TOP

MORE INTERESTING TOPICS

Bally (บาลลี่ย์) แบรนด์เครื่องหนังสวิสที่ไม่ได้มีดีแค่เครื่องหนังสุดเนี้ยบ แต่ยังเป็นแบรนด์ ‘The Shoes Master’ ที่แท้จริง บาลลี่ย์เริ่มต้นผลิตรองเท้าสนีกเกอร์ที่มีคุณภาพและการออกแบบอย่างชาญฉลาดมาตั้งแต่ยุค 1930s ล่าสุดเผยโฉมรองเท้าสนีกเกอร์รุ่น ‘Bally Champion’ (บาลลี่ย์ แชมเปี้ยน) ไฮไลท์ชิ้นเด็ดรุ่นไอคอนิกของบาลลี่ย์รุ่นนี้เป็นที่โปรดปรานของ Jakob Hlasek และ Marc Rosset นักเทนนิสชาวสวิสชื่อดังอีกด้วย Bally Champion เปิดตัวครั้งแรกในยุค 1990s และวันนี้บาลลี่ย์ได้นำรองเท้า สนีกเกอร์คู่ในตำนานนี้กลับมาปรับโฉมใหม่ โดยยังคงสีสันสดใสเหมือนอย่าง ในปี 90s แต่เพิ่มเทคโนโลยี EVA ให้ระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมทั้งประทับโลโก้ Bally Tennis ที่ลิ้นรองเท้าเสริมลุควินเทจให้กับ Bally Champion สำหรับทั้งรุ่นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี โดยรวมดูร่วมสมัย สวมใส่สบาย แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของบาลลี่ย์อย่างเต็มเปี่ยม พร้อมทั้งเปิดตัวแคมเปญใหม่ ‘Champions are Made’ เพื่อเฉลิมฉลองประสบการณ์ต่างๆ ที่ท้าทาย รวมถึงส่งเสริมให้บาลลี่ย์เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาก้าวหน้าและนิยามความเป็นตัวตนของแบรนด์ แคมเปญ ‘Champion are Made’ นี้ บาลลี่ย์ได้หยิบยกเรื่องราวเฉพาะตัวสุดพิเศษของคนรุ่นใหม่ชื่อดังที่ ล้วนประสบความสำเร็จในแถวหน้ามาบอกเล่า เริ่มจาก Ncuti Gatwa (เอ็นคูติ กัตวา) นักแสดงนำหนุ่มผิวสีจาก ซีรีส์เรื่อง Sex Education, Maeva Giani Marshall (เมว่า จิอานี่ มาร์แชล) นางแบบระดับโลกผู้มีกระเต็มใบหน้า และ Matthew Bell (แมทธิว เบล) นักเต้นหนุ่มจากเมือง Liverpool โดยแบ่งปันเรื่องราวสุดแสนพิเศษของพวกเขาที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร แต่กลับกลายเป็นที่จดจำและเป็นที่น่าสนใจ ความแปลกที่ใครก็หาว่าแตกต่างนำ พาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จในอาชีพ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลที่แตกต่างทั่วโลกได้มีกำลังใจในการทำตามความฝันของตนเอง  Bally Champion รองเท้าสนีกเกอร์รุ่นไอคอนิกของบาลลี่ย์ ได้ที่ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

By MercedesBenz

“The Best Time at Sea” นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเมื่อนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชีย จะได้มีทางเลือกเปิดประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือเดินสมุทรมากขึ้น เมื่อเรือสำราญลำใหญ่ที่สุดสมาชิกใหม่ลำดับที่ 4 ของบริษัทเดินเรือสำราญอันดับหนึ่งของยุโรปสัญชาติอิตาลี Costa Cruise มีชื่อว่า “คอสตา เวเนเซีย”  Costa Venezia พร้อมแล้วที่ออกเดินทางโชว์ศักยภาพและความหรูหรา ถอนสมอเรือเอาฤกษ์เอาชัยออกเดินทางเป็นครั้งแรกจากท่าเรือ เมืองตริเอสเต ประเทศอิตาลี สู่ทริปอันน่าทึ่ง ไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากเรือต่อเสร็จสมบูรณ์ไม่นาน สู่การล่องเรือ “ตามรอยมาร์โค โปโล” ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนข้าม 3 ทวีป 4 น่านน้ำทะเล และ 18 ประเทศ จากอาเดรียติกไปถึงทะเลแดง จากอินเดียไปถึงสิงคโปร์ และจากจีนไปถึงชายฝั่งญี่ปุ่น” ทริปนี้ตลอดเส้นทางรวม 53 วัน พร้อมกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเส้นทาง ขณะเรือเดินทางสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายนอีกด้วย ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายตามแผนของเส้นทางดังกล่าว เรือที่มีน้ำหนักรวม 135,500 ตัน ยาว 323 เมตร และจุผู้โดยสารได้มากกว่า 5,200 คน “Costa Venezia” ไม่เพียงแต่จะมีนวัตกรรมล้ำสมัยที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ยังมีความพิเศษที่ภายในลำเรือ รวมไว้ซึ่งเสน่ห์ในด้านต่างๆ ของประเทศอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตกแต่งดีไซน์ที่ถ่ายทอดสัญลักษณ์ด้านวัฒนธรม ไลฟ์สไตล์ ของ “เมืองเวนิส” ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่ถูกจำลองอย่างหรูหรา โรงละครภายในเรือได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Venetian La Fenice” โรงละครโอเปร่าที่มีชื่อเสียงก้องโลก ห้องโถงใหญ่ที่ชวนให้นึกถึง “จัตุรัสเซนต์มาร์ค” ในขณะที่ภัตตาคารภายในเรือยังจำลองสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของตรอกซอย และจัตุรัสต่างๆ ของเมืองเวนิส  แถมยังยกเอา “เรือกอนโดลา” สร้างโดยช่างฝีมือแห่ง Squero di San Trovaso จากโรงต่อเรือกอนโดลาที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองเวนิส มาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว นอกจากกายสัมผัสแล้ว รสสัมผัสก็ไม่แพ้กัน นักท่องเที่ยวผู้โดยสารยังสามารถลิ้มลองความอร่อยของอาหารท้องถิ่นอิตาเลียน ดื่มด่ำเมนูขึ้นชื่อจาก เชฟ Umberto Bombana แห่ง 81/2 Otto e Mezzo Bombana ภัตตาคารระดับ 3 ดาวมิชลินสตาร์ ภายในภัตตาคาร Casanova หนึ่งในห้าภัตตาคารสุดพิเศษบนเรือลำนี้ นอกจากเปิดเส้นทางเดินเรือสู่เอเชียแล้ว ความพิเศษที่เอาใจนักท่องเที่ยวชาวเอเชียบนเรือยังมีความหลากหลาย ที่คัดสรรค์พร้อมเสิร์ฟในสไตล์มั่นใจได้ว่า ต้องว้าว!! สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวญี่ปุ่นอย่างแท้แน่นอน ไม่ว่าจะทั้งเรื่องกิจกรรมเสี่ยงโชค ที่นำเอาไพ่นกกระจอก กาสิโน คาราโอเกะ มาเพิ่มความบันเทิง ที่ “Casino Dea Bendata” และเมื่อเดินเข้าสู่โรงละครภาพความตระการตาของเดคคอเรชั่น ให้ความโอ่โถงตกแต่งด้วยโทน “สีแดง ตัดกับ สีทอง” หรูหรารับกับแชนเดอเลียในธีมสีที่ให้ความมงคลกับคนจีน หากรู้สึกคิดถึงอาหารท้องถิ่นที่เป็นสากลและคนทั่วโลกชอบ ทางเรือยังจัดเมนู ฮอทพอท บะหมี่ เทปันยากิ ติ่มซำ ไว้รองรับราวกับเสกภัตตาคารลอยทะเล และนำเทรนด์ช้อปสนุกในดีลสุดพิเศษ ที่ Costa Venezia จัดโซนช้อปปิ้งกว้างขวางให้ละลายเงินในกระเป๋า ถูกใจเหล่าช้อปเปอร์ด้วยหลากสไตล์สินค้าแบรนด์ดังระดับโลกทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ที่พาเหรดกันมาใน “ช็อปปิ้งพาวิเลียน” สไตล์เวนิส พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 8,000 ตารางฟุต ครอบคลุมพื้นที่ช้อปปิ้งถึงสองชั้นจาก Starboard Cruise Services ผู้ให้บริการรีเทลระดับพรีเมี่ยมบนเรือสำราญ รวมไปถึงแบรนด์อิตาลีลักซ์ชูรี่ ที่รวมใจเปิดช็อป นำสินค้าเดินทางสู่ท้องทะเลกันเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น Max Mara, Salvatore Ferragamo และ Bvlgari แค่นี้ไม่พอเรื่องช้อปเรื่องใหญ่ ไปกันต่อที่แผนกสินค้าความงามกับไฮท์แบรนด์บิวตี้ชื่อดังมากกว่า 30 แบรนด์ เริ่มต้นที่ Yves Saint Laurent, La Prairie, Bvlgari, Chanel, Dior, La Mer, SK-II รวมถึงแบรนด์อินเตอร์ที่วางจำหน่ายบนเรือสำราญเป็นครั้งแรก อย่าง Clé de Peau Beauté และ Hermès ส่วนแบรนด์เอเชีย ประกอบด้วย Dr.Jart+, Sulwhasoo และ The History of Whoo ยังมีแบรนด์สินค้าอัญมณีเครื่องประดับหรูหราจัดมาล่อตาล่อกระเป๋า อาทิ Cartier, Jaeger-LeCoultre, Tiffany & Co., Mikimoto และอีกมากมาย ภายในเรือน้องใหม่แต่ลำใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียลำนี้ ยังได้รับความไว้วางใจจาก 2 ลักซ์ชูรี่แบรนด์ดัง ให้เปิดตัวคอลเลคชั่นทอล์คออฟเดอะทาวน์บนเรือเช่นกัน นั่นคือแบรนด์น้ำหอม The Merchant of Venice ที่เชิดชูความงามของวัฒนธรรมเวนิส และแบรนด์ Bvlgari ที่จัดงานเปิดตัวสินค้าอัญมณีล้ำค่ากลางมหาสมุทร ในชื่อ “The Bvlgari Jewelry Show” แต่ละค่ำคืนสุดพิเศษ ยังจะได้รับชมการแสดงนานาประเภท และนำพาทุกคนตามรอยตำนานคาสโนว่า Giacomo Casanova หนุ่มนักรักจากเวนิส ประเทศอิตาลีที่มีชื่อเสียงไปก้องโลก พร้อมกับสุนทรีย์เสพงานศิลป์ “Glamazon” ภาพวาดที่น่าประทับใจของสัตว์ในอิริยาบถต่างๆ รวมถึง “Venezia Innamorata” ละครเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายรักของนักเขียน และนักผจญภัยชื่อดังชาวอิตาเลียน Giacomo Casanova ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะเป็นพิเศษสำหรับ โรงละคร Teatro Rosso และ ไฮไลท์ปาร์ตี้หน้ากากในธีมต่างๆ เช่น “Golden Party” และ “Carnival of Venice” ที่เป็นซิกเนเจอร์ธีมปาร์ตี้ของเรือ ผู้โดยสารนักท่องเที่ยวจะได้ร่วมปาร์ตี้จัดเต็มชุดที่สุดอลัง และสวมใส่หน้ากากสู่งานเต้นรำในบรรยากาศ The City of Canals อันเป็นช่วงเวลาสุดแสนพิเศษสำหรับคนพิเศษจริงๆ มาเอาใจแฟนลูกหนังกันบ้าง กับโซนที่รวบรวมคอลเลคชั่นฟุตบอลอิตาลี่จัดแสดงแบบ 360 องศาที่หาชมได้ยาก ถูกออกแบบให้เป็นดั่งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของสโมสรยูเวนตุส ถ้วยรางวัลจากหลายแมตซ์และของจารึกที่มีลายเซ็นต์จากดาวเด่นตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 รวมถึงนิตยสารภาพถ่ายในยุคต่างๆ, ชุดเสื้อผ้าที่ใช้แข่งขันในแต่ละซีซั่น, รองเท้าฟุตบอลพร้อมลายเซ็นต์นักฟุตบอลชื่อดัง, ทั้งยังมีร้านขายของที่ระลึก ช้อปสินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นกันอย่างเต็มที่ก่อนใคร แฟนฟุตบอลตัวยงต้องห้ามพลาดเลย ในส่วนกิจกรรมกลางแจ้ง นั่งรับลมชมวิวทะเล จิบเครื่อมดื่มเย็นๆ นอนอาบแดดอุ่นให้ผิวสีแทน แม้แต่เพลิดเพลินในสระว่ายน้ำกันได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะสระกลางแจ้งและสระในร่ม หรือจะนอนแช่ตัวในสระจากุซซี่ก็เพลินดี ที่ “ดาดฟ้า Burano Sunshine” หรือจะสนุกกับสวนน้ำสไลด์ตัวบนเครื่องเล่นสไลเดอร์แบบโบวล์ยักษ์ 3 ตัว ที่สวนน้ำ “ลากูน่า” (La Laguna) เผลอใช้เวลาเพลินๆ ได้เป็นค่อนวัน หรือจะชวนกันพัดลูกชิลๆ วาดลีลาที่ “สนามมินิกอล์ฟ”  ปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นเอ็นจอยสนามฟุตบอลกลางแจ้ง เพิ่มความมันส์อีกระดับกับกิจกรรมฐานเชือก อุปกรณ์ออกกำลังกายกลางแจ้ง บนเรือยังมีศูนย์สุขภาพ ยิมออกกำลังกายในร่ม และสปาให้ได้ผ่อนคลายอารมณ์ อีกทั้งยังมีคลับสำหรับวัยรุ่นและเด็กๆ “Squok Club” และ “Teen Club” เตรียมกิจกรรมมากมายให้เด็กๆ และวัยรุ่น ได้ใช้ช่วงเวลาวันหยุดที่มหัศจรรย์บนเรือสำราญร่วมกัน โดยใน Squok Club จะมีกิจกรรมหลากหลายให้เด็กๆ ทำไม่รู้เบื่อ ไม่ว่าจะปาร์ตี้ที่มีธีมพิเศษ, เกมอินเตอร์แอคทีฟสำหรับครอบครัว, คาราโอเกะร้องเพลงสนุกสนานด้วยกันในจังหวะแห่งความสุข, กิจกรรมเพ้นท์ใบหน้า, ทั้งยังมีโอกาสได้สวมบทบาทเป็นกัปตันเรือสุดเท่และเจ้าหญิงแสนสวยในหนึ่งวัน ส่วนกลุ่มเด็กวัยรุ่น ทางเรือยังครีเอทชั้นเรียนเต้นรำ, บอลลูน อาร์ท, การแข่งกีฬา, การเล่นเกมในสระว่ายน้ำ, สนุกสนานไปกับการวาดภาพ, ร้องคาราโอเกะ, การฝีกเป็นดีเจ, และธีมกิจกรรมอีกมากมาย ที่สรรสร้างเพื่อมอบความสุขสันต์ในวันพักผ่อน เรียกว่าได้ว่าแต่ละอณูของพื้นที่บนเรือ ถูกออกแบบเอาใจความต้องการของทุกเพศทุกวัยหลายสไตล์จริงๆ จึงไม่แปลกที่ Costa Venezia เป็นเรือที่พรั่งพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แตกต่างไปจากคู่แข่งเรือสำราญอื่นๆ ด้วยความคิดอันลึกซึ้งที่ต้องการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางจากทั่วโลก เพื่อมอบประสบการณ์ให้ทุกคนเป็นดั่งราชาและราชินีแห่งท้องทะเลเลยทีเดียว แม้ว่าเรือสำราญสัญชาติอิตาลี่ลำนี้ ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อตลาดเอเชียโดยเฉพาะ มุ่งเน้นเจาะกลุ่มคนเอเชียที่เป็นนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่นก็ตาม และท่าเรือประเทศไทยยังไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในโปรแกรมของเส้นทาง ที่เรือ Costa Venezia จะจอดพักรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในเวลานี้ แต่คนไทยก็สามารถท่องเที่ยวเรือลำนี้ได้ ซึ่ง “มิสเตอร์ โรเบอร์โต เวอร์ดิโน” รองผู้จัดการประจำประเทศญี่ปุ่น เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับ AROUND Online ว่า “ปัจจุบันอัตราส่วนของนักท่องเที่ยวชาวเอเชียเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น เรือสำราญของบริษัท Costa Cruise เห็นโอกาสที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยว ในอีกมิติด้วยเรือสำราญที่พร้อมเติมเต็มทุกการเดินทางให้ครบรส เป็นอีกทางเลือกที่คนเอเชียยังไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสการเดินทางแบบนี้เช่นเดียวกับฝั่งยุโรปและอเมริกา โดยเน้นเปิดตลาดไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนและญี่ปุ่นก่อน เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่นิยมท่องเที่ยวเรือด้วยเช่นกัน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็มีแนวโน้มของนักท่องเที่ยวไทย เดินทางเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และเริ่มให้ความสนใจในการเดินทางผ่านเรือสำราญกันมากขึ้นด้วย โดยจะนิยมซื้อทัวร์จากเอเยนซี่ในรูปแบบของแพ็กเกจพร้อมตั๋วเครื่องบิน เพื่อเดินทางไปยังประเทศในเส้นทางของเรือสำราญ ที่มีท่าจอดรับนักท่องเที่ยว โดยวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าใช้เวลาเที่ยวเมืองตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศนั้นๆ ก่อน แล้วเลือกรับประสบการณ์ท่องเที่ยวเดินทางไปต่อ หรือเที่ยวกลับด้วยเรือยังแหล่งท่องเที่ยวตามรูทที่วางแผนไว้จนจบจุดหมาย ก่อนต่อเครื่องบินกลับยังประเทศไทย”   ในเวลานี้คนไทยที่ต้องการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเรือสำราญไปกับ Costa Venezia สามารถเลือกแพ็กเกจการเดินทางผ่านเอเยนซีทัวร์ หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.costaasia.com  

