีมงาน หลังจากนั้น เขาก็แจกลายเซ็นและถ่ายภาพที่เขาทั้งยิ้ม และคล้องแขนกับผู้คนแปลกหน้าทั้งหมด แน่นอนว่านี่คือส่วนหนึ่งของงาน แต่ที่สำคัญคือ มันดูไม่เหมือนเป็นงานของเขาเอาเสียเลย ดูจะเป็นงานอดิเรกเสียมากกว่า บรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของพวกเรา ไม่ได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเพราะความสำเร็จเท่านั้น พวกเขายังมีความสง่าที่หาได้ยาก มีท่าทีที่เรียบง่ายเป็นกันเอง และดูเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ซึ่งทำให้คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ได้   Dinner time for the Federers เมื่อการถ่ายทำโฆษณาภายในฮอลล์เสร็จสิ้น พวกเราเดินทางไปยังทะเลทรายนอกเมือง ที่ซึ่งทีมงานจัดเตรียมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เช็ดล้างและขัดจนเงาวับไว้เบื้องหน้า โดยมีฉากหลังเป็นเส้นขอบฟ้ากับตึกเบิร์จ คาลิฟา และกองคาราวานอูฐ เฟเดอเรอร์ไม่มีคิวที่จะต้องขึ้นไปนั่งบนหลังอูฐ พวกมันเป็นแค่ตัวประกอบในภาพโฆษณาเท่านั้น แต่เขาเกิดความสนใจใคร่รู้และเดินมุ่งไปยังฝูงอูฐ ใช้มือลูบหัวอูฐตัวหนึ่ง เฟเดอเรอร์ยิ้มกว้างราวกับเด็กผู้ชายที่กำลังตื่นเต้นอย่างที่สุด เขาสูดดมกลิ่นของพวกมัน ใช้มือโบกไปมาที่บริเวณจมูกของมัน จากนั้นกลับมายืนอยู่ที่หน้ารถยนต์เงาวับคันนั้น และจบการถ่ายทำ ด้วยการพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมากว่า 20 ครั้ง ในฉากจบของโฆษณาชุดนี้ เขานั่งลง ผู้กำกับขอให้เขาทำโน่นทำนี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เฟเดอเรอร์พูดประโยคเดิมซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกันเล็กน้อย เวลา 17.43 น. อากาศกำลังปลอดโปร่ง อุณหภูมิลดลงมาอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ทีมงานถ่ายทำโฆษณาใช้เวลากับเฟเดอเรอร์มาแล้วร่วม 8 ชั่วโมง ในวันนี้เขาถูกถ่ายภาพไว้นับร้อย เขาถูกสั่งให้หันขวา แล้วก็หันไปทางซ้าย บางครั้งให้ทำสีหน้าเคร่งเครียด บางครั้งให้ยิ้ม หัวเราะ ยิ้มยิงฟันเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงเวลาที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ ทางทิศตะวันตก เฟเดอเรอร์หวังว่าจะได้กลับบ้านไปเจอลูกๆ ทั้งสี่ก่อนหกโมงเย็น ครอบครัวของเขามักรับประทานอาหารค่ำพร้อมกันตอนหกโมงครึ่ง เวลาที่เขาถูกจองตัวไว้ทำงานหมดไปนานแล้ว แต่ซูเปอร์สตาร์อย่างเฟเดอเรอร์ มีความเรียบง่ายอย่างที่หาได้ยากยิ่ง เขาทำให้เรารู้สึกว่าสามารถเข้าถึงเขาได้ เขานั่งอยู่ในรถเพื่อให้สัมภาษณ์ แต่เลือกนั่งที่นั่งผู้โดยสาร ไม่ใช่ที่นั่งคนขับ บางทีอาจจะเป็นการแสดงถึงความถ่อมตนก็เป็นได้ หลังจากช่วงวันทำงานอันยาวนาน และมีครอบครัวรอคอยการกลับไปของเขา โรเจอร์ เฟเดอเรอร์จะมีสมาธิกับการตอบคำถามของพวกเราไหม แต่เขาก็มีให้อย่างเต็มร้อย ไม่มีการตอบคำถามแบบสั้นๆ ห้วนๆ ไม่แสดงความหงุดหงิดขุ่นเคือง เขาโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านว่าจะกลับช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย แถมระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาไม่ได้เหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือเลยแม้เพียงครั้งเดียว เฟเดอเรอร์จะคิดก่อนตอบในทุกคำถาม เขาเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของตัวเองว่า ในที่สุดแล้วพ่อกับแม่ตกลงซื้อเน็ตให้เขาได้เล่นเทนนิสบนถนน ไม่ใช่ในห้องนั่งเล่นเหมือนก่อนหน้านั้นได้อย่างไร เขาและเพื่อนๆ ต้องยกเน็ตหนีทุกครั้งที่มีรถแล่นผ่านมาอย่างไร เขาเติบโตมาในย่านที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างเงียบสงบ ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่อ่อนโยน เป็นห่วงเป็นใย และรักเขา เฟเดอเรอร์อธิบายเหตุผลที่ทำให้เพื่อนจากวัยเด็กหลายๆ คน ยังคงมีความสำคัญต่อเขาจนถึงปัจจุบัน เขารู้สึกขอบคุณพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเขามากเพียงใด ความเคารพ และความรู้สึกซาบซึ้งใจปรากฏอยู่ในทุกคำพูดของเฟเดอเรอร์ ที่ยังเป็นคนเดิมสำหรับคนเหล่านั้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างมากมายเหลือเกิน ระหว่างชีวิตของเขาและคนอื่นๆ แม้จะเป็นเรื่องยากในการพยายามที่จะอยู่ให้ติดดิน ไม่ตัวลอยละล่องในขณะที่มีคำยกย่องสรรเสริญไปทั่วโลก เฟเดอเรอร์คือคนแบบที่ใครๆ ก็อยากได้เป็นเพื่อน หรืออยากทำความรู้จัก ไม่ใช่เพราะเขาร่ำรวยมีชื่อเสียง และไม่ใช่เพราะเขายังคงสร้างสถิติใหม่ให้กีฬาเทนนิสอย่างไม่หยุดยั้ง เวลาผ่านไปจนถึงหนึ่งทุ่ม ขณะออกจากกองถ่าย เฟเดอเรอร์บอกว่าเขารอที่จะได้พบหน้าครอบครัว ในการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เฟเดอเรอร์บอกว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษไปกว่าคนอื่นๆ นักข่าวที่มีบทสัมภาษณ์อยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอย่างมีความสุขอยู่บนพื้นทราย ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ย้อนคิดถึงคำถามเปิดการพูดคุย “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะคุณเฟเดอเรอร์?” หากจะมีคำตอบให้กับคำถามนี้ ก็คงเป็นคำตอบที่ออกจะซ้ำซากน่าเบื่อ หรือบางทีคำตอบอาจเป็นเพียงแค่ประโยคธรรมดาๆ ที่ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ไงล่ะ ใช่เลย ถูกต้อง และเขายังเป็นนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลด้วย

