TOP

MORE INTERESTING TOPICS

อดีตนักแข่ง Traudl Klink เป็นผู้จัด Mercedes-Benz Driving Event of the future ที่สนาม Hockenheimring ด้วยจำนวนรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่รถพวกนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกในการขับขี่ลดน้อยลงไปแม้แต่น้อย โดยเฉพาะสำหรับพิธีกรรายการทีวี Matthias Malmedie ในตอนแรกผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ แทบจะไม่โดดเด่นในหมู่เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่ของเธอ พวกเขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่มีข้อความ “Mercedes-Benz Driving Events” จนเมื่อคุณมองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น คุณจะรู้ว่า Traudl Klink อดีตนักแข่งรถมืออาชีพ เป็นผู้กำหนดขั้นตอนงาน Driving Event ที่ Hockenheimring ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอน ความหลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ต และความกระตือรือร้นของเธอ (ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า) ในสนามแข่งนั้นชัดเจนอยู่แล้ว อีเวนต์การขับขี่นี้ เกี่ยวกับขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เช่นเดียวกับ EQC* ที่เป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับทุกแง่มุม ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม ซึ่งก็หมายถึงการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องติดขัดกับการจราจรปกติบนท้องถนน สัมผัสความเร้าใจในความเร็ว และค้นพบความคล่องตัวและพละกำลังของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง Traudl Klink เป็นผู้นำทีมที่ให้คำแนะนำ และสนับสนุนผู้เข้าร่วมในการพัฒนาทักษะการขับขี่ของพวกเขา   Change with passion วันนี้ Traudl Klink มีผู้จัดรายการโทรทัศน์ Matthias Malmedie เป็นนักเรียนของเธอ ผู้ทดสอบรถรุ่นเก๋าและพรีเซนเตอร์ของรายการ “Grip” ที่โด่งดัง มีความหลงใหลในการแข่งรถเช่นเดียวกับ Traudl Klink มานานแล้ว เหตุใดเขาจึงเข้าร่วมในประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ Hockenheimring ทั้งๆ ที่เขามีประสบการณ์และมีใบอนุญาตแข่งรถอยู่แล้ว? “ที่นี่คนเก่งจะเรียนรู้จากคนเก่ง และแน่นอนว่ายังมีอะไรให้ผมเรียนรู้อีกมากมายจาก Traudl ซึ่ง Malmedie สรุปด้วยอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมการขับขี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เช่นกัน รถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังแล่นคู่กับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่คำรามไปบนทางโค้งของ Hockenheimring อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ในระหว่างการชมรถมากมายที่แล่นในสนามแข่ง เมื่อมองจากอัฒจันทร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คุณไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน กับรถยนต์ไฟฟ้าได้เลย มันชัดเจนอย่างยิ่งว่า การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องมีการแบ่งแยก ตรงกันข้าม คุณจะสัมผัสกับความสุขในการขับขี่แบบองค์รวมและยั่งยืน เมื่อเราเข้าสู่สนามแข่งกับ Traudl Klink ในรถ E-Class ปลั๊กอินไฮบริด ความเร็วจะดันเรากลับเข้าไปในที่นั่งของเราในพริบตา ขณะที่กล่าวคำแนะนำในเครื่องส่งรับวิทยุของเธอ เธอเร่งเบรก และบังคับเลี้ยวด้วยความสบายๆ รอบๆ ทางโค้งที่แคบ และบนทางตรงของสนาม Hockenheimring เธอให้คำแนะนำในการขับขี่แบบยั่งยืนตลอดเวลาว่า “การขับขี่แบบมองการณ์ไกล หมายถึง การกระทำที่ไม่เพียงแต่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย หากคุณใช้ระบบเก็บพลังงานจากการเบรก แทนการเบรกล้วนๆ คุณจะได้รับพลังงานกลับคืนมา ในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดผ้าเบรกจากการสึกหรออย่างรวดเร็วด้วย”   A formidable career ตอนเด็กๆ Traudl Klink ใช้เวลาส่วนใหญ่ในร้านซ่อมรถของพ่อแม่ เมื่ออายุเพียงสามขวบเธอก็จัดเรียงสกรูแล้ว ขณะนั่งอยู่ในดุมล้อ แต่เธอไม่ถูกค้นพบจนกระทั่งอายุ 28 โดยแมวมอง เธอได้เป็นที่หนึ่งจากผู้สมัคร 1,300 คนที่ Hockenheimring ในปี 1983 สองปีต่อมา เธอคว้าตำแหน่งแชมป์ใน Ford Fiesta Ladies Cup ตามด้วยช่วงสั้นๆ ในการแข่งขัน DTM และ 24 ชั่วโมงหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนักแข่งรถ เธอเข้ามาดูแลธุรกิจรถยนต์ร่วมกับพี่ชายของเธอ และทำงานเป็นผู้ฝึกสอนมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ Traudl Klink ไม่เคยทิ้งการแข่งรถเลย เธอกล่าวว่า “ฉันตกจากเกวียนอยู่เรื่อยๆ แต่ในบางช่วง สิ่งดีๆ ทั้งหมดก็ต้องมาถึงจุดจบ” เธอกล่าวในวันนี้ การแข่งขันครั้งสุดท้ายของ Traudl Klink คือในปี 2011   Sustainable driving style ในขณะเดียวกัน Matthias Malmedie ก็ตามมาอย่างใกล้ชิดใน EQC ด้วย Traudl Klink พูดเรื่องตลกเล็กน้อย ระหว่างคำแนะนำทางวิทยุซึ่งเขาตอบโต้ด้วยเสียงหัวเราะ Malmedie ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขัน 4 สมัย ในการแข่งขัน Nurburgring 24-hour กำลังมองไปยังอนาคตที่มองเห็นได้ ซึ่งรวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าด้วย “เราต้องการให้ผู้คนเห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าเหมาะสำหรับทุกคน” EQC สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา: “พร้อมที่จะไปในทันทีทันใด มันเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยระยะทำการของมัน และยังขับสนุกมากด้วย แล้วด้วยความเงียบ

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด   The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตู ทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู   ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัล ที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น และตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว    นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน ขนาด 12.8 นิ้ว ทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบา ทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์ และฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม   ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลัง ให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย   ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศา ที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลน หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้า ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”   The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท   พร้อมให้ลูกค้าผู้สนใจจับจองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new S-Class และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

กว่า 1 ปีแล้วที่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตตามวิถีของ New Normal ซึ่งนอกจากจะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยแล้ว บางอย่างก็ยังทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะ Drive Thru ที่ถึงแม้ว่าจะมีมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หลากหลายครอบคลุมทุกรูปแบบสินค้าและการบริการเหมือนเช่นในวันนี้ จุดเริ่มต้น Drive Thru ก่อนจะมาสู่ New Normal การให้บริการแบบ Drive Thru เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 โดยร้านฟาสต์ฟู้ด Pig Stand ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดแนวความคิดที่จะนำเสนอรูปแบบการให้บริการแบบใหม่ ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องลงจากรถ แต่จะมี Carhop หรือพนักงานของร้านเดินมารับ และนำออเดอร์ที่เสร็จแล้วมาส่งให้ที่รถ เรียกว่า Drive-In เริ่มใช้งานครั้งแรกในสาขาที่ตั้งอยู่เลียบทางด่วนระหว่างเมือง Dallas กับ Fort Worth ด้วยความตั้งใจที่จะเพิ่มความสะดวก รวดเร็วให้แก่ลูกค้า เพราะไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการขายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจนในปี ค.ศ. 1931 ร้าน Pig Stand สาขาแคลิฟอเนียร์ ได้คิดวิธีการสั่งอาหารแบบใหม่ โดยที่ลูกค้าสามารถนำรถยนต์เข้ามาสั่งอาหารโดยตรงที่พนักงานในร้านได้เลย ผ่านทางหน้าต่างที่ถูกออกแบบไว้ไม่ต้องมี Carhop หรือพนักงานรับออร์เดอร์ที่รถอีกต่อไป ต่อมา Jack-in-the-Box และ Wendy’s ได้นำรูปแบบการให้บริการแบบนี้มาใช้ และเปลี่ยนชื่อเรียกการให้บริการลักษณะนี้ใหม่ว่า Drive Thru ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1970 McDonald’s จะได้เปิดตัวร้านแบบ Drive Thru เป็นครั้งแรก ในรัฐ Sierra Vista และ Arizona จนในปี ค.ศ. 1985 ก็ได้มีการแพร่หลายไปในประเทศแถบยุโรป และเอเชียตามลำดับ   วิถีชีวิตใหม่กับหลากหลายบริการ Drive Thru เมื่อสถานการณ์บังคับให้ต้องปรับตัว การ Drive Thru จึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตที่เข้ามามีบทบาท สร้างความสะดวกสบาย จนเกิดเป็นไอเดียให้หลายธุรกิจหันมาเพิ่มช่องทางการให้บริการในรูปแบบนี้มากขึ้น   Cafe & Restaurant นับว่าเป็นธุรกิจที่เป็นต้นกำเนิดของการบริการในรูปแบบ Drive Thru นั่นจึงทำให้เมื่อเราต้องหันมาใช้ชีวิตแบบ New Normal การ Drive Thru เพื่อไปซื้ออาหารและเครื่องดื่ม จึงเป็นเรื่องที่ทั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว แถมปลอดภัย ซึ่งตอนนี้นอกเหนือจากร้านอาหารแบบฟาสต์ฟู้ดที่ปกติก็มีให้บริการแบบ Drive Thru อยู่แล้ว ยังมีร้านอาหารอื่นๆ รวมถึงคาเฟ่อีกมากมายที่เปิดให้บริการแบบ Drive Thru ยกเว้นบางร้านที่อาจจะติดขัดในเรื่องของพื้นที่ก็ปรับเปลี่ยนเป็นแบบ Take away หรือโทรสั่งล่วงหน้า แล้วนัดเวลาเข้าไปรับแทน   Supermarket สำหรับเรื่องการจับจ่ายซื้อของก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยนและเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้น ด้วยรูปแบบการให้บริการในลักษณะของ Drive Thru โดยปัจจุบันหลากหลายผู้ให้บริการร้านค้าปลีกได้เพิ่มการบริการในส่วนของ Drive Thru ขึ้นมา ยกตัวอย่าง ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือบิ๊กซี ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ เพียงกดสั่งซื้อของทางออนไลน์อยู่ที่บ้าน ก่อนขับรถไปรับสินค้าอย่างปลอดภัย ตามจุดบริการของสาขาที่เลือกไว้ โดยไม่ต้องลงจากรถ อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น เพราะสามารถเลือกซื้อสินค้าอื่นๆ จากทุกชั้นทุกแผนกของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ในเครือเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ เป็นต้น   Post Office ส่วนบางคนที่มีความจำเป็นต้องส่งของ ก็สามารถใช้บริการ Drive Thru Post ได้ ซึ่งสามารถรับส่งพัสดุภายใน 3 นาที แบบไม่ต้องลงจากรถยนต์ สามารถฝากส่งได้ครั้งละไม่เกิน 3 ชิ้น สำหรับฝากส่งในประเทศ ที่ไม่ต้องการเขียนใบรับฝาก ในลักษณะหุ้มห่อพร้อมส่ง โดยต้องมีความกว้างยาวไม่เกิน กล่องสำเร็จรูปขนาด (22 x 35 x 14 ซม.) และมีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัมต่อชิ้น สามารถใช้บริการได้ที่ ไปรษณีย์ไดร์ฟทรู สามเสนใน หลักสี่ ลาดพร้าว ลำลูกกา มีนบุรี บางพลี ชัยพฤกษ์ และอีกหลากหลายสาขาทั่วประเทศ   Hospital เพราะความเจ็บป่วยสามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลโดยส่วนใหญ่ก็ได้เพิ่มจุดบริการ Drive Thru โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจโควิด-19 เช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป ที่ต้องรับยาต่อเนื่องก็สามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกสบายด้วยเช่นกัน กับการเพิ่มอีกหนึ่งช่องทางการให้บริการแบบ Drive Thru ยกตัวอย่างโรงพยาบาลที่มีบริการลงทะเบียนเพื่อรับยาโดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ส่วนการรับบริการตรวจโควิด-19 แบบ Drive Thru นั้น ก็สามารถใช้บริการได้ที่ โรงพยาบาลรามคำแหง โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ โรงพยาบาลนครธน หรือ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค เป็นต้น -------------------------------------------------------------------- เรื่อง : gorgeousploy ที่มา : MERCEDES CARD JOURNAL Issue 02/2021

By MercedesBenz

การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยให้สูงสุดไปสู่ระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ก้าวไปอยู่ในระดับแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด รวมถึงสู่การแข่งขันในตลาดมืออาชีพระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ นับเป็นพันธกิจอันสำคัญยิ่งของ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ    หัวใจหลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) หลังจากเปิดตัวมาได้สองปีเต็ม โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ ลำดับที่ 35 ของเครือข่ายเบซิส ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย และได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากนักเรียนรวมถึงผู้ปกครอง จากจุดแข็งของ หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ที่ได้รับการออกแบบและมีประวัติศาสตร์นวัตกรรมอันยาวนานมากว่า 20 ปี จนเป็นที่ยอมรับสูงสุดจากทั่วโลก ในมาตราฐานระดับเหรียญทอง และสิ่งที่ทำให้เบซิส กรุงเทพฯ แตกต่างจากที่อื่น นั่นคือโมเดลการสอน ซึ่งหลักสูตรของเบซิสมีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีความเข้มข้นครบทุกด้าน ที่ทำให้นักเรียนมีทางเลือกและโอกาสในการเรียนรู้หลากหลาย มุ่งเน้นตั้งแต่การเสริมสร้างทักษะความรู้ พร้อมกับกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และหาคำตอบด้วยตัวเอง เป็นการพัฒนาทักษะรอบด้านอย่างแท้จริง เพื่อปูความสำเร็จเตรียมความพร้อมด้วยศักยภาพสูงสุดของนักเรียน ไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในอนาคต และก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ  หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ยังให้ผลลัพธ์ในการสร้างนักเรียนที่เหนือกว่า ที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้นักเรียนของเบซิส สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลกได้แน่นอน จากรายงานการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่านักเรียนของเบซิส มีผลงานดีกว่านักเรียนจากโรงเรียนชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกามาแล้วมากมาย และอีกหัวใจสำคัญไม่น้อยไปกว่าหลักสูตรเบซิส คือครูผู้สอน เบซิสคัดเลือกครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำการสอนความรู้เชิงลึก Subject Expert Teacher (SET) ควบคู่ไปกับครูผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก Learning Expert Teacher(LET) อีกด้วย เริ่มตั้งแต่การศึกษาในระดับชั้นปฐมวัย Pre K1 จนจบสมบูรณ์ที่ Grade 12 เป็นการปูทางสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ  อีกทั้งยังนำเอานวัตกรรมการศึกษาแบบอเมริกัน และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับทักษะอันจำเป็น นำมาประยุกต์ใช้กับยุคโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 พร้อมเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย นำมาเป็นเครื่องมือบูรณาการระบบการศึกษา ในรูปแบบเฉพาะของเบซิส กรุงเทพฯ    เปิดตัวครูใหญ่คนใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้ เบซิส กรุงเทพฯ ยังได้ต้อนรับครูใหญ่คนใหม่ มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ด้วยดีกรีผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมากว่า 25 ปี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และล่าสุดในฐานะผู้นำของโรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว ประเทศจีน ก่อนเข้ามาสานต่อภารกิจและวิสัยทัศน์ภายใต้หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) โดยเข้ารับตำแหน่งครูใหญ่คนใหม่ ของครอบครัวโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ มิสเตอร์อลันยังมีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการโรงเรียนนานาชาติของสภาโรงเรียนนานาชาติ (CIS) อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้บริหารที่มักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและชุมชนเสมอ  "ผมตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียนแห่งนี้ และทำงานร่วมกับครู เจ้าหน้าที่ นักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับครอบครัวเบซิส กรุงเทพฯ  ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ในช่วงสองปีแรกที่ก่อตั้ง และผมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในการนำพาโรงเรียน ให้ก้าวสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ผมเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง และชื่นชอบในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศไทยมากขึ้น" มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่กล่าว    สร้างคนคุณภาพ เพื่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต นอกจากเบซิส กรุงเทพฯ จะมีหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานในระดับโลกแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากล ทางโรงเรียนได้ตอกย้ำแนวคิดนี้ โดยมีการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยทุกวัน อีกทั้งยังปลูกฝังความเป็นไทยในหัวใจ เพื่อให้นักเรียนได้เติบโตบนรากฐานของความเป็นไทย ก้าวสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพของโลกอีกด้วย   เบซิส กรุงเทพฯ เปิดแคมปัส ในกิจกรรม Open House  วันเสาร์ที่ 13 พ.ย. 64 เวลา 09.00 - 12.00 น. สำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ไปกับพื้นที่แห่งการศึกษาระดับโลก “โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ” พร้อมเปิดแคมปัส ที่ได้รับการออกแบบให้เป็น School of the Future บนพื้นที่สีเขียวท่ามกลางสวนสวย พร้อมนวัตกรรมอันทันสมัย และเป็นโรงเรียนแรกที่อาคารทั้งหลัง ติดตั้งระบบอากาศแบบเติมอากาศจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนและครูอาจารย์ จะได้รับอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงมาตราการเข้มข้นยกระดับความปลอดภัยจากโควิด-19  พร้อมชมบรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียน ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก กับหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยครูผู้เชี่ยวชาญ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส  และพบปะพูดคุยกับคณะครู และครูใหญ่ “มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน” ที่ทำให้หมดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใด เด็กนักเรียนเบซิสจึงมีความสุข และรักการเรียนรู้ ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน  หมายเหตุ : รับจำนวนจำกัด ตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข ทางโรงเรียนจะทำความสะอาดสถานที่ก่อน และหลังงานตามมาตราการป้องกันควบคุมโรค 📢 สำหรับผู้ปกครองสามารถสำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ☎️ สอบถามเพิ่มเติม : โทร. 0 2415 0099 หรือ Email : admissions@basis.ac.th และ Line: http://lin.ee/8s6ABLu 🌐 เยี่ยมชมโรงเรียน และหลักสูตรเบซิส ที่ Website : https://BASIS.ac.th 📍 พิกัดแผนที่ : https://g.page/basisintbkk?share

By MercedesBenz

'เมอร์เซเดส-เบนซ์' จัดโปรแรงมอบข้อเสนอพร้อมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย กระตุ้นยอดขายต่อเนื่องไตรมาสที่ 4 ในแคมเปญ “Mercedes-Benz Limitless Offers” ขนทัพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลากหลายรุ่นมาให้เลือกเป็นเจ้าของ เรียกได้ว่าใครได้ครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในช่วงแคมเปญนี้สุดคุ้มค่า ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น    ▶ สำหรับรถยนต์คอมแพ็คทุกรุ่น ได้แก่ รุ่น A-Class, GLA และ GLB รวมทั้งรุ่น CLS 220 d และ Mercedes-AMG GLC 43 Coupe รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 3 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*  ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น C-Class, C-Coupe และ GLC-SUV ทุกรุ่น รวมถึง E 220 d เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับส่วนลดเงินดาวน์สูงสุด 5% เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ* หรือ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น GLC 220 d Coupe และ GLC 300 e Coupe เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*   ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น E 300 e และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น GLE 350 de และ GLS 350 d รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี ▶ เพิ่มเติมพิเศษ รับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทฟรี เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ, สัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น *สิทธิพิเศษนี้เฉพาะลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ รับมอบรถยนต์ และเริ่มต้นสัญญาทางการเงินกับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