By MercedesBenz

เมื่อ “แฟชั่น” และ “การกินดื่ม” เป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รวมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตแบบคนเมืองล่าสุด CPS CHAPS แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสุดชิคสัญชาติไทย ปักหมุดสถานที่แห่งใหม่ให้คอชากาแฟสายแฟชั่น ได้มาเช็คอินกัน ที่ CPS Coffee สาขาทางเชื่อมรถไฟฟ้าอโศก ทางออก 3 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 คอฟฟี่บาร์สุดเก๋ใจกลางเมือง ที่เปิดให้บริการเป็นสาขาที่ 3 หลังจากประสบความสำเร็จจากสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาไอคอนสยาม ท่ามกลางบรรยากาศและคอนเซ็ปต์การตกแต่งร้าน ที่คงความเท่และโมเดิร์น โดดเด่นด้วยโทนสีดำและสีคอปเปอร์ ดูหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ CPS Coffee   ความโดดเด่นของ CPS Coffee ของสาขานี้ ที่โลเคชั่น ณ บริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS อโศก รอบนอกของศูนย์การค้าเทอมินอล 21 ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ 7 โมงเช้าในวันธรรมดา ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม รวมไปถึงคอฟฟี่บาร์ขนาดใหญ่จึงสามารถรับรองผู้คนที่สัญจรไปมา หนุ่มสาวออฟฟิศ นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ย่านนั้น รวมถึงเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รักการดื่มกาแฟ และตระเวนดื่มกาแฟตามร้านต่าง ๆ โดยเฉพาะสาขาใหม่นี้ที่สามารถเดินทางมารับบริการได้อย่างสะดวก ทำให้มั่นใจว่า CPS Coffee จะเป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ในใจกลางกรุงเทพฯ”   ทางร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00 น.- 22.00 น. เป็นสาขาที่เปิดบริการตั้งแต่เช้าตรู่ ยังมีบริการเบเกอรี่อย่างครบครัน  ไม่ว่าจะเป็น ครัวซองต์ทั้งแบบคาวและแบบหวาน คุกกี้ รวมไปถึงเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะคอกาแฟที่ไม่ควรพลาด! ลิ้มลองความหอมกรุ่นของเมนูกาแฟสูตรพิเศษที่นี่ ทางคอฟฟี่บาร์มี CPS Barista บาริสต้าที่ชำนาญเรื่องกาแฟเป็นผู้สรรสร้างเมนูกาแฟสูตรพิเศษ จากเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคัดสรรตามมาตรฐานระดับโลก นำมาคั่วแบบพิเศษเป็นสูตรใหม่ที่มีเฉพาะ CPS Coffee เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 เมล็ดคือ Copper Stout ที่ให้รสชาติเข้มข้น และ Amber Ale ที่มีกลิ่นหอมและมีรสของผลไม้เมืองร้อน พร้อมด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่คิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ อาทิ Thai Tea x Cocoa ที่ถ่ายทอดสีเอกลักษณ์แบรนด์ CPS Coffee ออกมาเป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ประจำร้าน อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มประเภทชาที่ให้ความสดชื่นอย่าง Green Tea Beehive, Chai Rosé และ White Tea Lemonade ที่ทางร้านทำ Cold Brew ยาวนานกว่า 8-12 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟ ทางร้านยังมีเครื่องดื่มพิเศษที่ทำขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ อีกด้วย   เมนูแนะนำประจำร้าน   Po pcorn Latte (ป๊อปคอร์น ลาเต้) กาแฟที่ผสมผสานรสชาติกาแฟลาเต้กับป๊อปคอร์น ไซรัป ที่เข้ากันอย่างลงตัว ท็อปด้วยข้าวโพดคั่วรสคาราเมลที่ช่วยให้เพลิดเพลินไปกับการดื่มกาแฟแก้วนี้ยิ่งขึ้น   Thai Tea x Cocoa (ชาไทย x โกโก้) เครื่องดื่มสไตล์ฟิวชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนสีดำและคอปเปอร์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของร้าน โดยนำสีส้มของชาไทยมาจับคู่กับสีดำของโกโก้ ซึ่งนอกจากให้สีสันที่สวยงามแล้ว รสชาติยังเข้มข้น พร้อมกลิ่นหวานหอมกรุ่นอีกด้วย   Cookie Shot (คุกกี้ ช็อต) เมนูสุดเจ๋งของทางร้าน ที่จัดทำขึ้นพิเศษในช่วงเฟสทีฟ ซีซั่น โดย CPS Coffee ได้ไอเดียเครื่องดื่มสุดพิเศษนี้มาจากผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานคุกกี้ไปพร้อมกับการดื่มนม ด้วยการคิดค้นคุกกี้รสชาติอร่อยออกแบบเป็นทรงแก้วช็อต สามารถดื่มนมและกัดแก้วช็อตได้อย่างเพลินเพลินในเวลาเดียวกัน รวมทั้งมีคุกกี้และนมสดให้เลือกหลายรส แมตช์ได้ตามใจชอบ   คาเฟ่ฮอปเปอร์และหนุ่มสาวออฟฟิศย่านอโศกต้องไม่พลาด มาฟินพร้อมกันที่ CPS Coffee ณ ทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าอโศก ทางออก 3 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ได้แล้ว

By MercedesBenz

KARL LAGERFELD (คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์) แบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกสัญชาติฝรั่งเศสสู่ไทย โดยผู้นำเข้า พรเดช จันทวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีเอที ลักซูรี่ คอนเซป จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ประเทศไทย จัดเฉลิมฉลองเปิดตัวคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ สโตร์ แห่งแรกในประเทศไทยด้วยงาน “DISCOVER THE NEW KARL LAGERFELD STORE (ดิสคัพเวอร์ เดอะ นิว คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ สโตร์)” ณ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ สโตร์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปรียบเสมือนการนำเอา “World of KARL” ขนาดย่อมมาไว้ที่เมืองไทย บนพื้นที่กว่า 120 ตารางเมตร ถูกรังสรรค์ด้วยความตั้งใจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ที่เลือกออกแบบให้ภายในมีโครงสร้างโปร่งโล่งและมีแสงสว่าง แต่ยังคงความรู้สึกหรูหราเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้ามาร่วมสัมผัส ทางด้านการตกแต่ง ได้หยิบยกการตกแต่งบ้านและสถานที่ทำงานของแฟชั่นดีไซเนอร์อย่าง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ มาเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ พร้อมทั้งเลือกใช้หินอ่อนในการตกแต่ง นอกจากนี้ยังมีการใช้โครเมียมและทองเหลือง มาจับคู่กับภาพสเก็ตช์ผลงานของคาร์ลใส่กรอบได้อย่างลงตัว รวมไปถึงพรมผืนเด่นทอลาย ทำให้หวนนึกถึงผลงานการดีไซน์ของคาร์ล โดยผืนหนึ่งตกแต่งด้วยขอบสีแดงที่มีความละม้ายคล้ายกับภาพสเก็ตช์ทุกภาพ ที่เขามักจะล้อมกรอบด้วยสีแดงทุกครั้งที่วาดเสร็จ ปิดท้ายด้วยผลงานชิ้นมาสเตอร์พีชอย่าง เก้าอี้สีแดงกำมะหยี่ สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษที่บ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุดอันเป็นแก่นแท้ดีเอ็นเอของแบรนด์ พร้อมด้วยพื้นไม้ที่ได้แรงบันดาลใจจากการตกแต่งสไตล์แอนทีค และสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสดั้งเดิมของที่พำนักของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์อีกด้วย โดยภายใน KARL LAGERFELD STORE (คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ สโตร์) แห่งนี้ จะได้สัมผัสกับคอลเลกชั่นต่างๆ ของแบรนด์คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์, กระเป๋า, แอคเซสซอรี่ และยังมีไอเทมที่ควรค่าแก่การสะสมอีกมากมายด้วยเช่นกัน และไฮไลท์กระเป๋าแคนวาสซิกเนเจอร์สกรีน BANGKOK ผลิตเพียง 100 ใบทั่วโลก ร่วมสัมผัส “World of KARL” แห่งแรกในประเทศไทยได้แล้วที่ ชั้น 1 โซน Beacon ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมทั้งยังสามารถพบกับ KARL LAGERFELD ในรูปแบบ shop-in-shop ได้ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ โซน The Exploratorium, Zen at Central World ชั้น 3 โซน Zen Women และ KARL LAGERFELD Ikonik Pop-Up Store ชั้น 1 Fashion Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน หรือสั่งสินค้าทางออนไลน์ที่ KARL.COM

By MercedesBenz

การปั่นจักรยาน นอกเหนือจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่ช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คน และวัฒนธรรมของสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน เนื่องในโอกาส วันจักรยานโลก (3 มิถุนายน) ที่ผ่านมา อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการการจองห้องพักออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Mercedes Me ขออาสาพาคนชอบขี่จักรยานไปปั่นตระเวนเที่ยวกินลมชมวิว ณ เจ็ดเมืองดัง มีทั้งเส้นทางเที่ยวในตัวเมือง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกตามสไตล์ที่ถูกใจ ปักกิ่ง, ประเทศจีน การเที่ยวรอบเมืองหลวงของจีนแบบชิว ๆ และไม่แพงนั้นทำได้ไม่ยาก แค่มองหาบริการให้เช่าจักรยานที่มีอยู่มากมายทั่วเมือง แถมวิธีเช่าก็สะดวก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดบนจักรยานเพื่อปลดล็อคจักรยานออกจากจุดจอด จากนั้นก็ขี่ไปที่ไหนก็ได้ในเมือง หากใครกำลังวางแผนไปขี่จักรยานเที่ยวปักกิ่งเป็นครั้งแรก เส้นทางปั่นระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมไฮไลท์ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมือง เช่นพระราชวังต้องห้าม ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ (โรงละครไข่ยักษ์) และสนามกีฬารังนก เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ไม่ควรพลาด ส่วนที่พักใกล้สถานที่สำคัญในตัวเมือง ลองไปเช็คอินที่ The Imperial Mansion, Beijing Marriott Executive Apartments ตั้งอยู่ห่างจากจัตุรัสเทียนอันเหมินเพียง 940 เมตร ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใคร ๆ ก็สามารถสัมผัสกลิ่นอายความโรแมนติกของเมืองแห่งความรักอย่างปารีสได้ ก็คือการปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเรียบแม่น้ำแซน (Seine) ผ่านสวนปาร์ก ริฟส์ เดอ แซนน์ (Parc Rives de Seine) ที่ได้รับยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เดิมเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงทางด่วนที่ใช้ในการเดินรถเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้รับการเนรมิตขึ้นให้เป็นเส้นทางสำหรับนักปั่นและคนเดินถนน เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวปารีสและนักท่องเที่ยว ด้านในสวนมีทั้งที่นั่ง ร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆ รวมถึงลานจัดกิจกรรม ให้ผู้คนได้มานั่งชิลเอ้าท์กันได้อย่างสบายใจ โรงแรม Hotel de la Porte Doree มีจักยานให้เช่าปั่นไปแม่น้ำแซน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวโรงแรมไปเพียง 10 นาทีเท่านั้น ฮอยอัน, ประเทศเวียดนาม หากใครชอบเที่ยวชมความสวยงามของย่านชุมชนเมืองเก่า ทุ่งนาข้าวสีเขียวชอุ่ม หรือเพลิดเพลินกับการเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของฟาร์ม ทัวร์ปั่นจักรยานถือเป็นทางเลือกที่จะทำให้นักปั่นสัมผัสกับเอกลักษณ์ของฮอยอันได้อย่างแท้จริงในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง โดยจะได้เรียนรู้ความเป็นมาของฮอยอันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น สัมผัสวิถีชีวิตและความเป็นกันเองของครอบครัวชาวฮอยอัน พร้อมทั้งลองทำงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่  ถ้าต้องการสำรวจเส้นทางปั่นจักรยานที่ฮอยฮันเพิ่มเติม แนะนำให้พักบริเวณย่านเมืองเก่าที่โรงแรมสร้างใหม่อย่าง Allegro Hoi An ซึ่งมีบริการให้เช่าจักรยานฟรีด้วย ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี การปั่นจักรยานนานหลายชั่วโมง อาจไม่ใช่ทางของใครหลายคน อโกด้า จึงขอแนะนำบริการทัวร์ปั่นจักรยานไฟฟ้าชมเมืองแบบไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งจะพาไปปั่นจักรยานเที่ยวฟลอเรนซ์ ชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ อย่าง จุดชมวิวมุมสูงของเมือง ที่จตุรัสมิเคลลันเจโล (Piazzale Michelangelo) และชมความใส่ใจในรายละเอียดอันน่าทึ่งของศิลปะเรเนซอง ณ มหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ (The Duomo) นอกจากนี้ระหว่างทางก็ยังมีร้านรวงให้หยุดพักชิมไวน์อิตาลีแท้ ๆ และอาหารพื้นเมืองได้ด้วย แนะนำโรงแรมใจกลางเมือง Hotel Spadai เพื่อการพักผ่อนแบบเต็มอิ่ม เพิ่มความประทับใจให้กับการท่องเมืองเก่าอันน่าตื่นเต้น เมลเบิร์น, ประเทศออสเตรเลีย คนเมลเบิร์นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้จักรยานสัญจรไปมาในเมืองเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับคนที่ยังไม่อยากขี่ออกไกล ลองไปสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำยาร์รา (Yarra River) ที่ตัดผ่านรัฐวิกตอเรีย ซึ่งโด่งดังเรื่องโรงกลั่นไวน์ที่มีอยู่มากมาย แต่หากมีเวลาเพิ่มอีกสองถึงสามวัน เราแนะนำให้ไปปั่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ถนน เกรท โอเชียน โรด (Great Ocean Road) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่เมืองวอรร์นามบูล (Warrnambool) พร้อมตื่นตากับเสาหิน 12 อัครสาวก (Twelve Apostles) และวิวทิวทัศน์อันงดงาม ของชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ใครที่แพลนไว้ว่าอยากปั่นไปเที่ยวไกล ๆ ควรวางแผนเส้นทางและจุดแวะพักให้เรียบร้อย รวมถึงที่พัก ซึ่งมีที่พักให้เลือกมากกว่า 10,000 แห่ง ในรัฐวิกตอเรีย แคลิฟอร์เนีย, ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่โกลเด้นสเตท (Golden State) ซึ่งเป็นชื่อเล่นอันคุ้นหูของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งภูเขา ชายหาด และทะเลทรายอันอุดมสมบูรณ์หลายแห่ง และนับได้ว่าสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ สำหรับนักปั่นที่มีประสบการณ์ ผู้กำลังแสวงหาการผจญภัย เส้นทางถนนยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ในเมืองซานตาบาร์บารา (Santa Barbara) เหมาะสำหรับคนชอบปั่นแบบขึ้นเขา ไปชมวิวอันน่าทึ่งของมหาสมุทรอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าอยากพักเติมพลัง ให้มุ่งหน้ากลับตัวเมืองไปยัง Handlebar Coffee Roasters แล้วไปดื่มด่ำกับกาแฟชั้นดีในร้านกาแฟธีมจักรยาน ที่สร้างขึ้นโดยอดีตนักปั่นมืออาชีพ เพื่อคนรักการปั่นโดยเฉพาะ อโกด้า มีที่พักกว่า 200 แห่ง ในเมืองซานตาบาร์บารา ให้ได้แวะนอนพักผ่อนชาร์จเอนเนอร์จี้ เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ สุโขทัย, ประเทศไทย จังหวัดอันเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเส้นทางปั่นจักรยานที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม เริ่มต้นเส้นทางโดยปั่นเลียบคลองแม่รำพันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก เพื่อชื่นชมวิถีชีวิตของคนริมคลอง ต่อด้วยเส้นเลียบผ่านหมู่บ้านชนบทชมวิวนาข้าวเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา และจบเส้นทางในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่วัดช้างล้อม อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์เก่าแก่ทรงลังกา ยกฐานล้อมรอบด้วยช้างปูนปั้นขนาดใหญ่แกะสลักสวยงามจำนวน 39 เชือก ไม่ไกลจากตัวเมืองสุโขทัยนักคือที่ตั้งของ Hotel De Peal Sukhothai โรงแรมที่ตกแต่งสไตล์วินเทจให้อารมณ์คลาสสิก พร้อมทั้งยังมีร้านกาแฟและสปาไว้ให้บริการผู้เข้าพักด้วย  