By MercedesBenz

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

By MercedesBenz

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com

By MercedesBenz

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

By MercedesBenz

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์ ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบ ในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ” ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

เนื่องในปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เรามีราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันอันมีความงดงามและสำคัญยิ่ง ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จึงนำสัญลักษณ์อันเป็นคติความเชื่อของไทยที่มีมาแต่โบราณว่าด้วย ตำนานแห่งนพรัตน์​ อัญมณีมงคล ๙ ประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงสำหรับเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศและเป็นเครื่องประดับสำหรับทรงในการพระราชสงครามสำหรับพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเป็นเครื่องแทน ความศรัทธาและภักดีจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แนวความคิด การออกแบบ สัญลักษณ์ “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” เปิดความหมาย “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” การสร้างสรรค์ผลงานครั้งสำคัญ ของ คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จิตรกรสายเลือดไทยมือรางวัลระดับโลก รับหน้าที่ออกแบบสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 อันวิจิตรงดงามสู่ความเป็นสากลที่เหล่าแฟนนางงามตั้งตารอทั่วประเทศ เราได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ถึงการออกแบบครั้งนี้ว่า มณีนพรัตน์ รัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เป็นอัญมณีมงคล 9 ประการ คู่อารยธรรมไทย ประกอบด้วยเพชร และพลอยสำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ อันมีอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย ถือว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะ ซึ่งมีเทพดูแล โดยมีคุณ สมบัติในทางอันสำคัญที่ได้ถูกประดับอยู่บน ดารานพรัตน์ • เพชรดี – คือเพชรขาวรัตนของดาวพระศุกร์ สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย • มณีแดง – คือทับทิมแดงของดาวพระอาทิตย์ สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน • เขียวใสแสงมรกต – คือมรกตเขียวรัตนของดาวพระพุธ สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง • เหลืองสวยสดบุษราคัม – คือแซพไฟร์เหลืองทองรัตนของดาวพระพฤหัสบดี สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก • แดงแก่ก่ำโกเมนเอก – คือโกเมนเลือดหมูรัตนของดาวพระราหู สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน • สีหมอกเมฆนิลกาฬ – คือไพลินน้ำเงินรัตนของดาวพระเสาร์ สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณาความร่ำรวย • มุกดาหารหมอกมัว – คือมูนสโตนรัตนของดาวพระจันทร์ สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู • แดงสลัวเพทาย – คือเพทายส้มรัตนของดาวพระอังคาร สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ • สังวาลย์สายไพฑูรย์ – คือพลอยตาแมวรัตนของดาวพระเกตุ สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ “ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์อันมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นองค์พระประมุขของประเทศ และด้วยความรักความศรัทธาใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามและทรงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในสุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก พระผู้พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงในด้านต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง จึงทรงได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ดังนั้น พระเกียรติคุณของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์งานของผมเสมอมา ด้วยความประทับใจผมจึงได้ศึกษาค้นคว้าการวาดฉลองพระองค์ สนใจในความงดงามของการวาดเครื่องประดับ ด้วยมิติลวดลายของเครื่องทรงแห่งพระเกียรติยศที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์แห่งพระราชินีของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความอ่อนหวานคลาสสิค เข้มแข็ง เฉียบคม สูงค่าและสง่างาม และด้วยความงดงามยิ่งแห่งพระปั้นเหน่ง รัดพระองค์ (หัวเข็มขัด) ของสมเด็จพระนางเจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยมิติความมีพลังของเส้นและรูปทรง ที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างของสัญลักษณ์ในครั้งนี้ อันน้อมมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและกำลังใจแด่คณะทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับอัญมณีพิสุทธิ์แห่งนพรัตน์นั้น เป็นรัตนชาติแห่งดวงดาวทั้ง 9 ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ ซึ่งอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะจักรวาล ที่เปล่งรัศมีให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเสริมสร้างบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง นำมาซึ่ง ความรัก ความกล้าหาญ เสริมส่งเกียรติยศและความสำเร็จ ฯลฯ ตามคติความเชื่อแห่งรัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอันสืบทอดมาแต่สมัยโบราณกาล ผมจึงได้นำสีของอัญมณีทั้ง 9 ชนิดมาเป็นหนึ่งในการออกแบบเฉดสีของ Key Visual ของงานในครั้งนี้ รวมถึงประสานความคิดจากรูปทรงของตัวอักษร M U T และ สัญลักษณ์ของดวงดาว (โลโก้หลักของ มิสยูนิเวิร์ส) เพื่อเป็นการแสดงจุดมุ่งหมายในการพิชิตมงกุฎนางงามจัๆกวาล มงกุฎที่ 3 ของคนไทยทั้งชาติ โดยสาวงามผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประเทศต้องถึงพร้อมด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเข้มแข็ง ดั่งคำว่า Empowering Beauty เปล่งประกายไปด้วยแสงจาก “มงกุฎแห่งดวงดาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของคนไทยทั้งประเทศ” ที่จะส่องสว่างพร้อมกันในเดือนมิถุนายนนี้”