Will.i.am คือศิลปินดนตรีคนดังที่มีชื่อติดอยู่บนท็อปชาร์ตร่วมกับวงดนตรีของเขา Black Eyed Peas และไม่เพียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีเท่านั้น ณ ปัจจุบัน เขา กำลังง่วนอยู่กับการนำความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง สู่การรังสรรค์ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง Will.i.am เผยเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ระหว่างนัดพบกับเราที่ลอสแองเจลิส สำหรับ will.i.am ในวัยหนุ่มน้อย รถแรงสุดซิ่งคือสิ่งดึงดูดที่ชวนหลงใหลอย่างที่สุด ทุกๆ วัน ระหว่างเดินทางด้วยรถบัสจากย่าน Boyle Heights เพื่อไปโรงเรียนในลอสแองเจลิสตะวันตกซึ่งเป็นเขตที่ร่ำรวยหรูหรา เขาและพี่ชาย-คาร์ล ชอบใช้เวลาเฝ้ามองดูซูเปอร์คาร์ที่ฝันอยากจะครอบครองเมื่อโตขึ้น สุดท้ายซูเปอร์คาร์ก็เป็นความฝันที่กลายมาเป็นความจริงสำหรับ William Adams หรือ will.i.am วัย 46 หนึ่งในศิลปินดนตรีป๊อปผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค   ความชื่นชอบในแนวเพลงฮิปฮอปคือสิ่งที่นำพา will.i.am เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี เริ่มต้นในปี 1988 การแสดงครั้งแรกกับกลุ่มแร็ปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ตอนอายุแค่ 13 ไม่กี่ปีหลังจากนั้น วง Black Eyed Peas ภายใต้การนำของเขา ก็ทะยานขึ้นสู่ท็อปชาร์ตด้วยผลงานเพลงทั้งอัลบั้มและซิงเกิลยอดนิยมซึ่งส่งผลให้ will.i.am ขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง หนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ก็คือ 7 รางวัลจากเวทีแกรมมีอันทรงเกียรติ ยิ่งกว่านั้น เขายังมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังเบอร์ต้นๆ ของวงการอีกมากมาย เช่น Justin Bieber, U2 และ Lady Gaga จนกล่าวได้ว่าในบรรดาศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น หลายต่อหลายคนมี will.i.am เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังระดับ greatest hits ของพวกเขา มีหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ will.i.am ที่น้อยคนจะรู้ก็คือ การที่เขาชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในที่นี้รวมถึงความท้าทายที่นอกเหนือจากเรื่องดนตรีด้วย “ผมมักถามตัวเองเสมอๆ ว่า ผมพอจะทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง ผมจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง เพราะดนตรีคือเรื่องของความเข้าใจ และการหาความกลมกลืนลงตัวของเสียงต่างๆ” ดนตรีฮิปฮอปคืองานสร้างสรรค์จากความรักอันดับแรกของ will.i.am แต่เขาก็ยังมีเทคโนโลยีและรถยนต์เป็นความชื่นชอบอันดับสองที่ตามมาติดๆ เนิ่นนานแล้ว เขาชอบเรียกรถคันแรกที่ออกแบบให้ตัวเองว่า “The Monster” และเรื่องของรถยนต์ยังเป็นหนึ่งในผลงานจากความใฝ่ฝัน นอกเหนือจากงานในสตูดิโอที่กลายเป็นความจริงชิ้นแรกๆ ของเขาอีกด้วย will.i.am สร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์คันนี้ขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าของรถยนต์คลาสสิกจากนักออกแบบต้นฉบับ และยังเป็นเวลานานมาแล้วก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มนำจอแสดงผลขนาดใหญ่ติดตั้งไว้กลางพื้นที่ด้านหน้าตำแหน่งคนขับ will.i.am ได้ปรับแต่งรถให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองด้วยการติดตั้ง iPad ลงไป ณ จุดนั้น ด้วยจิตวิญญาณแห่งการริเริ่ม และความทุ่มเทให้การแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีอยู่ในตัว ไม่น่าแปลกที่ will.i.am จะกลายเป็นแฟนตัวยงของ Mercedes-AMG: “AMG มีความหมายที่บ่งบอกถึงความหลงใหล” สำหรับเขา คำนี้ยังมีความหมายถึงความไม่พึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ต้องการยานยนต์ซึ่งเป็นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะคาดถึง ดังนั้นใครเล่าจะดีไปกว่า will.i.am ในการเป็นแขกรับเชิญคนแรกของซีรีส์ใหม่อย่างเป็นทางการ ของนวัตกรรมยานยนต์ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นาม “AMG Uncovered” ในช่องทางยูทูป บนแพลตฟอร์มนี้ ศิลปินหนุ่มยังได้เผยถึงความฝันที่จะนำแนวคิดของตัวเองมาร่วมเปลี่ยนแปลง Mercedes-AMG GT C* แถมยังตั้งชื่อให้เสร็จสรรพด้วยว่า will.i.amg   พลังที่สร้างแรงบันดาลใจ ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือแรงกระตุ้นจิตวิญญาณศิลปินในตัวของ will.i.am เขาเชื่อว่ามีคุณสมบัติของทั้งสองสิ่งวิ่งวนเวียนอยู่ในตัวเขา William Adams และน้องชาย ได้รับการเลี้ยงดูมาโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในย่านสุดอันตรายของลอสแองเจลิสตะวันออก รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้จะมีฐานะค่อนข้างย่ำแย่ แต่แม่ของพวกเขายังสู้อุตส่าห์กัดฟันส่งลูกชายทั้งสองเข้าเรียนในเขตลอสแองเจลิสตะวันตกที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า ซึ่งในที่สุด will.i.am ได้ค้นพบในสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเชื้อไฟให้กับตัวเขา ทั้งการเป็นที่ยอมรับ กำลังใจ และการสนับสนุน สามสิ่งนี้ได้จุดประกายเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน ให้เขามุ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป้าหมายแรกคือความสำเร็จระดับโลกในฐานะนักดนตรี จากนั้น เป้าหมายที่สองคือการก่อตั้งบริษัทของตัวเองในนาม i.am +  หลังจากที่ will.i.am ประสบความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่จับต้องบนเส้นทางดนตรี เขาก็เริ่มแสวงหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ความทะเยอทะยานและความสุขในการลองได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเหือดหายไปจากตัวเขา และยังคงเดินหน้าทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา will.i.am ยังคงรำลึกถึงรากเหง้าที่มาของตัวเองอยู่เสมอ ในปี 2010 เขาตัดสินใจเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในอินโดนีเซีย ประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้ ทำให้เขาเริ่มตระหนักอย่างจริงจังว่าสภาพแวดล้อมของย่านลอสแองเจลิสตะวันออกซึ่งเป็นถิ่นที่เขาเติบโตมาพร้อมกับพี่ชายและแม่ของเขานั้น เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและเหลวแหลกเพียงใด “เมื่อการด้อยการศึกษาผสานเข้ากับการขาดความคิด สิ่งที่คุณจะได้คือสูตรสำเร็จแห่งความหายนะ เหมือนมีสึนามิแห่งความยากจนซัดกระหน่ำในทุกวี่ทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกจริงๆ ว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องมอบบางสิ่งบางอย่างกลับคืนกลับสู่ชุมชนเก่าของผมบ้าง" ดังนั้นเขาจึงเปิดตัวโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมเด็กๆ ให้พร้อมสำหรับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จะได้รับความช่วยเหลือให้ก้าวไปข้างหน้าได้จนตลอดรอดฝั่ง ซึ่งสิ่งนี้เคยเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ will.i.am อันได้แก่ การสนับสนุน การให้คำแนะนำปรึกษา และการสอน คอร์สแรกของโครงการเริ่มในปี 2012 โดยมีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้น 65 คน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีเด็กและคนหนุ่มสาวได้รับประโยชน์จากโครงการของเขานับพันคน และโครงการนี้ยังเป็นประตูที่ช่วยปูทางสู่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง อย่าง Brown, Dartmouth, Stanford และ UCLA ให้คนจำนวนมากอีกด้วย แต่ will.i.am ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาบอกว่า "ชีวิตคือการสร้างสรรค์" ประโยคนี้นับเป็นการสรุปปรัชญาชีวิตที่ยึดถือได้อย่างดี เช่นในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลก เขาได้ออกแบบหน้ากากที่ไม่เพียงกรองอากาศ แต่ยังมีไมโครโฟนและเครื่องเล่นเพลงอยู่ในตัวด้วย แรงผลักดันในการสร้างสรรค์และการมองโลกในแง่ดี คือสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันได้อย่างไม่ต้องสงสัย will.i.am ยังกระตุ้นคนอื่นๆ ให้ตื่นตัวเหมือนกับเขาด้วย ทั้งนักเรียนด้อยโอกาสที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา ศิลปินหลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยเพลงฮิตจากฝีมือการโปรดิวซ์ของเขา รวมทั้งกับบริษัทที่เขาได้ร่วมงานด้วย และสิ่งนี้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับพวกเราทุกคน นั่นคือ will.i.am ไม่ได้นั่งรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา แต่เขาลงมือสร้างขึ้นมาเอง ถ้าเกิดปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ทันที เขาก็เพียงขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป “ผมขับรถไปตามถนนและคิดๆๆๆ" แล้วคลื่นสมองก็จะแล่นพร้อมกับความคิดของเขาที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังของ Mercedes-AMG GT C ------------------------------------------------------------------ เรื่องโดย : ALEX STOLZ ภาพ: MERCEDES AMG

By MercedesBenz

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด   The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตู ทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู   ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัล ที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น และตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว    นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน ขนาด 12.8 นิ้ว ทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบา ทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์ และฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม   ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลัง ให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย   ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศา ที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลน หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้า ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”   The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท   พร้อมให้ลูกค้าผู้สนใจจับจองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new S-Class และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

อดีตนักแข่ง Traudl Klink เป็นผู้จัด Mercedes-Benz Driving Event of the future ที่สนาม Hockenheimring ด้วยจำนวนรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่รถพวกนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกในการขับขี่ลดน้อยลงไปแม้แต่น้อย โดยเฉพาะสำหรับพิธีกรรายการทีวี Matthias Malmedie ในตอนแรกผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ แทบจะไม่โดดเด่นในหมู่เพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่ของเธอ พวกเขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่มีข้อความ “Mercedes-Benz Driving Events” จนเมื่อคุณมองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น คุณจะรู้ว่า Traudl Klink อดีตนักแข่งรถมืออาชีพ เป็นผู้กำหนดขั้นตอนงาน Driving Event ที่ Hockenheimring ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอน ความหลงใหลในกีฬามอเตอร์สปอร์ต และความกระตือรือร้นของเธอ (ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า) ในสนามแข่งนั้นชัดเจนอยู่แล้ว อีเวนต์การขับขี่นี้ เกี่ยวกับขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากรุ่นต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เช่นเดียวกับ EQC* ที่เป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับทุกแง่มุม ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม ซึ่งก็หมายถึงการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องติดขัดกับการจราจรปกติบนท้องถนน สัมผัสความเร้าใจในความเร็ว และค้นพบความคล่องตัวและพละกำลังของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง Traudl Klink เป็นผู้นำทีมที่ให้คำแนะนำ และสนับสนุนผู้เข้าร่วมในการพัฒนาทักษะการขับขี่ของพวกเขา   Change with passion วันนี้ Traudl Klink มีผู้จัดรายการโทรทัศน์ Matthias Malmedie เป็นนักเรียนของเธอ ผู้ทดสอบรถรุ่นเก๋าและพรีเซนเตอร์ของรายการ “Grip” ที่โด่งดัง มีความหลงใหลในการแข่งรถเช่นเดียวกับ Traudl Klink มานานแล้ว เหตุใดเขาจึงเข้าร่วมในประสบการณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ Hockenheimring ทั้งๆ ที่เขามีประสบการณ์และมีใบอนุญาตแข่งรถอยู่แล้ว? “ที่นี่คนเก่งจะเรียนรู้จากคนเก่ง และแน่นอนว่ายังมีอะไรให้ผมเรียนรู้อีกมากมายจาก Traudl ซึ่ง Malmedie สรุปด้วยอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมการขับขี่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เช่นกัน รถยนต์ไฟฟ้าที่เงียบมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังแล่นคู่กับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่คำรามไปบนทางโค้งของ Hockenheimring อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ในระหว่างการชมรถมากมายที่แล่นในสนามแข่ง เมื่อมองจากอัฒจันทร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คุณไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน กับรถยนต์ไฟฟ้าได้เลย มันชัดเจนอย่างยิ่งว่า การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องมีการแบ่งแยก ตรงกันข้าม คุณจะสัมผัสกับความสุขในการขับขี่แบบองค์รวมและยั่งยืน เมื่อเราเข้าสู่สนามแข่งกับ Traudl Klink ในรถ E-Class ปลั๊กอินไฮบริด ความเร็วจะดันเรากลับเข้าไปในที่นั่งของเราในพริบตา ขณะที่กล่าวคำแนะนำในเครื่องส่งรับวิทยุของเธอ เธอเร่งเบรก และบังคับเลี้ยวด้วยความสบายๆ รอบๆ ทางโค้งที่แคบ และบนทางตรงของสนาม Hockenheimring เธอให้คำแนะนำในการขับขี่แบบยั่งยืนตลอดเวลาว่า “การขับขี่แบบมองการณ์ไกล หมายถึง การกระทำที่ไม่เพียงแต่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพอีกด้วย หากคุณใช้ระบบเก็บพลังงานจากการเบรก แทนการเบรกล้วนๆ คุณจะได้รับพลังงานกลับคืนมา ในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดผ้าเบรกจากการสึกหรออย่างรวดเร็วด้วย”   A formidable career ตอนเด็กๆ Traudl Klink ใช้เวลาส่วนใหญ่ในร้านซ่อมรถของพ่อแม่ เมื่ออายุเพียงสามขวบเธอก็จัดเรียงสกรูแล้ว ขณะนั่งอยู่ในดุมล้อ แต่เธอไม่ถูกค้นพบจนกระทั่งอายุ 28 โดยแมวมอง เธอได้เป็นที่หนึ่งจากผู้สมัคร 1,300 คนที่ Hockenheimring ในปี 1983 สองปีต่อมา เธอคว้าตำแหน่งแชมป์ใน Ford Fiesta Ladies Cup ตามด้วยช่วงสั้นๆ ในการแข่งขัน DTM และ 24 ชั่วโมงหลังจากประสบความสำเร็จในอาชีพนักแข่งรถ เธอเข้ามาดูแลธุรกิจรถยนต์ร่วมกับพี่ชายของเธอ และทำงานเป็นผู้ฝึกสอนมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ Traudl Klink ไม่เคยทิ้งการแข่งรถเลย เธอกล่าวว่า “ฉันตกจากเกวียนอยู่เรื่อยๆ แต่ในบางช่วง สิ่งดีๆ ทั้งหมดก็ต้องมาถึงจุดจบ” เธอกล่าวในวันนี้ การแข่งขันครั้งสุดท้ายของ Traudl Klink คือในปี 2011   Sustainable driving style ในขณะเดียวกัน Matthias Malmedie ก็ตามมาอย่างใกล้ชิดใน EQC ด้วย Traudl Klink พูดเรื่องตลกเล็กน้อย ระหว่างคำแนะนำทางวิทยุซึ่งเขาตอบโต้ด้วยเสียงหัวเราะ Malmedie ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขัน 4 สมัย ในการแข่งขัน Nurburgring 24-hour กำลังมองไปยังอนาคตที่มองเห็นได้ ซึ่งรวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าด้วย “เราต้องการให้ผู้คนเห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าเหมาะสำหรับทุกคน” EQC สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา: “พร้อมที่จะไปในทันทีทันใด มันเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยระยะทำการของมัน และยังขับสนุกมากด้วย แล้วด้วยความเงียบ