By MercedesBenz

ย่าน อโศก-พระราม 9 เป็นพื้นที่ทำเลทองน่าจับตามองปักหมุดหมายในใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างรอบด้าน ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นโซนที่น่าอยู่ที่สุดย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ และยังเชื่อมต่อถนนสายสำคัญหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนเพชรบุรี สุขุมวิท รัชดาภิเษก และทางด่วนยกระดับ ฯลฯ อีกทั้งบนถนนเพชรบุรี และ อโศก-สุขุมวิท ยังเป็นจุดบริการขนส่งสาธารณะในเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำเลนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่ดึงดูดความสนใจหมายตา สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านพักอาศัยที่สามารถตอบทุกความต้องการ ทั้งในด้านการเดินทางสัญจรสะดวกสบาย มีทางเลือกมากมายในการเดินทางสู่ใจกลางเมือง หรือแม้แต่การเดินทางออกยังชานเมืองได้โดยง่าย โลเคชั่นอันแวดล้อมด้วยทัศนียภาพชวนสุนทรีย์ ที่ไม่ต้องเดินทางไกล ก็ได้แฮงเอาท์ยังจุดหมายพักผ่อนแบบคนเมือง ลักษณะเฉพาะของโครงการและแนวคิดที่น่าสนใจ เอคิว เวลล์ พระราม 9 บ้านพักสุดหรู สไตล์ Modern Luxury นิยามใหม่ของคุณภาพชีวิตที่ดี ที่นี่คือคำตอบของคนเมืองที่ต้องการมากกว่าที่พักอาศัย หนึ่งในโครงการบ้านเดี่ยวน้องใหม่ ภายใต้การบริหารงานโดย AQ ESTATE มอบสัมผัสอันอบอุ่น ทันสมัย และหรูหราในตัว ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้สโลแกน Blueprinting Your Future “เราเห็นอสังหาริมทรัพย์เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพราะไม่ว่าโครงการใดก็อาจเป็นบ้านให้คุณได้ แต่จะมีสักกี่แห่งที่สามารถสร้างกําไรให้คุณได้ เมื่อคุณต้องการก้าวไปสู่อีกขั้นของชีวิต”   ดีไซน์และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ โครงการ เอคิว เวลล์ พระราม 9 (AQ WELLE) สุดหรู ใจกลางเมือง เพียง 18 ยูนิต บนพื้นที่ 7 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ตั้งอยู่บนพื้นที่อันเงียบสงบ แวดล้อมด้วยบรรยากาศโปร่งสบาย ทางเข้าสู่โครงการเต็มไปด้วยความร่มรื่นของแมกไม้เขียวสดชื่น เสียงธรรมชาติของนกนานาชนิดที่หาฟังได้ไม่ง่ายในพื้นที่ป่าเมือง ตัวบ้านถูกออกแบบจัดวางในไลน์ที่สามารถมองไกล ไม่มีสิ่งกีดขวางบดบังให้รำคาญสายตา เห็นวิวแบบ 180 องศาพาโนราม่า จากบานหน้าตาขนาดใหญ่พิเศษ เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อนบ้านแบบคอมมูนิตี้ ด้วยพื้นที่สนามหญ้าเป็นดั่งลานกิจกรรมส่วนกลาง สำหรับเดินเล่นออกกำลังกายยามเช้า ยามเย็นรับอากาศบริสุทธิ์ บ้านพัก 3 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน ในราคาเริ่มต้น 33 ล้านบาท โครงการลักซ์ซูรี่ ที่เต็มไปด้วยพลังในแนวคิดสร้างสรรค์สไตล์คนรุ่นใหม่ กลั่นไอเดียที่มีดีไซน์ไม่ซ้ำใคร ครีเอททุกฟังก์ชั่นตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลึกซึ้ง และชาญฉลาดด้วยการจัดสรรค์พื้นที่ใช้สอย อันเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ ในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ให้สามารถปรับแต่งฟังก์ชั่นได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการด้วยตัวเอง เลือกใช้วัสดุคุณภาพอย่างมีรสนิยม ใส่ใจในทุกรายละเอียด มอบทุกสัมผัสอันอบอุ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดรับกับความโอ่โถงของดีไซน์ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายกาย สบายใจ เมื่ออยู่อาศัยตลอดวัน นี่คือความเหนือชั้นอย่างมีระดับของ เอคิว เวลล์   และยังมีแนวคิดที่เข้าถึงการใช้ชีวิตของคนยุค 2019 ที่เปลี่ยนไปอันมีความเป็นปัจเจกช่างเลือก และใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวกันมากขึ้น ตามวิถีคนเมืองที่มีวิธีบาลานซ์ชีวิตรอบด้าน ในเวลาเดียวกันก็ยังให้ความสนใจกับเรื่องราวรอบตัวไม่พลาดในข่าวสารบ้านเมือง และสนุกกับการใช้ชีวิต ไปพร้อมกับการมองหาความยั่งยืนในอนาคต ในที่แห่งความสุขและสงบแบบบ้านพักส่วนตัวอีกด้วย การมองหาบ้านสักหลังที่เป็นได้ทั้งชีวิต สามารถติ๊กเครื่องหมายถูกตอบโจทย์ได้ทุกข้อ และยังเติมเต็มความลงตัวได้อย่างที่ตั้งใจ จึงถือได้ว่า เอคิว เวลล์ เป็นไลฟ์สไตล์โฮม ที่เป็นคำตอบของคนเมืองยุคนี้อย่างแท้จริง พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน สิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยพื้นที่ใช้สอย 449 ตารางเมตร แบ่งสัดส่วน 1 Penthouse 2 ห้องนอน และห้อง Maid ด้วยฟังก์ชั่น 4 ห้องน้ำ 1 ห้อง Powder Room และ 1 ห้องน้ำ Maid พร้อมส่วนรับแขก ส่วนรับประทานอาหาร ส่วนนั่งเล่น ห้องครอบครัว และพื้นที่อเนกประสงค์ พร้อมครัวยุโรป ครัวไทย ส่วนซักล้าง ห้องเก็บของ 2 ห้อง ลิฟต์โดยสาร 1 ตัว และพื้นที่เฉลียงขนาดใหญ่ ที่จอดรถหน้าบ้าน 3 คัน สวนในบ้าน ต้นจันผา และสวนกรวด   สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, ห้องออกกำลังกายโยคะ มวย, ร้านสะดวกซื้อ, ระบบรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบกล้องวงจรปิดรอบโครงการ, สวนพักผ่อนขนาดใหญ่, ที่จอดรถส่วนกลางกว่า 100 คัน   การเดินทาง ถนนพระราม 9 ผ่านแยกประดิษฐ์มนูธรรม มุ่งหน้าไปทางแยกดินแดง ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ใช้ช่องทางซ้ายไปทางถนนจตุรทิศ ประมาณ 800 เมตร เลี้ยวซ้าย ประมาณ 500 เมตร โครงการอยู่ด้านซ้ายมือ •สะดวกในการเดินทางไปสุวรรณภูมิ เพียง 30 นาที ด้วยมอเตอร์เวย์ •สะดวกในการเดินทางเข้าสู่สีลม สาทร ด้วยทางด่วนพิเศษศรีรัช   สถานที่ใกล้เคียง ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า แกรนด์ พระราม9 โชว์ ดี ซี ท็อปส์ มาร์เก็ต อาร์.ซี.เอ Shinsen Fish Market J Avenue Thonglor Don Don Donki Thailand โรงพยาบาล โรงพยาบาลพระรามเก้า โรงพยาบาลปิยะเวท โรงพยาบาลกรุงเทพ สถานศึกษา  Modern International School โรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ Prasarnmit Demostration School Australian International School มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Shrewsbury International School Bangkok อื่นๆ  สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ วัดอุทัยธาราม   ข้อมูลโครงการ ชื่อโครงการ เอคิว เวลล์ บริหารงาน บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ ถนนจตุรทิศ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ลักษณะโครงการ  บ้านพักอาศัย จำนวนยูนิต 18 ยูนิต (และโครงการในอนาคตเฟส 2) พื้นที่โครงการ  7 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา   รับส่วนลดพิเศษ เมื่อลงทะเบียน กับ เอคิว เวลล์ บ้านพักสุดหรู ใจกลางเมือง ราคาเริ่มต้นที่ 33 ล้านบาท และพิเศษเมื่อลงทะเบียนตอนนี้ รับส่วนลดพิเศษ 500,000 บาท *ภายใต้เงื่อนไขของบริษัทกำหนด   ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษได้ที่ : http://aqestate.com/th/โครงการ/บ้านเดี่ยว/aq-welle ติดตาม AQ Estate ช่องทางอื่นๆได้ที่ IG : www.instagram.com/aqestate Facebook : https://www.facebook.com/AQEstate Youtube : AQ Estate.TV

By MercedesBenz

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์ ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบ ในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ” ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ

By MercedesBenz

เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตสายพันธุ์แรงระดับแถวหน้าของโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น พร้อมจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการขนทัพรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ครบทั้งตระกูลในทุกเซ็กเมนต์ พาสื่อมวลชน และลูกค้าก้าวข้ามขีดความสามารถขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 13 - 21 ตุลาคม 2561 กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้แบ่งผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี พร้อมแบบฝึกหัดสุดท้าทายในการขับขี่แบบเต็มสนาม โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับประสบการณ์จริงจากการฝึกทักษะแต่ละด้าน และได้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมอันก้าวล้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของแนวคิดในการผลิตรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งความพิเศษคือการเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของตระกูลซี-คลาส และการยกระดับสมรรถนะ ด้วยการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ รวมถึงเพิ่มเติมความหรูหราและความสปอร์ตภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นกว่าที่เคย Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ รถยนต์ตัวแรงที่สุดที่เคยมีมาในรถยนต์ตระกูล  E-Class ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตร 612 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.4 วินาที และสุดท้ายกับ Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตคูเป้เจนเนอเรชั่นล่าสุดในกลุ่ม Dream Car

By MercedesBenz

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ไปกันได้ ชวนเพื่อนๆของคุณออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่กับ Mercedes-AMG รถยนต์คูเป้ที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถซุปเปอร์คาร์! Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4 ประตูสไตล์คูเป้ รถซุปเปอร์สปอร์ตสี่ประตูคันแรกจากโรงงาน Affalterbach ที่ถูกออกแบบมาเพื่อประกาศศักดาบนสนามแข่งระดับโลก ด้วยคุณสมบัติความเร็วสูงสุด 315 กม. / ชม. และอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 3.2 วินาที! นอกจากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม AMG รุ่นนี้ยังมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือระดับ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ในทุกๆ วันโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตรที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง AMG Speedshift MCT 9G อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ ก็มีกระจังหน้า AMG แบบพิเศษ ฝากระโปรงหน้าพร้อมพาว์เวอร์โดมคู่ ด้านหน้ารถที่มีการออกแบบคล้ายหน้าปลาฉลาม ไฟหน้า Multibeam LED พร้อมไฟท้าย LED และไฟเลี้ยวเฉพาะแบบ GT ประตูแบบไร้กรอบหน้าต่าง และแพนอากาศ (aerofoil) ด้านหลังก็สามารถตั้งค่าได้หลายตำแหน่ง รถคูเป้คันนี้ มาพร้อมกำลังเครื่องยนต์สามระดับ และจะมีรุ่นพิเศษเพิ่มเติมในการเปิดตัว ด้วยตัวเลือกการตกแต่งภายในและภายนอกอันหลากหลาย รวมถึงโหมดขับขี่ถึงหกโหมด อย่างเช่น Slippery, Race และ Individual เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้ดึงดูดใจได้ทั้งนักแข่งและผู้ที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วย Mercedes-AMG GT 63 S 4Matic+ 4-Door Coupe สี: designo brilliant blue magno ระบบส่งกำลัง: AMG Speedshift MCT 9G กระบอกสูบ: V8 ขนาดเครื่องยนต์ (cc): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 470/5,500 to 6,500 ความเร็วสูงสุด: 315 กม./ชม. (Drivers Package) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.2 วินาที อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (ลิตร/100 กม.) ในเมือง: 15.2 ระหว่างเมือง: 8.9 ผสม: 11.3 อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (กรัม/กม.): 257 คลาส: F

By MercedesBenz

ความคลาสสิคจะคงอยู่ไปตลอดกาล รถ SUV ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1979 ก็ยังคงมีความโดดเด่นในเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรด ความสามารถในด้านต่างๆ รวมไปถึงการผลักดันตัวเองกลับให้กลับมาบนท้องถนนได้อีกครั้ง ไม่มีรถยนต์รุ่นไหนที่น่ายกย่องเท่ากับ G-Class อีกแล้ว รถที่ผ่านเส้นทางทุกรูปแบบมาตั้งแต่ปี 1979 โดยแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์เลย และเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการสร้าง G-Class ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยรักษาความเป็นต้นแบบเอาไว้เกือบทั้งหมด มันจะยังคงเป็น G-Class แบบต้นตำรับ แต่ได้รับการปรับให้ทันสมัยและเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม G-Class รุ่นใหม่อาจจะมองดูไม่แตกต่างจากรถยนต์รุ่นเดิมเมื่อมองครั้งแรก เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนภายนอกน้อยมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า มีเพียงแค่มือจับประตู กรอบไฟหน้า และฝาครอบล้ออะไหล่เท่านั้น รถยนต์รุ่นใหม่นี้มีขนาดตัวถังที่ยาวขึ้น 5 เซนติเมตรและกว้างขึ้น 13 เซนติเมตรเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ตำแหน่งของล้อรถและกันชนขยับเข้ามาในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับตัวถังมากขึ้น โครงรถแบบขั้นบันไดที่ แข็งแกร่งขึ้น การลดระดับเกียร์ให้ต่ำลง และระบบล็อกการทำงานของช่วงล่าง 3 รูปแบบ ช่วยให้ G-Class สามารถรับมือกับกรวดและการลุยน้ำลึก 70 เซนติเมตรได้อย่างง่ายดายกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับระยะสูงจากพื้นอีก 24 เซนติเมตร การปรับขึ้นลงด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบท่อไอเสีย และระบบดูดอากาศของเครื่องยนต์ ช่วงล่างแบบอิสระยังช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการขับขี่สูงสุด พร้อมกับระบบช่วยเหลือที่เหนือชั้น การเก็บรายละเอียดของงานด้วยมือ และอุปกรณ์ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของ S-Class นั้น ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถ การเปลี่ยนและระยะเวลาในการตอบสนองของเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดนั้นสั้นและไวขึ้นจากรุ่นเดิม รวมถึงการประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า นอกจากระบบการขับเคลื่อนบนท้องถนน 4 รูปแบบแล้ว ยังมี G-Mode ซึ่งจะเตือนผู้บริโภคเมื่อพวกเขาอยู่บนเส้นทางอันไม่พึงประสงค์ และทำการปรับเปลี่ยนยานพาหนะเป็นระบบการขับขี่แบบออฟโรดโดยทันที ไม่มียนตรกรรมรุ่นใดอีกแล้วที่จะมอบจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยภายใต้ความสบายอย่างเหนือชั้นเหมือนอย่าง G-Class รุ่นใหม่นี้ Mercedes-Benz G 500 สี: metallic obsidian black เกียร์: อัตโนมัติ 9 สปีด กระบอกสูบ: V8 ความจุของกระบอกสูบ (ลบ.ม.): 3,982 กำลังเครื่องยนต์ (กิโลวัตต์/นาที): 310/5,250–5,500 ความเร็วสูงสุด: 210 กม./ชม. อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิง (l/100 กม.)*: 14.9–14.2 (ในเมือง) 9.8–9.3 (ระหว่างเมือง) 11.7–11.1 (ผสม) อัตราการปล่อย CO2 (กรัม/กม.): 276–263 *ค่าต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพล้อ/ยาง คลาส: E เรื่อง MAYA MORLOCK, LAURA WAGNER

By MercedesBenz

เนื่องในปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เรามีราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันอันมีความงดงามและสำคัญยิ่ง ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จึงนำสัญลักษณ์อันเป็นคติความเชื่อของไทยที่มีมาแต่โบราณว่าด้วย ตำนานแห่งนพรัตน์​ อัญมณีมงคล ๙ ประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงสำหรับเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศและเป็นเครื่องประดับสำหรับทรงในการพระราชสงครามสำหรับพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเป็นเครื่องแทน ความศรัทธาและภักดีจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แนวความคิด การออกแบบ สัญลักษณ์ “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” เปิดความหมาย “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” การสร้างสรรค์ผลงานครั้งสำคัญ ของ คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จิตรกรสายเลือดไทยมือรางวัลระดับโลก รับหน้าที่ออกแบบสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 อันวิจิตรงดงามสู่ความเป็นสากลที่เหล่าแฟนนางงามตั้งตารอทั่วประเทศ เราได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ถึงการออกแบบครั้งนี้ว่า มณีนพรัตน์ รัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เป็นอัญมณีมงคล 9 ประการ คู่อารยธรรมไทย ประกอบด้วยเพชร และพลอยสำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ อันมีอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย ถือว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะ ซึ่งมีเทพดูแล โดยมีคุณ สมบัติในทางอันสำคัญที่ได้ถูกประดับอยู่บน ดารานพรัตน์ • เพชรดี – คือเพชรขาวรัตนของดาวพระศุกร์ สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย • มณีแดง – คือทับทิมแดงของดาวพระอาทิตย์ สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน • เขียวใสแสงมรกต – คือมรกตเขียวรัตนของดาวพระพุธ สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง • เหลืองสวยสดบุษราคัม – คือแซพไฟร์เหลืองทองรัตนของดาวพระพฤหัสบดี สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก • แดงแก่ก่ำโกเมนเอก – คือโกเมนเลือดหมูรัตนของดาวพระราหู สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน • สีหมอกเมฆนิลกาฬ – คือไพลินน้ำเงินรัตนของดาวพระเสาร์ สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณาความร่ำรวย • มุกดาหารหมอกมัว – คือมูนสโตนรัตนของดาวพระจันทร์ สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู • แดงสลัวเพทาย – คือเพทายส้มรัตนของดาวพระอังคาร สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ • สังวาลย์สายไพฑูรย์ – คือพลอยตาแมวรัตนของดาวพระเกตุ สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ “ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์อันมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นองค์พระประมุขของประเทศ และด้วยความรักความศรัทธาใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามและทรงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในสุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก พระผู้พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงในด้านต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง จึงทรงได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ดังนั้น พระเกียรติคุณของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์งานของผมเสมอมา ด้วยความประทับใจผมจึงได้ศึกษาค้นคว้าการวาดฉลองพระองค์ สนใจในความงดงามของการวาดเครื่องประดับ ด้วยมิติลวดลายของเครื่องทรงแห่งพระเกียรติยศที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์แห่งพระราชินีของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความอ่อนหวานคลาสสิค เข้มแข็ง เฉียบคม สูงค่าและสง่างาม และด้วยความงดงามยิ่งแห่งพระปั้นเหน่ง รัดพระองค์ (หัวเข็มขัด) ของสมเด็จพระนางเจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยมิติความมีพลังของเส้นและรูปทรง ที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างของสัญลักษณ์ในครั้งนี้ อันน้อมมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและกำลังใจแด่คณะทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับอัญมณีพิสุทธิ์แห่งนพรัตน์นั้น เป็นรัตนชาติแห่งดวงดาวทั้ง 9 ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ ซึ่งอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะจักรวาล ที่เปล่งรัศมีให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเสริมสร้างบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง นำมาซึ่ง ความรัก ความกล้าหาญ เสริมส่งเกียรติยศและความสำเร็จ ฯลฯ ตามคติความเชื่อแห่งรัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอันสืบทอดมาแต่สมัยโบราณกาล ผมจึงได้นำสีของอัญมณีทั้ง 9 ชนิดมาเป็นหนึ่งในการออกแบบเฉดสีของ Key Visual ของงานในครั้งนี้ รวมถึงประสานความคิดจากรูปทรงของตัวอักษร M U T และ สัญลักษณ์ของดวงดาว (โลโก้หลักของ มิสยูนิเวิร์ส) เพื่อเป็นการแสดงจุดมุ่งหมายในการพิชิตมงกุฎนางงามจัๆกวาล มงกุฎที่ 3 ของคนไทยทั้งชาติ โดยสาวงามผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประเทศต้องถึงพร้อมด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเข้มแข็ง ดั่งคำว่า Empowering Beauty เปล่งประกายไปด้วยแสงจาก “มงกุฎแห่งดวงดาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของคนไทยทั้งประเทศ” ที่จะส่องสว่างพร้อมกันในเดือนมิถุนายนนี้”