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะอันเป็นภัยคุกคามมหาสมุทรของโลก ที่เกิดจากการทิ้งขยะพลาสติก เป็นความร่วมมือกับ “แปซิฟิค การ์เบจ สกรีนนิ่ง” (Pacific Garbage Screening) องค์กรผู้บุกเบิกเรื่องการอนุรักษ์มหาสมุทรของโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำของโลกให้สะอาด ด้วยการจัดเก็บขยะพลาสติกก่อนที่จะลงสู่มหาสมุทร ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39.50 มิลลิเมตร หน้าปัดสีน้ำเงิน Aqua Blue พร้อมวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว ที่สอดเคลือบด้วยเซรามิกสีน้ำเงินของท้องทะเล ฝาหลังประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) บรรจุมาในกล่องแบบพิเศษที่ทำขึ้นจากสาหร่าย วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลก  การเปลี่ยนของกระแสน้ำ โอริส มีความภูมิใจที่จะแนะนำ ประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition นาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรผู้บุกเบิกการอนุรักษ์มหาสมุทรที่เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงาน ข้อมูลสถิติแวดล้อมของพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรของเรานั้น ทำให้เกิดความยากในการอ่าน โครงการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้ทำการคำนวณว่า จำนวนขยะพลาสติกเกินกว่า 8 ล้านตัน ได้ไหลทะลักสู่มหาสมุทรในทุกๆ ปี นั่นเท่ากับจำนวนของรถขนขยะหนึ่งคันทุกๆ นาที องค์การสหประชาชาติเชื่อว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะในมหาสมุทรนั้นทำด้วยพลาสติก และนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นจำนวนถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ อ้างถึงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ภายในปี 2050 จะมีขยะพลาสติกในมหาสมุทร มากกว่าจำนวนปลา และประมาณร้อยละ 99 ของนกทะเลทั้งหมดจะกลืนกินขยะพลาสติก เป็นเวลายาวนานแล้วที่โลกปิดตา มองไม่เห็นสภาวะการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วง แต่เวลานี้มันถึงจุดที่ชีวิตของมนุษยชาติ กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม เนื่องจากวงจรของเราในห่วงโซ่อาหาร ที่เรากำลังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายจากวัสดุที่เป็นพิษ ที่เป็นอนุภาคเล็กๆ ในพลาสติกที่ปลากลืนกินเข้าไป และสุดท้ายปลาเหล่านั้นก็มาอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนกระแสน้ำ เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป   โอริส ได้ลงทุนและทำงานร่วมกับองค์กรเพื่ออนุรักษ์ทางทะเลชั้นนำของโลก หลายองค์กรในระยะเวลาหลายปีนี้ บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสอิสระ มีความมุ่งมั่นในปณิธานที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และได้นำเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติมาปรับใช้   ในเวลานี้ โอริสมีความภาคภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงความร่วมมือใหม่ กับ Pacific Garbage Screening (โครงการคัดกรองขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก) องค์กรผู้บุกเบิกที่ก่อตั้งได้ไม่นาน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้แหล่งน้ำของโลกสะอาด โดยการกักเก็บขยะพลาสติก ก่อนที่มันจะลงสู่มหาสมุทร เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงพันธกิจในครั้งนี้ โอริส ขอแนะนำประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition ที่ผลิตขึ้นจากนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำประสิทธิภาพสูง รุ่น Aquis กันน้ำได้ถึงระดับ 300 เมตร มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินไล่ระดับสี และวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล สื่อสัญลักษณ์ถึงความงดงาม และความสำคัญของน้ำ สัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของนาฬิกาเรือนนี้ นำเสนอมาในรูปแบบของเหรียญที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) ที่ประกอบเข้ากับฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกา ผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือน และบรรจุในกล่องแบบพิเศษ ที่ทำขึ้นจากสาหร่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   ‘นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition เป็นสื่อสัญลักษณ์ของปณิธานแห่งความมุ่งมั่นของเรา ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘โอริส ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ Pacific Garbage Screening ซึ่งเป็นโครงการที่มีแนวความคิดใหม่ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของโอริส’   การกำจัดขยะ พันธมิตรใหม่ของโอริส Pacific Garbage Screening กำลังดำเนินการจัดทำแพลทฟอร์มลอยน้ำต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้เก็บขยะพลาสติกจากมหาสมุทรของโลก จากการวิจัยในปัจจุบันระบุให้เห็นว่า เราประสบกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างร้ายแรง มหาสมุทรทุกแห่งของเราเต็มไปด้วยขยะพลาสติก การปฏิบัติตนที่ขาดความรับผิดชอบทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้น และทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ก็กำลังได้รับความเดือดร้อน แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้คำนวณว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวยุโรปรับเอาไมโครพลาสติกในปริมาณ 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลาทะเล ในปี 2016 รายงานโดยสมาคมการค้ายุโรป Plastics Europe (พลาสติกยุโรป) ได้ประมาณการว่าภายในปี 2050 ขยะพลาสติกปริมาณสองพันล้านตันจะไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 322 ล้านตันในปี 2015 ถ้าปริมาณการทิ้งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในอัตราปัจจุบัน   อะไรที่เราสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้? เป็นที่ชัดเจนว่า ธุรกิจทั้งหลายตลอดจนบุคคลทั่วไป มีหน้าที่ร่วมกันในการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น แต่เราก็ยังต้องการอีกหลายแนวความคิดใหญ่ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ในปัจจุบัน และซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรของเรา โอริส มีความภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงพันธกิจใหม่กับองค์กรใหม่ผู้บุกเบิก ที่ชื่อว่า “Pacific Garbage Screening” องค์กรที่ทำงานในการแก้ปัญหาเชิงปฏิวัติเพื่อช่วยทำความสะอาดมหาสมุทรของเรา แนวความคิดขององค์กรก็คือ การทำแพลทฟอร์มแบบลอยตัวที่จะนำไปตั้งอยู่ในแม่น้ำ และบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อทำการเก็บและนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรสภาพให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ โครงสร้างขนาดมหึมาที่จัดเก็บขยะพลาสติกทุกชนิด แม้กระทั่งไมโครพลาสติก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘การตกตะกอนแบบพลิกกลับ – inverted sedimentation’ โดยแผ่นครีบที่อยู่ใต้ผิวน้ำจะทำให้กระแสน้ำนิ่งสงบลง แล้วผลักขยะพลาสติกที่อยู่ใต้น้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ และแท่นแพลทฟอร์มก็สามารถที่จะช้อนเก็บมันออกมาได้   ‘นี่เป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนเกมวิธีการแก้ปัญหา ที่มหาสมุทรทุกแห่งในโลกของเราต้องการ’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘เรามีความภูมิใจที่ได้ให้การสนับสนุน Marcella (มาร์เซลล่า) และ โครงการของ Pacific Garbage Screening และรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นการพัฒนาแนวความคิดนี้ เราเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ มันเป็นความคิดที่ชาญฉลาด ซึ่งในขณะนี้ทีมงานของ Pacific Garbage Screening กำลังสร้างต้นแบบที่พวกเขาสามารถทดสอบเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้’ และในขณะที่ Marcella Hansch (มาร์เซลล่า แฮนช์) เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง และผู้ก่อตั้งโครงการ Pacific Garbage Screening (PGS) และยังเป็นสถาปนิกอีกด้วย เธอได้อธิบายถึงวิสัยทัศน์ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก   อะไรคือ Pacific Garbage Screening? “PGS เป็นโครงการเพื่อทำความสะอาดขยะพลาสติกในมหาสมุทร ความคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาสถาปัตยกรรมของดิฉัน เป็นแพลทฟอร์มลอยน้ำ ที่วางไว้ในตำแหน่งวงวนของน้ำในมหาสมุทร (รูปแบบการเคลื่อนที่เป็นวงกลมของกระแสน้ำในมหาสมุทร) เพื่อคัดกรองขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ก่อตั้งสมาคมที่ไม่หวังผลกำไร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อทำความคิดให้กลายเป็นจริง องค์กรนี้จึงกลายมาเป็น Pacific Garbage Screening”   เป้าหมายของโครงการคืออะไร? “เรามีสองเป้าหมาย ประการแรก คือ เพื่อพิสูจน์แนวความคิด และปรับแพลทฟอร์มให้เป็นต้นแบบที่ใช้งานได้ในแม่น้ำและปากแม่น้ำต่างๆ ประการที่สอง คือ การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษของขยะพลาสติก และการช่วยลดการใช้พลาสติกทั่วโลก”   อะไรคือ แพลทฟอร์ม ของ Pacific Garbage Screening และมันทำงานอย่างไร? “ตัวแพลทฟอร์ม คือ วัตถุที่มีลักษณะคล้ายสมอเรือ ดังนั้นมันจึงไม่มีการขับเคลื่อน และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และทำงานเหมือนอ่างตะกอนแบบพลิกกลับ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของมันจะช่วยทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรนิ่งสงบลง และจากนั้น เนื่องจากการหยุดนิ่งของกระแสน้ำ และความหนาแน่นที่ต่ำของพลาสติก ชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ ก็จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบตัวกรอง เช่น พวกตาข่ายต่างๆ แต่อย่างใด นั่นหมายถึงปลาและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรก็จะไม่ได้รับอันตราย”   คุณจะวางแพลทฟอร์มเหล่านี้ไว้ที่ใดบ้าง? “เราทราบว่า ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะพลาสติก ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านทาง 10 แม่น้ำสำคัญของโลก เราจะทำการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าแพลทฟอร์มจะบรรลุประสิทธิภาพขั้นสูงสุด และเกิดผลกระทบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในมหาสมุทร อีก 20 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำไปขนทิ้งทางเรือ”   จะใช้เวลานานเท่าไรในการสร้าง? “ในขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเรื่องการออกแบบ และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการวิจัย ภายในห้าปีข้างหน้าเราวางแผนที่จะทำการจำลองแบบการคำนวณ และการทดสอบแบบจำลอง ในขั้นตอนแรกจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพิสูจน์แนวคิด โครงการนี้จะต้องกำหนดว่าแพลทฟอร์มจะต้องมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้วัสดุอะไรที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”   รุ่นแรกจะเปิดตัวได้เมื่อไหร่? “มันขึ้นอยู่กับเงินทุน และผลลัพธ์ของโครงการวิจัย แต่เป้าหมายของเราคือการเปิดตัวต้นแบบแรกในอีกห้าปีข้างหน้า”   จะทำอย่างไรกับขยะพลาสติกที่เก็บมาได้? “พลาสติกจะไม่เปล่าประโยชน์ แต่เป็นทรัพยากรบนโลกของเรา มันควรจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อความยั่งยืน ขณะนี้เรากำลังทำการวิจัยว่าแพลทฟอร์มจะจัดการกับขยะพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาอย่างไร ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ”   ปริมาณขยะพลาสติกมีอยู่เท่าไรในท้องทะเลขณะนี้? “เนื่องจากไม่มีวิธีที่จะวัดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรได้อย่างแน่ชัด