By MercedesBenz

เราเชิญศิลปินพื้นเมือง Jacobo และ Maria Angeles มาร่วมกันรังสรรค์ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class ให้กลายเป็นงานศิลปะในแบบ Zapotecan (อารยธรรมของชาวซาโปเทค ชนพื้นเมืองเดิมของเม็กซิโก) ที่ละลานด้วยสีสัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการผสมผสานมรดกจากอดีต เข้ากับนวัตกรรมล้ำยุค คือความงามที่ไม่ธรรมดา ถ้าพร้อมแล้ว ขึ้นรถไปพร้อมกันเลย! มันเป็นเรื่องของตำนานปรัมปราอย่างแน่นอน และยังเป็นประจักษ์พยานฝีมือช่างอันเชี่ยวชาญด้วย ไม่ เราไม่ได้กำลังพูดถึงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class (ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่จะพูดถึงในอีกไม่ช้า) แต่เรากำลังพูดถึงผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสันของวัฒนธรรมซาโปเทคต่างหาก เมื่อเด็กๆ ถือกำเนิดขึ้นมาในดินแดนเทือกเขาทางตอนใต้ ที่ห่างไกลและโดดเดี่ยวของเม็กซิโก โดยทั่วไปแล้ว พวกเขาจะมีสัตว์คุ้มครองตัวตามวันและปีที่พวกเขาเกิด สัตว์ในตำนานเหล่านี้ จะหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณมนุษย์ และกลายร่างเป็นสัตว์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล รวมทั้งยังจะมีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับโชคชะตาของคนๆ นั้นตลอดไป ปัจจุบัน ได้มีการนำสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มาสร้างสรรค์ในรูปแบบของตุ๊กตาไม้แกะสลักจากเรซินต้นไม้ ตกแต่งด้วยสีอะคริลิกที่วาดระบายตามแบบของศิลปะแนวพรี-โคลัมเบียน นี่คือหนึ่งในงานหัตถกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดของรัฐวาฮากา (Oaxaca) เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ประชากรท้องถิ่นนับร้อยครัวเรือน โดยหนึ่งผู้ผลิตงานศิลปะจากไม้ของรัฐวาฮากา ที่ก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงโด่งดังในวงกว้าง ก็คือ Jacobo และ Maria Angeles ทั้งสองคือศิลปินที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะดั้งเดิมของท้องถิ่น เผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ทั้งคู่ยังเคยได้ร่วมงานกับศิลปินชาวเม็กซิกันคนอื่นๆ ในโครงการแอนิเมชัน “Coco” ของพิกซาร์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ ด้วยภาพวาดแอนิเมชันที่สดใส มีชีวิตชีวา มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตก้าวข้ามวัยอันสุดประทับใจ “Coco” คือเรื่องราวของหนุ่มน้อยผู้มีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักดนตรี แม้ว่าพ่อและแม่จะมีแผนการอื่นสำหรับอนาคตของเขาแล้วก็ตาม แอนิเมชันเรื่องนี้ได้เป็นภาพยนตร์ทำเงินติดอันดับในบ็อกซ์ออฟฟิศ และสามารถคว้ารางวัลออสการ์ ปี 2018 มาครองได้ถึงสองรางวัล   ศูนย์กลางของศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ขับรถจากวาฮากาซิตี้ เมืองหลวงของรัฐ ก็จะมาถึงซาน มาร์ติน ติลกาเฮเต (San Martín Tilcajete) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่งานของผู้คนส่วนใหญ่ คือการสร้างสรรค์ศิลปะตุ๊กตาไม้แกะสลัก นับเป็นเวลากว่าศตวรรษมาแล้วที่เมืองซาน มาร์ติน ติลกาเฮเต เป็นศูนย์กลางของการผลิตงานหัตถกรรมพื้นบ้าน การหลอมรวมนวัตกรรมความบันเทิงเข้ากับประเพณีท้องถิ่น เมื่อไม่นานมานี้ คือหนึ่งในหลายๆ เหตุผล ที่ทำให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เม็กซิโก ตัดสินใจที่จะทำการสำรวจภูมิภาคเป็นพิเศษ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะสุดพิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class หนึ่งในยานยนต์รุ่นสัญลักษณ์ที่มีความโดดเด่นเป็นที่สุด และเพิ่งจะมีอายุครบ 40 ปี ไปไม่นานมานี้ ในการแปลงโฉม G-Class ทีมงานได้ร่วมงานกับ Jacobo และ Maria Angeles ด้วยแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ เพื่อเป็นเกียรติแก่งานหัตถกรรมโบราณของท้องถิ่น และเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่คุณลักษณ์ที่สุดโดดเด่นหาใครเทียบได้ ของยานยนต์รุ่น G-Class ผ่านความน่าทึ่งของการตกแต่งลวดลายซาโปเทค ที่เต็มไปด้วยสีสัน   เวลาและความสามารถ ในการแปลงโฉมเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class ครั้งนี้ มีตั้งแต่ขั้นตอนของการแต่งแต้มสี การพ่นรองพื้นด้วยสีอะคริลิก และการเคลือบเงารถยนต์ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดกินเวลานานกว่า 6 เดือน ทั้งยังต้องอาศัยความชำนาญของช่างฝีมืออีกถึง 8 คน ทั้งหมดมุ่งมั่นที่จะหลอมรวมวัฒนธรรมท้องถิ่น เข้ากับประวัติศาสตร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class อันเป็นตำนาน “สิ่งที่เราทำคือการเชื่อมโยงดาวสามแฉก สัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้ากับพลังลึกลับทั้งสามของซาโปเทค อันได้แก่ นกอินทรีย์ (ลม) งู (ยมโลก) และเสือจากัวร์ (ผืนปฐพี) ที่คอยปกปักรักษามนุษย์ นั่นคือแนวทางที่เราได้ผสมผสาน และยังเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการออกแบบครั้งนี้ด้วย" Jacobo ยิ้มพร้อมเล่าถึงการทำงาน อย่างไรก็ตาม เขาทราบดีว่าดาวสามแฉกของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างชัดเจน ว่าเป็นตัวแทนของเครื่องยนต์รุ่นต่างๆ ที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผลิตออกมาในช่วงเริ่มแรก ได้แก่ เครื่องยนต์สำหรับการเดินทางขนส่งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก สัญลักษณ์ของซาโปเทคทั้งสาม ยังเป็นตัวแทนสื่อความหมายอันยิ่งใหญ่ โดยเสือจากัวร์ซึ่งหมายถึงการควบคุมผืนพสุธา คือสิ่งซึ่งมอบพลังและจิตวิญญาณให้เครื่องยนต์ของรุ่น G-Class ที่จะเดินไปข้างหน้าสู่อนาคต บนฝากระโปรงและไฟหน้า มีดวงตาของสัตว์อีกสองชนิด คอยทำหน้าที่คุ้มครองยานพาหนะอยู่ตลอดทุกช่วงเวลา งานศิลปะนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างงานภาพกราฟิกยุคพรี-ฮิสแปนิก (pre-Hispanic) และสีสันซึ่งเป็นที่คุ้นเคย เช่น สีเหลือง ดำ และแดง ภาพวาดบนหลังคาเป็นรูปธง ตัวแทนของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ที่ผสมผสานเข้ากับองค์ประกอบของธงที่ใช้ในการแข่งรถ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ตำนานด้านความเร็วของแบรนด์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ศิลปินทั้งชายและหญิงได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานอย่างเสมอภาค ผ่านการใช้สีที่คล้ายคลึงกับสีซึ่งใช้ในการตกแต่งรูปแกะสลักไม้ เช่น เชื้อราบนข้าวโพด (huitlacoche -มีสีม่วงอมเทา) หรือตัว cochinilla แมลงซึ่งอาศัยอยู่ในต้นกระบองเพชร โดยส่วนใหญ่ศิลปินในชุมชนท้องถิ่นมีการทำงานศิลปะที่ยั่งยืน โดยใช้ไม้จากทั้งต้นที่ล้มเอง และต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นและมีการปลูกป่าทดแทนในพื้นที่   การออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจ “ในกระบวนการสร้างงานศิลปะจากตำนานนี้ เราใช้ไม้เรซินที่เนื้อไม้ยังชื้น หลังจากนั้น ต้องปล่อยทิ้งไว้ประมาณหนึ่งหรือสองเดือนจนมันแห้งดี ขัดด้วยกระดาษทราย แล้วค่อยทาสีพื้น ขั้นตอนสุดท้ายคือการตกแต่ง เริ่มจากการทาสีห้าหรือหกชั้น จนกระทั่งสีมีความสม่ำเสมอ แล้วเราจึงค่อยสร้างรูปร่างอย่างที่ตั้งใจไว้ สิ่งที่ต้องมีอย่างยิ่งคือ ความอดทนและทักษะความชำนาญ" ในที่สุด เราได้เดินทางไปกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class ที่ผ่านการแปลงโฉมให้เต็มไปด้วยสีสัน ในทริปจากเม็กซิโกซิตี้ ไปยังเมืองศูนย์กลางของรัฐวาฮากา ทั้งผ่านถนนที่มีความเป็นสากลมากๆ ในเมืองหลวงของเม็กซิโก เส้นทางคดเคี้ยวทางตอนกลางของประเทศ และถนนสายโบราณเส้นต่างๆ เรายังได้ข้ามทุ่งข้าวโพด ไร่อากาเว และเมืองที่สงบงามอีกมากมาย ตลอดการเดินทาง เรารู้สึกอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันรุ่มรวย เช่นเดียวกับผู้คนจำนวนมากที่ได้มาเยือนดินแดนอันแสนงดงามแห่งนี้ จากจุดเริ่มต้นกับโมเดลรุ่นแรกเมื่อ 40 ปีก่อน จนถึงปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class ยังคงสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เราได้สนองตอบความอยากรู้ และออกสำรวจโลกได้ดังใจปรารถนาอย่างไม่เสื่อมคลาย   แข็งแกร่งเหนือกาลเวลา: G-Class กว่า 40 ปี หลังการเปิดตัวครั้งแรก G-Class ได้กลายเป็นหนึ่งในรถรุ่นตำนานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่น ไม่เพียงสมรรถนะการขับเคลื่อนแบบออฟโรด แต่ยังมีความคลาสสิกในเชิงวิศวกรรมและการออกแบบ ที่แม้จะยังคงรูปลักษณ์ภายนอกดังเดิม แต่ภายในได้รับการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีล่าสุดอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งยังคงเดิม และสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เข้าใจตำนานยานยนต์ระดับไอคอนได้อย่างถึงแก่น ก็คือ การได้สัมผัสประสบการณ์ตรงกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class mb4.me/strongerthantime   ต้องการเห็นมากกว่านี้ไหม? ชมวิดีโอการเดินทางของเราทั่วเม็กซิโก: mbmag.me/gclassmexico   ------------------------------------------------------------------------------------ เรื่อง: ERNESTO ESCOBEDO ภาพ: CESAR DURIONE (COMA) ที่มา : Mercedes Me Magazine Issue 01/2021

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขนทัพรถยนต์พรีเมี่ยมครบครันทุกเซ็กเมนต์ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars และ SUV รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” และแบรนด์เทคโนโลยีกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่าง EQ รวมกว่า 25 รุ่น ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมีไฮไลต์เป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” รถยนต์คอมแพ็ค เอสยูวี เจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น ระบบความปลอดภัยที่มากขึ้น และ “Mercedes-Benz A-Class” ยนตรกรรมขนาดคอมแพ็คสุดโฉบเฉี่ยวใหม่ที่มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 1,990,000 บาท มาจัดแสดงภายใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี โดยเมอร์เซเดส–เบนซ์ ยังมอบแคมเปญพิเศษส่งท้ายปี สำหรับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อและรับมอบรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ และ เมอร์เซเดส–เอเอ็มจี สำหรับรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 รับฟรี! iPhone 12 มูลค่ากว่า 32,000 บาท (จำนวน 1 เครื่อง/รถยนต์ 1 คัน) ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้ เราได้เตรียมทัพรถยนต์พรีเมี่ยมครบครันทุกเซ็กเมนต์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars และ SUV รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” และแบรนด์เทคโนโลยีกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อย่าง EQ รวมกว่า 25 รุ่น ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยมีไฮไลต์พิเศษเป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น ที่จะมากระตุ้นตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ได้แก่ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz A-Class” ใหม่ ที่มาพร้อมราคาที่แข่งขันได้ และดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย ด้วยออปชันที่เรานำเสนอในรถยนต์ภายใต้ดีไซน์ที่มีความโดดเด่น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบครบครัน เมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับเดียวกัน เนื่องจากการเป็นรุ่นประกอบในประเทศ เรามั่นใจว่าทั้ง 2 รุ่น รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่เราเตรียมมาจัดแสดง จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ที่เข้ามาชมงานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้อย่างแน่นอน”  สำหรับ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี เมอร์เซเดส-เบนซ์ยกทัพรถยนต์พรีเมี่ยม มาจัดแสดงครบทุกเซ็กเมนต์กว่า 25 รุ่น อาทิ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupe, Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport, Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic, Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium, Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic, Mercedes-Benz V 250 d Business PLUS, Mercedes-Benz GLB 200 Progressive และอีกหลายรุ่น โดยมีไฮไลต์เป็นรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ 2 รุ่น ได้แก่   THE NEW MERCEDES-BENZ GLA 200 AMG DYNAMIC รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบเต็มพิกัดยิ่งกว่าที่เคย เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้กับทุกการเดินทางด้วยขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ทว่าให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม. ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ภายใต้การกำหนดสัดส่วนของตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อย ดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทว่ามาพร้อมความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นด้วย ภายในห้องโดยสารให้สัมผัสของการสร้างสรรค์สเกลการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง พร้อมเติมเต็มความสปอร์ตด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package และความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถ และการเคลื่อนที่เข้าและออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ที่จะช่วยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้าผ่านระบบสัญญาณเรดาร์ และเตือนด้วยเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและอันตรายที่เกิดจากการชนรถคันหน้า รวมถึง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบาย และความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ ในราคา 2,399,000 บาท   MERCEDES-BENZ A-CLASS คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz A-Class สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่เน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรงและดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ส่วนภายในห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด รูปลักษณ์ของหน้าปัดออกแบบมาอย่างล้ำสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในทุกรายละเอียด พร้อมความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น Mercedes-Benz A-Class ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถ และการเคลื่อนที่เข้าและออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ที่จะช่วยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้าผ่านระบบสัญญาณเรดาร์ และเตือนด้วยเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและอันตรายที่เกิดจากการชนรถคันหน้า รวมถึง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ Mercedes-Benz A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท   Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ▶️ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น และแคมเปญพิเศษได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ   ▶️ นอกจากนี้ทางบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงาน StarFest 2020: The Greatest Offers กับโอกาสครั้งสำคัญที่สุดที่ลูกค้าและผู้สนใจจะได้สัมผัส และเป็นเจ้าของยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกับที่งานมหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 20 ธันวาคม 2563 ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ▶️ ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่ www.facebook.com/MercedesBenzThailand

By MercedesBenz

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

By MercedesBenz

Mercedes-EQ กำลังบันทึกบทใหม่เรื่องเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า กับ EQS ใหม่: หนึ่งในสิ่งที่ยั่งยืน เร้าอารมณ์ และหรูหรา การผสมผสานที่น่าตื่นเต้นระหว่างการออกแบบศิลปะและเทคโนโลยีล้ำสมัย คือสิ่งที่ทำให้ Alicia Keys (นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน) รู้สึกทึ่งกับ EQS ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบทเพลงอันอ่อนไหวของศิลปิน รูปแบบแคมเปญใหม่ของรถซีดานหรูไฟฟ้าทั้งหมดคันแรกของเมอร์เซเดส-อีคิวนี้ จึงดูเหมือนลอยละล่องลงราวกับมาจากดาวดวงอื่น ทิ้งตัวลงมาอย่างนุ่มนวล เข้ามาหาซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ทั้งสองเผชิญหน้ากัน ตาสบตา ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อที่เป็นธรรมชาติ และดูเหมือนง่ายดาย ระหว่างนวัตกรรมยานยนต์และความตระการตา การเชื่อมต่อนี้เป็นหัวใจหลักของ EQS และทำให้ยนตรกรรมนี้เป็นที่ต้องการมากขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าทั้งคันที่อยู่ในแถวหน้าของตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว แสดงให้เห็นถึงความหรูหราที่ยั่งยืนและก้าวล้ำ ในแบบที่รถยนต์คันอื่นไม่เคยทำมาก่อน   ลักษณะเฉพาะที่สะท้อนให้เห็นรูปแบบของ EQS: รูปลักษณ์ภายนอกเป็นไปตามภาษาการออกแบบที่ชัดเจน ซึ่งถ่ายทอดสายเลือดทางเทคโนโลยีสู่โลกภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสง่างาม อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของยนตรกรรมทั้งหมดจากตระกูลเมอร์เซเดส-อีคิว โดย EQS เปลี่ยนเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้เป็นประสบการณ์ความหรูหรารูปแบบใหม่ ที่ดึงดูดทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความมั่นใจ เพราะ EQS คือยนตรกรรมแห่งความรับผิดชอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน   มาค้นพบเรื่องราวของ EQS ใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้าระดับหรูคันแรก ที่ mbmag.me/eqs

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new S-Class” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สุดแห่งยนตรกรรมในตระกูลเอสคลาสของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความหรูหราและความปลอดภัย ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ ทั้งในเรื่องของการมอบความสะดวกสบายในการขับขี่ การปกป้องผู้โดยสารในทุกเบาะที่นั่ง ตลอดจนการมอบประสบการณ์การใช้งานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ที่ตอบทุกความต้องการของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ผ่านระบบดิจิทัลในทุกรายละเอียด   The new S-Class มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบเรียง ขนาด 2,925 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.4 วินาที โดยขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย เครื่องยนต์ชุดนี้นับเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย   การออกแบบภายนอกของ The new S-Class ถ่ายทอดความหรูหราออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุกๆ ส่วน ภายใต้การตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นยิ่งกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อแบบ AMG ขนาดใหญ่สูงสุด 20 นิ้ว กับระยะฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากถึง 51 มิลลิเมตร เส้นโค้งหลังคา Catwalk line ที่กดองศาของหลังคาให้ต่ำลง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูสปอร์ตขึ้น ทว่าพื้นที่ห้องโดยสารไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มพื้นที่มากขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบให้มือจับประตูเป็นแบบไร้รอยต่อ (Seamless door handles) ยังช่วยเพิ่มความกลมกลืนของเส้นสายทางด้านข้าง และช่วยให้การล็อกและปลดล็อกประตู ทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้มือสัมผัสที่มือจับประตู   ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่มอบทั้งความหรูหรา คุณภาพระดับสูง และวิสัยทัศน์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด พรั่งพร้อมด้วยระบบ ENERGIZING comfort control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 เฉดสี ระบบปรับอากาศพร้อม AIR BALANCE package ที่ทำให้ห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น และระบบเครื่องเสียงจากลำโพง Burmester 3D surround sound system ที่ให้คุณภาพเสียงที่มีมิติลุ่มลึก ฯลฯ ในห้องโดยสารยังพร้อมมอบประสบการณ์ดิจิทัล ที่ตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ตั้งแต่เบาะที่นั่งตอนหน้าเรื่อยไปจนถึงตอนหลัง เริ่มตั้งแต่การออกแบบคอนโซลหน้าด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ดูโมเดิร์นขึ้น และตอบรับกับสรีระของผู้ใช้มากขึ้น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa leather และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ความละเอียดสูงแบบ Digital Instrument clusters ขนาด 12.3 นิ้ว    นอกจากนี้ The new S-Class ยังนำทุกปุ่มควบคุมตรงคอนโซลส่วนกลางให้เข้ามาอยู่บนหน้าจอ MBUX7 แบบทัชสกรีน ขนาด 12.8 นิ้ว ทั้งหมด โดยใช้หน้าจอแบบ OLED ที่มอบพื้นที่การใช้งาน (active area) บนหน้าจอที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมกว่า 64% ภายใต้การออกแบบในลักษณะฟรีฟอร์มดูบางเบา ทว่าตอบสนองฉับไว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกฟังก์ชันการทำงานของรถยนต์ และฟังก์ชันต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยผสานการทำงานร่วมกับระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint scanner) ที่จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แต่ละคน เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลตลอดการขับขี่ได้อย่างตรงใจ เบาะที่นั่งตอนหลังแบบมัลติคอนทัวร์ ยังมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่พร้อมมอบความสะดวกสบายในการโดยสารสูงสุด ทั้งการเป็นเบาะไฟฟ้าที่สามารถปรับตำแหน่งที่นั่งได้ และฟังก์ชันการนวด ENERGIZING ที่สามารถเลือกโปรแกรมการนวดได้สูงสุด 6 โปรแกรม   ระบบมัลติมีเดีย MBUX7 (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้น ทั้งการมี MBUX Interior Assistant ที่จะทำงานอย่างฉับไว ในการตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้โดยสาร โดยระบบ Gesture Control 2.0 จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถยนต์ เช่น หากยื่นมือขึ้นหรือลงทางกระจกมองหลัง ไฟอ่านหนังสือจะติดขึ้นหรือดับลงเองโดยอัตโนมัติ ฯลฯ ส่วนระบบ MBUX High-End Rear Seat Entertainment จะทำงานร่วมกับ Rear Tablet หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ยกระดับการควบคุมความบันเทิงของผู้โดยสารตอนหลัง ให้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมความบันเทิงบนหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว 2 หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง โดยภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบเสียง Burmester 3D surround sound system พร้อมชุดลำโพง 15 ตัวด้วย   ใน The new S-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเป็นครั้งแรก ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Parking Package with 360° camera) ที่มอบมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศา ที่เสมือนจริงยิ่งกว่าที่เคย ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE PLUS ที่ดีขึ้น ระบบ ATTENTION ASSIST รุ่นใหม่ที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติของผู้ขับขี่ และส่งสัญญาณเตือนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่รวมอยู่ใน Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลน หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ   มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้พบกับ “The new S-Class” รถยนต์ที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ทั้งยังเป็นรถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส รุ่นใหม่นี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งในเรื่องความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ภายใต้การผนวกเอานวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำหน้า ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ มาถ่ายทอดผ่านทุกรายละเอียดของการออกแบบ โดยเฉพาะประสบการณ์การเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4G LTE ในประเทศไทยโดยเฉพาะ จึงช่วยให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดรับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ในแบบของรถยนต์รุ่นเอสคลาสได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ “The new S-Class” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และทำการจองรถยนต์กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้”   The new S-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่  Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ราคา 6,690,000 บาท Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท   พร้อมให้ลูกค้าผู้สนใจจับจองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new S-Class และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