By MercedesBenz

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

By MercedesBenz

Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะอันเป็นภัยคุกคามมหาสมุทรของโลก ที่เกิดจากการทิ้งขยะพลาสติก เป็นความร่วมมือกับ “แปซิฟิค การ์เบจ สกรีนนิ่ง” (Pacific Garbage Screening) องค์กรผู้บุกเบิกเรื่องการอนุรักษ์มหาสมุทรของโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำของโลกให้สะอาด ด้วยการจัดเก็บขยะพลาสติกก่อนที่จะลงสู่มหาสมุทร ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39.50 มิลลิเมตร หน้าปัดสีน้ำเงิน Aqua Blue พร้อมวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว ที่สอดเคลือบด้วยเซรามิกสีน้ำเงินของท้องทะเล ฝาหลังประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) บรรจุมาในกล่องแบบพิเศษที่ทำขึ้นจากสาหร่าย วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลก  การเปลี่ยนของกระแสน้ำ โอริส มีความภูมิใจที่จะแนะนำ ประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition นาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรผู้บุกเบิกการอนุรักษ์มหาสมุทรที่เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงาน ข้อมูลสถิติแวดล้อมของพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรของเรานั้น ทำให้เกิดความยากในการอ่าน โครงการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้ทำการคำนวณว่า จำนวนขยะพลาสติกเกินกว่า 8 ล้านตัน ได้ไหลทะลักสู่มหาสมุทรในทุกๆ ปี นั่นเท่ากับจำนวนของรถขนขยะหนึ่งคันทุกๆ นาที องค์การสหประชาชาติเชื่อว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะในมหาสมุทรนั้นทำด้วยพลาสติก และนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นจำนวนถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ อ้างถึงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ภายในปี 2050 จะมีขยะพลาสติกในมหาสมุทร มากกว่าจำนวนปลา และประมาณร้อยละ 99 ของนกทะเลทั้งหมดจะกลืนกินขยะพลาสติก เป็นเวลายาวนานแล้วที่โลกปิดตา มองไม่เห็นสภาวะการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วง แต่เวลานี้มันถึงจุดที่ชีวิตของมนุษยชาติ กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม เนื่องจากวงจรของเราในห่วงโซ่อาหาร ที่เรากำลังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายจากวัสดุที่เป็นพิษ ที่เป็นอนุภาคเล็กๆ ในพลาสติกที่ปลากลืนกินเข้าไป และสุดท้ายปลาเหล่านั้นก็มาอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนกระแสน้ำ เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป   โอริส ได้ลงทุนและทำงานร่วมกับองค์กรเพื่ออนุรักษ์ทางทะเลชั้นนำของโลก หลายองค์กรในระยะเวลาหลายปีนี้ บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสอิสระ มีความมุ่งมั่นในปณิธานที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และได้นำเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติมาปรับใช้   ในเวลานี้ โอริสมีความภาคภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงความร่วมมือใหม่ กับ Pacific Garbage Screening (โครงการคัดกรองขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก) องค์กรผู้บุกเบิกที่ก่อตั้งได้ไม่นาน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้แหล่งน้ำของโลกสะอาด โดยการกักเก็บขยะพลาสติก ก่อนที่มันจะลงสู่มหาสมุทร เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงพันธกิจในครั้งนี้ โอริส ขอแนะนำประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition ที่ผลิตขึ้นจากนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำประสิทธิภาพสูง รุ่น Aquis กันน้ำได้ถึงระดับ 300 เมตร มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินไล่ระดับสี และวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล สื่อสัญลักษณ์ถึงความงดงาม และความสำคัญของน้ำ สัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของนาฬิกาเรือนนี้ นำเสนอมาในรูปแบบของเหรียญที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) ที่ประกอบเข้ากับฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกา ผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือน และบรรจุในกล่องแบบพิเศษ ที่ทำขึ้นจากสาหร่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   ‘นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition เป็นสื่อสัญลักษณ์ของปณิธานแห่งความมุ่งมั่นของเรา ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘โอริส ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ Pacific Garbage Screening ซึ่งเป็นโครงการที่มีแนวความคิดใหม่ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของโอริส’   การกำจัดขยะ พันธมิตรใหม่ของโอริส Pacific Garbage Screening กำลังดำเนินการจัดทำแพลทฟอร์มลอยน้ำต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้เก็บขยะพลาสติกจากมหาสมุทรของโลก จากการวิจัยในปัจจุบันระบุให้เห็นว่า เราประสบกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างร้ายแรง มหาสมุทรทุกแห่งของเราเต็มไปด้วยขยะพลาสติก การปฏิบัติตนที่ขาดความรับผิดชอบทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้น และทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ก็กำลังได้รับความเดือดร้อน แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้คำนวณว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวยุโรปรับเอาไมโครพลาสติกในปริมาณ 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลาทะเล ในปี 2016 รายงานโดยสมาคมการค้ายุโรป Plastics Europe (พลาสติกยุโรป) ได้ประมาณการว่าภายในปี 2050 ขยะพลาสติกปริมาณสองพันล้านตันจะไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 322 ล้านตันในปี 2015 ถ้าปริมาณการทิ้งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในอัตราปัจจุบัน   อะไรที่เราสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้? เป็นที่ชัดเจนว่า ธุรกิจทั้งหลายตลอดจนบุคคลทั่วไป มีหน้าที่ร่วมกันในการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น แต่เราก็ยังต้องการอีกหลายแนวความคิดใหญ่ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ในปัจจุบัน และซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรของเรา โอริส มีความภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงพันธกิจใหม่กับองค์กรใหม่ผู้บุกเบิก ที่ชื่อว่า “Pacific Garbage Screening” องค์กรที่ทำงานในการแก้ปัญหาเชิงปฏิวัติเพื่อช่วยทำความสะอาดมหาสมุทรของเรา แนวความคิดขององค์กรก็คือ การทำแพลทฟอร์มแบบลอยตัวที่จะนำไปตั้งอยู่ในแม่น้ำ และบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อทำการเก็บและนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรสภาพให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ โครงสร้างขนาดมหึมาที่จัดเก็บขยะพลาสติกทุกชนิด แม้กระทั่งไมโครพลาสติก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘การตกตะกอนแบบพลิกกลับ – inverted sedimentation’ โดยแผ่นครีบที่อยู่ใต้ผิวน้ำจะทำให้กระแสน้ำนิ่งสงบลง แล้วผลักขยะพลาสติกที่อยู่ใต้น้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ และแท่นแพลทฟอร์มก็สามารถที่จะช้อนเก็บมันออกมาได้   ‘นี่เป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนเกมวิธีการแก้ปัญหา ที่มหาสมุทรทุกแห่งในโลกของเราต้องการ’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘เรามีความภูมิใจที่ได้ให้การสนับสนุน Marcella (มาร์เซลล่า) และ โครงการของ Pacific Garbage Screening และรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นการพัฒนาแนวความคิดนี้ เราเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ มันเป็นความคิดที่ชาญฉลาด ซึ่งในขณะนี้ทีมงานของ Pacific Garbage Screening กำลังสร้างต้นแบบที่พวกเขาสามารถทดสอบเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้’ และในขณะที่ Marcella Hansch (มาร์เซลล่า แฮนช์) เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง และผู้ก่อตั้งโครงการ Pacific Garbage Screening (PGS) และยังเป็นสถาปนิกอีกด้วย เธอได้อธิบายถึงวิสัยทัศน์ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก   อะไรคือ Pacific Garbage Screening? “PGS เป็นโครงการเพื่อทำความสะอาดขยะพลาสติกในมหาสมุทร ความคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาสถาปัตยกรรมของดิฉัน เป็นแพลทฟอร์มลอยน้ำ ที่วางไว้ในตำแหน่งวงวนของน้ำในมหาสมุทร (รูปแบบการเคลื่อนที่เป็นวงกลมของกระแสน้ำในมหาสมุทร) เพื่อคัดกรองขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ก่อตั้งสมาคมที่ไม่หวังผลกำไร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อทำความคิดให้กลายเป็นจริง องค์กรนี้จึงกลายมาเป็น Pacific Garbage Screening”   เป้าหมายของโครงการคืออะไร? “เรามีสองเป้าหมาย ประการแรก คือ เพื่อพิสูจน์แนวความคิด และปรับแพลทฟอร์มให้เป็นต้นแบบที่ใช้งานได้ในแม่น้ำและปากแม่น้ำต่างๆ ประการที่สอง คือ การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษของขยะพลาสติก และการช่วยลดการใช้พลาสติกทั่วโลก”   อะไรคือ แพลทฟอร์ม ของ Pacific Garbage Screening และมันทำงานอย่างไร? “ตัวแพลทฟอร์ม คือ วัตถุที่มีลักษณะคล้ายสมอเรือ ดังนั้นมันจึงไม่มีการขับเคลื่อน และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และทำงานเหมือนอ่างตะกอนแบบพลิกกลับ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของมันจะช่วยทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรนิ่งสงบลง และจากนั้น เนื่องจากการหยุดนิ่งของกระแสน้ำ และความหนาแน่นที่ต่ำของพลาสติก ชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ ก็จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบตัวกรอง เช่น พวกตาข่ายต่างๆ แต่อย่างใด นั่นหมายถึงปลาและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรก็จะไม่ได้รับอันตราย”   คุณจะวางแพลทฟอร์มเหล่านี้ไว้ที่ใดบ้าง? “เราทราบว่า ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะพลาสติก ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านทาง 10 แม่น้ำสำคัญของโลก เราจะทำการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าแพลทฟอร์มจะบรรลุประสิทธิภาพขั้นสูงสุด และเกิดผลกระทบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในมหาสมุทร อีก 20 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำไปขนทิ้งทางเรือ”   จะใช้เวลานานเท่าไรในการสร้าง? “ในขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเรื่องการออกแบบ และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการวิจัย ภายในห้าปีข้างหน้าเราวางแผนที่จะทำการจำลองแบบการคำนวณ และการทดสอบแบบจำลอง ในขั้นตอนแรกจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพิสูจน์แนวคิด โครงการนี้จะต้องกำหนดว่าแพลทฟอร์มจะต้องมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้วัสดุอะไรที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”   รุ่นแรกจะเปิดตัวได้เมื่อไหร่? “มันขึ้นอยู่กับเงินทุน และผลลัพธ์ของโครงการวิจัย แต่เป้าหมายของเราคือการเปิดตัวต้นแบบแรกในอีกห้าปีข้างหน้า”   จะทำอย่างไรกับขยะพลาสติกที่เก็บมาได้? “พลาสติกจะไม่เปล่าประโยชน์ แต่เป็นทรัพยากรบนโลกของเรา มันควรจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อความยั่งยืน ขณะนี้เรากำลังทำการวิจัยว่าแพลทฟอร์มจะจัดการกับขยะพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาอย่างไร ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ”   ปริมาณขยะพลาสติกมีอยู่เท่าไรในท้องทะเลขณะนี้? “เนื่องจากไม่มีวิธีที่จะวัดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรได้อย่างแน่ชัด ตัวเลขทั้งหมดจึงเป็นค่าประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการคำนวณไว้ว่า ขยะพลาสติกประมาณ 700 ตัน กำลังไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ชั่วโมง ตัวเลขจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้น เว้นแต่ถ้า เราเรียนรู้ที่จะควบคุมการบริโภค และมีวิธีจัดการกับขยะพลาสติก เราทุกคนควรจะวิตกกังวลกันให้มาก ถ้าหากยังไม่ตื่นกลัวกับตัวเลขเหล่านี้”   อะไรคือผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม? “ปัญหาขยะพลาสติกกำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อมหาสมุทร และห่วงโซ่อาหารของโลกเรา มหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรของชีวิต และผลิตออกซิเจนประมาณร้อยละ 50 ของโลก ปลาจำนวนมากกำลังได้รับสารปนเปื้อนจากพลาสติกไปแล้ว มันเป็นปัญหาระดับโลก และผลที่ตามมาก็เป็นที่ประจักษ์ไปแล้วทั่วโลก”   เป็นความรับผิดชอบของใครในการแก้ปัญหานี้? “เราทั้งหมดต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ในฐานะผู้บริโภค ดังนั้นเราทุกคนควรที่จะแสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา แผ่นผืนขยะนั้นลอยอยู่เหนือน่านน้ำต่างๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีใครที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับมัน มันจึงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงองค์กรอิสระต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น”   เราสามารถมีบทบาทอะไรในการแก้ปัญหานี้? “ทุกคนสามารถทำได้คือ ต้องลดปริมาณการใช้พลาสติกในทุกวัน!”   ความร่วมมือกับ โอริส มีความเป็นมาอย่างไร? “เราได้รับการติดต่อผ่านทางงานแสดงภาพยนต์เกี่ยวกับมหาสมุทรสากล (International Ocean Film Tour) และเริ่มความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือกัน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสะอาดของมหาสมุทร ซึ่งมันชัดเจนว่า โอริส มีความทุ่มเทในเรื่องความสะอาดของมหาสมุทร”   ความร่วมมือในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? “เรากำลังทำงานร่วมกันในการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษจากพลาสติก เราจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเราร่วมมือกัน นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของ โอริส จะเป็นส่วนสำคัญให้การรับรู้ และสร้างความตระหนักรู้”   และสุดท้ายนี้ สำหรับคุณแล้ว การดำเนินตามวิถีของตนเอง มีความหมายว่าอะไร? “การทำสิ่งที่ดิฉันรัก และเกิดผลในเชิงบวกต่อโลกของเรา”   ห่วงโซ่อาหารที่เป็นพิษ “เมื่อไมโครพลาสติกที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ดูดซับสารที่เป็นอันตราย พวกมันก็จะกลายเป็นพิษ เมื่อพวกมันเข้าไปสู่ทะเล มันจะเป็นการเริ่มการเดินทางที่ไปสิ้นสุดบนโต๊ะอาหารของคุณ” 1. แพลงค์ตอนพืช พืชเซลล์เดี่ยว ที่อาศัยอยู่ในชั้นพื้นผิวน้ำ และทำการสังเคราะห์แสงโดยอาศัยแสงอาทิตย์ 2. แพลงค์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์สัตว์ ที่ดำรงชีวิตด้วยอยู่แพลงค์ตอนพืช ที่รายล้อมไปด้วยอนุภาคไมโครพลาสติกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 3. ไมโครพลาสติก อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดไม่เกิน 5 มม.แยกออกจากกันในมหาสมุทรที่ดึงดูด และสะสมมลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) 4. ปลาแฮร์ริ่ง ยังชีพด้วยปลาขนาดเล็ก และแพลงค์ตอนสัตว์ บริโภคไมโครพลาสติก ดังนั้นสารเคมีต่างๆ เช่น มลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) เข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิต 5. ปลาทูน่า ยังชีพด้วยปลา เช่น ปลาแฮร์ริ่ง หลังจากเวลาผ่านการบริโภคมลพิษสารอินทรีย์ถาวรในปริมาณที่สม่ำเสมอ จะเริ่มทำให้เกิดการสะสมเป็นปริมาณมาก 6. มนุษย์ ยังชีพด้วยปลา ชาวยุโรปบริโภคไมโคร พลาสติกเข้าไปในปริมาณมากถึง 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลา ปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่ยังคงอยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นยังไม่ทราบได้ Oris Clean Ocean Limited Edition นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นบนฐานของตัวเรือน รุ่น Oris Aquis ประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) บนฝาหลังของตัวเรือน รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน สเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น วงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล ขนาด 39.50 มม. (1.555 นิ้ว) หน้าปัด สีฟ้าน้ำทะเล วัสดุเรืองแสง เข็ม และขีดแสดงเวลาพิมพ์ทับด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ โค้งรูปโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน ฝาหลัง สเตนเลสสตีล ขันสกรู ประดับเหรียญทรงกลมทำด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) กลไกปรับตั้งเวลา มะยมนิรภัยสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว สายนาฬิกา สายสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น พร้อมเฟืองล็อคสายนิรภัย สเตนเลสสตีลแบบบานพับพร้อมส่วนปรับขยายสาย การกันน้ำ ถึงระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)   กลไก หมายเลขเครื่อง Oris 733 การทำงาน เข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาทีจากจุกศูนย์กลาง หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกปรับตั้งวันที่ กลไกปรับตั้งเวลาแบบละเอียด และกลไกหยุดเข็มวินาที การขึ้นลาน ระบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง จำนวนจำกัด 2,000 เรือน แต่ละเรือนบรรจุในกล่องที่ด้านนอกหุ้มด้วยวัสดุที่ทำจากสาหร่าย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประดับด้วยพลาสติกรีไซเคิล   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555

By MercedesBenz

SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ย้อนกลับไปปี 1969 นับเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ที่มวลมนุษยชาติต่างต้องจารึก เมื่อ “นีล อาร์มสตรอง” และ “บัซ อัลดริน” กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยหนึ่งในนั้นยังสวมใส่ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล (OMEGA Speedmaster Professional) สัญลักษณ์แห่งความช่างประดิษฐ์ที่พาเราบุกเบิกสู่พรมแดนใหม่ จนได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนแรก ที่สวมใส่บนดวงจันทร์อย่างแท้จริง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับความสำเร็จ ของภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของโครงการอพอลโล 11 ในครั้งนั้น โอเมก้า (OMEGA) จึงได้ผลิตเรือนเวลารุ่นพิเศษ ที่ชวนรำลึกถึงวันแห่งความอาจหาญ กับ SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ในจำนวนจำกัดเพียง 6,969 เรือนเท่านั้น STILL A PIONEER แม้จะล่วงเลยมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 1969 ที่สปีดมาสเตอร์ (Speedmaster) ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับการสำรวจอวกาศอย่างยิ่งใหญ่ โอเมก้ายังคงส่งมอบเรือนพิเศษ เพื่อรำลึกถึงภารกิจแห่งมวลมนุษยชาตินี้เรื่อยมา ล่าสุดกับวัสดุเอ็กซ์คลูซีฟที่จดสิทธิบัตรเพื่อเป็นเอกสิทธิ์พิเศษของแบรนด์อย่าง มูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต (18K Moonshine™ gold) โดยโทนสีของทองคำชนิดใหม่นี้จะอ่อนและนวลกว่าเยลโลว์ โกลด์ที่ใช้ดั้งเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับความทนทานของสีและเงางามตราบนานเท่านานอีกด้วย   ENGINEERING AT ITS BEST นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของภารกิจพิชิตดวงจันทร์อพอลโล 11 เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้จึงคงความคลาสสิคของตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 ไว้อย่างครบถ้วน กับตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลส สตีล และขอบตัวเรือนสีดำขัดเงารังสรรค์จากเซรามิก [ZrO2] ที่ผ่านกระบวนการผลิตอันซับซ้อน พร้อมประดับตัวเลขบนมาตรวัดทาคีมิเตอร์ด้วยเซร่า โกลด์ (OMEGA Ceragold™) เพิ่มความสง่างามยิ่งขึ้นด้วยอินเด็กซ์ โลโก้ และเข็มบอกเวลา รังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต ตัดกับพื้นหน้าปัดสีเทาดำอย่างลงตัว ICONIC TRIBUTES นอกจากความล้ำค่าของวัสดุพิเศษประจำปีนี้แล้ว บนพื้นหน้าปัดยังแฝงไปด้วยดีเทลที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งหมดรังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต เริ่มต้นจาก เลข 11 ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา ที่สื่ออย่างตรงไปตรงมาถึงยานอพอลโล 11 ต่อด้วยภาพแกะสลักด้วยเลเซอร์ของ “บัซ อัลดริน” ขณะไต่ลงจากยานอพอลโล 11 เพื่อลงมาเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ บนวงหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เมื่อพลิกไปส่วนของฝาหลัง ก็จะได้พบกับรอยเท้าของนักบินอวกาศซ่อนอยู่ใต้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งถูกแกะสลักไว้อย่างประณีตด้วยเลเซอร์บนพื้นสีดำที่จำลองรอยเท้าที่ประทับบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อย่างสมจริง ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยประโยคในตำนานของ “นีล อาร์มสตรอง” ที่ว่า “THAT’S ONE SMALL STEP FOR A MAN, ONE GIANT LEAP FOR MANKIND” ด้วยตัวอักษรชุบมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต   THE CASEBACK วงแหวนฝาหลังด้านนอก ได้รับการแกะสลักข้อความว่า APOLLO 11, 50th ANNIVERSARY, LIMITED EDITION รวมถึงหมายเลขลำดับนาฬิกาที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดด้วยตัวอักษรสีดำ ขณะที่ข้อความว่า NAIAD LOCK, Cal. 3861 และ CO-AXIAL MASTER CHRONOMETER แกะสลักอย่างกลมกลืนไปกับเนื้อสแตนเลส สตีล   MOONWATCH MOVEMENT ก้าวไปอีกขั้นสำหรับมูนวอชท์ กับกลไกล่าสุด OMEGA Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 3861 ที่ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 4 ปี เพื่อยกมาตรฐานการแสดงเวลาของโอเมก้า ให้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งกว่าเดิม สามารถต้านทานต่อสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 gauss และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงในระดับมาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ (Master Chronometer) โดยยังคงสัดส่วนของกลไกให้มีขนาดเท่ากับ คาลิเบอร์ 1861 ทุกประการ   ASTRONAUT KIT เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสายนาฬิกาสแตนเลส สตีลขัดเงาตัดสลับขัดด้าน ที่สำคัญยังประทับตราสัญลักษณ์โอเมก้าสไตล์วินเทจ Ω ลงบนบานพับสำหรับล็อกสายนาฬิกาตามแบบฉบับตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 อีกด้วย กล่องนาฬิกาออกแบบพิเศษในสไตล์ NASA ภายในประกอบด้วย SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ที่จัดแสดงอย่างสง่างามบนดิสเพลย์ดีไซน์คล้ายกับยานสำรวจดวงจันทร์ (Lunar Module) มาพร้อมอุปกรณ์เปลี่ยนสาย และสายสำรองที่ออกแบบพิเศษ โดยใช้วัสดุเดียวกับฉนวนกันความร้อนที่ช่วยให้ลูกเรือของจรวด Saturn V รอดพ้นจากความร้อนมหาศาล ขณะปล่อยตัวออกจากฐานไปสู่นอกโลก   SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition บนตัวเรือนสแตนเลส สตีล ผลิตจำกัดเพียง 6,969 เรือน ในราคา 335,000 บาท   สัมผัสนวัตกรรมชั้นเลิศและประสบการณ์เหนือระดับไปกับ OMEGA ได้ที่บูติคสาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959 สาขาสยามพารากอน โทร.02-129-4878 และ สาขาดิ เอ็มโพเรียม โทร.02-664-9550