ตัวเลขทั้งหมดจึงเป็นค่าประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการคำนวณไว้ว่า ขยะพลาสติกประมาณ 700 ตัน กำลังไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ชั่วโมง ตัวเลขจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้น เว้นแต่ถ้า เราเรียนรู้ที่จะควบคุมการบริโภค และมีวิธีจัดการกับขยะพลาสติก เราทุกคนควรจะวิตกกังวลกันให้มาก ถ้าหากยังไม่ตื่นกลัวกับตัวเลขเหล่านี้”   อะไรคือผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม? “ปัญหาขยะพลาสติกกำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อมหาสมุทร และห่วงโซ่อาหารของโลกเรา มหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรของชีวิต และผลิตออกซิเจนประมาณร้อยละ 50 ของโลก ปลาจำนวนมากกำลังได้รับสารปนเปื้อนจากพลาสติกไปแล้ว มันเป็นปัญหาระดับโลก และผลที่ตามมาก็เป็นที่ประจักษ์ไปแล้วทั่วโลก”   เป็นความรับผิดชอบของใครในการแก้ปัญหานี้? “เราทั้งหมดต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ในฐานะผู้บริโภค ดังนั้นเราทุกคนควรที่จะแสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา แผ่นผืนขยะนั้นลอยอยู่เหนือน่านน้ำต่างๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีใครที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับมัน มันจึงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงองค์กรอิสระต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น”   เราสามารถมีบทบาทอะไรในการแก้ปัญหานี้? “ทุกคนสามารถทำได้คือ ต้องลดปริมาณการใช้พลาสติกในทุกวัน!”   ความร่วมมือกับ โอริส มีความเป็นมาอย่างไร? “เราได้รับการติดต่อผ่านทางงานแสดงภาพยนต์เกี่ยวกับมหาสมุทรสากล (International Ocean Film Tour) และเริ่มความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือกัน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสะอาดของมหาสมุทร ซึ่งมันชัดเจนว่า โอริส มีความทุ่มเทในเรื่องความสะอาดของมหาสมุทร”   ความร่วมมือในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? “เรากำลังทำงานร่วมกันในการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษจากพลาสติก เราจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเราร่วมมือกัน นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของ โอริส จะเป็นส่วนสำคัญให้การรับรู้ และสร้างความตระหนักรู้”   และสุดท้ายนี้ สำหรับคุณแล้ว การดำเนินตามวิถีของตนเอง มีความหมายว่าอะไร? “การทำสิ่งที่ดิฉันรัก และเกิดผลในเชิงบวกต่อโลกของเรา”   ห่วงโซ่อาหารที่เป็นพิษ “เมื่อไมโครพลาสติกที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ดูดซับสารที่เป็นอันตราย พวกมันก็จะกลายเป็นพิษ เมื่อพวกมันเข้าไปสู่ทะเล มันจะเป็นการเริ่มการเดินทางที่ไปสิ้นสุดบนโต๊ะอาหารของคุณ” 1. แพลงค์ตอนพืช พืชเซลล์เดี่ยว ที่อาศัยอยู่ในชั้นพื้นผิวน้ำ และทำการสังเคราะห์แสงโดยอาศัยแสงอาทิตย์ 2. แพลงค์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์สัตว์ ที่ดำรงชีวิตด้วยอยู่แพลงค์ตอนพืช ที่รายล้อมไปด้วยอนุภาคไมโครพลาสติกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 3. ไมโครพลาสติก อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดไม่เกิน 5 มม.แยกออกจากกันในมหาสมุทรที่ดึงดูด และสะสมมลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) 4. ปลาแฮร์ริ่ง ยังชีพด้วยปลาขนาดเล็ก และแพลงค์ตอนสัตว์ บริโภคไมโครพลาสติก ดังนั้นสารเคมีต่างๆ เช่น มลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) เข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิต 5. ปลาทูน่า ยังชีพด้วยปลา เช่น ปลาแฮร์ริ่ง หลังจากเวลาผ่านการบริโภคมลพิษสารอินทรีย์ถาวรในปริมาณที่สม่ำเสมอ จะเริ่มทำให้เกิดการสะสมเป็นปริมาณมาก 6. มนุษย์ ยังชีพด้วยปลา ชาวยุโรปบริโภคไมโคร พลาสติกเข้าไปในปริมาณมากถึง 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลา ปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่ยังคงอยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นยังไม่ทราบได้ Oris Clean Ocean Limited Edition นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นบนฐานของตัวเรือน รุ่น Oris Aquis ประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) บนฝาหลังของตัวเรือน รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน สเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น วงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล ขนาด 39.50 มม. (1.555 นิ้ว) หน้าปัด สีฟ้าน้ำทะเล วัสดุเรืองแสง เข็ม และขีดแสดงเวลาพิมพ์ทับด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ โค้งรูปโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน ฝาหลัง สเตนเลสสตีล ขันสกรู ประดับเหรียญทรงกลมทำด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) กลไกปรับตั้งเวลา มะยมนิรภัยสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว สายนาฬิกา สายสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น พร้อมเฟืองล็อคสายนิรภัย สเตนเลสสตีลแบบบานพับพร้อมส่วนปรับขยายสาย การกันน้ำ ถึงระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)   กลไก หมายเลขเครื่อง Oris 733 การทำงาน เข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาทีจากจุกศูนย์กลาง หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกปรับตั้งวันที่ กลไกปรับตั้งเวลาแบบละเอียด และกลไกหยุดเข็มวินาที การขึ้นลาน ระบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง จำนวนจำกัด 2,000 เรือน แต่ละเรือนบรรจุในกล่องที่ด้านนอกหุ้มด้วยวัสดุที่ทำจากสาหร่าย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประดับด้วยพลาสติกรีไซเคิล   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555