ความหรูหราของการสร้างสรรค์รถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม ด้วยการ เปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” สุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์ พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ ผสานความหรูหราเหนือระดับ เช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class เข้ากับความแข็งแกร่ง และอเนกประสงค์ในแบบรถยนต์เอสยูวี ที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2564 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่เรามีต่อตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย โดยเฉพาะเซกเมนต์รถยนต์เอสยูวี ที่เรามองเห็นความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ด้วยการเปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนอกจากจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศ ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ไม่ประนีประนอม ทั้งในเรื่องของความหรูหราเหนือระดับ เช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class และการสร้างสรรค์รถยนต์สายพันธุ์เอสยูวี ที่มีความอเนกประสงค์และแข็งแกร่ง พรั่งพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ที่กำลังมองหายนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ตอบทั้งโจทย์ด้านความหรูหรา และความแข็งแกร่งในแบบเอสยูวี” Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium คือสุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นประกอบในประเทศใหม่ ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร ความสะดวกสบายเหนือจินตนาการ ดีไซน์ที่มีความสง่างาม และความหรูหราเหนือระดับเช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class พร้อมทั้งความแข็งแกร่งและอเนกประสงค์ในแบบรถยนต์เอสยูวี ที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ให้การขับขี่แบบ off-road ที่ดีที่สุด โดยมาพร้อมขุมพลังดีเซลขนาด 2,925 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที การขับขี่ยังมอบความเพลิดเพลินและราบรื่น ด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 6.5% ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “Full time” แบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่ บนทางแบบ OFF-ROAD ให้คุณสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างเฉียบคม มั่นใจ และให้ความนุ่มนวลตลอดการเดินทางในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ AIRMATIC และเป็นครั้งแรกที่จะได้พบกับฟังก์ชันเตรียมรถเข้าสู่เครื่องล้างอัตโนมัติ โดยจะทำงานอย่างสอดคล้องร่วมกับระบบ AIRMATIC เพียงสั่งงานผ่านหน้าจอ media display ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นที่เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถปรับความเข้มของแสง และความยาวของลำแสงได้อิสระจากกัน โดยมีระบบตรวจจับวัตถุที่คำนวณความสว่างอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED พร้อมล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบา ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ (Panoramic sliding sunroof) ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่ ภายในห้องโดยสาร ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ท่าน ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบายมาตรฐานเดียวกับ S-Class ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร จึงมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างและโปร่งสบายขึ้น โดยเฉพาะที่นั่งแถว 2 ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกตำแหน่งที่นั่งได้ และยังสามารถปรับเลื่อนเบาะถอยหลังได้ถึง 10 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางขา โดยพนักพิงสามารถปรับเอนได้มากกว่าเดิม ส่วนเบาะที่นั่งแถวที่ 3 เป็นที่นั่งแบบ full-size รองรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงได้ถึง 194 เซนติเมตร พร้อมระบบ EASY-ENTRY ที่ออกแบบเป็นพิเศษให้เบาะและพนักพิงของที่นั่งแถว 2 สามารถพับขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่ที่นั่งแถว 3 ได้ง่ายดายขึ้น ทั้งนี้ เบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 สามารถพับได้อย่างอิสระ เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและเพิ่มพื้นที่ความจุสำหรับเก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 2,400 ลิตร ตอบสนองทุกความต้องการ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความกว้างขวางตามแบบฉบับยานยนต์อเนกประสงค์ ในห้องโดยสารยังเพิ่มสุนทรียภาพด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ที่มีให้เลือกถึง 64 สี โดย Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 เพื่อความบันเทิงแบบ MBUX Rear Seat Entertainment จำนวน 2 จอ ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมระบบควบคุมหน้าจอแบบสัมผัส เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยหูฟังแบบ wireless head sets คุณภาพสูง Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 6,499,000 บาท   📍 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium และเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ   ------------------------------------------------------------------ WORD / PHOTO : MERCEDES BENZ-THAILAND ที่มา : Mercedes Card Journal Issue 01/2021

By MercedesBenz

Mercedes Me Adapter คือนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึง และแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz แบบ Real-time เช่น เช็คปริมาณน้ำมัน และตรวจสอบสภาพรถยนต์พื้นฐาน ณ ขณะนั้น โดยการเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes-Benz ของคุณผ่านอุปกรณ์ Mercedes Me Adapter และแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes Me บนสมาร์ทโฟนของคุณ Mercedes Me Adapter ช่วยให้คุณรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลรถยนต์ Mercedes-Benz ให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการติดต่อนัดหมายรับบริการที่ศูนย์บริการ หรือติดต่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาของคุณในการค้นหาที่จอดรถ เมื่อไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และช่วยคุณตามหารถของคุณในลานจอดรถ ซึ่งทำให้การเดินทางของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น คุณยังสามารถเก็บข้อมูลการเดินทางต่างๆ จาก Mercedes Me Adapter ไว้บนสมาร์ทโฟนของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการใช้รถ ระยะทางที่ใช้ เวลาที่ใช้ไปทั้งหมด เพื่อใช้ในการวางแผน และประหยัดเวลาในการเดินทาง และช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชั่นพื้นฐานต่างๆ ที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันตรวจสอบลมยาง ฟังก์ชันเตือนการล้างรถ หรือฟังก์ชันวัดอุณหภูมิทั้งในและนอกรถ ที่สามารถปรับได้ดังใจ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ Mercedes-Benz จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ และรู้สึกวางใจทุกครั้งที่สตาร์ทรถ อุปกรณ์ Mercedes Me Adapter ไม่เพียงแต่ช่วยให้รถยนต์ของคุณคงความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เหมือนดังเช่นวันแรกที่คุณรับรถ แต่ยังเพิ่มความทันสมัยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับรถยนต์คันโปรดของคุณได้เพียงปลายนิ้ว   สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Mercedes Me Adapter บน Apple App Store (iOS) และ Google Play Store เพื่อตรวจสอบรุ่นรถยนต์ที่สามารถใช้งาน Mercedes Me Adapter ฟรี ที่ ระบบ iOS ที่ Apple App Store : http://mb4.me/MmAios และระบบ Android ที่ Google Play Store: http://mb4.me/MmAAndroid สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ   ----------------------------------------------------------------- ที่มา : Mercedes Card Journal / Issue 01-2021 Word / Photo : Mercedes-Benz Thailand

By MercedesBenz

อยากตรวจสอบสมรรถภาพรถ ครบกำหนดเช็คระยะ แต่ก็ไม่สะดวกใจ ถ้าต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้คน! เรื่องง่ายๆ เพียงแค่การนำรถเข้าศูนย์บริการฯ ก็กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากทันที ในยุคที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นวันนี้ ที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนต้องแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal ที่ต้องเว้นระยะห่าง ไร้การสัมผัส พร้อมมอบความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกัน มาทำความรู้จักนวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่ Drop & Go CONTACTLESS Service ครั้งแรกในประเทศไทยกับบริการนำรถเข้าศูนย์ฯ แบบไร้การสัมผัส เชื่อมต่อเทคโนโลยีที่มอบทั้งความสะดวกสบายและปลอดภัย โดย เบนซ์ตลิ่งชัน และ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ผู้จำหน่ายและให้บริการเมอร์เซเดสเบนซ์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้สร้างสรรค์ขึ้นตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง โดยผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถนำรถเข้าศูนย์ฯ ได้เพียงปลายนิ้วรวดเร็ว ปลอดภัย ไร้การสัมผัส ผ่านบริการแอปพลิเคชันในแพลตฟอร์มออนไลน์ ตอบโจทย์ทั้งในเรื่อง ความสะดวก ช่วยให้จองนัดเข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็วทันใจ ประหยัดเวลา เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลือไปทำภารกิจอื่นๆ ได้ด้วย ปลอดภัย เพราะไม่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับใคร เลี่ยงการนั่งรออยู่ในศูนย์บริการฯ ที่มีคนจำนวนมาก สำหรับ บริการ Drop & Go CONTACTLESS Service นวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่นำรถเข้าศูนย์ฯ สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ เพียง ADD LINE @benztalingchan หรือ @attaautohaus แล้ว CLICK MENU > Drop & Go CONTACTLESS เลือกวัน เวลา กรอกข้อมูลรถยนต์ และการบริการที่ท่านต้องการ ขับรถมาที่ศูนย์ฯ DROP กุญแจรถยนต์ของท่านในกล่อง drop box และ สามารถกลับบ้านได้ทันที สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ไร้การสัมผัส จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการติดต่อกลับด้วยระบบ e-document และชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบ e-payment ความไฮเทคยังไม่หมดเพียงเท่านี้! สำหรับผู้เข้ารับบริการที่ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ดิจิทัลโชว์รูมแห่งแรกในไทย บนถนนราชพฤกษ์ ยังสามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาบริการแบบเสมือนจริงผ่าน ATTA BOT แอทต้าบอท หุ่นยนต์อัจฉริยะ ที่จะคอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก บริเวณจุดส่งมอบรถยนต์ Service Lobby อีกด้วย ทั้งนี้นอกเหนือจากบริการ Drop & Go CONTACTLESS สุดทันสมัยแล้ว สำหรับผู้ที่มาที่ศูนย์บริการฯ ด้วยตนเอง เบนซ์ตลิ่งชัน และแอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ยังให้บริการนำรถเข้าศูนย์ฯ ถึงบ้าน Delivery & Pick up @HOME, บริการตรวจสอบสภาพรถถึงบ้าน Mobile Service @HOME ที่ครอบคลุมทั้งการซ่อมบำรุงตามระยะทาง และบริการซ่อมสีและตัวถังจากอุบัติเหตุต่างๆ ด้วยเครื่องมือและทีมช่าง (Certified Technicians) ที่ได้รับการแต่งตั้งและรับรองอย่างเป็นทางการ จาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย (Mercedes-Benz Authorized Service Center & Body & Paint Center) อีกด้วย สัมผัสประสบการณ์การให้บริการสุดพิเศษที่แสนสะดวกสบาย ปลอดภัย มั่นใจในมาตรฐาน ได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์มาตรฐานทั้ง 2 แห่ง -เบนซ์ตลิ่งชัน (Authorized Mercedes-Benz Service Center & Authorized Body& Paint Workshop) 24hrs.Call Center: 0 2767 8888 LINE OA: @benztalingchan -แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ (Authorized Mercedes-Benz Service Center) 24hrs. Call Center: 0 2045 9999 LINE OA: @attaautohaus

By MercedesBenz

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อาหารแปลกใหม่อะไร แต่นาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีขนมอบชนิดไหนมาแรงเท่า “ครัวซองต์” ขนมอบที่โดดเด่นตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ไปจนถึงกลิ่น รส และเนื้อสัมผัส ว่ากันว่า ในบรรดาขนมแป้งอบทั้งหลาย ครัวซองต์ คือสิ่งที่ทำยากที่สุด เพราะต้องรีดแป้งพับทบสลับกับชั้นเนย พับแล้วพับอีกตามสูตรออริจินัลคือ ให้ได้ 81 ชั้น โดยที่เนยต้องไม่ละลายปนกับแป้งขณะรีด เนยต้องละลายในขั้นตอนการอบเท่านั้น อุณหภูมิของสถานที่ที่ทำจึงควรอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส ลืมการทำในอุณหภูมิห้องปกติอย่างเมืองไทยไปได้เลย เพราะเนยกับแป้งคงผสมกันจนกลายเป็นขนมปังสูตรอื่น การบ่มแป้งก่อนอบก็ห้ามพลาด ทั้งอุณหภูมิและเวลา อบสุกแล้วยังมีคนรอดูอีกว่า เนื้อในครัวซองต์เป็นโพรงสวยขนาดไหน เพราะนั่นหมายถึงความประณีตของคนรีดแป้ง จนมีเจ้าของสูตรครัวซองต์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีวิธีใดที่จะซ่อนข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในกระบวนการทำงานของคุณเมื่อทำครัวซองต์” ครัวซองต์แต่ละชิ้นจึงต้องอาศัยความใจเย็น อดทน ประณีต ฝึกฝน และประสบการณ์ เราเคยจำกันว่า ครัวซองต์ คือขนมปังที่มีรูปร่างคล้ายจันทร์เสี้ยว (หรือบางคนแอบเรียกว่า ขนมปังเขาควาย) ตามความหมายตรงตัวของคำว่า Croissant ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า 'จันทร์เสี้ยว' แต่ดูเหมือนครัวซองต์ที่เห็นๆ กันมากยุคนี้ จะไม่ได้มีหน้าตาอย่างนั้น บ้างก็ว่าขนมปังเขาควายหรือจันทร์เสี้ยวนั้น คือครัวซองต์ที่ใช้มาการีน หรือเรียกว่าครัวซองต์ธรรมชาติ (croissant nature) แต่ครัวซองต์ตัวอวบๆ ที่ขึ้นรูปเป็นทรงตรงๆ ปลายไม่งองุ้ม อย่างที่เห็นกันตอนนี้ ทำจากเนยสด (croissant au beurre) ซึ่งนุ่มกว่า หอมกว่า