By MercedesBenz

หลังจากที่ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแฟลกชิป ‘กาแลคซี่ เอส 10’ ไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดได้คว้าตัว “ลิซ่า-ลลิษา” สาวไทยหนึ่งเดียวในเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ‘แบล็กพิงก์’ ที่ตอนนี้กำลังติดลมบนโด่งดังไปทั่วโลกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เจเนอเรชั่นใหม่อย่างแท้จริง ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หน้าจอไร้ขอบ Infinity-O ที่ให้การแสดงผลอย่างเต็มจอ กล้องหน้าและกล้องหลังระดับ 4K รวมถึงดีไซน์ภายนอกที่ถูกออกแบบมาให้ดูดีมีระดับ ทำให้ตอบรับความต้องการคนเจเนอเรชั่นใหม่ที่รักในการเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ทั้งรูปแบบของการถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอ   หลังจากที่ซัมซุงสร้างความฮือฮาด้วยการมอบประสิทธิภาพอันเหนือชั้น บนพื้นฐานความต้องการในอนาคตให้กับผู้บริโภคแล้ว ครั้งนี้จะเป็นการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ด้วยการดึงซุปเปอร์สตาร์รุ่นใหม่ของวงการเคป๊อป อย่าง ‘ลิซ่า-แบล็กพิงก์’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการเพลงเกาหลีใต้ อีกทั้งยังสามารถสร้างตัวตนบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามถึง 19 ล้านคน และ Vlog ส่วนตัวบนยูทูป จนวันนี้ได้ขยายกลุ่มแฟนคลับไปทั่วโลก สอดคล้องกับแนวคิดของซัมซุงที่จะมาช่วยตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการก้าวข้ามการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบเดิมๆ   ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า-แบล็กพิงก์ เด็กสาวมากความสามารถสายเลือดไทยคนนี้ จะเป็นตัวแทนที่สะท้อนคุณสมบัติของคนเจเนอเรชั่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตั้งใจที่จะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เพื่อทำตามความฝัน อีกมุมหนึ่งเธอยังเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ที่เล่าประสบการณ์การทำงาน ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ ในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ผ่านชาแนลส่วนตัว ‘Lili’s Film’ บนยูทูป   ประสิทธิภาพอันทรงพลังของ ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 จะช่วยส่งเสริมให้เหล่าครีเอเตอร์สามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพและวิดีโอ ใน คุณภาพระดับ 4K ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมกับฟีเจอร์ Super Steady เทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวระบบดิจิทัล เลนส์ Ultra Wide ที่จะช่วยให้เก็บภาพมุมกว้างได้ถึง 123 องศา เสมือนภาพที่มองเห็นด้วยตาจริง รวมถึงฟีเจอร์ Composition Guide หรือการแนะนำการจัดวางภาพที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ภาพที่ออกมามีองค์ประกอบที่ลงตัว เฉกเช่นเดียวกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์มืออาชีพอย่างแท้จริง สามารถติดตามรายละเอียด ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 และรุ่นอื่น ๆ ได้ที่  https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-s10/

By MercedesBenz

โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ววันนี้ ด้วยจังหวัดภูเก็ตนั้นขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน พร้อมทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตันแห่งที่ 2 ในประเทศไทย ต่อจากโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุวิท กรุงเทพฯ “ประเทศไทยมีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราไม่หยุดนิ่งที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์โรงแรมซึ่งเติบโตเร็วที่สุดของเราสู่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต” มร.พอล ฮัทตัน รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน กล่าว “ในขณะที่เรายังคงขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของฮิลตันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี” โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท สามารถทำให้คุณได้รื่นรมย์กับสถานที่พักผ่อนใจกลางหาดป่าตอง ทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลอันดามันได้จากชายหาดแสนสวยที่อยู่ตรงข้าม รีสอร์ทตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูเก็ตอีกมากมาย อาทิ ซอยบางลา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน และตลาดบ้านซ่าน โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากเมืองภูเก็ต และ 60 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต “ในโอกาสที่ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ฉลอง 50 ปี เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโรงแรมทั่วโลกแล้วถึง 560 แห่ง ใน 45 ประเทศ” แขกผู้เข้าพักจะสามารถรื่นรมย์ไปกับตัวเลือกในการพักผ่อนอันหลากหลาย ในขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นส่วนตัว โดยเริ่มจากการต้อนรับด้วยคุกกี้ช็อคโกแลตชิพอบร้อนๆ” กล่าวโดย มร.ชอน แมคเคเทียร์ รองประธานอาวุโส เครือดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ด้วยห้องพักและห้องสวีทถึง 290 ห้อง มีขนาดตั้งแต่ 35 – 350 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาพร้อมระเบียงห้องพักที่ให้คุณได้รับชมวิวสวนอันเขียวขจีและเงียบสงบ และวิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ทั้งนี้ยังเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในภูเก็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลคีย์ โดยให้บริการร่วมกับการเช็คอินแบบดิจิทัล ทั้งนี้ฮิลตัน ออนเนอร์ส แอปพลิเคชัน ยังเป็นโปรแกรมสมาชิกที่แรกที่ให้ลูกค้าสมาชิกสามารถเลือกห้องพักที่ต้องการได้ผ่านทางแอปพลิเคชันอีกด้วย แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ทั้ง 3 สระ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกนอนอาบแดด ณ หาดป่าตองอันมีชื่อเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีสอร์ท โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท นำเสนอห้องอาหารและบาร์ 5 แห่งให้เลือกใช้บริการดังนี้: เดอะพอร์ท ให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน เสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเมนูอาหารนานาชาติและอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ในช่วงมื้อกลางวัน และมื้อค่ำลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบริเวณห้องโถงด้านใน หรือระเบียงกว้างด้านนอก เดอะชอร์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ หรือแบบตามสั่ง ในแบบฉบับของดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบค็อกเทล หรือกาแฟชงพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินอาหารว่างมื้อเบาๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ที่ ล็อบบี้บาร์ หรือจะเลือกมานั่งที่ “บลา บลา บาร์” เพื่อรับลมชมวิวหาดป่าตองก็ได้ นอกจากนี้ยังมี สวิมอัพ บาร์ริมสระน้ำ ที่มาพร้อมที่นั่งใต้น้ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้รื่มรมย์กับวันพักร้อน รีสอร์ทแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดการประชุม สัมมนา และงานจัดเลี้ยงขนาดกลาง และขนาดย่อม ด้วยห้องประชุมอันดามัน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถรับรองลูกค้าได้มากถึง 396 ท่าน ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร มีเพดานสูง 8 เมตร พร้อมทั้งห้องโถงขนาดใหญ่ภายนอก และอุปกรณ์ภาพและเสียงอันทันสมัย รวมถึงผนังเลื่อนได้ สามารถแบ่งเป็นห้องประชุมย่อยได้ 2 ห้องอีกด้วย โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เป็นส่วนหนึ่งของฮิลตัน ออนเนอร์ส โปรแกรมสมาชิกสำหรับโรงแรมในเครือฮิลตัน 17 แบรนด์ แขกผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการเข้าพัก ทั้งในเรื่องยืดหยุ่นการชำระเงินที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนสะสมรวมกับเงินสด ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก รวมถึงบริการฟรีไวไฟ แบบมาตรฐาน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของรีสอร์ท เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ ลูกค้าฮิลตัน ออนเนอร์ส รับคะแนนสะสมเพิ่ม 5,000 คะแนน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ท 3 คืนขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2562 สอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก โดยเยี่ยมชมเว็บไซต์ DoubleTree by Hilton Phuket Banthai Resort หรือโทร 076 340850

By MercedesBenz

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558

By MercedesBenz

เหล่าคุณแม่มักตราตรึงใจกับฉากคฤหาสน์หรือราชวังในละครย้อนยุค และนิยายประวัติศาสตร์ที่เน้นความเว่อร์วังอลังการของสถานที่ในสมัยก่อน มาร่วมสร้างความประทับใจมิรู้ลืมให้คุณแม่ ในวันแม่ที่จะถึงนี้ ด้วยการพาคุณแม่ไปดื่มด่ำกับสไตล์หรูหราแบบย้อนยุค จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปในเมื่อทุกวันนี้มีการนำคฤหาสน์แสนวิเศษมากมายซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลหรือชนชั้นสูง มาปรับปรุงฟื้นฟูซ่อมแซมเต็มรูปแบบเพื่อเปิดให้บริการในรูปแบบธุรกิจที่พัก ในปีพ.ศ. 2562 การหยุดพักสั้น ๆ เป็นหนึ่งในรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมที่สุด (40%* ของผู้เดินทางชาวไทยวางแผนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศไม่กี่วันในปีที่จะมาถึง) และ 43%* ของผู้เดินทางชาวไทยก็ต้องการที่จะเที่ยวเน้นด้านประวัติศาสตร์ นี่เป็นเหตุผลที่ควรรวมเทรนด์ท่องเที่ยวทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกันและใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับวันแม่ ในคฤหาสน์โอ่อ่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต ที่ไม่ได้มีแค่ในละครแต่สามารถเกิดขึ้นจริง และในวันนี้เราคัดเลือก 7 ที่พักเหนือกาลเวลา ให้คุณได้พาคุณแม่ไปใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน พระยาพาลาซโซ่ ประเทศไทย บ้านของพระยา หรือ พระยาพาลาซโซ่ บ้านไทยร่วมสมัยสุดหรูริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ในอดีตเป็นบ้านของคหบดีผู้ร่ำรวยในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 อย่างที่รู้จักกันในนาม “บ้านบางยี่ขัน” ในปัจจุบันได้เปิดให้เข้าพัก เพื่อชื่นชมความงาม และความรุ่มรวยในวัฒนธรรมของช่วงสมัยนั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อสัมผัสบริการเหนือระดับแบบเหล่าชนชั้นสูง และทำตัวตามสบายเหมือนคุณเป็นหนึ่งในตัวละคร ที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางฉากบ้านโบราณในสมัยรัชกาลที่ 5 อันมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ที่ถูกผสานเข้ากับสไตล์วิจิตรแบบไทยอย่างลงตัว ภายนอกตัวบ้านให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางบ้านตากอากาศในยุโรป ส่วนภายในก็ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ย้อนยุค ลองชิมอาหารไทยแบบแท้ ๆ เพื่อเพิ่มความอินให้กับไลฟ์สไตล์แบบขุนนาง หรือจะจิบชาอาฟเตอร์นูนทีแบบชนชั้นสูงชาวยุโรป เพื่อใช้เวลาวันหยุดอย่างสุนทรีย์ด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จอร์จทาวน์ ประเทศมาเลเซีย Cheong Fatt Tze - The Blue Mansion เป็นคฤหาสน์อันโดดเด่นซึ่งได้รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์จทาวน์ ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยส่วนตัวของพ่อค้านามเฉิงฟัตเจ๋อ ตัวคฤหาสน์ออกแบบอิงตามหลักฮวงจุ้ย รวมถึงมีลานภายในแสนสวยสไตล์จีน นอกจากนี้ก็ยังโดดเด่นด้วยภายนอกที่ทาสีน้ำเงินสดและตกแต่งด้วยกระจกสีสไตล์อาร์ตนูโวตลอดทั่วที่พัก ระหว่างเข้าพักคุณสามารถยืมหนังสือจากห้องสมุดของคฤหาสน์ และนั่งชิลในสวนเขตร้อนเพลิดเพลินกับยามบ่าย หรือจะเที่ยวสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งอย่างวัดเก็กลกสี่ ซึ่งเป็นวัดทางพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย นิวพอร์ต สหรัฐอเมริกา ย้อนสู่ช่วงเวลาในอดีตและสัมผัสความสง่างามแห่งยุคเก่าอย่างแท้จริงได้ที่ The Chanler at Cliff Walk ซึ่งเป็นที่พักเพียงแห่งเดียวในบริเวณเส้นทางเดินเลียบหน้าผาอันโด่งดังของนิวพอร์ต ที่พักแห่งนี้เป็นหนึ่งในที่พักซึ่งเก่าแก่ที่สุดในนิวอิงแลนด์ เป็นคฤหาสน์หรูหราซึ่งสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1870 โดยสมาชิกรัฐสภานิวยอร์กนาม จอห์น วินธรอร์ป แชนเลอร์ เพื่อเป็นบ้านพักช่วงฤดูร้อน ตัวอาคารมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วง 140 กว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นยังรอดพ้นจากอัคคีภัยครั้งใหญในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งสร้างความเสียหายหลายส่วนในบริเวณชั้น 3 ทุกวันนี้คฤหาสน์ได้กลายมาเป็นที่พักสุดตระการตาและเปรียบเหมือนสถานที่หลบมาพักผ่อนอย่างเงียบสงบสำหรับผู้เดินทางซึ่งต้องการผ่อนคลาย พลางมองผืนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกส่องประกายระยิบระยับ หรือเดินเล่นในสวนที่ตัดแต่งอย่างดีรอบ ๆ ที่พักสุดงดงามแห่งนี้ กุสโก ประเทศเปรู คฤหาสน์อันเก่าแก่อย่าง Inkaterra La Casona Relais & Chateaux มีทั้งโคมไฟระย้าโบราณ ตกแต่งด้วยหินอ่อนและมีเสาสไตล์บาโรก โดยครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่ฝึกกองทัพชั้นสูงของนักรบอินคา คฤหาสน์หลังใหญ่จากศตวรรษที่ 16 แห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองโบราณกุสโก ซึ่งเป็นประตูสู่ป้อมปราการอินคาสุดตระการตาอย่างมาชูปิกชูอันเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ของโลก หากคุณและคุณแม่เป็นผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ตัวจริ งและการได้นอนหลับในอาคารโบราณที่มีกำแพงโอบล้อมนี้ยังไม่ฟินพอที่จะหยุดความสงสัยหรือจิตวิญญาณรักการผจญภัยที่กำลังเพิ่มขึ้น ก็ขอแนะนำให้ลัดเลาะไปตามถนนหินกรวดที่แคบและลาดชัน เดินขึ้นเนินเขาที่อยู่รอบ ๆ เพื่อชมวิวตระการตาของเทือกเขาแอนดีส รวมถึงภาพพระอาทิตย์ขึ้น (หรือตก) เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองกุสโกที่เต็มไปด้วยแนวหลังคาปูกระเบื้องดินเผา เกาะสเปทเซส ประเทศกรีซ Mare Monte Luxury Suites เป็นคฤหาสถ์หินสไตล์ดั้งเดิมซึ่งแรกเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1762 สำหรับตระกูลชนชั้นสูงซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะสเปทเซสของประเทศกรีซ ทุกวันนี้ได้แปลงโฉมเป็นยูนิตอพาร์ตเมนต์ย่อย ๆ สุดหรูหราที่มีกรุเพดานไม้แบบดั้งเดิมและเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์แบบมีคลาส เกาะขนาดเล็กแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของกรีซ และเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ชนชั้นสูงสไตล์ดั้งเดิมจำนวนมากเช่นเดียวที่พักนี้ อันเป็นบ้านพักโอ่อ่าโดดเด่นซึ่งได้รับอิทธิพลหลัก ๆ มาจากสถาปัตยกรรมเวเนเชียน เกาะสเปทเซสนั้นอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมทางการเดินเรือ เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายหลากวัฒนธรรมที่ชาวเอเธนส์นิยมมาพักผ่อนสุดสัปดาห์ เพราะมีทั้งรถม้า ทางเดินยาวริมทะเล หาดเงียบสงบเป็นส่วนตัว และท่าจอดเรือยอชท์ เรียกได้ว่าทั่วทั้งเกาะมีบรรยากาศของความหรูหราในอดีต กลอสเตอร์เชอร์ สหราชอาณาจักร De Vere Tortworth Court เป็นคฤหาสน์สไตล์โกธิค รายล้อมด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แสนเงียบสงบบริเวณขอบ ๆ ของย่านคอตส์โวลด์ ที่พักนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างภายใต้การพิทักษ์ในสหราชอาณาจักรที่มีความสำคัญระดับ เกรด II* และมีหนึ่งในสวนรุกขชาติที่งดงามที่สุดของเกาะบริเตน ซึ่งมีต้นไม้หายากสายพันธุ์คุ้มครองกว่า 300 ต้นทั่วพื้นที่ 76 ไร่ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินเล่นสบาย ๆ ยามเช้าแบบชนชั้นสูง คฤหาสน์แห่งนี้สร้างขึ้นช่วงค.ศ. 1848-1853 สำหรับตระกูล Ducie โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกใช้เป็นฐานฝึกกองทัพนาวิกโยธิน หากคุณต้องการเพลิดเพลินกับฤดูร้อนของสหราชอาณาจักรอย่างสง่างามที่สุด ก็ขอแนะนำให้นำชุดน้ำชายามบ่ายมานั่งจิบบริเวณลานระเบียง หรือหากอากาศไม่เป็นใจก็เปลี่ยนไปทานอาหารว่างสุดเลิศซึ่งเสิร์ฟในห้องโถงเพดานสูงเกือบ 20 เมตรสุดตระการตา รัวโคลาติ ประเทศฟินแลนด์ Rantalinna Boutique Hotel สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาบริเวณชายฝั่งทะเลสาบไซมา แต่ก่อนเคยเป็นที่ประทับของซาร์ (ตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุด) แห่งรัสเซีย ปัจจุบันปราสาทเก่าแก่แห่งนี้ยังคงรักษาความโอ่อ่าและการตกแต่งแต่เดิมได้อยู่มากโข จึงเป็นโอกาสที่คุณจะได้หวนนึกถึงวันวานอันรุ่งโรจน์ในจักรวรรดิแต่ก่อนของสถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่แห่งนี้ ไม่ว่าจะอิ่มอร่อยกับอาหารเช้ามื้อสบาย ๆ ในห้องทานอาหารสุดทางการ หรืออาศัยช่วงฤดูร้อนในฟินแลนด์ที่มีกลางวันยาวนานกว่าปกติเพื่อทานอาหารค่ำช่วงดึกบริเวณสนามหญ้า อากาศบริสุทธิ์และกิจกรรมกลางแจ้งก็ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลัก ๆ ของการมาพักผ่อนในชนบทตามแบบฉบับราชวงศ์   ข้อมูล: Booking.com