By MercedesBenz

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หอยนางรม จังหวัดมิยากิ ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

By MercedesBenz

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

By MercedesBenz

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com

By MercedesBenz

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

By MercedesBenz

เมืองพัทยาพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาของปรากฎการณ์ระดับโลก งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (Pattaya International Fireworks Festival) วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาเมืองพัทยา ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ของทุกปี และยังถือเป็นการมอบของขวัญแห่งความสุขในช่วงบรรยากาศส่งท้ายปีด้วยการเนรมิตทั่วผืนฟ้าเมืองพัทยายามค่ำคืนให้สว่างไสวและเจิดจรัสภายใต้แนวความคิด “The Grand Illumination” ซึ่งภายในงานพลุหลากสีสุดอลังการจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนติน่า แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เยอรมัน และฟิลิปปินส์ จะถูกจุดประกายความสวยงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ ผสานกับจังหวะดนตรีบรรเลงประกอบที่จะเรียกเสียงปรบมือและสร้างตราตรึงใจ พร้อมด้วยคอนเสิร์ตสุดประทับใจจากศิลปินชั้นนำของประเทศ สถานที่ บริเวณถนนสายชายหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 19.30 : ​พิธีเปิด 20.00 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 ไทย - เจิดจรัสเบิกฟ้าพัทยาประชาสุขใจ 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 อาร์เจนติน่า - Radiance over the sea 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 แคนาดา - Dancing Stars 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Musketeers 21.35 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - Reach for the stars 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 เยอรมัน - Brightening the horizons 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 6 ฟิลิปปินส์ - Sparkle Sensation วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 20.00 : ​พิธีเปิด 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 อาร์เจนติน่า - Enchanted Dreams 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 แคนาดา - Razzle-dazzle 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Yes’sir Days 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - The Magnificence over the Rainbow 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 เยอรมัน - Flame up the dark 22.20 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 ฟิลิปปินส์ - Glorious Finale 22.35 : ​การแสดงคอนเสิร์ต 25Hours

By MercedesBenz

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

By MercedesBenz

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

By MercedesBenz

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

By mercedesmagazine

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

By MercedesBenz

"F1 in Schools Thailand" ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ผ่านการออกแบบสร้างรถแข่ง F1 คันจิ๋ว!” ในรูปแบบ 3 มิติ มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ 4 สาขาวิชาหลัก ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ทั้งยังได้เรียนรู้ ด้านการตลาด การเงิน การออกแบบ การสื่อสาร การบริหารจัดการต่างๆ ตามแนวทางของ “STEM Challenge” ซึ่งเป็นหลักสูตรนี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มาใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ “รถแข่งF1 จิ๋ว” โดยใช้ซอฟต์แวร์ CAD / CAM ทำงานร่วมกันออกแบบวิเคราะห์ ผลิต ทดสอบและแข่งรถยนต์ขนาดเล็ก ให้มีสมรรถนะสูงสุด รูปลักษณ์สวยงาม และวิ่งได้เร็วที่สุด แล้วจำลองต้นแบบรถฟอร์มูล่าวัน (F1 model block) ในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยDenford เครื่องพิมพ์3 มิติ แล้วขับเคลื่อนโดยเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โปรแกรมนี้ จะมุ่งเน้นไปที่เด็กช่วงอายุที่ 9 -19 ซึ่ง F1 in Schools เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้านวิศวกร นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสที่เด็กไทยจะได้เข้าร่วมการแข่งขันประลองความเร็วของรถแข่งจำลองระหว่างประเทศ ในระดับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อายุ 11-19 ปี บนรางที่มีความยาว 20 เมตร และทำงานต้องเสมือนจริงกับทีมแข่ง รถฟอร์มูล่า1 ในสนามใหญ่ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วิเคราะห์ ผลิต ทดสอบ ตลอดจนการหาทุนสนับสนุน ถือเป็นการเรียนรู้ที่ผสานศาสตร์และศิลป์ ร่วมกันได้อย่างลงตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตสู่อาชีพในอนาคต ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านคว้าตำแหน่งอันดับ 6 ของโลก และที่ 1 ของเอเชีย จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ และทีม “เตโช เรสซิง” จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าในอนาคตทีมไทยจะเป็นผู้ชนะการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก ปัจจุบัน F1 in Schools Thailand ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ เปิดสอน "STEM Challenge" ทั้งหมด 12 โปรแกรม ประกอบด้วย 1)Space – Nanosatellite, 2)Air - (First Person View) FPV Drone, 3)Land - F1 in Schools Car, 4)Terrain - Remote Control 4x4 Vehicle, 5)Sea - Subs in Schools Submarine, 6) Autodesk - Fusion360, 7)Denford - CNC Machine, 8)Esports - F1 Simulator, 9)Jaguar Primary Schools Challenge - Paper Cars powered by 4grams Co2, 10)Denford Primary STEM Project - Paper Cars powered by an air pump, 11) Aquaponics - Vertical Farming, 12) Warhammer - Board game based on Arts and Strategy. โดยเปิดรับบุคคลทั่วไป เด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ผู้ปกครอง และคุณครู ทั้งรายบุคคลหรือทีม และเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในระดับนานาชาติ ด้วยการแข่งขัน F1 in Schools STEM Challenge ที่เป็นแกนหลัก ซึ่งโปรแกรมนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาด้านทักษะและความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทางสาขาอาชีพการงานในอนาคต ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครสมาชิกได้ที่ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ซอยรามคำแหง 68 บางกะปิกรุงเทพฯ หรือ https://pensmithschool.ac.th/ ดร.จักรพรรดิ พิทักษ์ธารารวย ผู้อำนวยการโครงการ "F1 in Schools Thailand" ผู้ริเริ่มโครงการฯ ในประเทศไทย กล่าวว่า “F1 in Schools Ltd เป็น บริษัท ที่ไม่แสวงหาผลกำไรก่อตั้งขึ้นโดยมีพันธมิตรที่มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การศึกษาที่น่าตื่นเต้น แต่ท้าทายผ่านการดึงดูดแม่เหล็กของฟอร์มูล่า1 ให้กับเยาวชน การออกแบบรถฟอร์มูล่า1 ถือเป็นความท้าทายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนใช้เทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ อากาศพลศาสตร์ การออกแบบ การผลิต การสร้างแบรนด์ กราฟิก การสนับสนุน การตลาด การเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม ทักษะการใช้สื่อและกลยุทธ์ทางการเงินและนำไปใช้ในทางปฏิบัติจินตนาการการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น ทั้งยังได้ร่วมมือกับพันธมิตร DENFORD ภายใต้โครงการ F1 in Schools Primary STEM Project powered by DENFORD ในการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตรถแข่ง รวมถึงอุปกรณ์สิ้นเปลืองครบวงจร F1 Model Blocks, Wheel, Axles, Stands Stands และ CO2 Power Packs รวมถึง Race Track นายพอ อู่อุดมยิ่ง ผู้จัดการทีม เพอร์ซูทเรสซิง กล่าวว่า “ในฐานะของเยาวชนไทยรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงในเวทีนี้ โดยในปีที่แล้วทีมสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 2 รางวัล คือ “Team Website Award” รางวัลเว็บไซต์ยอดเยี่ยม และ “Autodesk Pressure Challenge Award” ซึ่งเป็นการแข่งขันรอบพิเศษที่ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ทราบโจทย์ล่วงหน้า และมีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเพื่อนำเสนอแผนงาน”