By MercedesBenz

เมื่อเอ่ยถึงอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหารของคนลดน้ำหนัก “แป้ง” ก็ดูจะกลายเป็นผู้ร้ายที่ใครๆ ก็พยายามลด ละ เลี่ยง คนที่ให้ความสนใจเรื่องอาหารการกินและสุขภาพส่วนใหญ่ จึงหันไปหาอาหารประเภทแป้งไม่ขัดสีจำพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า จนเมื่อมีกระแสการลดน้ำหนักแบบ คีโตเจนิก (Ketogenic diet) ที่จำกัดการกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตให้เหลือเพียงแค่ 5% ร่วมกับการจัดสรรสัดส่วนของสารอาหารอื่นๆ ทั้้งไขมันและโปรตีนอย่างเคร่งครัด “อาหารแบบคีโต” ก็เริ่มเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ “ขนมปังไร้แป้ง” ที่เข้ามาเติมเต็มและเป็นทางเลือกใหม่ให้คนที่โหยหาขนมปัง   ขนมปังแห่งยุค ขนมปังทั่วไปทำจากแป้งสาลี ขนมปังไร้แป้ง แปลว่าไม่ใช้แป้ง แล้วจะใช้อะไรล่ะ วัตถุดิบหลักของขนมปังไร้แป้ง หรือที่มักเรียกกันว่า “ขนมปังคีโต” นั้นมีอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็น อัลมอนด์ผง มะพร้าวผง โอ๊ตไฟเบอร์ (oat fiber) เมล็ดแฟลกซ์ป่น (flaxseed) ไซเลียมฮัสก์ (pysllium husk) และธัญพืชต่างๆ   อัลมอนด์ผง หรือแป้งอัลมอนด์ ก็คือเมล็ดอัลมอนด์บดละเอียดจนกลายเป็นผงแป้ง คุณค่าทางอาหารเหมือนการกินอัลมอนด์เป็นเมล็ดๆ อุดมด้วย วิตามินอี แมกนีเซียม โพแทสเซียม และไขมันดี มะพร้าวผง หรือแป้งมะพร้าว คือเนื้อมะพร้าวที่คั้นน้ำออกแล้ว และอาจสกัดน้ำมันออกด้วย แล้วผ่านกรรมวิธีต่างๆ จนกลายเป็นผงแป้ง ซึ่งจะยังคงมีกลิ่นหอม ยังมีกากใยหรือไฟเบอร์อยู่รวมทั้งยังคงมีสารอาหารอยู่ด้วย ทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก และกรดไขมันที่มีความยาวปานกลาง ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยลดน้ำหนัก   โอ๊ตไฟเบอร์ หรือเส้นใยข้าวโอ๊ต เป็นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ มีโปรตีน มีเบตากลูแคน (beta glucan) สารต้านอนมูลอิสระที่วงการแพทยย์ ยอมรับว่าช่วยเรื่องการดูแลรักษาสุุขภาพได้ และเชื่อว่าช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ทางอ้อม   เมล็ดแฟลกซ์ หรือ เมล็ดลินิน ชาวยุโรปนำมากินบำรุงกำลังมานาน มีกากใย มีฤทธิ์เป็นยาระบาย น้ำมันในเมล็ดแฟลกซ์เป็นไขมันดี มีโอเมก้า 3 และ 6 ขนมปังของคนยุโรปแทบทุกร้านต้องมีส่วนผสมของเมล็ดแฟลกซ์ การใส่เมล็ดแฟลกซ์ลงในส่วนผสมนอกจากเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังช่วยให้ขนมปังนุ่มหอมมัน และยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้นด้วย   ไซเลียมฮัสก์ หรือเทียนเกล็ดหอย คือเปลือกหุ้มเมล็ดของต้นไซเลียมหรือว่านเทียนเกล็ดหอย มีใยอาหารที่มีคุณสมบัติในการดักจับไขมันและน้ำดีในระบบทางเดินอาหาร และมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย   อิริ ทริทอล (erythritol) เป็นสารให้ความหวานที่มีรสชาติเหมือนน้ำตาลทรายมากที่สุด ไม่ให้พลังงาน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ที่ได้จากกระบวนการหมักกลูโคสด้วยยีสต์ ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่าไซลิทอล (xylitol) ซอร์บิทอล (sorbitol) เหล่านี้คือวัตถุดิบหลักๆ ที่มักนำมาใช้ทำขนมปัง ส่วนจะเติมไข่ เนย เกลือ และยีสต์ หรือไม่อย่างไรนั้น ก็แล้วแต่ว่าสูตรใครก็สูตรใคร   ไร้แป้ง ประโยชน์เพียบ แม้จะเรียกว่าขนมปังไร้แป้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปราศจากแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตอย่างสิ้นเชิง ขนมปังไร้แป้งยังคงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่เพียงแต่น้อยมาก และส่วนผสมที่นำมาทำขนมปังล้วนมีสารอาหารอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า ที่สำคัญคือ มุ่งเน้นในเรื่องให้พลังงานต่ำซึ่งขนมปังประเภทนี้ มักระบุอย่างชัดเจนว่า มีกี่แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อย่างละกี่กรัม ตามวิถีของชนเผ่าคีโตหรือผู้ลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิก ที่ต้องชั่งตวงวัดปริมาณสารอาหารที่จะกินอย่างเคร่งครัด จึงกลายเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั่วไปด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดของขนมปังไร้แป้งคือ ทำอย่างไรให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนขนมปังจริงๆ เพราะคนที่ชอบกินขนมปังโดยมากแล้ว คือหลงใหลในความนุ่มหอม และเนื้อสัมผัสที่หนุบหนับ ความจริงแล้ว เมื่อขนมปังไม่ได้ทำจากแป้งสาลี ก็คงไม่อาจให้เนื้อสัมผัสแบบเดียวกันเป๊ะๆ อย่างขนมปังทั่วไปที่คุ้นเคย นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตต่างคิดค้น ทดลอง จนมั่นใจว่า ได้ขนมปังที่มีความนุ่ม หอมไม่ต่างจากขนมปัง ส่วนเนื้อสัมผัสที่พบส่วนใหญ่ จะเหนียวกว่าขนมปังธรรมดาเล็กน้อย และนี่คือแบรนด์ขนมปังไร้แป้งที่ได้รับการพิสูจน์มาจากผู้บริโภคมากมายแล้วว่า แทบไม่ต่างจากขนมปังแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย ----------🍞----------   Dancing With A Baker ผู้ผลิตขนมปังไร้แป้งเจ้าแรกๆ ของไทย เปิดขายมาราวๆ ปีเศษ เริ่มต้นจากกำลังผลิตขนมปังเพียง 4 ชิ้นต่อวัน จนปัจจุบัน รับยอดสั่งซื้อวันละกว่า 100 ออร์เดอร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของแดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์ หลักๆ มี 3 ชนิด ตั้งชื่ออย่างน่ารักว่า น้องเหลี่ยม น้องกลม และ น้องเลิฟ “น้องเหลี่ยม” และ “น้องกลม” เป็นขนมปังแผ่นแบนๆ ใหญ่ๆ รูปร่างสี่เหลี่ยมและกลมๆ ตามชื่อทำจากผงอัลมอนด์ ผงมะพร้าว เมล็ดแฟลกซ์ เนยจืด วีตโปรตีน ไข่ไก่ เกลือหิมาลายัน อิริทริทอล น้ำมันมะกอก และยีสต์ ชิ้นขนาด 150 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 4 กรัม ไฟเบอร์ 12 กรัม โปรตีน 39 กรัม ไขมัน 18 กรัม ให้พลังงาน 378 แคลอรีต่อชิ้น ซึ่งขนมปังหนึ่งชิ้นขนาดใหญ่เท่าสมุด แบ่งกินได้ 2-3 ครั้ง “น้องเลิฟ” ทำจากโอ๊ตไฟเบอร์เป็นหลัก เป็นสูตรล่าสุดที่พัฒนาขึ้นจนคล้ายขนมปังปกติได้มากที่สุด รูปร่างหน้าตาเหมือนขนมปังที่ใช้ทำฮอตด็อก ชิ้นขนาด 70 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไฟเบอร์ 10 โปรตีน 19 และไขมัน 7 กรัม ให้พลังงาน 150 แคลอรี และสื่งที่น่าสนใจคือบรรดาลูกค้าของแดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์  นำขนมปังไปสร้างสรรค์กันอย่างสุดอลังการ ทำให้มีรสชาติที่หลากหลาย ลืมคำว่าน่าเบื่อของอาหารเพื่อสุขภาพไปได้เลย   แดนซิง วิธ อะ เบกเกอร์ มีวางขายตามร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพหลายแห่ง และช่องทางออนไลน์ www.dancingwithabaker.com หรือเฟซบุ๊ก dancingwithabaker ----------🍞----------   Pung Pae Ver ปังเป๊ะเวอร์ เรียกตัวเองง่ายๆ ว่าเป็น "ขนมปังคีโต” เป็นขนมปังแบบมีไส้ ทั้งคาวหวาน ตัวขนมปังหรือบันทำจากผงอัลมอนด์  ไข่ไก่ ไซเลี่ยมฮัสก์ และงาขี้ม่อน ใช้อิริทริทอลให้ความหวาน ไม่ใส่ยีสต์ ไม่ใช้ผงฟู ไม่มีไขมันทรานส์ และไม่มีกลูเต็น เปิดขายมาแล้วปีเศษและยังคงสร้างสรรค์รายการขนมปังใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ความโดดเด่นของปังเป๊ะเวอร์ คือมีไส้ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ไส้พื้นฐานอย่าง สังขยา ไข่เค็มลาวา ไก่พริกเผา ไปจนถึง ไส้ไก่แบบข้าวมันไก่ แกงกะหรี่ไก่ กราแตงกุ้ง แซลมอนไข่เค็ม เป็นต้น ขนมปังแต่ละรสชาติให้พลังงานไม่เท่ากัน เช่น ขนมปังเนยโฉดยอดฮิต ครีมเนยแน่นๆ 1 ชิ้น 161 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไส้ที่แคลอรีสูงสุด เห็นจะเป็น ไข่เค็มลาวา 1 ชิ้น 213 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 3.3 กรัม ส่วนที่แคลอรีต่ำสุดๆ คือ พิซซาไก่ชีส เพียง 78 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 2.5 กรัม ฯลฯ เลือกพิจารณากันได้ตามอัธยาศัย ขนมปังของปังเป๊ะเวอร์มีวางขายตามร้านอาหารเพื่อสุขภาพ และทางออนไลน์ที่ www.pungpaever.com หรือเฟซบุ๊ก pungpaever ----------🍞----------   Club No Sugar คลับ โน ชู การ์ ไม่ใช่แบรนด์ขนมปัง แต่คือร้านอาหารแนวใหม่ที่มีอาหารแบบคีโตเจนิกให้บริการอย่างเต็มอิ่ม มีครัวปรุงอาหารคีโตโดยเฉพาะ แยกจากครัวที่ปรุงอาหารปกติทั่วไป รายการอาหารคีโตที่น่าสนใจมีมากมาย เช่น ข้าวดอกกะหล่ำผัดไข่ ข้าวบุกผัดกุนเชียง สปาเกตตีไส้อั่วซอสกะเพรา พิซซาหน้าไข่เค็ม บันเบอร์เกอร์ รวมถึงขนมหวานทั้งขนมไทย ขนมเค้ก ขนมปัง มัฟฟิน เบเกอรีคีโตนานาชนิด ขนมไหว้พระจันทร์แบบคีโตก็มี ที่นี่ยังมีซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมอาหาร ขนม และวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารคีโตเจนิกไว้อย่างครบครัน ความจริงแล้วอาหารแบบคีโตเจนิก คนทั่วไปก็สามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะอาหารที่ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล เพียงแต่ควรระวังอาหารที่มีสัดส่วนไขมันสูง อย่างไรก็ตาม ที่ คลับ โน ชูการ์ ก็มีรายการอาหารปกติทั่วไปให้บริการด้วย Club No Sugar ถนนพระราม 3 (ระหว่างซอยพระรามสาม 39-41) โทร. 06 3146 8224 สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร. 06 3883 8111 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น. สั่งอาหารผ่านไลน์ ID: @CLUBNOSUGAR เฟซบุ๊ก: Club No Sugar ----------🍞----------   I Bake You Take ขนมปังเพื่อสุขภาพอีกหนึ่งแบรนด์ที่คนเป็นเบาหวานกินได้ ชนเผ่าคีโตกินดี เป็นขนมปังเปล่าๆ แบบขนมปังปอนด์ หลักๆ มีให้เลือก 3 แบบคือ “Yeast bread” ทำจากเมล็ดแฟลกซ์ป่น ผงอัลมอนด์ โอ๊ตไฟเบอร์ ใส่ไข่ เนย และมีกลูเตน ให้พลังงาน 78 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 1.3 กรัม ไขมัน 4 กรัม โปรตีน 8.3 กรัม, “Nut and seed bread” ทำจากโอ๊ตไฟเบอร์ มีส่วนผสมของเมล็ดแฟลกซ์ป่น เมล็ดเชีย งาขาว งาดำ เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์สไลซ์ ใส่เนย ไข่ และมีกลูเตน ให้พลังงาน 89 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไขมัน 4.7 กรัม โปรตีน 8.8 กรัม, “Keto soft buns” ขนมปังก้อนกลม ทำจากผงอัลมอนด์ ผงมะพร้าว ไซเลียมฮัสก์ ใส่ไข่ขาว เกลือหิมาลายัน ใช้เนยแท้ ไม่มีกลูเตน ให้พลังงาน 188 แคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 2 กรัม ไขมัน 15.6 และโปรตีน 7.6 กรัม ซึ่งขนมปังของ ไอเบกยูเทกหอม นุ่มนิ่ม ให้รสสัมผัสคล้ายขนมปังปกติมากๆ นอกจากนี้ ยังมีแยมสตรอเบอรีโฮมเมดผสมเมล็ดเชียไม่ใส่น้ำตาล และชีสเค้กหน้าไหม้ Keto Basque burnt cheese cake ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำตาล ที่ทำสดใหม่ โดยสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/OranaiIBYT ----------🍞----------   ที่มา: Mercedes ME Magazine 03/2020

By MercedesBenz

บริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด นำโดย คุณจักรพันธ์ รัตนเพชร ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ สร้างสรรค์บริการพิเศษส่งความอิ่มอร่อยถึงบ้านตอบรับวิถีชีวิตแบบ New Normal ด้วย Silver Voyage White Glove Delivery บริการจัดส่งอาหารระดับพรีเมียมส่งตรงถึงบ้านคุณ ด้วยความปลอดภัยด้านอนามัยสูงสุด Silver Voyage White Glove Delivery บริการจากแบรนด์ Silver Voyage Club แบรนด์ผู้สร้างประสบการณ์เพื่อการจดจำ ภายใต้การบริหารของบริษัท เวิลด์ รีวอร์ด โซลูชั่น จำกัด บริการที่เริ่มต้นจากแนวคิดฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน กับพันธมิตรร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยวางรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างจากการจัดส่งอาหารทั่วไป ด้วยคุณภาพที่เหนือระดับตั้งแต่จัดส่งโดยทีมงานสวมถุงมือขาว ที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย ไร้เชื้อ ได้คัดเลือกร้านอาหารชั้นนำชื่อดังที่มีครัวมาตรฐานสูงของกรุงเทพฯ อาทิ ร้านสุพรรณิการ์ กับอาหารไทยรสชาติต้นตำรับอาหารไทยพื้นบ้านสูตรโบราณ, Nara Thai Cuisine อาหารไทยร่วมสมัยระดับพรีเมียมที่เน้นความกลมกล่อมของรสชาติ, Coffee Bean by Dao อาหารไทยและนานาชาติกับรูปลักษณ์และรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคย, Water Library อาหารสไตล์ตะวันตกรสชาติล้ำลึก, ส.โภชนา สั่งได้ทั้งอาหารจีนและอาหารไทยรสชาติเข้มข้น, Hotto Bun ที่มี ‘บันไส้ทะลัก’ เป็นเมนูซิกเนเจอร์อร่อยเด็ด หรือสำหรับคนชอบชาบู สามารถเลือกเซ็ตพิเศษ ทั้งวัตถุดิบและหม้อครบชุดให้รับประทานกันได้ทั้งครอบครัว หรือถ้าอยากลองอาหารระดับมิชลินก็สั่งได้กับ Chim by Siam Wisdom อาหารไทยประยุกต์โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์ เป็นต้น โดย Silver Voyage White Glove Delivery ให้บริการจัดส่งอาหารจากร้านโปรดถึงทุกบ้านและทุกคอนโด ในแบบจัดเซ็ตพร้อมรับประทาน ด้วยหลักปฏิบัติสำคัญในการจัดส่ง 3 ประการคือ 1. ใช้รถซีดานจัดส่งอาหารเพื่อความปลอดภัย สะอาด และปราศจากฝุ่นและการปนเปื้อนระหว่างการส่ง รถลิมูซีนจะผ่านการพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสทุกเที่ยวการส่ง 2. จัดการแยกประเภทของอาหารเพื่อลดการปนเปื้อนต่างๆ 3. จัดส่งอาหารโดยพนักงานสวมถุงมือขาว ที่เน้นความสะอาดไร้เชื้อไวรัส มุ่งเน้นลดการสัมผัสให้น้อยที่สุดในการจัดส่งอาหาร   สิทธิพิเศษ • สำหรับเมนูอาหารร้านดัง เริ่มต้นเซ็ตเมนูที่ 1,000 บาท ค่าบริการจัดส่ง 350 บาทในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card ฟรี! ค่าจัดส่ง 350 บาท เงื่อนไข • สำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เท่านั้น เพียงแจ้ง Code: SVMC2021 จำกัด 200 สิทธิ์ สาขาที่ร่วมรายการ สอบถามเมนูและจองการส่งได้ง่ายๆ ผ่าน World Reward Solutions Concierge โทร. 0 2016 9975 หรือสั่งออนไลน์ได้ที่ http://whiteglove.worldrewardsolutions.com ติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่ www.facebook.com/worldrewardsolutions ระยะเวลา • ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2564

By MercedesBenz

สัมผัสความงามของท้องทะเล และอ้อมกอดแห่งธรรมชาติ ในบรรยากาศการพักผ่อนระดับห้าดาวได้ที่ บันยันทรี กระบี่ โรงแรมใหม่ล่าสุด ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นบนพื้นที่ส่วนตัวขนาด 26 ไร่ ตั้งอยู่บนชายหาดทับแขกที่ด้านหน้าเป็นวิวท้องทะเลอันดามันอันงดงาม ส่วนรอบข้างนั้นโอบล้อมด้วยร่มไม้นานาพรรณ และอากาศแสนบริสุทธิ์จากอุทยานแห่งชาติเขาหงอนนาค บันยันทรี กระบี่ ได้รับการออกแบบพื้นที่อย่างชาญฉลาด โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพักเป็นสำคัญ นั่นคือการแยกพื้นที่ห้องพักและพื้นที่กิจกรรมต่างๆ ผ่านคลองธรรมชาติได้อย่างลงตัว สามารถตอบโจทย์การพักผ่อนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะเลือกพักภายในห้องสวีท หรือวิลล่าที่กว้างขวาง จำนวน 72 หลัง ภายในถูกตกแต่งแบบทันสมัย ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่นของทับแขกในดินแดนแห่งพญานาค พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกห้อง ทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจ พร้อมดื่มด่ำไปกับความโรแมนติกของวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากนี้คุณยังสามารถเต็มอิ่มไปกับอาหารเลิศรสจาก 4 ห้องอาหาร ที่ทุกจานล้วนถูกรังสรรค์มาอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะ เบิร์ดเนส จุดนั่งรับประทานอาหารและถ่ายภาพแห่งเดียวของจังหวัดกระบี่ ที่จะมาช่วยสร้างสีสันให้สังคมออนไลน์ของคุณ ได้จดจำกับภาพของรังนกขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านบนยอดไม้พร้อมด้วยวิวทะเลอันงดงาม เพื่อให้วันพักผ่อนของคุณและครอบครัวเป็นวันที่พิเศษที่สุด ที่นี่ยังได้เตรียมกิจกรรมต่างๆ ไว้ไห้ได้เพลิดเพลินมากมาย อาทิ บอร์ดแบบยืนพาย (Stand Up Paddle Board) การดำน้ำตื้น (Snorkeling) โยคะบนชายหาด การเดินออกกำลังกายหน้าหาดยามเช้า และออกกำลังกายในน้ำ หรือถ้าต้องการการออกกกำลังกายแบบอุปกรณ์ในร่ม ฟิตเนสเซ็นเตอร์ครบครันไปด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย หรือจะเลือกผ่อนคลายความเหนื่อยล้าไปกับ บันยันทรีสปา สปาหรูระดับโลก ที่มีสปาวารีบำบัดเพียงหนึ่งเดียวในกระบี่ เปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งน้ำผ่านสัมผัสทั้งห้า ที่จะทำให้คุณผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เตรียมพร้อมก่อนทำทรีตเมนท์ที่ได้รับการเลือกสรรจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับความสุขและความผ่อนคลายที่สุด ส่วนแขกตัวน้อยที่มากับครอบครัว บันยันทรี กระบี่ พร้อมพาเปิดโลกแห่งความสนุกไปกับกิจกรรม และเครื่องเล่นมากมายที่คิดส์คลับ ภายในพื้นที่กว้างขวางทั้งแบบในตัวอาคารและด้านนอกอาคาร รวมไปถึงสวนน้ำขนาดย่อมที่จะทำให้เด็กๆ เพลิดเพลินได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ เช่นเดียวกันกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว   สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card • รับส่วนลด 35% จาก Best Available Rate (BAR Rate) • รับส่วนลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) • รับส่วนลด 20% สำหรับสปา (ยกเว้น Special Promotion และ Facial Treatments) เงื่อนไข • เมื่อชำระด้วยบัตร Citi Mercedes Credit Card เท่านั้น • เมื่อทำการจอง 16 ธันวาคม 63 - 31 มีนาคม 64 และเข้าพักระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 63 - 30 มิถุนายน 63 • ไม่สามารถเข้าพักได้ 29 ธันวาคม 63 - 2 มกราคม 64 และ 10 - 17 เมษายน 64 • ไม่สามารถร่วมรายการโปรโมชั่นอื่นของทางโรงแรม และไม่สามารถใช้ในการจองเป็นกลุ่มตั้งแต่ 10 ห้อง/วิลล่าขึ้นไป • จ่ายเต็มจำนวนเมื่อทำการจองและไม่สามารถรีฟันด์ได้ • เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด สาขาที่ร่วมรายการ บันยัน ทรี กระบี่ 279 หมู่ 3 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ 81180 โทร: 075 811 888, อีเมล: Krabi@banyantree.com, เว็บไซต์: www.banyantree.com ระยะเวลา: 19 ธันวาคม 63 - 31 มีนาคม 64 ------------------------------- WORD: gorgeousploy Photo: Banyan Tree Krabi ที่มา: MecedesCardJournal Magazine Issue04/2020