By MercedesBenz

ตึกเอ็มไพร์สเตท (ESB) ขอประกาศเฟสสองของโครงการ Observatory Experience โฉมใหม่ โดยเป็นโครงการมูลค่าสูงถึง 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป พื้นที่ที่เปิดใหม่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวของนครนิวยอร์กที่เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-02.00 น. ตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของตึกที่ได้ชื่อว่าเป็นไอคอนระดับโลกแห่งนี้ พิพิธภัณฑ์ใหม่นี้เป็นห้องแสดงผลงานพื้นที่รวมกัน 10,000 ตารางฟุต เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกท่านได้สัมผัสกับความเป็นมาของตึกเอ็มไพร์สเตท ย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจวบจนถึงทุกวันนี้ ตึกเอ็มไพร์สเตท ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแลนด์มาร์คที่มีผู้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมมากที่สุดของสหรัฐ จากการศึกษาของ Sony Mobile และห้องแสดงผลงานใหม่นี้ พร้อมนำเสนอผลงานจัดแสดงเชิงโต้ตอบอันสมจริง ที่จะเข้ามาเติมเต็มความปรารถนาของนักท่องเที่ยวยุคนี้ในการแบ่งปันประสบการณ์อย่างแท้จริง ขณะที่พวกเขาเหล่านี้มุ่งหน้าเดินขึ้นไปยังหอชมวิวชั้น 86 เพื่อสัมผัสกับทัศนียภาพที่หาไม่ได้จากที่ไหน โครงการเฟสสองนี้นำโดยดีไซเนอร์มากประสบการณ์อย่าง Thinc พร้อมทีมงานอย่าง IDEO, Squint Opera, Beneville Studios, Diversified., Intersection, Kubik Maltbie, Otis Elevator Company และ Tenguerian Model โดยเป็นเฟสต่อเนื่องจากเฟสแรก ซึ่งได้แก่ทางเข้าใหม่ฝั่ง 20 West 34thStreet ที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ห้องแสดงผลงานแห่งใหม่นี้ พร้อมให้การต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านที่ต้องการขึ้นชมวิวอันโด่งดังของตึกเอ็มไพร์สเตทจากใจกลางของมหานครนิวยอร์ก สำหรับผลงานจัดแสดงมีดังนี้ - ภาพถ่ายที่ตั้งช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920: ภาพถ่ายพาโนรามาสีขาวดำ ที่เผยให้เห็นที่ตั้งเดิมของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ขณะที่ตึกเอ็มไพร์สเตทกำลังเริ่มก่อสร้าง นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังมองเห็นท้องถนนมหานครนิวยอร์กในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1920 ที่จัดแสดงอย่างสมจริงด้วย - การก่อสร้าง: ด้วยแรงบันดาลใจจากถ่ายภาพอันโด่งดังของ Lewis Hine พร้อมพาผู้มาเยือนทุกท่านย้อนเวลากลับไปยังอดีต ใต้หมุดโลหะร้อนและคานเหล็กที่แกว่งไปมาอยู่เหนือหัว และเสียงของมหานครนิวยอร์กที่รายล้อมอย่างสมจริง ผู้มาเยือนยังสามารถโต้ตอบกับรูปปั้นคนงานก่อสร้างที่หล่อขึ้นมาเป็นพิเศษในท่าทำงานและทานอาหารกลางวัน - วันเปิดตึก: ถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นของวันเปิดตึก ด้วยภาพเด็กขายหนังสือพิมพ์ที่กำลังประกาศข่าวเปิดตึกเอ็มไพร์สเตทขณะขายหนังสือพิมพ์ บนท้องถนนมหานครนิวยอร์กสมัยคริสต์ทศวรรษ 1930 - สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่: เปิดพื้นที่จัดแสดงสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ในโซน Modern Marvel ที่คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นผู้นำระดับโลกในด้านความยั่งยืน และเป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องการประหยัดพลังงาน - ลิฟต์ Otis: Otis ได้ส่งมอบเทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ความสูงตระหง่านของตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดย Otis ขอเปิดโซนจัดแสดงพิเศษ ที่ไม่ได้มีขึ้นเพื่อโชว์การทำงานของลิฟต์ที่ใช้งานสมัยก่อนเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดในติดตั้งในลิฟต์รุ่นใหม่ด้วย ซึ่งทำหน้าที่รองรับผู้เช่าและผู้มาเยือนหอชมวิวรวมกันปีละกว่า 10 ล้านราย นอกจากนี้ ผู้มาเยือนยังจะได้เดินผ่านพื้นที่จำลองช่องลิฟต์ พร้อมสัมผัสกับความตื่นตาตื่นใจของตัวลิฟต์ที่เคลื่อนไหวให้เห็นใกล้ ๆ - โซน Urban Campus: คงมีผู้มาเยือนตึกเอ็มไพร์สเตทไม่มากนักที่ทราบว่า ด้านในของพื้นที่สูงเกือบ 100 ชั้นที่ตนไม่มีโอกาสเห็นนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทางตึกจึงขอเปิดโซนพิเศษอย่าง Urban Campus เพื่อให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสเห็นพื้นที่ให้เช่าและสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก ๆ ตลอดจนวิวลับที่ต้องทำงานที่นี่เท่านั้นถึงจะมีโอกาสสัมผัส โซนจัดแสดงนี้ชูให้เห็นการทำงานของธุรกิจยุคอินเทอร์เน็ต ที่ผู้มาเยือนมองเห็นได้ผ่านช่องมอง เพื่อให้เห็นการทำงานของสำนักงานไฮเทคเหล่านี้เสมือนเป็นคนใน - อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก: ติดตั้งจอแสดงภาพกว่า 70 ตัว พร้อมดนตรีประกอบที่แต่งขึ้นเพื่อการจัดแสดงนี้ เพื่อชูบทบาทสำคัญของตึกเอ็มไพร์สเตทที่ปรากฏให้เห็นในวัฒนธรรมป๊อปตามทศวรรษต่าง ๆ ไล่มาตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะได้เห็นภาพยนตร์ รายการทีวี โฆษณา การ์ตูน หนังสือการ์ตูน และวิดีโอเกมรวมกันกว่าหลายร้อยรายการ ที่ปรากฎให้เห็นภาพของอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกแห่งนี้ - คิงคอง: ผู้มาเยือนเดินเข้าสำนักงานแห่งหนึ่งจากช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยมีเจ้าคิงคองตัวยักษ์อันโด่งดังสอดนิ้วเกาะกำแพงเพื่อห้อยตัวขณะกำลังหลบเครื่องบินขับไล่ยุคก่อน ซึ่งถ้าผู้มาเยือนคนนั้นกล้าพอก็ไปยืนบนมือคิงคองได้เลย แต่ช้าก่อน! ระวังเจ้าคิงคองแผ่รังสีอำมหิตจนเผ่นไปเสียเลยนะ - เปิดโผคนดัง: ตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับบรรดาคนดังระดับเอลิสต์และผู้มากความสามารถทั่วโลก โดยมีคนดังจากทั่วโลกมากมายที่เคยเยือนหอชมวิวชั้น 86 อันโด่งดังของตึกนี้ ทางตึกจึงขอเปิดพื้นที่จัดแสดงเพื่อเผยให้เห็นภาพและของที่ระลึกพร้อมลายเซ็นจากคนดังบางท่านที่เคยมายังที่แห่งนี้ ทั้งนักกีฬา นักดนตรี และนักแสดง เพื่อให้แขกทุกท่านร่วมชื่นชมตลอดแนวกำแพงขณะมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ ที่จะพาพวกเขาไปยังจุดหมายต่อไป นั่นคือ NYC: Above & Beyond บนชั้น 80 "ทัศนียภาพจากหอชมวิวชั้น 86 นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ตึกเอ็มไพร์สเตทเองก็มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เต็มไปด้วยเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นและโครงการสุดล้ำที่เราพร้อมนำเสนอผ่านพื้นที่จัดแสดงชั้นสอง" คุณแอนโทนี อี มัลกิน ประธานและซีอีโอของเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ กล่าว "เราได้เริ่มโครงการนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ด้วยการย้ายทางเข้าไปยังฝั่ง 34th Street และต่อเนื่องในวันนี้ด้วยการเปิดห้องจัดแสดงบนชั้นสอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนร่วมเรียนรู้และสัมผัสกับความพิเศษ ที่พบได้ในตึกอันเป็นไอคอนของทั้งนครนิวยอร์กและของโลกอย่างตึกเอ็มไพร์สเตทเท่านั้น โดยความเชี่ยวชาญของพันธมิตรผู้ออกแบบของเรานั้น จะทำให้ห้องจัดแสดงใหม่เหล่านี้ให้การต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ติดตามข่าวสารอัปเดทได้ผ่านแฮชแท็ก #ESBReimagined โดยสามารถวางแผนการเยี่ยมชมและซื้อบัตรได้ทาง www.empirestatebuilding.com

By MercedesBenz

ผู้หลงใหลการสังสรรค์ในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ห้ามพลาด! “เเม็กกี้ ชูส์ (Maggie Choo’s)” จะเข้ามาร่ายมนต์เสน่ห์เเห่งยุคเซี่ยงไฮ้ 1930 ที่ “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” (Penthouse Bar+ Grill) ภายในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้ ตั้งเเต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป เเม็กกี้ ชูส์ บาร์เอเชียชื่อดังกับกลิ่นอายของคาบาเร่ใต้ดินแห่งเซี่ยงไฮ้ยุค 1930 จะทยานขึ้นฟ้าสู่เเสงสีเเห่งมหานครครอบครองพื้นที่ชั้น 35 เเห่ง “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) ตั้งเเต่เวลา 20.00 น. – 02.00 น. ในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของมนต์เสน่ห์เเละสีสันเเห่งยุค Shanghai 1930 เเละยุค Roaring’20 เเม็กกี้ ชูส์ จะมาสร้างความบันเทิงให้กับเเขกผู้มีเกียรติของ เพนท์เฮาส์ บาร์ แอนด์ กริล ด้วยโชว์สุดพิเศษจากสาวเซี่ยงไฮ้เเสนสวยของ เเม็กกี้ ชูส์ (Maggie Choo’s Shanghainese girls) พร้อมเพลงเเจ๊สเพราะๆ จากศิลปินเเจ๊สชั้นนำ เเละเครื่องดื่มค็อกเทลผสานกลิ่นอายเเห่งเอเชีย (Asian-inflused signature Cocktails) เอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน ผ่านการรังสรรค์จากมิกโซโลจิสต์​ (Mixologist) มือฉมังของเเม็กกี้ ชูส์ “แอนเดร์สโอลเซ่นต์” เเละ “ก้อง-วรชัย ด้วงคง” ที่จะมาปรุงซิกเนเจอร์ค็อกเทล (Signature Cocktails) 4 เมนูของเเม็กกี้ ชูส์ ได้เเก่ ลามัวร์ เดอร์ช็อคโก (L’Amour De Choco), รัม อิน ที (Rum in Tea), แบล็ค – บลัด (Black-Blood) เเละ เรดอินทาวน์ (Red in Town) ในราคาเพียง 320 บาท++ ให้เเก่เเขกผู้มีเกียรติ ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้ที่ เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์ มาร่วมแบ่งปันความสุขความบันเทิงด้วยกันในค่ำคืนของ แม็กกี้ ชูส์ ที่ เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์ ห้ามพลาด! โชว์สุดแสนประทับใจจากสาวๆ เซี่ยงไฮ้นีสเกิร์ล สัญลักษณ์อันเป็นมนต์เสน่ห์ของเเม็กกี้ ชูส์ ความงามเเห่งยุค1930 ในเวลา 21.00 น. 22.00 น. เเละ 23.00 น. พร้อมดื่มด่ำกับดนตรีเเจ๊สเพราะๆ ตั้งเเต่เวลา 21.00 น.ถึงเที่ยงคืน เเล้วสนุกกันต่อกับเพลงมันส์ๆ จากเหล่าดีเจของ เพนท์เฮาส์ ตั้งเเต่เวลาเที๋ยงคืนเป็นต้นไป   ต้อนรับทุกท่านฟรี โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้างาน ยืนยันการร่วมงานได้ที่ https://www.facebook.com/events/613225359185503/ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถาม : Penthouse Bar + Grill โทร. 02-011-7480. 34th – 36th Floor, Park Hyatt Bangkok, 88 ถนน วิทยุ แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330  

By MercedesBenz

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558

By MercedesBenz

จบลงอย่างงดงามสำหรับค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองเปิดตัวโชว์รูม “Mercedes-AMG Performance Center” ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นแบบเป็นกันเอง จากเหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติ และพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์และไลฟ์สไตล์ ที่ให้เกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก มร.โรลันด์ เซบาสเตียน โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นกล่าวอวยพรเอาฤกษ์เอาชัย พร้อมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับแขกผู้มีเกียรติ งานนี้เล่นเอา “เฮียตง” อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล แอบยิ้มแก้มปริอย่าบอกใครเชียว   ขณะที่ไฮไลท์ของงานในค่ำคืนนี้ อยู่ที่การจัดแสดงยนตรกรรมสุดหรูรุ่นต่างๆ จาก Mercedes-AMG โดยเฉพาะ Mercedes-AMG GTR ที่ตั้งผงาดอย่างโดดเด่นด้วยสีเขียวเฉพาะตัว อยู่บริเวณชั้น 2 ของงาน ซึ่งเปรียบเสมือนพนักงานต้อนรับสุดหรู ด้วยราคาค่าตัว 17.4 ล้านบาท ที่ใครๆ ต่างได้ยลโฉม จะต้องร้อง “ว้าว” และรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงรถยนต์รุ่นต่างๆ อีกมากมาย อาทิ Mercedes-AMG C3 Coupe, CLA 45, GLA 45, GLC 43 Coupe, GLC 63 S Coupe, GT 53 4 Door และ E 53 Coupe เป็นต้น สำหรับโชว์รูมดังกล่าว นับว่าเป็นศูนย์จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-AMG พร้อมให้บริการและศูนย์ซ่อมสีตัวถังประกันภัยอุบัติเหตุแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของโชว์รูม เมอร์เซเดส-เบนซ์ กาญจนาภิเษก บนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ภายใต้งบการลงทุน 20 ล้านบาท โดยถูกเนรมิตให้เป็นดั่งสนามแข่งขัน ด้วยการนำเข้าวัสดุจากประเทศเยอรมนี ภายใต้การควบคุมดูแล ของ DRD (Daimler Real-estate Development) จากประเทศเยอรมนี  

By MercedesBenz

บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดให้บริการห้องรับรองผู้โดยสารแห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารของสายการบินฯ โดยห้องรับรองผู้โดยสารนี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ (ใกล้ประตูทางออกหมายเลข 4) ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 04.30 น. - 22.00 น. ทุกวัน ห้องรับรองผู้โดยสารแห่งใหม่นี้มีพื้นที่รวม 134 ตารางเมตร แบ่งเป็น ห้องรับรองชั้นประหยัด (Boutique Lounge) สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 40 ที่นั่ง และ ห้องรับรองชั้นธุรกิจ (Blue Ribbon Club Lounge) ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 20 ที่นั่ง โดยมีให้บริการของว่าง เครื่องดื่ม นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และสัญญาณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ผู้โดยสารสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bangkokair.com หรือติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โทร.1771 ตลอด 24 ชั่วโมง (ค่าบริการครั้งละ 3 บาทบนโทรศัพท์พื้นฐาน)

By MercedesBenz

บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์  เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือกับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นำเสนอมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยโฉม “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” เรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของแมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนับเป็นเรสซิเดนซ์ระดับหรูของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ลำดับที่ 7 ของโลก นำเสนอนิยามใหม่แห่งโครงการสถาปัตยกรรมที่เลอค่าระดับตำนานซึ่งเพียบพร้อมด้วยมาตรฐานบริการระดับสูงอันเป็นเอกลักษณ์และตำนานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตั้งอยู่บนทำเลทองในพื้นที่ของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม เวิลด์คลาสเดสติเนชั่นแห่งใหม่และความภาคภูมิใจของของชาวไทยที่พร้อมต้อนรับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนทั่วโลกอย่างภาคภูมิ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นำเสนอห้องชุดพักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับจำนวน 146 ยูนิต โดยมีทั้งแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 130 – 230 ตารางเมตร รวมถึงห้องเพนท์เฮาส์และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ขนาด 380 – 710 ตารางเมตร พร้อมลิฟต์ส่วนตัว เพดานห้องโปร่งสบายด้วยความสุงถึง 3.2 เมตร และมอบพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการห้องชุดชั้นนำแห่งอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่หรูหราอย่างแท้จริง นอกจากการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดสุดหรู สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของห้องชุดโครงการคือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก Residences Elite Programme ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งจะได้รับบริการชั้นเลิศจากพนักงานจอดรถในโซนห้องชุดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ล ทั่วโลก และสิทธิ์ลูกค้าระดับวีไอพีเมื่อซื้อสินค้าและรับบริการต่าง ๆ จากร้านค้า   แบรนด์ดังภายในโครงการไอคอนสยาม นายคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ  บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า “บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างสู่เมืองไทย นับแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการนี้ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเรสซิเดนซ์ที่จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ออกสู่สายตาทั่วโลก ทั้งความเป็นเลิศทั้งในแง่สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และงานออกแบบบนมาตรฐานและรายละเอียดขั้นสูงสุด พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟและสถานะแห่งการอยู่อาศัยอันงามสง่าสมศักดิ์ศรีโครงการเรสซิเดนซ์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุดของโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่มีห้องชุดเหลือจำกัดเพียงไม่กี่ยูนิตซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ซื้อที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการลงทุน” “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อันเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของไทย” มร. ริชาร์ด เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป กล่าว “ในฐานะโครงการเรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พร้อมมอบบริการแห่งการอยู่อาศัยที่เหนือชั้นระดับตำนานอันเป็นแบบฉบับของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ล เพื่อสรรค์สร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงแก่เจ้าของห้องชุด โครงการแห่งใหม่ล่าสุดของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นี้ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเรสซิเดนซ์ระดับหรูในเมืองไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน” นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวเสริมว่า “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเปี่ยมเสน่ห์ภายในโครงการไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรัดร์และเป็นศูนย์รวมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ร้านอาหารชั้นเลิศของไทย และร้านค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลกซึ่งผู้มาเยือนสามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายจากหลายเส้นทาง ซึ่งทำให้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่เปี่ยมด้วยความสวยงามและสมศักดิ์ศรีของเมืองไทยในปัจจุบัน” จอยซ์ แวง ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้สร้างนิยามแห่งการพักอาศัยที่หรูหราผ่านการตีความการออกแบบแนวใหม่ผ่านการรังสรรค์พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย การจัดแสง และการเลือกใช้วัสดุที่โดดเด่น ผสานการใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับโครงการแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น และผลิตโดยช่างฝีมือชั้นสูงอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่สวยงามและพิเศษไม่ซ้ำกับโครงการใด สำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร สะท้อนถึงความงดงามและสุนทรีภาพของเอกลักษณ์ในสิ่งก่อสร้างโบราณของไทย ซึ่งผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้พระยาเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ห้องชุดทุกยูนิตสามารถเปิดรับทัศนียภาพอันงดงามของคุ้งน้ำจรดเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ อันยิ่งใหญ่แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมมอบพื้นที่สวนสวยเพื่อการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวกว่า 1,600 ตารางเมตร เพื่อให้การอยู่อาศัยที่ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ คือความสง่างามและสภานะอันภูมิฐานของผู้อยู่อาศัยทุกคน ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา ทำให้โครงการเรสซิเดนซ์มูลค่า 11,000,000,000 บาทแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม ศูนย์รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โปรแกรมความบันเทิงสมัยใหม่ ตลอดจนร้านค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหารชั้นเลิศ และศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงามแบบครบวงจรด้วยมมูลค่าโครงการรวมถึง 54,000,000,000 บาท คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยที่แท้จริง หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์  https://www.moresidencesbangkok.com 