By MercedesBenz

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

By MercedesBenz

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

By MercedesBenz

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

By MercedesBenz

ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ (Alexander Popov) จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในนักว่ายน้ำยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ที่ภายหลังอำลาสระ เขาได้ให้คำจำกัดความใหม่กับตัวเองอย่างไร "เป็นการตัดสินใจที่ธรรมดา แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม" อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ เล่าถึงช่วงเวลาอันยากลำบาก ที่เขาตัดสินใจโยนผ้ายุติเส้นทางการเป็นนักว่ายน้ำ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก และนักว่ายน้ำจากรัสเซีย ผู้สร้างสถิติไว้มากมาย นั่งอยู่ในมุมที่เงียบสงบของ คาเฟ่ปุชกิน (Café Pushkin) อันหรูหราในกรุงมอสโก ปล่อยให้ครัวซองต์ในจานที่เพิ่งมาอบมาใหม่ๆ เย็นลงอยู่เบื้องหน้า ยังไม่เที่ยงดี แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของอาคารสไตล์บาโรกที่งดงาม คาเฟ่ปุชกิน เปรียบได้ดั่งไทม์แมชชีน ที่จะนำพาผู้มาเยือนย้อนคืนสู่ช่วงเวลาที่รัสเซียยังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบซาร์ และเป็นสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ เหมาะสมยิ่งสำหรับการสัมภาษณ์โปปอฟ ประการแรก เขามีสไตล์การว่ายน้ำที่สวยงาม จนทำให้ได้รับสมญานามว่า “ซาร์” และประการที่สอง เพราะดูเหมือนว่าเวลาจะค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในคาเฟ่ปุชกิน บรรยากาศที่มีความสงบเงียบแผ่ซ่านอยู่ในทุกอณู เชิญชวนให้เกิดการย้อนสะท้อนมองตัวเอง และยอดนักว่ายน้ำวัย 47 ผู้นี้ ก็มีหลากหลายสิ่งให้สะท้อนมองกลับไป โปปอฟเคยเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่นที่ว่า “ผมจะมีชีวิตใหม่ที่น่าพึงพอใจได้อย่างไร ในเมื่อได้รับความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่ต้องการมาแล้ว”   Beach days อเล็กซานเดอร์ วลาดีมิโรวิช โปปอฟ เติบโตที่เยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาอูราล ตอนเล็กๆ เขาเป็นเด็กที่กลัวน้ำ แต่ก็สามารถเอาชนะความกลัวนี้ได้ในเวลาต่อมา เมื่อเอาชนะความกลัวน้ำได้ กลับทำให้เกิดความทะเยอทะยาน ผลักดันเขาสู่การ เป็นเจ้าของรางวัล 4 เหรียญทอง จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลนา ขณะมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น จากนั้น โปปอฟยังสามารถคว้าชัยจากการแข่งขันว่ายน้ำรายการต่างๆ ได้อีกมากมาย ทั้ง 6 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์โลก และอีก 21 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์ยุโรป ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักว่ายน้ำ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของรัสเซีย แต่ทั้งหมดมาถึงจุดหักเหในปี ค.ศ. 2004 หลังจากโอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในกีฬาว่ายน้ำ โปปอฟรู้ว่า เขาพอแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะการกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่ได้รับเหรียญรางวัลแม้แต่เหรียญเดียว แต่ยังเป็นเพราะเขารู้สึกเต็มอิ่มกับกีฬาว่ายน้ำแล้ว “เหมือนกับว่าผมอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว” โปปอฟอธิบายง่ายๆ “คุณพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย ปิดหนังสือ แล้วนำกลับไปเก็บไว้บนชั้น และไม่คิดจะเปิดอ่านอีกแล้ว เพราะรู้เนื้อหาในนั้นทะลุปรุโปร่งตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย”   ทันทีที่โอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ปิดฉากลง เพื่อนคนหนึ่งของโปปอฟชวนให้เขาไปหาที่ฟิจิ โดยโปปอฟและภรรยาเป็นแขกเพียงไม่กี่คน ที่ไปยังหมู่เกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้ที่แสนพิเศษนี้ “ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะยังเคยชินกับการตื่นเช้าตามโปรแกรมฝึกซ้อม นั่งเงียบๆ บนเก้าอี้ชายหาด เฝ้ามองท้องทะเล แล้วก็คิดว่า ‘นี่แหละชีวิต’ โปปอฟยิ้มแย้มตลอดเวลายามเล่าเรื่องของตัวเอง ราวกับว่า เขารู้สึกผ่อนคลายโดยธรรมชาติ เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเข้าสู่ชีวิตใหม่ “ตอนนั้นผมอยู่ในที่ที่ใช่ ในช่วงเวลาที่ใช่ และผมทราบแล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ จะเดินหน้าไปอย่างไรหลังจากเลิกว่ายน้ำ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ผมมาก”   At one with the elements เหตุที่การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ของโปปอฟเป็นไปอย่างราบรื่น ยังเกิดจากทัศนคติและมุมมองที่มีต่อชีวิต หรือกล่าวได้ว่า เป็นความสามารถของเขาในการรับมือกับช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลชัดเจน ซึ่งกว่าทัศนคติและมุมมองเช่นนี้จะเกิดได้ต้องใช้เวลานานหลายปี “เมื่ออยู่ในน้ำคุณจะถูกจำกัดด้วยกฎแห่งฟิสิกส์ ฉะนั้น ในฐานะนักว่ายน้ำ คุณจะต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งไปกับพลังของน้ำ” โปปอฟอธิบาย “มันเป็นเหมือนกระบวนการของการสร้างสรรค์วิธีคิด ซึ่งผมตัดสินใจแล้วว่าผมยอมรับในความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัด” ยิ่งสามารถคว้าเหรียญมาครองได้มากเพียงใด โปปอฟก็ยิ่งไม่สนใจต่อเสียงยกย่องสรรเสริญเท่านั้น ศัตรูที่แท้จริงของเขากลับเป็นตัวตนของตัวเอง และองค์ประกอบแวดล้อม ช่วงเวลาแห่งการเอาชนะตัวเอง และกาลเวลา ได้สร้างความมั่นใจ ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ไปไกลเกินกว่ากรอบอาชีพนักกีฬาของโปปอฟอีกครั้ง นับจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา เขาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งรัสเซีย และได้ก่อตั้งการแข่งขันรายการ Alexander Popov Cup เพื่อช่วยเหลือนักกีฬาเยาวชน ในการเตรียมตัวแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขายังกลับไปมุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินการธนาคาร โปปอฟได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นหนึ่งในบอร์ดเจ้าหน้าที่พิเศษของอะดิดาส ผู้ผลิตชุดกีฬาชื่อดังของเยอรมนีในปี 2009 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2014 ก่อนจะลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตนเอง   New-found freedom งานของโปปอฟ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและวางแผน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจของเขามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมอันเป็นบ้านเกิด แต่เขากลับบริหารงานจากมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมของการตัดสินใจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์มาหลายปี มอสโกได้กลายเป็นบ้านอีกหลังของเขา สิ่งซึ่งมีความหมายต่อโปปอฟมากเสียยิ่งกว่าความสำเร็จในอาชีพของเขา ก็คือ "อิสรภาพ" ที่ได้มาภายหลังจากชีวิตเลิกว่ายน้ำ ไม่มีการฝึกซ้อมวันละแปดชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์อีกต่อไป โปปอฟอธิบายระหว่างที่พวกเราขึ้นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เพื่อเดินทางไปยังสระว่ายน้ำไชกา ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเครมลิน กลางกรุงมอสโก “ผมสามารถจะกำหนดตารางชีวิตของตัวเองได้แล้ว” ไม่กี่ปีก่อน โปปอฟพร้อมด้วยภรรยาและลูกๆ อีกสามคน (ลูกชายสองและลูกสาวหนึ่ง) เดินทางท่องเที่ยวแบบโรดทริปไปทั่วทวีปยุโรปด้วย รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส ทั้งครอบครัวแวะเที่ยวที่บัลแกเรีย โครเอเชีย และอิตาลี ก่อนจะขับผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี และโปแลนด์บนเส้นทางกลับสู่รัสเซีย โรดทริปนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “อิสรภาพที่จะเดินทางไปที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนา กินอะไรก็ได้ตามที่อยากจะกิน และแวะนอนที่ใดก็ได้ตามที่ต้องการ” เขาย้ำ   Freedom For The Whole Family : THE V-CLASS เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป็นทั้งรถแวนสำหรับครอบครัวที่มอบความสะดวกสบาย เป็นเพื่อนร่วมทางที่วางใจได้ของผู้ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง เป็นรถยนต์ที่ทรงพลัง และยานพาหนะที่หรูหรามีสไตล์ เสน่ห์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยและความเป็นอิสระ โดดเด่นในความกว้างขวาง และแนวคิดด้านการตกแต่งภายใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาสนำเสนอทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อการเลือกใช้งานตามความปรารถนา บางคนอาจบอกว่าเป็นความสะดวกสบาย อเนกประสงค์ แต่เราเรียกสิ่งนี้ว่า "อิสรภาพ"   เรื่อง: HENDRIK LAKEBERG ภาพ: DAVID FISCHER, MAIN IN MAIN PRODUCTIONS

By MercedesBenz

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

Become A Journalista