By MercedesBenz

เขาใหญ่…จุดหมายท่องเที่ยวอันดับต้นๆ เพื่อการพักผ่อนที่ได้รับความนิยม สำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติผืนป่า ดินแดนมหัศจรรย์แห่งธรณีวิทยา ที่มีระบบนิเวศน์อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เสน่ห์ของเทือกเขาที่สลับซับซ้อนเขียวตลอดปี อันมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติงดงาม และเดินทางไม่ไกลนักจากกรุงเทพฯ ทำให้ เมอเวนพิค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท เชนโรงแรมและรีสอร์ทสุดหรูชื่อดังระดับโลก ผู้มอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดเอ็กคลูซีฟ ยกระดับพื้นที่ ‘มาย โอโซน เขาใหญ่’ สู่ความเป็นสากล ด้วยการเปิดตัว “เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่” (Movenpick Resort Khao Yai) รีสอร์ทหรูแห่งใหม่ มีสไตล์อันโดดเด่นภายใต้แบรนด์เมอเวนพิค แห่งแรกของเขาใหญ่ และแห่งที่ 10 ของประเทศไทย จากถนนมิตรภาพค่อยไต่ระดับความสูงราวร้อยกว่าเมตร สู่ดินแดนสุดอลังการ รีสอร์ทราวดั่งปราสาทคลาสสิกในเทพนิยายแถบยุโรป ตั้งตระหง่านทอดตัวยาวบนเนินเขียวกว้างสะดุดตา ล้อมรอบด้วยวิวภูเขาแบบ 360 องศา บนพื้นที่กว่า 1,300 ไร่ ที่ไม่ว่ามองไปองศาไหนให้ได้เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันงดงาม เงียบสงบ ด้วยความลงตัวของแลนด์สเคปที่ถูกจัดวางกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ราวดั่งภาพวาดในโปสการ์ด เสมือนได้มาเยือนคฤหาสน์ในต่างแดน ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ที่จะได้สัมผัสอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ในอุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิจะยิ่งลดต่ำลง ทำให้สูดลมหายใจได้อย่างสดชื่นสุดปอด หอมกลิ่นโอโซนบริสุทธิ์อันดับ 7 ของโลก และยังใกล้กับที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อันได้รับการคุ้มครองให้เป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก อีกด้วย ด้วยระยะทางเพียง 3 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ ได้กลายเป็นจุดหมายขึ้นชื่อสร้างความประทับใจ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เรายังไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศ ด้วยสถานการณ์เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยพร้อมใจกันมาเช็คอิน อวดภาพสวยๆ ช่วงชิงพื้นที่บนโซเชี่ยลมีเดียก่อนใคร ความงดงามตั้งแต่สถาปัตยกรรมของรีสอร์ท การตกแต่งสวนสไตล์ยุโรป พื้นที่โล่งกว้างแบบพาโนราม่าที่ถูกโอบกอดด้วยขุนเขา จนไปถึงการตกแต่งอันหรูหราภายในโถงอาคารและห้องพัก เสน่ห์ของรีสอร์ทสไตล์ยุโรปอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราวกับยกแคว้นทัสคานีมาไว้ที่เขาใหญ่ ด้วยภูมิศาสตร์บริเวณนี้มีความลงตัวในทุกด้าน อันเป็นเอกลักษณ์มีความคล้ายคลึงหมู่บ้านชนบทของประเทศอิตาลี ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ สร้างความตื่นตาตื่นใจไม่น้อยให้กับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพ และพักผ่อนในบรรยากาศสุดชิลสบายๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงวัย หรือแม้แต่คู่รักที่ไม่พลาดชวนกันมาอาบลมห่มดาว แก๊งก๊วนเพื่อนสาวชวนกันหนีฝุ่น PM2.5 หันหลังจากความเร่งรีบของเมืองหลวง มาสู่บรรยากาศปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำนั่งนอนชมวิวปราสาท หรือแม้แต่กิจกรรมแบบครอบครัวก็มีให้ได้เพลิดเพลินหลายรูปแบบ ในด้านสุขอนามัย เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ ยังมอบความมั่นใจให้กับผู้เข้าพักตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยมาตราฐานด้านสาธารณสุขไทย SHA (Amazing Thailand Safety & Health Administration) ยึดหลักการดูแลรักษาความสะอาด และความปลอดภัยเป็นสำคัญ รวมทั้งยังเข้าสู่มาตราฐานด้านสาธารณสุขระดับสากล ALL SAFE อีกด้วย พนักงานทุกคนได้รับการอบรมเรื่องการดูแลความสะอาดอย่างเข้มข้น มีการฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อทุกที่ที่มีผู้ใช้บริการ และสวมใส่หน้ากากตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการอีกด้วย ส่วนของห้องพัก จำนวนรวม 112 ห้อง พร้อมเปิดประตูให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์อันผ่อนคลายเหนือระดับ กับห้องพักที่โอ่งโถงสวยงามสุดตระการ พร้อมเครื่องใช้อำนวยความสะดวกครบครัน ในส่วนของรีสอร์ท มีจำนวนห้องพัก 62 ห้อง ภายใต้การตกแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์เรอเนสซองส์ และโมเดิร์นบาร็อค โดยเลือกใช้โทนสีอ่อนกลางผสมผสานกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เริ่มต้นตั้งแต่ ห้องดีลักซ์ (Deluxe Room) ขนาด 45 ตารางเมตร, ห้องเอ็กเซคคลูทีฟ ดีลักซ์ (Executive Deluxe) มีขนาด 55 ตารางเมตร, ห้องโอโซนสวีทแบบสองห้องนอน (Ozone Suite 2 Bedroom) ขนาด 170 ตารางเมตร และ ห้องเพนท์เฮาส์แบบสามห้องนอน (Penthouse 3 Bedroom) ขนาด 350 ตารางเมตร ทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวกว้างขวาง มอบเพดานสูงรับกับกระจกบานกว้าง ให้ได้ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของภูมิทัศน์สไตล์ทัสคานีชนบทแวดล้อมธรรมชาติอย่างเต็มตา พร้อมวิวสนามหญ้าบนกรีนพัตต์กอล์ฟผืนกว้างจากระเบียงห้องส่วนตัว โดยมีวิวภูเขายายเที่ยงเป็นฉากหลังสวยงาม หันหน้าสู่ทิศตะวันออก รับวิวพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เฟอร์นิเจอร์ภายในห้องพัก เก้าอี้ โซฟา เตียงนอน รับกันแบบสไตล์ยุโรป ฟูกที่นอนหมอนนุ่มนอนสบาย ผ้าม่านระย้าบนหัวเตียงเสริมให้ยิ่งดูอลังการ ซุ้มโค้งครึ่งวงกลม แท่นวางตามแบบโรมันลวดลายหินปั้นสลักเสลาอ่อนช้อยตามแบบศิลปะของยุคสมัย ห้องน้ำซีทรูเซ็กซี่มาพร้อมอ่างอาบน้ำขาสิงห์ และพื้นหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา (Carrara) ที่ศิลปินเอกของโลกหลายยุคเลือกใช้ เพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปะมาสเตอร์พีซอันยิ่งใหญ่ โดยมีเอกลักษณ์ของลวดลายไปตามแหล่งธรรมชาติ ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่ เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ แห่งนี้ และ ส่วนของวิลล่า จำนวน 50 หลัง ถูกออกแบบให้เป็นหมู่บ้านบรรยากาศแบบทัสคานี ประเทศอิตาลี บนพื้นที่อันงดงามกลมกลืนไปกับธรรมชาติโดยรอบ วิลล่าแต่ละหลังได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า ตัวบ้านใช้น้ำดินของพื้นที่นั้นๆ ผสมเข้ากันกับปูนนำมาฉาบเป็นผนังของตัวบ้านทำให้ได้สัมผัสพื้นผิวดิบๆ สีตุ่นๆ เทคนิคเฉพาะเสมือนบ้านชนบทแถบประเทศอิตาลีดั้งเดิม ปูพื้นหินอ่อนคาร์รารา มีพื้นที่ใช้สอยอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะได้รับวิวที่แตกต่างถึง 3 วิว ลดหลั่นกันไปตามระดับความสูงที่เหลื่อมกันของบ้านบนเนินดิน นั่นคือ วิวเขา วิวสระว่ายน้ำ และวิวสนามกอล์ฟ พร้อมทั้งได้เพลิดเพลินไปกับสระว่ายน้ำส่วนตัว ประกอบด้วย พูลวิลล่าการ์เด้น แบบ 2 ห้องนอน (Villa 2 Bedroom) ขนาด 180 ตารางเมตร, พูลวิลล่าการ์เด้น แบบ 3 ห้องนอน (Villa 3 Bedroom) ขนาด 220 ตารางเมตร, พูลวิลล่าแบบ 5 ห้องนอน (Pool Villa 5 Bedrooms) ขนาด 250 ตารางเมตร เหมาะมากสำหรับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว ที่ไม่ควรพลาด! เมื่อมาเยือน เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ นั่นคือการตื่นรับแสงอาทิตย์ยามเช้าอันอบอุ่น อาบแสงสีทองทั่วบริเวณสวนสวย อย่างที่ไม่มีอะไรบดบังสายตา ฟังนกส่งเสียงทักทายบินว่อนต้อนรับวันใหม่อันสดใส กิจกรรมเพื่อสุขภาพได้เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายขยับแข้งขา การเดินอย่างมีคุณค่าแบบ “นอร์ดิกวอร์ค” เพื่อเพิ่มสเต็ปและความสนุกที่ต้องอาศัยแรงต้าน ทำให้การเดินพร้อมไม้นอร์ดิกหนึ่งคู่นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะให้การเผาผลาญแคลอรี่ได้มาก และได้รับประโยชน์กับร่างกายทุกสัดส่วน อีกทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อแขน ขา หัวไหล่ ลำตัว รวมถึงอวัยวะภายในอย่างกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด เป็นการลดความตึงเครียด บรรเทาอาการทางระบบประสาทได้ดี หรือจะยืดเหยียดด้วย กิจกรรม “โยคะ” ให้ร่างกายได้ปรับสมดุลผ่อนคลายการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหลั่งสารแห่งความสุข แม้แต่เอนจอยไปกับเครื่องออกกำลังกาย ที่ สปอร์ตคลับ ก็ได้เช่นกัน และอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ ที่ดึงดูดให้นักกีฬากอล์ฟ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นจากทั่วโลก ต้องแวะเวียนมาใช้บริการ My Ozone Golf Club Khao Yai สนามกอลฟ์ 18 หลุม รูปแบบลิงค์คอร์สสนามแรกในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 400 ไร่ ที่มีความคดเคี้ยวเป็นแนวกว้างอย่างมีมิติ เชื่อมต่อกันระหว่างหลุมหนึ่งไปอีกหลุมหนึ่ง สามารถมองเห็นหลุมอื่นๆ บนทัศนียภาพโล่งกว้าง และได้รับการยอมรับว่าเป็นกรีนที่ดีที่สุดในภาคอีสาน ความท้าทายของสนามนี้ คือการคำนวณทิศทางของการตีลูกให้ข้ามผ่านอุปสรรคแรงลมที่มีตลอดทั้งวัน My Ozone Golf Club ถือว่าเป็นสนามกอล์ฟที่มีแลนด์สเคปสวยที่สุดในเขาใหญ่ เงียบสงบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของวิวภูเขา วิวคฤหาสน์ ทุ่งดอกไม้ดาวกระจาย ทุ่งดอกคอสมอส หญ้าน้ำพุ ที่ช่วยเสริมบรรยากาศให้กับการเล่นกอล์ฟ และการถ่ายรูป อีกทั้งยังได้ชมวิวทุกทิศทางอย่างเต็มตาแบบ 360 องศา เปิดให้บริการ 6 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ถัดจากตัวรีสอร์ทออกแบบทางเชื่อมสู่โซน สระว่ายน้ำ ที่มีทั้งสระกลางแจ้งและสระในร่ม เพิ่มเสน่ห์ด้วยสะพานยกระดับที่สามารถเดินข้ามยังสระว่ายน้ำอีกฟากฝั่ง บนสะพานนี้ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวสวยของรีสอร์ตด้านสนามกอล์ฟ โดยรอบแบบ 360 องศา งดงามด้วยฉากหลังของหมู่บ้านคัสคานี่ ราวกับอยู่ในประเทศอิตาลีชนบทจริงๆ ไม่ไกลนักจากตัวรีสอร์ท สามารถเดินออกกำลังกาย หรือจะถ่ายรูปเช็คอินท่ามกลาง สวนสวยสไตล์ยุโรป ที่ตัดแต่งแนวของต้นไม้ได้อย่างสวยงามมีมิติ สุดโรแมนติกด้วยซุ้มโดมกาเซโบ แลนด์มาร์คที่เหมาะที่สุดกับการถ่ายภาพคู่รัก พรีเวดดิ้ง และจัดงานแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา จุดบอกรักที่จะทำให้เจ้าสาว say “Yes, I do” รวมไปถึงทางรีสอร์ทยังมีห้องจัดเลี้ยง Ozone Hall ใกล้กับบริเวณล็อบบี้ ที่สามารถรองรับแขกทั้งแบบฉลองงานแต่งงานได้ถึง 120 ท่าน ในรูปแบบเธียเตอร์ หรือ 200 ท่าน สำหรับงานเลี้ยงค็อกเทล และสามารถปรับรูปแบบรองรับการจัดงานทั่วไป มารีแลกซ์รับแสงแดดอ่อนๆ ยามบ่าย สดชื่นไปกับคาเฟ่สีเขียว อย่างที่คนรักธรรมชาติต้องหลงรัก Castleton Cafe แห่งนี้ ที่ออกแบบได้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ โครงสร้างอันสลักเสลาคล้ายโดมแก้ว ให้ไม้เลื้อยห้อยระย้าฟรีฟอร์มอิสระอ่อนช้อย ซ่อนเสน่ห์อยู่ในแนวของสวนยุโรปคลาสสิคผืนกว้าง ไม่ว่ามองมุมไหนก็จะได้รับความสดชื่นของหมู่มวลไม้ดอกไม้ใบนานาพรรณ และเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่าย ของหวานของคาว อย่าง มาการองสีสวยสูตรหวานน้อย, สโคนหอมนุ่มเกรดพรีเมี่ยม, แซนวิสต่างๆ ที่เสิร์ฟในทาวเวอร์สวยงาม พร้อมชา TWG และยังมีเบเกอรี่แสนอร่อยหลากรสชาติให้เลือกชิม รวมถึงฟงดูว์ช็อกโกแลตเข้มข้น สลัดออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์สดใหม่จากฟาร์มผักของรีสอร์ท สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพักที่นี่ ก็สามารถเข้ามารับบริการเครื่องดื่ม และของว่างแสนอร่อยที่คาเฟ่แห่งนี้ นั่งชิลชมวิวสวนได้เช่นกัน ไม่ไกลกันเดินเยื้องไปทางฝั่งด้านหน้าของรีสอร์ท จะได้สัมผัสกับความน่ารักของสารพัดสัตว์ อาทิ ม้า ไก่ กระต่าย แกะ และแพะ กิจกรรมที่ทุกครอบครัวถูกใจ ณ My Ozone Animal Club ฟาร์มสัตว์ของรีสอร์ทบรรยากาศเสมือนเมืองนอก โดยมีวิวปราสาทเป็นฉากหลัง สามารถป้อนอาหารสัตว์ ถ่ายรูป พร้อมชมการแสดงของม้าที่ควบอวดความสง่างาม หากใครอยากลองขี่ม้าก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่มีให้บริการ หรือถ้าอยากจะช้อปต้นไม้กระถางงามๆ ทางฟาร์มก็มีเพาะพันธ์ุขายในราคาย่อมเยาว์ ฟาร์มสัตว์ของรีสอร์ท ถือว่ามีชื่อเสียงด้านวิวทิวทัศน์อันสวยงามแห่งหนึ่งของเขาใหญ่เลยทีเดียว เดินถัดไปทางด้านหลังมีเส้นทางเชื่อมต่อยังแปลงผักเกษตรอินทรีย์ ที่มีชื่อว่า Ozone Oganic Farm ผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดพันธ์ุ ทั้งพืชผักสวนครัวและผักสลัดต้นอวบแข็งแรงสมบูรณ์เขียวสด กรอบอร่อย ปลูกจากเมล็ดพันธ์ุคุณภาพที่คัดสรรในโรงเรือนที่ได้มาตราฐาน อาทิ พันธ์ุ Red Baby Cos, Green Oak, Frillice, Cos Main, Duplex และยังมีสวนมัลเบอร์รี่หรือลูกหม่อนผลสุกหวานเจี๊ยบเก็บจากต้น ให้ผลดกตลอดทั้งปี สามารถนำวัตถุดิบสดใหม่ออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์นี้ สู่อาหารจานโปรดเสิร์ฟที่ห้องอาหารของรีสอร์ทอีกด้วย สำหรับความเป็นเลิศด้านอาหารของเมอเวนพิค ถือได้ว่าอยู่ในระดับตำนานที่มีมายาวนานกว่า 70 ปี พร้อมนำสุนทรียรสอันเป็นเอกลักษณ์สู่ ห้องอาหาร Flavours of Khao Yai ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักของรีสอร์ท ที่เสิร์ฟทั้งสามมื้ออาหารเช้า กลางวัน และมื้อค่ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติแสนอร่อยแบบต้นตำรับดั้งเดิมที่น่าจดจำ มีทั้งเมนูซิกเนเจอร์นานาชาติ อาทิ เมนู Mövenpick Birchermuesli, Gruyere Burger, Riz Casimir, Swiss Carrot Cake, Wiener schnitzel, Hot Pan Steak และยังเสิร์ฟอาหารไทยรสเลิศ ที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นดีของท้องถิ่น รวมถึงยังนำผลผลิตปลอดสารเคมีจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่รีสอร์ทปลูกเอง มาจัดจานเพิ่มอรรถรสในการรับประทานยิ่งขึ้น โดยมื้อเช้าเน้นอาหารแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มีให้เลือกรับประทานหลากหลายเมนู และวาไรตี้ด้วยของหวานที่รังสรรค์มาเพื่อเด็กๆ ด้วย และเมนูสุขภาพที่รังสรรค์ส่วนมื้ออื่นๆ จะเป็นแบบ A La Carte ตามสั่ง อิ่มอร่อยไปพร้อมเพลิดเพลินชมวิวสนามกอล์ฟเขียวสดชื่นจากมุมสูง และมองไกลออกไปเป็นวิววิลล่าที่มีทิวเขาทอดยาวเป็นแบล็กกราวด์ หรือจะเลือกนั่งรับประทานด้านในห้องอาหาร พร้อมเอนจอยบาร์เครื่องดื่ม สำหรับคุณหนูๆ ทางห้องอาหารมีอุปกรณ์สำหรับวาดภาพระบายสี ให้เด็กน้อยได้ปลดปล่อยจินตนาการขณะนั่งรออาหาร เป็นการฝึกฝนสมาธิให้เด็กๆ ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือจะสนุกกับคลาสเรียนรู้การปรุงอาหาร Cooking Class มีให้เลือกทั้งแบบคลาสผู้ใหญ่ และคลาสสำหรับเด็ก ราคา 800 บาทต่อคน จำนวน 6 เมนู เป็นเมนูง่ายๆ ที่เด็กชอบรับประทาน อาทิ Tic Tac Toe, Caterpillar sandwich, Chicken Pesto Rocket Ships, Fresh Fruit Snake In The Jungle, The Mighty Jungle, Birds Nest Spaghetti อีกไฮไลท์ที่ถือได้ว่าเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้รักสุขภาพ Panacee Wellness Khao Yai ศูนย์ดูแลสุขภาพแนวเวชศาสตร์ชะลอวัย (anti-aging) และสปาทรีทเมนท์ ที่นับเป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ท ให้การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แบบองค์รวม รวมถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ได้รับมาตรฐานสากลจากประเทศเยอรมัน สามารถดูแลลึกถึงระดับเซลล์ ทำให้รับรู้ถึงภาวะร่างกายของตัวเองในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มของการเกิดโรคในอนาคต พร้อมทั้งช่วยวางแผนการดูแลสุขภาพโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีโปรแกรมการรักษาที่หลากหลาย อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการวิเคราะห์มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก อัตราการเผาผลาญ ตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือจะเป็นโปรแกรมดีท็อกซ์ ช่วยฟื้นฟูหลอดเลือด ตับ ลำไส้ เพื่อการบำรุงร่างกายและผิวพรรณ รวมถึงโปรแกรมทรีทเมนต์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก และอ่อนเยาว์ไปอย่างยาวนาน เปิดให้บริการเวลา 08.00 – 20.00 น. และทั้งหมดคือความโดดเด่นเหนือระดับ เมอเวนพิค รีสอร์ท เขาใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงรีสอร์ทเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นรีสอร์ทที่มอบประสบการณ์อันสมบูรณ์แบบของการใช้ชีวิตที่เพียบพร้อม รองรับนักพักผ่อนทุกเพศทุกวัย ทุกช่วงอายุ ที่มองหาสถานที่ผ่อนคลายอย่างมีสไตล์ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนสังคมเมืองรูปแบบใหม่แบบครบจบในที่เดียว   และทางรีสอร์ท