By MercedesBenz

ดีเจแคช มันนี่ (DJ Cash Money) ดีเจผู้เป็นตำนาน กับประสบการณ์การเล่นแผ่นเสียงในระดับบนของนิวยอร์ก มาตั้งแต่ยุคทองของดนตรีฮิปฮอป เเละนับตั้งแต่ปี 2527 ดีเจเเคช มันนี่  ได้เป็นผู้บุกเบิก ศิลปะดนตรีแนวเทิร์นเทเบิลริซึ่ม (Turntablism) ซึ่งใช้การใส่ลูกเล่นกับแผ่นเสียงเพื่อแทนเสียงขับร้อง เเละเป็นแนวดนตรีที่ชื่นชอบของดีเจชั้นนำมากมาย อาทิ ดีเจแจ๊สซี่ เจฟฟ์ กับ เดอะเฟรช ปรินซ์ (DJ Jazzy Jeff and the Fresh Prince), เอ็มซี คูล บรีซ สตีฟ (MC Kool Breeze Steve), เอ็มซี มาร์เวลัส (MC Marvelous) และดีเจแกรนด์ วิซาร์ด ราชีน (DJ Grand Wizard Rasheen) ดีเจแคช มันนี่ เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในโลกของดีเจ เขาเป็นที่รู้จักในวงการเพลงในฐานะ ดีเจ, นักเล่นเพลงเทิร์นเทเบิล รวมถึงนักแต่งเพลง เขาได้ประพันธ์และสร้างดนตรีผสม (remixed) ให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง สนูปดอกก์ (Snoop Dogg), บุสตา รีห์มส์ (Busta Rhymes), พับลิก อีเนมี (Public Enemy), แมนทรอนิกซ์ (Mantronix) และพีเอ็ม ดอว์น (PM Dawn) และเป็นที่รู้จักในฐานะสุดยอดดีเจหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบได้ ในวงการดนตรีแนวเทิร์นเทเบิล ที่คว้ารางวัลชนะเลิศถึงสองครั้งในปีเดียวกัน โดยกวาดเอารางวัลชนะเลิศทั้ง 3 รางวัลมาครอง ได้แก่ The New York Music Seminar DJ Battle ที่ นิวยอร์ก, The DMC American DJ Championships ที่ อเมริกา และ The DMC World DJ Championships ที่ลอนดอน เเละเป็นดีเจคนแรก ที่ถูกจารึกนามไว้ในหอเกียรติยศของดีเจ (Technics DJ Hall of Fame) เตรียมพบกับสุดยอดดีเจชื่อดังระดับโลก ดีเจแคช มันนี่ จะมาสปินเเผ่นให้ฟังกันสดๆ ที่ เชาว์ คาเฟ่ เเอนด์ บาร์ (CHOW Cafe & Bar) แหล่งสังสรรค์แห่งใหม่ย่านทองหล่อ ณ โรงแรมเมโทรโพล กรุงเทพฯ (Metropole Bangkok) ที่จะมอบบรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่น ในสไตล์จีนร่วมสมัย ผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันออกเเละตะวันตก ที่มาพร้อมนิยามเก๋ไก๋ ‘บริสโทรเธ็ค’ (Bristrotheque) ด้วยการตกแต่งสไตล์นิวยอร์คลอฟท์แบบโมเดิร์น ไปสนุกพร้อมกัน ในวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป สนับสนุนความมันส์ระดับโลกโดย เจมสัน (Jameson) และ โค้ด เรด เอเจนซี่ (Code Red Agency) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเเละสำรองที่นั่งล่วงหน้า ได้ที่ https://web.facebook.com/events/1138349019708349/ หรือ โทร. 0 2318 2273

By MercedesBenz

LYN (ลิน) แบรนด์ แอคเซสซอรี่ กระเป๋า และรองเท้า ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันและดีไซน์หลากหลาย ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกลุคของสาวยุคใหม่ ภายใต้เครือบริษัท ยัสปาล จำกัด หลังจากประสบความสำเร็จด้วยการเข้าไปครองใจบรรดาแฟชั่นนิสต้า กับปรากฏการณ์เปิด Concept Store ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เมื่อปี 2018 และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ในปี 2019 นี้ ‘LYN’ ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “DAVIKA FOR LYN” คอลเล็คชั่นแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall / Winter 2019 ที่ได้ดาราสาวไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่’ มาเป็นมิวส์ในการสรรสร้าง และร่วมถ่ายทอดทุกความงดงาม พร้อมเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่รักในการเป็นตัวเอง มีรสนิยมทันสมัย และเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ การกลับมาครั้งนี้ LYN (ลิน) สร้างประสบการณ์แห่งสีสันให้กับแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall / Winter 2019 ด้วยการวาดลวดลาย และถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์อันงดงามผ่านกระเป๋า รองเท้า ที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ตัวตนของหญิงสาวที่ทันสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและพลังแห่งความมั่นใจ เรื่องราวของคอลเลกชันถูกบรรจงเนรมิตลงท่ามกลางตัวแทนหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่’   “สำหรับปีที่ 18 ของ LYN ในปีนี้ต้องบอกเลยว่าเราเติบโตจากการเป็นแบรนด์แฟชั่นแอคเซสซอรี่แถวหน้าของไทย และไปได้ไกลมากยิ่งกว่าปีที่ผ่านมานี้มากค่ะ โดยแบรนด์ LYN ของเราในตอนนี้ นอกจากได้รับการยอมรับและความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศแล้ว เรายังขยายสาขาไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย สามารถนำแบรนด์ขยายไปได้ไกล โดยเรามีช็อป LYN อยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเวียดนาม-กัมพูชา และขยายไปถึงอินเดีย ปีนี้รวมมากกว่า 50 สาขา โดยเรายังไม่หยุดยั้งที่จะขยายการเติบโตทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีกเป็น 80 – 100 สาขาเร็วๆ นี้” คุณสุวิตา สิงห์สัจจเทศ Group Brand Director บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าว คอลเลกชันนี้มีการหยิบยืมเทรนด์รันเวย์ที่กำลังมาแรงและตีความใหม่ ให้มีความจับต้องได้มากขึ้น สื่อให้เห็นฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งเอฟรี่เดย์ลุค ปาร์ตี้ลุค จนถึงออฟฟิศลุค คีย์พีซชิ้นสำคัญมาในโทนสีที่ทั้ง bright และ bold พร้อมด้วยการเล่นกับโลโก้ดีไซน์ใหม่ ที่ดูโมเดิร์นกว่าครั้งไหนๆ อาทิ กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’ ที่บุลายโลโก้แบรนด์ทั่วทั้งใบ รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’ ที่นำโลโก้แบรนด์แนวตั้งมาประดับกับสายรัดด้านหน้า สนีคเกอร์ทรงชังกี้แบบยุค 90 รุ่น ‘Barbados Logo’ ที่สกรีนโลโก้แบรนด์สไตล์สปอร์ตขนาดใหญ่ที่ด้านข้าง ในส่วนของกระเป๋าถือขึ้นรูปทรงคางหมูที่ขาดไม่ได้ทุกซีซั่น พบกับรุ่น ‘Grazzie’ ดีไซน์ที่ให้อารมณ์ ‘urban sophistication’ มาในสีน้ำเงินเนวี่บลูและแดง พร้อมชาร์มกุญแจสีทองที่เป็นกิมมิคสุดโปรดของสาวๆ หลายคน และรุ่น ‘Versa M’ ในโทนสีเบสิคอย่างชมพู ขาว และดำ     กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’     รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’     ‘Grazzie’ อีกหนึ่งจุดเด่นของซีซั่นนี้คือการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ทำให้เกิดไอเท็มที่มีความโดดเด่นสะดุดตาเหมาะกับปาร์ตี้เกิร์ลตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำคริสตัลมาปรับดับเรียงรายบนรองเท้ารุ่นไอคอน ‘Sabella Jewel’, รองเท้ารัดส้นสุดหรูหรา ‘Callasmaria’ และสายคาดประดับคริสตัลบนชังกี้สนีคเกอร์รุ่น ‘Bermudah’ ที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคอลเล็กชันนี้ได้มากที่สุด ไปจนถึงวัสดุที่เล่นกับแสงไฟอย่างส้นสูงสายรัดเมทัลลิกสีเงิน ‘Arabesque’ แพลตฟอร์ม peep-toe รุ่น ‘Soho’ ที่มาในสีโทนแชมเปญ ระยิบระยับด้วยฟินิชแบบกลิตเตอร์/เมทิลลิก     ‘Sabella Jewel’     ‘Callasmaria’     ‘Bermudah’     ‘Arabesque’ พบกับคอลเลกชันแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall-Winter 2019 กระเป๋า รองเท้า และแฟชั่นแอคเซสเซอรี่ชิ้นอื่นๆ จาก DAVIKA FOR LYN ได้แล้ววันนี้ที่ LYN บูทีคทุกสาขา

By MercedesBenz

Ecua - Andino (เอกวา อันดิโน) แบรนด์หมวกลักชัวรี่ทำมือทุกขั้นตอน ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นมาตั้งแต่ปี 1983 เป็นแบรนด์หมวกปานามาอันดับต้นๆ ที่มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,800 แห่งทั่วโลก ทีมงาน Ecua - Andino ได้มีโอกาสร่วมงานแฟชั่นระดับโลก และเป็นแบรนด์แรกที่ผสมผสานศิลปะแบบเอกวาดอร์กับดีไซเนอร์มากฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์หมวกหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่ชื่นชอบของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ล่าสุด “Ecua–Andino” (เอกวา-อันดิโน) แบรนด์หมวกปานามาชื่อดังสัญชาติเอกวาดอร์นี้ ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่น กับ “ห้างเซ็นทรัล” ออกแบบคอลเลกชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อห้างเซ็นทรัลโดยฉพาะ เปิดตัวคอลเลกชั่นล่าสุดภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Breeze” (ไทย บรีซ) โดยคีย์หลักของคอลเลกชั่น ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นไทย ผ่านเทคนิคต่างๆ บนหมวกแต่ละใบ ซึ่งครีเอทลูกเล่นรูปแบบใหม่ ขบถจากความจำเจเดิมๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอคลาสสิกของแบรนด์ที่ดูโก้ สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-ชาแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหันมาแต่งตัวมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกที่จะได้มิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าในแบบที่ชอบ จนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เสื้อผ้า แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อเสริมลุคสวยเท่ได้คงหนีไม่พ้นเครื่องประดับต่างๆ อย่างแว่นตา สร้อยคอ แหวน หรือหมวกหลากหลายทรง โดยเฉพาะหมวกปานามา ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยฟังก์ชั่นในการใช้งาน ที่สามารถสวมได้แทบทุกโอกาส และรูปทรงที่คลาสสิก จึงเป็นที่นิยมในหมู่แฟชั่นนิสต้าทุกเพศทุกวัย และเพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายของคนรักแฟชั่น ห้างเซ็นทรัลจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกปานามา เอกวา-อันดิโน (Ecua–Andino) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสามารถลอง หรือเลือกแบบที่ชอบได้จากสินค้าจริง ในราคาสมเหตุผล และในการเป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้นนี้ ห้างเซ็นทรัลภูมิใจที่ได้แบรนด์ เอกวา-อันดิโน สร้างสรรค์คอลเลกชั่นหมวกปานามาสุดพิเศษสำหรับห้างเซ็นทรัล ในชื่อ ‘Thai Breeze’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านจะชื่นชอบ”  ด้าน มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) CEO แบรนด์ เอกวา อันดิโน กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ เอกวา อันดิโน ที่ได้ร่วมงานกับห้างเซ็นทรัล นับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา และในครั้งนี้เมื่อได้รับเชิญให้ออกแบบคอลเลกชั่นสำหรับห้างเซ็นทรัลโดยเฉพาะ จึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงทันที ความท้าทายในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เหมาะกับห้างเซ็นทรัล และต้องสื่อถึงความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ไม่หวือหวาเกินไป และยังคงไว้ด้วยความคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเป็นที่มาของคอลเลกชั่น “Thai Breeze” โดยหยิบความประทับใจในวัฒนธรรมของไทย ภาษาไทย และรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่พบได้ทุกที่ทั่วไทย เสมือนสายลมที่พัดผ่านรอบตัว" จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ คือการใส่ความเป็นไทยคัลเจอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยที่สนุกกับการแต่งตัว กล้าโชว์ความเป็นตัวเอง แต่ยังอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงาม โดยใช้เทคนิคการเย็บขลิบขอบปีกหมวกดูขี้เล่น หรือการใช้สีเอิร์ธโทนของริบบิ้นที่ดูสุขุมลุ่มลึก หรือการใช้ริบบิ้นที่ยาวกว่าปกติสำหรับคนขี้เบื่อ ให้สามารถสร้างสรรค์การผูกริบบิ้นได้อย่างอิสระ และการเพ้นท์ลายมวลดอกไม้สีสันสดใส ล้วนเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างปฎิเสธไม่ได้” อเลฮานโดร กล่าวต่อว่า “ด้วยรูปทรงคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถผสมผสานได้กับทุกลุคทุกสไตล์ และที่สำคัญเราคัดสรรวัสดุคุณภาพเยี่ยมจากต้นปาล์มโทคิยา ในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นปาล์มที่มีคุณสมบัติให้เส้นใยอ่อนนุม แต่มีความทนทานสูง เมื่อนำมาสานด้วยมือจึงมีความละเอียดประณีตสวยงาม สะท้อนความเป็นต้นกำเนิดหมวกปานามา ที่มาจากประเทศเอกวาดอร์ได้อย่างลึกซึ้ง”   ห้างเซ็นทรัลขอเชิญเหล่าหมวกปานามาเลิฟเวอร์ ร่วมชมคอลเล็กชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Thai Breeze” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, บางนา, ปิ่นเกล้า, เฟสติวัลสมุย, ภูเก็ต, ป่าตอง และเซน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStrore

By MercedesBenz

บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์  เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือกับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นำเสนอมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยโฉม “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” เรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของแมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนับเป็นเรสซิเดนซ์ระดับหรูของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ลำดับที่ 7 ของโลก นำเสนอนิยามใหม่แห่งโครงการสถาปัตยกรรมที่เลอค่าระดับตำนานซึ่งเพียบพร้อมด้วยมาตรฐานบริการระดับสูงอันเป็นเอกลักษณ์และตำนานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตั้งอยู่บนทำเลทองในพื้นที่ของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม เวิลด์คลาสเดสติเนชั่นแห่งใหม่และความภาคภูมิใจของของชาวไทยที่พร้อมต้อนรับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนทั่วโลกอย่างภาคภูมิ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นำเสนอห้องชุดพักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับจำนวน 146 ยูนิต โดยมีทั้งแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 130 – 230 ตารางเมตร รวมถึงห้องเพนท์เฮาส์และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ขนาด 380 – 710 ตารางเมตร พร้อมลิฟต์ส่วนตัว เพดานห้องโปร่งสบายด้วยความสุงถึง 3.2 เมตร และมอบพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการห้องชุดชั้นนำแห่งอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่หรูหราอย่างแท้จริง นอกจากการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดสุดหรู สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของห้องชุดโครงการคือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก Residences Elite Programme ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งจะได้รับบริการชั้นเลิศจากพนักงานจอดรถในโซนห้องชุดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ล ทั่วโลก และสิทธิ์ลูกค้าระดับวีไอพีเมื่อซื้อสินค้าและรับบริการต่าง ๆ จากร้านค้า   แบรนด์ดังภายในโครงการไอคอนสยาม นายคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ  บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า “บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างสู่เมืองไทย นับแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการนี้ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเรสซิเดนซ์ที่จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ออกสู่สายตาทั่วโลก ทั้งความเป็นเลิศทั้งในแง่สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และงานออกแบบบนมาตรฐานและรายละเอียดขั้นสูงสุด พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟและสถานะแห่งการอยู่อาศัยอันงามสง่าสมศักดิ์ศรีโครงการเรสซิเดนซ์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุดของโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่มีห้องชุดเหลือจำกัดเพียงไม่กี่ยูนิตซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ซื้อที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการลงทุน” “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อันเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของไทย” มร. ริชาร์ด เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป กล่าว “ในฐานะโครงการเรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พร้อมมอบบริการแห่งการอยู่อาศัยที่เหนือชั้นระดับตำนานอันเป็นแบบฉบับของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ล เพื่อสรรค์สร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงแก่เจ้าของห้องชุด โครงการแห่งใหม่ล่าสุดของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นี้ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเรสซิเดนซ์ระดับหรูในเมืองไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน” นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวเสริมว่า “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเปี่ยมเสน่ห์ภายในโครงการไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรัดร์และเป็นศูนย์รวมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ร้านอาหารชั้นเลิศของไทย และร้านค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลกซึ่งผู้มาเยือนสามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายจากหลายเส้นทาง ซึ่งทำให้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่เปี่ยมด้วยความสวยงามและสมศักดิ์ศรีของเมืองไทยในปัจจุบัน” จอยซ์ แวง ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้สร้างนิยามแห่งการพักอาศัยที่หรูหราผ่านการตีความการออกแบบแนวใหม่ผ่านการรังสรรค์พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย การจัดแสง และการเลือกใช้วัสดุที่โดดเด่น ผสานการใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับโครงการแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น และผลิตโดยช่างฝีมือชั้นสูงอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่สวยงามและพิเศษไม่ซ้ำกับโครงการใด สำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร สะท้อนถึงความงดงามและสุนทรีภาพของเอกลักษณ์ในสิ่งก่อสร้างโบราณของไทย ซึ่งผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้พระยาเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ห้องชุดทุกยูนิตสามารถเปิดรับทัศนียภาพอันงดงามของคุ้งน้ำจรดเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ อันยิ่งใหญ่แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมมอบพื้นที่สวนสวยเพื่อการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวกว่า 1,600 ตารางเมตร เพื่อให้การอยู่อาศัยที่ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ คือความสง่างามและสภานะอันภูมิฐานของผู้อยู่อาศัยทุกคน ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา ทำให้โครงการเรสซิเดนซ์มูลค่า 11,000,000,000 บาทแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม ศูนย์รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โปรแกรมความบันเทิงสมัยใหม่ ตลอดจนร้านค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหารชั้นเลิศ และศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงามแบบครบวงจรด้วยมมูลค่าโครงการรวมถึง 54,000,000,000 บาท คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยที่แท้จริง หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์  https://www.moresidencesbangkok.com 