By MercedesBenz

12.12 PRIVILEGE DAYS โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อย เพียงคุณกรอกรายละเอียดเพื่อรับสิทธิ์ สำหรับลูกค้าที่สนใจสร้างบ้านพร้อมงานตกแต่งภายในสุดหรู จากตระกูล Perpetual Series พร้อมรับของที่ระลึกสุด Surprise 📌 คลิกเลย : https://forms.gle/MoRH5ZTgnGyzSG2j8 📌 สอบถามเพิ่มเติม 📲 Call : 081-376-4999 , 02-970-3080 -3 📩 Line : @TheEmperorHouse, https://lin.ee/ei9LQJi 📍 Map : https://goo.gl/maps/79r1LsWa6jE8yi3T9 . 🎞️ Youtube : www.youtube.com/TheEmperorHouse 📸 Instagram : www.instagram.com/theemperorhouse 🌎 Website : www.emperorhouse.com ___________ 📌 โปรดระวังการลอกเลียนแบบและแอบอ้างผลงาน 📌 รับสร้างบ้านราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท ___________ ‘EMPEROR’…We don’t BUILD a house, we create A “PHENOMENON” เราไม่ใช่แค่สร้างบ้าน เราสร้างสิ่งมหัศจรรย์ 📜 เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO9001:2015 ‘ทั้งระบบ’ สำหรับการออกแบบ ก่อสร้าง และตกแต่งภายในบ้าน HIGH-CLASS RESIDENCE โดยเฉพาะ!! “Integrated Home Design, Construction and Interior Decoration Services for High-Class Residence” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในขณะนี้ ___________ 📌 ** All pictures and VDOs are Copyright © 2021 The Emperor House Co., Ltd. All rights reserved. ** ** รูปภาพ แบบบ้าน และวิดีโอทั้งหมดเป็นผลงานและลิขสิทธิ์ของ บ. ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ จำกัด เท่านั้น ห้ามมิให้นำไปใช้ แอบอ้าง ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือลอกเลียนแบบโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีผลทางกฎหมายในทันที **

By MercedesBenz

'เมอร์เซเดส-เบนซ์' จัดโปรแรงมอบข้อเสนอพร้อมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย กระตุ้นยอดขายต่อเนื่องไตรมาสที่ 4 ในแคมเปญ “Mercedes-Benz Limitless Offers” ขนทัพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลากหลายรุ่นมาให้เลือกเป็นเจ้าของ เรียกได้ว่าใครได้ครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในช่วงแคมเปญนี้สุดคุ้มค่า ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น    ▶ สำหรับรถยนต์คอมแพ็คทุกรุ่น ได้แก่ รุ่น A-Class, GLA และ GLB รวมทั้งรุ่น CLS 220 d และ Mercedes-AMG GLC 43 Coupe รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 3 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*  ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น C-Class, C-Coupe และ GLC-SUV ทุกรุ่น รวมถึง E 220 d เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับส่วนลดเงินดาวน์สูงสุด 5% เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ* หรือ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น GLC 220 d Coupe และ GLC 300 e Coupe เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*   ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น E 300 e และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ สำหรับรถยนต์รุ่น GLE 350 de และ GLS 350 d รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี ▶ เพิ่มเติมพิเศษ รับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทฟรี เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ, สัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน* ▶ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น *สิทธิพิเศษนี้เฉพาะลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ รับมอบรถยนต์ และเริ่มต้นสัญญาทางการเงินกับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

By MercedesBenz

การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยให้สูงสุดไปสู่ระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ก้าวไปอยู่ในระดับแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด รวมถึงสู่การแข่งขันในตลาดมืออาชีพระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ นับเป็นพันธกิจอันสำคัญยิ่งของ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ    หัวใจหลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) หลังจากเปิดตัวมาได้สองปีเต็ม โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ ลำดับที่ 35 ของเครือข่ายเบซิส ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย และได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากนักเรียนรวมถึงผู้ปกครอง จากจุดแข็งของ หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ที่ได้รับการออกแบบและมีประวัติศาสตร์นวัตกรรมอันยาวนานมากว่า 20 ปี จนเป็นที่ยอมรับสูงสุดจากทั่วโลก ในมาตราฐานระดับเหรียญทอง และสิ่งที่ทำให้เบซิส กรุงเทพฯ แตกต่างจากที่อื่น นั่นคือโมเดลการสอน ซึ่งหลักสูตรของเบซิสมีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีความเข้มข้นครบทุกด้าน ที่ทำให้นักเรียนมีทางเลือกและโอกาสในการเรียนรู้หลากหลาย มุ่งเน้นตั้งแต่การเสริมสร้างทักษะความรู้ พร้อมกับกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และหาคำตอบด้วยตัวเอง เป็นการพัฒนาทักษะรอบด้านอย่างแท้จริง เพื่อปูความสำเร็จเตรียมความพร้อมด้วยศักยภาพสูงสุดของนักเรียน ไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในอนาคต และก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ  หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ยังให้ผลลัพธ์ในการสร้างนักเรียนที่เหนือกว่า ที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้นักเรียนของเบซิส สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลกได้แน่นอน จากรายงานการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่านักเรียนของเบซิส มีผลงานดีกว่านักเรียนจากโรงเรียนชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกามาแล้วมากมาย และอีกหัวใจสำคัญไม่น้อยไปกว่าหลักสูตรเบซิส คือครูผู้สอน เบซิสคัดเลือกครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำการสอนความรู้เชิงลึก Subject Expert Teacher (SET) ควบคู่ไปกับครูผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก Learning Expert Teacher(LET) อีกด้วย เริ่มตั้งแต่การศึกษาในระดับชั้นปฐมวัย Pre K1 จนจบสมบูรณ์ที่ Grade 12 เป็นการปูทางสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ  อีกทั้งยังนำเอานวัตกรรมการศึกษาแบบอเมริกัน และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับทักษะอันจำเป็น นำมาประยุกต์ใช้กับยุคโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 พร้อมเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย นำมาเป็นเครื่องมือบูรณาการระบบการศึกษา ในรูปแบบเฉพาะของเบซิส กรุงเทพฯ    เปิดตัวครูใหญ่คนใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้ เบซิส กรุงเทพฯ ยังได้ต้อนรับครูใหญ่คนใหม่ มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ด้วยดีกรีผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมากว่า 25 ปี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และล่าสุดในฐานะผู้นำของโรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว ประเทศจีน ก่อนเข้ามาสานต่อภารกิจและวิสัยทัศน์ภายใต้หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) โดยเข้ารับตำแหน่งครูใหญ่คนใหม่ ของครอบครัวโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ มิสเตอร์อลันยังมีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการโรงเรียนนานาชาติของสภาโรงเรียนนานาชาติ (CIS) อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้บริหารที่มักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและชุมชนเสมอ  "ผมตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียนแห่งนี้ และทำงานร่วมกับครู เจ้าหน้าที่ นักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับครอบครัวเบซิส กรุงเทพฯ  ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ในช่วงสองปีแรกที่ก่อตั้ง และผมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในการนำพาโรงเรียน ให้ก้าวสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ผมเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง และชื่นชอบในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศไทยมากขึ้น" มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่กล่าว    สร้างคนคุณภาพ เพื่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต นอกจากเบซิส กรุงเทพฯ จะมีหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานในระดับโลกแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากล ทางโรงเรียนได้ตอกย้ำแนวคิดนี้ โดยมีการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยทุกวัน อีกทั้งยังปลูกฝังความเป็นไทยในหัวใจ เพื่อให้นักเรียนได้เติบโตบนรากฐานของความเป็นไทย ก้าวสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพของโลกอีกด้วย   เบซิส กรุงเทพฯ เปิดแคมปัส ในกิจกรรม Open House  วันเสาร์ที่ 13 พ.ย. 64 เวลา 09.00 - 12.00 น. สำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ไปกับพื้นที่แห่งการศึกษาระดับโลก “โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ” พร้อมเปิดแคมปัส ที่ได้รับการออกแบบให้เป็น School of the Future บนพื้นที่สีเขียวท่ามกลางสวนสวย พร้อมนวัตกรรมอันทันสมัย และเป็นโรงเรียนแรกที่อาคารทั้งหลัง ติดตั้งระบบอากาศแบบเติมอากาศจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนและครูอาจารย์ จะได้รับอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงมาตราการเข้มข้นยกระดับความปลอดภัยจากโควิด-19  พร้อมชมบรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียน ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก กับหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยครูผู้เชี่ยวชาญ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส  และพบปะพูดคุยกับคณะครู และครูใหญ่ “มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน” ที่ทำให้หมดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใด เด็กนักเรียนเบซิสจึงมีความสุข และรักการเรียนรู้ ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน  หมายเหตุ : รับจำนวนจำกัด ตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข ทางโรงเรียนจะทำความสะอาดสถานที่ก่อน และหลังงานตามมาตราการป้องกันควบคุมโรค 📢 สำหรับผู้ปกครองสามารถสำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ☎️ สอบถามเพิ่มเติม : โทร. 0 2415 0099 หรือ Email : admissions@basis.ac.th และ Line: http://lin.ee/8s6ABLu 🌐 เยี่ยมชมโรงเรียน และหลักสูตรเบซิส ที่ Website : https://BASIS.ac.th 📍 พิกัดแผนที่ : https://g.page/basisintbkk?share

By MercedesBenz

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย (คนที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย มร.ปราติ๊ก บัตตาชาร์จี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อ  (คนที่ 1 จากซ้าย) นางยุพดี ชัยฉัตรพรสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิต ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย (คนที่ 3 จากซ้าย) ร่วมกับ นายอมรินทร์ คชรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไลฟ์สไตล์แอนด์ทราเวลมีเดีย และ มร.มาร์ค บุลเมอร์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สขุมวิท มอบเงินบริจาคจำนวน 1,111,000 บาท สมทบทุน มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยเงินดังกล่าวได้รับการบริจาคภายใต้ กิจกรรม AROUND 11th Anniversary โดย ซิตี้แบงก์ ร่วมกับ นิตยสารอะราวนด์ (AROUND Magazine) ที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบการทำนิตยสารอะราวนด์ 11 ปี ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของเครื่องมือทางการแพทย์ ให้สามารถรองรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นพ. พรชัย สิมะโรจน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้รับมอบเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท

By MercedesBenz

เมื่อการออกเดินทางไปนอกบ้าน เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เพราะต้องออกไปเผชิญกับรถติด การรอคิวที่ใช้เวลายาวนาน และที่สำคัญอากาศร้อน การเลือกใช้บริการเดลิเวอรี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางออก ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับคุณ Coating Master - Premium Glass Coating Delivery Service เป็นบริการขัดเคลือบสี และลงน้ำยาเคลือบแก้วระดับพรีเมียมครบวงจร ที่พร้อมไปให้บริการคุณถึงที่ โดยที่คุณไม่ต้องเดินทางไปใช้บริการที่คาร์แคร์ให้เสียเวลา Coating Master มอบความเงางามให้รถยนต์คู่ใจของคุณ ด้วยน้ำยาเคลือบแก้วกราฟิน ที่เคลือบเพียงแค่ 1 ครั้ง แต่สามารถอยู่นานได้ถึง 3 - 5 ปี ด้วยคุณสมบัติ ทนความร้อนสูง ทำให้รถเงางาม ป้องกันแสงแดด ไม่ทำให้รถสีซีดเร็ว ป้องกันรอยขีดข่วน และคราบต่างๆ ล้างออกง่าย ลดภาวะเกาะของคราบน้ำ สามารถใช้เคลือบได้ทุกจุด และใช้ได้กับรถทุกประเภท ระดับความแข็ง 10H++ โดยสถานที่ที่รับบริการนั้น คุณสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็น บ้านพัก หรือแม้แต่ คอนโดมิเนียม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า ที่อนุญาตให้ทำความสะอาดรถยนต์ได้ โดยมีเงื่อนไขการใช้บริการ 1. สถานที่ที่ทำการเคลือบจะต้องเป็นที่ร่ม มีขนาดประมาณ 4 x 5 เมตร และมีแสงสว่างเพียงพอ 2. หากเป็นสถานที่อื่นที่ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว ต้องเป็นสถานที่ที่อนุญาตให้ล้างรถได้ 3. มีปลั๊กไฟและก๊อกน้ำ ที่สามารถใช้งานได้ ในระยะ 10 เมตร (หากไม่มี กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจะได้เตรียมเครื่องมือได้ถูกต้อง) ▶️ Coating Master พร้อมให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.00 น. หรือเวลาที่ลูกค้าสะดวก ▶️ โดยหากสะดวกรับบริการในช่วงกลางคืน มีค่าบริการเพิ่มคันละ 1,500 บาทจากราคาปกติ (ระยะเวลาในการทำ ขึ้นอยู่กับขนาดและสภาพสีของรถ) ▶️ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองคิวล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชม. ได้ที่ โทร. 086 973 7554, Line: prame37 หรือ https://www.facebook.com/coatingmasterservice   สิทธิพิเศษ! บริการโปรแกรมเคลือบแก้ว สำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card ส่วนลด 10% (กรุงเทพและปริมณฑล) รวมเคลือบล้อแม็ก + กระจก + ภายใน (รับประกัน 1 ปี ไม่จำกัดจำนวนชิ้น)* • รถขนาด M เช่น A-Class, CLA, GLA ราคา 5,400 บาท จากราคาปกติ 6,000 บาท • รถขนาด L เช่น C-Class, E-Class, CLS ราคา 6,300 บาท จากราคาปกติ 7,000 บาท • รถขนาด XL เช่น S-Class, GLB, GLC ราคา 7,200 บาท จากราคาปกติ 8,000 บาท • รถขนาด XXL เช่น G-Class, GLE, GLS ราคา 8,100 บาท จากราคาปกติ 9,000 บาท • รถขนาด XXXL เช่น V-Class, Sprinter ราคา 9,000 บาท จากราคาปกติ 10,000 บาท ส่วนลด 5% (ต่างจังหวัดในระยะ 200 กิโลเมตร) รวมเคลือบล้อแม็ก + กระจก + ภายใน (รับประกัน 1 ปี ไม่จำกัดจำนวนชิ้น)* • รถขนาด M เช่น A-Class, CLA, GLA ราคา 5,700 บาท จากราคาปกติ 6,000 บาท • รถขนาด L เช่น C-Class, E-Class, CLS ราคา 6,650 บาท จากราคาปกติ 7,000 บาท • รถขนาด XL เช่น S-Class, GLB, GLC ราคา 7,600 บาท จากราคาปกติ 8,000 บาท • รถขนาด XXL เช่น G-Class, GLE, GLS ราคา 8,550 บาท จากราคาปกติ 9,000 บาท • รถขนาด XXXL เช่น V-Class, Sprinter ราคา 9,500 บาท จากราคาปกติ 10,000 บาท * รับประกันเคลือบแก้วให้ใหม่ทุกชิ้นส่วน ที่ซ่อมจากการชน ไม่จำกัดจำนวนชิ้น ภายใน 1 ปี * ทางร้านขอสงวนสิทธิ์คิดค่าเดินทางเพิ่มเติม หากสถานที่ที่ใช้บริการอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เกิน 200 กิโลเมตร เงื่อนไข • ให้บริการที่บ้าน คอนโดมิเนียม หรือสถานที่ลูกค้าสะดวกเท่านั้น (ไม่มีหน้าร้าน) • นัดหมายล่วงหน้าก่อนใช้บริการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง สาขาที่ร่วมรายการ Coating Master กรุงเทพฯ ระยะเวลา • 15 มิถุนายน 2564 - 15 มิถุนายน 2565

By MercedesBenz

Will.i.am คือศิลปินดนตรีคนดังที่มีชื่อติดอยู่บนท็อปชาร์ตร่วมกับวงดนตรีของเขา Black Eyed Peas และไม่เพียงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีเท่านั้น ณ ปัจจุบัน เขา กำลังง่วนอยู่กับการนำความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง สู่การรังสรรค์ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง Will.i.am เผยเรื่องราวที่น่าสนใจนี้ระหว่างนัดพบกับเราที่ลอสแองเจลิส สำหรับ will.i.am ในวัยหนุ่มน้อย รถแรงสุดซิ่งคือสิ่งดึงดูดที่ชวนหลงใหลอย่างที่สุด ทุกๆ วัน ระหว่างเดินทางด้วยรถบัสจากย่าน Boyle Heights เพื่อไปโรงเรียนในลอสแองเจลิสตะวันตกซึ่งเป็นเขตที่ร่ำรวยหรูหรา เขาและพี่ชาย-คาร์ล ชอบใช้เวลาเฝ้ามองดูซูเปอร์คาร์ที่ฝันอยากจะครอบครองเมื่อโตขึ้น สุดท้ายซูเปอร์คาร์ก็เป็นความฝันที่กลายมาเป็นความจริงสำหรับ William Adams หรือ will.i.am วัย 46 หนึ่งในศิลปินดนตรีป๊อปผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุค   ความชื่นชอบในแนวเพลงฮิปฮอปคือสิ่งที่นำพา will.i.am เข้าสู่เส้นทางสายดนตรี เริ่มต้นในปี 1988 การแสดงครั้งแรกกับกลุ่มแร็ปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ตอนอายุแค่ 13 ไม่กี่ปีหลังจากนั้น วง Black Eyed Peas ภายใต้การนำของเขา ก็ทะยานขึ้นสู่ท็อปชาร์ตด้วยผลงานเพลงทั้งอัลบั้มและซิงเกิลยอดนิยมซึ่งส่งผลให้ will.i.am ขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง หนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ก็คือ 7 รางวัลจากเวทีแกรมมีอันทรงเกียรติ ยิ่งกว่านั้น เขายังมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังเบอร์ต้นๆ ของวงการอีกมากมาย เช่น Justin Bieber, U2 และ Lady Gaga จนกล่าวได้ว่าในบรรดาศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น หลายต่อหลายคนมี will.i.am เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังระดับ greatest hits ของพวกเขา มีหนึ่งสิ่งเกี่ยวกับ will.i.am ที่น้อยคนจะรู้ก็คือ การที่เขาชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในที่นี้รวมถึงความท้าทายที่นอกเหนือจากเรื่องดนตรีด้วย “ผมมักถามตัวเองเสมอๆ ว่า ผมพอจะทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง ผมจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง เพราะดนตรีคือเรื่องของความเข้าใจ และการหาความกลมกลืนลงตัวของเสียงต่างๆ” ดนตรีฮิปฮอปคืองานสร้างสรรค์จากความรักอันดับแรกของ will.i.am แต่เขาก็ยังมีเทคโนโลยีและรถยนต์เป็นความชื่นชอบอันดับสองที่ตามมาติดๆ เนิ่นนานแล้ว เขาชอบเรียกรถคันแรกที่ออกแบบให้ตัวเองว่า “The Monster” และเรื่องของรถยนต์ยังเป็นหนึ่งในผลงานจากความใฝ่ฝัน นอกเหนือจากงานในสตูดิโอที่กลายเป็นความจริงชิ้นแรกๆ ของเขาอีกด้วย will.i.am สร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์คันนี้ขึ้นใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าของรถยนต์คลาสสิกจากนักออกแบบต้นฉบับ และยังเป็นเวลานานมาแล้วก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มนำจอแสดงผลขนาดใหญ่ติดตั้งไว้กลางพื้นที่ด้านหน้าตำแหน่งคนขับ will.i.am ได้ปรับแต่งรถให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองด้วยการติดตั้ง iPad ลงไป ณ จุดนั้น ด้วยจิตวิญญาณแห่งการริเริ่ม และความทุ่มเทให้การแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยีและการออกแบบที่มีอยู่ในตัว ไม่น่าแปลกที่ will.i.am จะกลายเป็นแฟนตัวยงของ Mercedes-AMG: “AMG มีความหมายที่บ่งบอกถึงความหลงใหล” สำหรับเขา คำนี้ยังมีความหมายถึงความไม่พึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากแต่ต้องการยานยนต์ซึ่งเป็นมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะคาดถึง ดังนั้นใครเล่าจะดีไปกว่า will.i.am ในการเป็นแขกรับเชิญคนแรกของซีรีส์ใหม่อย่างเป็นทางการ ของนวัตกรรมยานยนต์ตระกูลเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นาม “AMG Uncovered” ในช่องทางยูทูป บนแพลตฟอร์มนี้ ศิลปินหนุ่มยังได้เผยถึงความฝันที่จะนำแนวคิดของตัวเองมาร่วมเปลี่ยนแปลง Mercedes-AMG GT C* แถมยังตั้งชื่อให้เสร็จสรรพด้วยว่า will.i.amg   พลังที่สร้างแรงบันดาลใจ ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือแรงกระตุ้นจิตวิญญาณศิลปินในตัวของ will.i.am เขาเชื่อว่ามีคุณสมบัติของทั้งสองสิ่งวิ่งวนเวียนอยู่ในตัวเขา William Adams และน้องชาย ได้รับการเลี้ยงดูมาโดยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในย่านสุดอันตรายของลอสแองเจลิสตะวันออก รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้จะมีฐานะค่อนข้างย่ำแย่ แต่แม่ของพวกเขายังสู้อุตส่าห์กัดฟันส่งลูกชายทั้งสองเข้าเรียนในเขตลอสแองเจลิสตะวันตกที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า ซึ่งในที่สุด will.i.am ได้ค้นพบในสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเชื้อไฟให้กับตัวเขา ทั้งการเป็นที่ยอมรับ กำลังใจ และการสนับสนุน สามสิ่งนี้ได้จุดประกายเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน ให้เขามุ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งประสบความสำเร็จ เป้าหมายแรกคือความสำเร็จระดับโลกในฐานะนักดนตรี จากนั้น เป้าหมายที่สองคือการก่อตั้งบริษัทของตัวเองในนาม i.am +  หลังจากที่ will.i.am ประสบความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่จับต้องบนเส้นทางดนตรี เขาก็เริ่มแสวงหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ความทะเยอทะยานและความสุขในการลองได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเหือดหายไปจากตัวเขา และยังคงเดินหน้าทำสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา will.i.am ยังคงรำลึกถึงรากเหง้าที่มาของตัวเองอยู่เสมอ ในปี 2010 เขาตัดสินใจเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในอินโดนีเซีย ประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้ ทำให้เขาเริ่มตระหนักอย่างจริงจังว่าสภาพแวดล้อมของย่านลอสแองเจลิสตะวันออกซึ่งเป็นถิ่นที่เขาเติบโตมาพร้อมกับพี่ชายและแม่ของเขานั้น เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและเหลวแหลกเพียงใด “เมื่อการด้อยการศึกษาผสานเข้ากับการขาดความคิด สิ่งที่คุณจะได้คือสูตรสำเร็จแห่งความหายนะ เหมือนมีสึนามิแห่งความยากจนซัดกระหน่ำในทุกวี่ทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกจริงๆ ว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ผมจะต้องมอบบางสิ่งบางอย่างกลับคืนกลับสู่ชุมชนเก่าของผมบ้าง" ดังนั้นเขาจึงเปิดตัวโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมเด็กๆ ให้พร้อมสำหรับการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้น จะได้รับความช่วยเหลือให้ก้าวไปข้างหน้าได้จนตลอดรอดฝั่ง ซึ่งสิ่งนี้เคยเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ will.i.am อันได้แก่ การสนับสนุน การให้คำแนะนำปรึกษา และการสอน คอร์สแรกของโครงการเริ่มในปี 2012 โดยมีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้น 65 คน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีเด็กและคนหนุ่มสาวได้รับประโยชน์จากโครงการของเขานับพันคน และโครงการนี้ยังเป็นประตูที่ช่วยปูทางสู่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง อย่าง Brown, Dartmouth, Stanford และ UCLA ให้คนจำนวนมากอีกด้วย แต่ will.i.am ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เขาบอกว่า "ชีวิตคือการสร้างสรรค์" ประโยคนี้นับเป็นการสรุปปรัชญาชีวิตที่ยึดถือได้อย่างดี เช่นในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ไปทั่วโลก เขาได้ออกแบบหน้ากากที่ไม่เพียงกรองอากาศ แต่ยังมีไมโครโฟนและเครื่องเล่นเพลงอยู่ในตัวด้วย แรงผลักดันในการสร้างสรรค์และการมองโลกในแง่ดี คือสิ่งที่ถ่ายทอดต่อกันได้อย่างไม่ต้องสงสัย will.i.am ยังกระตุ้นคนอื่นๆ ให้ตื่นตัวเหมือนกับเขาด้วย ทั้งนักเรียนด้อยโอกาสที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา ศิลปินหลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยเพลงฮิตจากฝีมือการโปรดิวซ์ของเขา รวมทั้งกับบริษัทที่เขาได้ร่วมงานด้วย และสิ่งนี้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับพวกเราทุกคน นั่นคือ will.i.am ไม่ได้นั่งรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา แต่เขาลงมือสร้างขึ้นมาเอง ถ้าเกิดปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ทันที เขาก็เพียงขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป “ผมขับรถไปตามถนนและคิดๆๆๆ" แล้วคลื่นสมองก็จะแล่นพร้อมกับความคิดของเขาที่เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังของ Mercedes-AMG GT C ------------------------------------------------------------------ เรื่องโดย : ALEX STOLZ ภาพ: MERCEDES AMG

By MercedesBenz

12.12 PRIVILEGE DAYS โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อย เพียงคุณกรอกรายละเอียดเพื่อรับสิทธิ์ สำหรับลูกค้าที่สนใจสร้างบ้านพร้อมงานตกแต่งภายในสุดหรู จากตระกูล Perpetual Series พร้อมรับของที่ระลึกสุด Surprise 📌 คลิกเลย : https://forms.gle/MoRH5ZTgnGyzSG2j8 📌 สอบถามเพิ่มเติม 📲 Call : 081-376-4999 , 02-970-3080 -3 📩 Line : @TheEmperorHouse, https://lin.ee/ei9LQJi 📍 Map : https://goo.gl/maps/79r1LsWa6jE8yi3T9 . 🎞️ Youtube : www.youtube.com/TheEmperorHouse 📸 Instagram : www.instagram.com/theemperorhouse 🌎 Website : www.emperorhouse.com ___________ 📌 โปรดระวังการลอกเลียนแบบและแอบอ้างผลงาน 📌 รับสร้างบ้านราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท ___________ ‘EMPEROR’…We don’t BUILD a house, we create A “PHENOMENON” เราไม่ใช่แค่สร้างบ้าน เราสร้างสิ่งมหัศจรรย์ 📜 เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO9001:2015 ‘ทั้งระบบ’ สำหรับการออกแบบ ก่อสร้าง และตกแต่งภายในบ้าน HIGH-CLASS RESIDENCE โดยเฉพาะ!! “Integrated Home Design, Construction and Interior Decoration Services for High-Class Residence” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดในขณะนี้ ___________ 📌 ** All pictures and VDOs are Copyright © 2021 The Emperor House Co., Ltd. All rights reserved. ** ** รูปภาพ แบบบ้าน และวิดีโอทั้งหมดเป็นผลงานและลิขสิทธิ์ของ บ. ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ จำกัด เท่านั้น ห้ามมิให้นำไปใช้ แอบอ้าง ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือลอกเลียนแบบโดยเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีผลทางกฎหมายในทันที **

By MercedesBenz

การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยให้สูงสุดไปสู่ระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ก้าวไปอยู่ในระดับแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด รวมถึงสู่การแข่งขันในตลาดมืออาชีพระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ นับเป็นพันธกิจอันสำคัญยิ่งของ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ    หัวใจหลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) หลังจากเปิดตัวมาได้สองปีเต็ม โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ ลำดับที่ 35 ของเครือข่ายเบซิส ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย และได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากนักเรียนรวมถึงผู้ปกครอง จากจุดแข็งของ หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ที่ได้รับการออกแบบและมีประวัติศาสตร์นวัตกรรมอันยาวนานมากว่า 20 ปี จนเป็นที่ยอมรับสูงสุดจากทั่วโลก ในมาตราฐานระดับเหรียญทอง และสิ่งที่ทำให้เบซิส กรุงเทพฯ แตกต่างจากที่อื่น นั่นคือโมเดลการสอน ซึ่งหลักสูตรของเบซิสมีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีความเข้มข้นครบทุกด้าน ที่ทำให้นักเรียนมีทางเลือกและโอกาสในการเรียนรู้หลากหลาย มุ่งเน้นตั้งแต่การเสริมสร้างทักษะความรู้ พร้อมกับกระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และหาคำตอบด้วยตัวเอง เป็นการพัฒนาทักษะรอบด้านอย่างแท้จริง เพื่อปูความสำเร็จเตรียมความพร้อมด้วยศักยภาพสูงสุดของนักเรียน ไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในอนาคต และก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ  หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ยังให้ผลลัพธ์ในการสร้างนักเรียนที่เหนือกว่า ที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้นักเรียนของเบซิส สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลกได้แน่นอน จากรายงานการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่านักเรียนของเบซิส มีผลงานดีกว่านักเรียนจากโรงเรียนชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง และได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐอเมริกามาแล้วมากมาย และอีกหัวใจสำคัญไม่น้อยไปกว่าหลักสูตรเบซิส คือครูผู้สอน เบซิสคัดเลือกครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำการสอนความรู้เชิงลึก Subject Expert Teacher (SET) ควบคู่ไปกับครูผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก Learning Expert Teacher(LET) อีกด้วย เริ่มตั้งแต่การศึกษาในระดับชั้นปฐมวัย Pre K1 จนจบสมบูรณ์ที่ Grade 12 เป็นการปูทางสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ  อีกทั้งยังนำเอานวัตกรรมการศึกษาแบบอเมริกัน และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับทักษะอันจำเป็น นำมาประยุกต์ใช้กับยุคโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 พร้อมเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย นำมาเป็นเครื่องมือบูรณาการระบบการศึกษา ในรูปแบบเฉพาะของเบซิส กรุงเทพฯ    เปิดตัวครูใหญ่คนใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้ เบซิส กรุงเทพฯ ยังได้ต้อนรับครูใหญ่คนใหม่ มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ด้วยดีกรีผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมากว่า 25 ปี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และล่าสุดในฐานะผู้นำของโรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว ประเทศจีน ก่อนเข้ามาสานต่อภารกิจและวิสัยทัศน์ภายใต้หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) โดยเข้ารับตำแหน่งครูใหญ่คนใหม่ ของครอบครัวโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ มิสเตอร์อลันยังมีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการโรงเรียนนานาชาติของสภาโรงเรียนนานาชาติ (CIS) อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้บริหารที่มักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและชุมชนเสมอ  "ผมตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียนแห่งนี้ และทำงานร่วมกับครู เจ้าหน้าที่ นักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับครอบครัวเบซิส กรุงเทพฯ  ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ในช่วงสองปีแรกที่ก่อตั้ง และผมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในการนำพาโรงเรียน ให้ก้าวสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ผมเคยมาเมืองไทยหลายครั้ง และชื่นชอบในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศไทยมากขึ้น" มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่กล่าว    สร้างคนคุณภาพ เพื่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต นอกจากเบซิส กรุงเทพฯ จะมีหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานในระดับโลกแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากล ทางโรงเรียนได้ตอกย้ำแนวคิดนี้ โดยมีการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยทุกวัน อีกทั้งยังปลูกฝังความเป็นไทยในหัวใจ เพื่อให้นักเรียนได้เติบโตบนรากฐานของความเป็นไทย ก้าวสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพของโลกอีกด้วย   เบซิส กรุงเทพฯ เปิดแคมปัส ในกิจกรรม Open House  วันเสาร์ที่ 13 พ.ย. 64 เวลา 09.00 - 12.00 น. สำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ไปกับพื้นที่แห่งการศึกษาระดับโลก “โรงเรียนนานาชาติ เบซิส กรุงเทพฯ” พร้อมเปิดแคมปัส ที่ได้รับการออกแบบให้เป็น School of the Future บนพื้นที่สีเขียวท่ามกลางสวนสวย พร้อมนวัตกรรมอันทันสมัย และเป็นโรงเรียนแรกที่อาคารทั้งหลัง ติดตั้งระบบอากาศแบบเติมอากาศจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนและครูอาจารย์ จะได้รับอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงมาตราการเข้มข้นยกระดับความปลอดภัยจากโควิด-19  พร้อมชมบรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียน ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก กับหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยครูผู้เชี่ยวชาญ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส  และพบปะพูดคุยกับคณะครู และครูใหญ่ “มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน” ที่ทำให้หมดข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใด เด็กนักเรียนเบซิสจึงมีความสุข และรักการเรียนรู้ ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน  หมายเหตุ : รับจำนวนจำกัด ตามมาตราการของกระทรวงสาธารณสุข ทางโรงเรียนจะทำความสะอาดสถานที่ก่อน และหลังงานตามมาตราการป้องกันควบคุมโรค 📢 สำหรับผู้ปกครองสามารถสำรองที่นั่ง ได้ที่ 👉 http://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4362 ☎️ สอบถามเพิ่มเติม : โทร. 0 2415 0099 หรือ Email : admissions@basis.ac.th และ Line: http://lin.ee/8s6ABLu 🌐 เยี่ยมชมโรงเรียน และหลักสูตรเบซิส ที่ Website : https://BASIS.ac.th 📍 พิกัดแผนที่ : https://g.page/basisintbkk?share

By MercedesBenz

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อาหารแปลกใหม่อะไร แต่นาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีขนมอบชนิดไหนมาแรงเท่า “ครัวซองต์” ขนมอบที่โดดเด่นตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ไปจนถึงกลิ่น รส และเนื้อสัมผัส ว่ากันว่า ในบรรดาขนมแป้งอบทั้งหลาย ครัวซองต์ คือสิ่งที่ทำยากที่สุด เพราะต้องรีดแป้งพับทบสลับกับชั้นเนย พับแล้วพับอีกตามสูตรออริจินัลคือ ให้ได้ 81 ชั้น โดยที่เนยต้องไม่ละลายปนกับแป้งขณะรีด เนยต้องละลายในขั้นตอนการอบเท่านั้น อุณหภูมิของสถานที่ที่ทำจึงควรอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส ลืมการทำในอุณหภูมิห้องปกติอย่างเมืองไทยไปได้เลย เพราะเนยกับแป้งคงผสมกันจนกลายเป็นขนมปังสูตรอื่น การบ่มแป้งก่อนอบก็ห้ามพลาด ทั้งอุณหภูมิและเวลา อบสุกแล้วยังมีคนรอดูอีกว่า เนื้อในครัวซองต์เป็นโพรงสวยขนาดไหน เพราะนั่นหมายถึงความประณีตของคนรีดแป้ง จนมีเจ้าของสูตรครัวซองต์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีวิธีใดที่จะซ่อนข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในกระบวนการทำงานของคุณเมื่อทำครัวซองต์” ครัวซองต์แต่ละชิ้นจึงต้องอาศัยความใจเย็น อดทน ประณีต ฝึกฝน และประสบการณ์ เราเคยจำกันว่า ครัวซองต์ คือขนมปังที่มีรูปร่างคล้ายจันทร์เสี้ยว (หรือบางคนแอบเรียกว่า ขนมปังเขาควาย) ตามความหมายตรงตัวของคำว่า Croissant ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า 'จันทร์เสี้ยว' แต่ดูเหมือนครัวซองต์ที่เห็นๆ กันมากยุคนี้ จะไม่ได้มีหน้าตาอย่างนั้น บ้างก็ว่าขนมปังเขาควายหรือจันทร์เสี้ยวนั้น คือครัวซองต์ที่ใช้มาการีน หรือเรียกว่าครัวซองต์ธรรมชาติ (croissant nature) แต่ครัวซองต์ตัวอวบๆ ที่ขึ้นรูปเป็นทรงตรงๆ ปลายไม่งองุ้ม อย่างที่เห็นกันตอนนี้ ทำจากเนยสด (croissant au beurre) ซึ่งนุ่มกว่า หอมกว่า

By MercedesBenz

ทันทีที่มีการอนุญาตให้นำบางส่วนของ “กัญชา” ไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติด หลายวงการก็คึกคัก โดยเฉพาะแวดวงอาหารที่ดูจะสนุกกับการนำเสนอรายการอาหารใหม่ๆ ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ ก่อนจะเพลิดเพลินไปกับอาหารผสมกัญชาที่มีให้เลือกมากมาย รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอางต่างๆ เรามาทำความรู้จักกัญชาให้มากขึ้นอีกนิดดีกว่า   กัญชง-กัญชา เวลาเอ่ยถึงกัญชา ก็มักจะนึกถึง “กัญชง” คู่กันไป เพราะพืชทั้งสองชนิดนี้อาจมีความคล้ายกันอยู่พอสมควร กัญชา (marijuana) ต้นมีลักษณะเป็นพุ่ม สูงไม่เกิน 2 เมตร กิ่งก้านค่อนข้างมาก ใบสีเขียวเข้มมี 5-7 แฉก เรียงชิดกัน มีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC: tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า สารที่ทำให้เมา ส่วน กัญชง (hemp) ต้นมีลักษณะสูงเรียว สูงได้มากกว่า 2 เมตร ใบสีเขียวอ่อนมี 7-11 แฉก เรียงสลับค่อนข้างห่าง มีสารแคนนาบิไดออล (CBD: cannabidiol) ช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการต่างๆ ได้ ไม่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท   กัญชง และ กัญชา เป็นพี่น้องกัน มีต้นกำเนิดจากพืชชนิดเดียวกัน คือ Cannabis sativa L. ในวงศ์ Cannabidaceae ลักษณะภายนอกจึงคล้ายกัน แต่สรรพคุณหรือสารที่มีอยู่ในกัญชงและกัญชาแตกต่างกัน ▶️ THC มีมากในกัญชา เป็นสารที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ช่วยรักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดได้ ถ้าได้รับมากไปอาจทำให้ปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลง สารนี้มีอยู่ในกัญชาประมาณ 1-20% ขณะที่กัญชงมีสารนี้ไม่ถึง 1% ▶️ CBD มีมากในกัญชง มีสรรพคุณทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ช่วยรักษาโรค ลดอาการปวด ลดความวิตกกังวล ลดการอักเสบ ช่วยในการนอนหลับ แก้อาการโรคลมชัก ฯลฯ ไม่มีผลข้างเคียงแม้ใช้ปริมาณมาก ทั้งยังนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว กัญชงมีสารนี้ประมาณ 2% แต่กัญชามีสารชนิดนี้น้อยมาก   กัญชง

Become A Journalista