By MercedesBenz

ดีเจแคช มันนี่ (DJ Cash Money) ดีเจผู้เป็นตำนาน กับประสบการณ์การเล่นแผ่นเสียงในระดับบนของนิวยอร์ก มาตั้งแต่ยุคทองของดนตรีฮิปฮอป เเละนับตั้งแต่ปี 2527 ดีเจเเคช มันนี่  ได้เป็นผู้บุกเบิก ศิลปะดนตรีแนวเทิร์นเทเบิลริซึ่ม (Turntablism) ซึ่งใช้การใส่ลูกเล่นกับแผ่นเสียงเพื่อแทนเสียงขับร้อง เเละเป็นแนวดนตรีที่ชื่นชอบของดีเจชั้นนำมากมาย อาทิ ดีเจแจ๊สซี่ เจฟฟ์ กับ เดอะเฟรช ปรินซ์ (DJ Jazzy Jeff and the Fresh Prince), เอ็มซี คูล บรีซ สตีฟ (MC Kool Breeze Steve), เอ็มซี มาร์เวลัส (MC Marvelous) และดีเจแกรนด์ วิซาร์ด ราชีน (DJ Grand Wizard Rasheen) ดีเจแคช มันนี่ เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในโลกของดีเจ เขาเป็นที่รู้จักในวงการเพลงในฐานะ ดีเจ, นักเล่นเพลงเทิร์นเทเบิล รวมถึงนักแต่งเพลง เขาได้ประพันธ์และสร้างดนตรีผสม (remixed) ให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง สนูปดอกก์ (Snoop Dogg), บุสตา รีห์มส์ (Busta Rhymes), พับลิก อีเนมี (Public Enemy), แมนทรอนิกซ์ (Mantronix) และพีเอ็ม ดอว์น (PM Dawn) และเป็นที่รู้จักในฐานะสุดยอดดีเจหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบได้ ในวงการดนตรีแนวเทิร์นเทเบิล ที่คว้ารางวัลชนะเลิศถึงสองครั้งในปีเดียวกัน โดยกวาดเอารางวัลชนะเลิศทั้ง 3 รางวัลมาครอง ได้แก่ The New York Music Seminar DJ Battle ที่ นิวยอร์ก, The DMC American DJ Championships ที่ อเมริกา และ The DMC World DJ Championships ที่ลอนดอน เเละเป็นดีเจคนแรก ที่ถูกจารึกนามไว้ในหอเกียรติยศของดีเจ (Technics DJ Hall of Fame) เตรียมพบกับสุดยอดดีเจชื่อดังระดับโลก ดีเจแคช มันนี่ จะมาสปินเเผ่นให้ฟังกันสดๆ ที่ เชาว์ คาเฟ่ เเอนด์ บาร์ (CHOW Cafe & Bar) แหล่งสังสรรค์แห่งใหม่ย่านทองหล่อ ณ โรงแรมเมโทรโพล กรุงเทพฯ (Metropole Bangkok) ที่จะมอบบรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่น ในสไตล์จีนร่วมสมัย ผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันออกเเละตะวันตก ที่มาพร้อมนิยามเก๋ไก๋ ‘บริสโทรเธ็ค’ (Bristrotheque) ด้วยการตกแต่งสไตล์นิวยอร์คลอฟท์แบบโมเดิร์น ไปสนุกพร้อมกัน ในวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป สนับสนุนความมันส์ระดับโลกโดย เจมสัน (Jameson) และ โค้ด เรด เอเจนซี่ (Code Red Agency) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเเละสำรองที่นั่งล่วงหน้า ได้ที่ https://web.facebook.com/events/1138349019708349/ หรือ โทร. 0 2318 2273

By MercedesBenz

นอร์วูด ยัง (Norwood Young) ศิลปินเพลงอาร์แอนด์บีโซล ผู้ชนะรางวัลเเผ่นบันทึกเสียงอเมริกัน (Award-Winning American Recording Artist ) และผู้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ( Grammy Award Nominee) ที่วันนี้เลือกปักหมุดชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย   เชื่อแน่ว่าใครที่เป็นเจนเนอร์เรชั่น X เกิดในยุค 70 และ 80 ต้องคุ้นเคยกับศิลปินเพลงสัญชาติอเมริกัน "นอร์วูด ยัง" เป็นแน่ ในเวลานั้นเป็นยุคทองของศิลปินเพลงผิวสีที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือชายหนุ่มผิวสีผู้ที่มีดีกรึรางวัลระดับโลก การันตีความสามารถทางดนตรีคนนี้ นอร์วูด ยัง ฉายแววพรสวรรค์ทางด้านดนตรีและการแสดง ตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 6 ขวบ เขาได้สั่งสมประสบการณ์การร้องเพลงตั้งแต่ยังเด็ก ในการเป็นส่วนหนึ่งของนักร้องประสานเสียงที่โบสถ์ และพัฒนาการร้องเพลงจนสามารถรับงานร้องเพลงในงานแต่งงาน และไนท์คลับ เส้นทางดนตรีของเขาเป็นที่น่าจับตามอง จนได้รับเชิญไปปรากฏตัวในสถานีโทรทัศน์ช่องข่าวของรัฐฟิลาเดลเฟีย ในรายการ City Lights เป็นครั้งแรก จากนั้นเขาก็ได้รับการทาบทามจากสังกัดเพลงชื่อดัง และทำสัญญาเพื่อบันทึกเสียงออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในชีวิต กับค่ายเพลง เอ็มซีเอ เรคอร์ทส์ (MCA Records/Magnolia Sound) ที่มีชื่อเสียงในอเมริกาเป็นอย่างมากในปี ค.ศ.1987 (พ.ศ. 2530) ด้วยวัย 17 ปีของเขา กับอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า “ไอ คานท ์ เล็ท ยู โก” (I can’t Let You Go) จนสามารถดันให้ 2 เพลงในอัลบั้ม “Should Have Been Us Together” และ “Feels So Good” ทะยานขึ้นติดอันดับเพลงฮิตติดชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษ เขากลายเป็นศิลปินเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน เป็นที่รู้จักและมีแฟนเพลงไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป เปรู ที่เขาได้ไปทัวร์คอนเสิร์ต https://www.youtube.com/watch?v=e5lZZOp9tYw หลายปีถัดมา เขาย้ายไปพำนักที่นิวยอร์ก และได้ร่วมงานกับค่ายเพลง อีเอ็มไอ เรคอร์ท (EMI Records) ที่เชื้อเชิญเขาร่วม วง Pieces of a Dream ในฐานะนักร้องนำ แนวเพลงผสมผสานระหว่างเพลงแจ๊สในตำนาน กับแนวเพลงริทึมแอนด์บลูส์ (R&B) พวกเขาร่วมกันทำอัลบั้มเพลงชื่อชุด “เบาท ์ แดท ไทม”์ (Bout Dat Time) ที่ทำให้ นอร์วูด ยัง ได้รับรางวัลอัลบั้มทองคำ จากเพลงยอดนิยม “วอท แคน ไอ ดู" (What Can I Do?) ต่อมา นอร์วูด ยัง ได้ร่วมบันทึกเพลง “ยังแมน โอลเดอร์ วูแมน” (Young Man, Older Woman) กับ เมลลี่ แจ๊คสัน (Mille Jackson) ศิลปินผู้เข้าชิงรางวัลเเกรมมี่ และได้ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบในการเดินสายทางดนตรี ที่ใช้ชื่อเพลงไปเป็นชื่อการเดินสายครั้งนั้น   นอร์วูด ยัง โลดแล่นเข้าสู่วงการละครเพลงบรอดเวย์ ตามความหลงใหลที่เขามีต่อการแสดง ซึ่งเขาได้รับบทนำใน "เจมส์ ธันเดอร์ เออร์ลี่ บรอดเวย์" (James Thunder Early Broadway) ในละครเพลงเรื่อง “ดรีมเกิร์ลส์” และเขายังคงเดินหน้าทำหน้าที่นักเเสดงของเขาต่อไป ด้วยบทบาทของ "โพนี่ เทล พรีเชอร์" (Pony-tails Preacher) ในละครเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเรื่อง "มัมมา ไอวอนท์ ทู ซิง" ภาคสอง (Momma I want to Sing, Part 2) เเละ “ดอนท์ เก็ท ก็อด สตาร์ทิด” (Don’t Get God Started) จนกระทั่ง ในปี 2558 เพลงยอดนิยมอัลบั้มเดี่ยวของ นอร์วูด ยัง ที่ชื่อ "ไอ เฟล อินเลิฟ วิธ ยู เฟิร์สท ์" (I Fell In Love with you first) ได้ถูกนำเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเเกรมมี่ https://www.youtube.com/watch?v=IlvnsQPW0W8 "เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางมาเมืองไทย และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ผมได้เดินทางไปทำแสดงที่ประเทศมาเลเซีย กัมพูชา ฮ่องกง และสิงคโปร์ เลยไม่ค่อยได้อยู่ที่เมืองไทยเท่าไรนัก"   นี่คือประโยคแรกที่ "นอร์วูด ยัง" ได้กล่าวกับ Mercedes Magazine เราได้รับเกียรติพูดคุยเป็นการส่วนตัว และมีโอกาสใกล้ชิดศิลปินชื่อดังระดับโลก พร้อมเข้าชมการแสดงสดแบบเอ็กคลูซีฟ ไลฟ์โชว์ของ "นอร์วูด ยัง" (Norwood Young) ในค่ำคืนสุดพิเศษของ "เเม็กกี้ ชูส์" ที่ "เดอะ เพนท์เฮาส์" กรุงเทพฯ นั่นคือความพิเศษ และเซอร์ไพร์ส ที่ได้รู้ว่าต่อจากนี้แฟนเพลงชาวไทย จะได้มีโอกาสติดตามฟังเพลงและชมการแสดงของเขาได้โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงต่างแดน เเม็กกี้ ชูส์ บาร์เอเชียชื่อดังผสานกลิ่นอายของคาบาเร่ชั้นใต้ดินย่านสีลม เจ้าภาพผู้เนรมิตให้เกิดค่ำคืนเอ็กคลูซีฟปาร์ตี้ ได้ทะยานขึ้นฟ้าสู่เเสงสีเเห่งมหานครครอบครองพื้นที่ชั้น 35 เเห่ง “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) ช่างเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ มนต์เสน่ห์เเละสีสันเเห่งยุค Shanghai 1930 เเละยุค Roaring’20 รับกับบทเพลงแจ๊สผสานอาร์แอนด์บีโซล ที่ นอร์วูด ยัง เลือกมาทำการแสดง สะกดเหล่านักฟังเพลงให้เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงร้องอันทรงพลังสไตล์ (Black Voice) ทุกสายตาจับจ้องไปกับลีลาอันสนุกสนาน และเครื่องแต่งกายที่ดูพิเศษ ส่งให้ นอร์วูด มีเสน่ห์เซ็กซี่ขยี้ใจแบบสุดๆ เขาได้พาทุกคนเข้าสู่ภวังค์แห่งแจ๊ส พาพวกเราย้อนกลับไปสู่ยุค 80 ผ่านบทเพลงเพราะอันเป็นอมตะ สมกับความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ระดับโลก   ช่วงเบรคพักการแสดง นอร์วูดให้ความเป็นกันเอง นั่งพูดคุยกับ Mercedes Magazine ถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ในการเลือกเมืองไทยเป็นจุดหมายของชีวิต "หากพูดถึงกรุงเทพฯ ที่นี่เป็นเมืองที่คนชอบแนวเพลง Black Music เยอะนะครับ เดิมทีผมแพลนจะไปอยู่ฮ่องกง ตามคำแนะนำของเพื่อน แต่แล้วค้นพบมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ว่ามีผู้คนที่น่ารัก เป็นมิตร และค่าครองชีพไม่สูง แต่อีกสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คนไทยชื่นชอบและหลงรักในเสียงเพลง และพวกเขามีวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตที่งดงาม ในทุกวันศุกร์ เสาร์ สุดสัปดาห์ ผมจะทำการแสดงที่ Maggie Choo's ด้วยการขับกล่อมบทเพลงให้ผู้รักในเสียงเพลงได้เพลิดเพลิน ผ่อนคลายไปกับช่วงเวลาแห่งพักผ่อนของพวกเขา หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ จริงๆ ผมตั้งใจไว้ว่า อยากเปิด Soul Food Soul Music Club ที่นี่ เพราะเท่าที่ผมสังเกตุ กรุงเทพมีร้านอาหารจีน อาหารไทย แต่ยังไม่มีร้านอาหารอเมริกัน ที่เป็นแนว Soul Food แบบรสชาติต้นตำรับขนานแท้ และมี Soul Music ดีๆ ชิคๆ ในสถานที่เดียวกัน นั่นถือเป็นความฝันของผม"   คุณเลือกปักหลักบั้นปลายชีวิต ที่ประเทศไทย?  "อย่างที่คุณทราบ ปัจจุบันนี้ที่ประเทศอเมริกา สถานการณ์ทางการเมืองเข้มข้นและกดดันมาก มันเลยทำให้ผมมองหาสถานที่หรือประเทศที่มีความสวยงาม และวัฒนธรรมที่สามารถพาผมออกจากภวังค์ของห้วงอารมณ์เดิมๆ ได้ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ชื่อของประเทศไทย ขึ้นมาเป็นอันดับแรกที่ผมนึกถึงทันที เพราะที่ผ่านมา ผมได้ยินได้ฟัง ถึงเรื่องราวประเทศเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความงดงามของแถบเอเชียอันน่าหลงไหล และอีกสิ่งที่มีความพิเศษมากๆคือ อาหารไทยรสชาติเป็นเอกลักษณ์และจัดจ้าน นี่เป็นเหตุผลหลักๆ เลย ที่ผมตัดสินใจเลือกพำนักอยู่ประเทศไทย เพราะผมรักอาหารไทยมาก"   คุณมีสไตล์การแต่งตัวที่พิเศษ "ในค่ำคืนที่ผู้คนต่างมีจุดมุ่งหมาย เลือกมาสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอยากผ่อนคลาย พร้อมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตัวโปรด เครื่องประดับที่พวกเขาเลือกอย่างบรรจง ส่งประกายความงามให้ความรู้สึกที่พิเศษ เพื่อมาฟังดนตรี นี่คือรสนิยม ดวงไฟจากสปอร์ตไลท์ และแสงไฟระยิบระยับอันเต็มไปด้วยสีสันแห่งไนท์ไลฟ์ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ชนแก้วเครื่องดื่มพร้อมเสียง Cheers สัญญาณแห่งความครึกครื้นสนุกสนาน ช่วงเวลาแห่งปาร์ตี้ และเสียงเพลงกำลังจะเริ่มขึ้น แน่นอนว่าผมรับหน้าที่ขับร้อง นั่นถือเป็นหน้าที่สำคัญ ถ้าเปรียบว่านี่คือเรือที่เรากำลังจะล่องไปด้วยกัน ผมรับหน้าที่กัปตันคุมบังเหียนเรือก็คงไม่แปลก ดังนั้นผมจึงตั้งใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียด ในทุกมิติของการแสดงบนเวที ผมเลือกสวมชุดของ Louis Vuitton เพราะผมคือ "ศิลปินร้องนำ" หน้าที่คือทำให้ผู้คนเพลินเพลิน เอ็นจอย มีความสุข ดังนั้นผมต้องนำเสนอความสวยงามผ่านเสียงเพลงที่มาจากตัวผม และความงดงามผ่านเท็กเจอร์บนเสื้อผ้าอันประณีต และเครื่องประดับที่ระยิบระยับอยู่บนเรือนร่าง เมื่อผมยืนอยู่บนเวที ผมจะให้เกียรติผู้ชมที่เสียเงินตั้งใจเข้ามาชมการแสดง และวัฒนธรรมการฟังเพลงของผู้คนสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปด้วย พวกเขาไม่ได้ชื่นชอบแค่เสียงร้องเพียงเท่านั้น หลายๆ คนหลงรักในสไตล์และแฟชั่นเครื่องแต่งกายของนักร้อง บางทีผมอาจจะเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดคนที่รักเสียงเพลง ให้ได้ซึมซับแฟชั่นไปในเวลาเดียวกัน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวก็เป็นได้ หรือผมอาจจะทำให้คนที่เป็นเหล่าแฟชั่นนิสต้าตัวยง ให้หยุดมองมาที่ผม จากเครื่องแต่งกายที่ผมเลือกมาอย่างบรรจง แล้วฟังเสียงร้องของผมก็ได้เช่นกัน ในโลกของดนตรีหรือโลกของแฟชั่น มันคือศิลปะที่งดงามที่ผสมผสานไปด้วยกัน มันอาจแตกต่างแค่เพียงตัวสะกด แต่มันใช้จิตวิญญาณของศิลปะแขนงเดียวกัน ถ้าคุณได้สัมผัสแล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะตกหลุมรัก จนยากที่จะถอนตัว ถ้าคุณจะเห็นอย่างศิลปินเพลง ลูเธอร์ แวนดรอส (Luther Vandross) หรือ ไดอาน่า รอสส์ (Diana Ross) ผมก็อยากเป็นอย่างนั้น เวลาที่เขาทำการแสดงบนเวที เครื่องแต่งกายของเขาจะเปล่งประกายเจิดจรัส ยามกระทบแสงไฟ แสงแฟลชตลอดการแสดง และเมื่อคุณต้องร้องเพลง Sexy Music อย่างเพลง "A House Is Not A Home" คงไม่ใช่ชุดยีนส์ เสื้อแจ๊คเก็ต ผมคงต้องแอบกระซิบเบาๆ ว่า มันช่างดูไม่สนุกเอาเสียเลย ลองเปลี่ยนเป็นหยิบชุดโปรดตัวแซ่บออกมาใส่ แล้วสาดลีลาสีสันบนเวที พร้อมร่ายเวทมนต์ สะกดทุกสายตาไว้ที่คุณ ลองดู!" แฟนเพลงสามารถติดตามคุณได้ที่ไหน  "ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเพลงสไตล์แจ๊ส และ อาร์แอนด์บีโซล และถ้าคุณเป็นแฟนเพลงของ ลูเธอร์ แวนดรอส (Luther Vandross), สตีวี วันเดอร์ (Stevie Wonder), ไลโอเนล ริชชี (Lionel Richie) และ เท็ดดี้ เพนเดอร์กราส (Teddy Pendergrass) คุณต้องไม่พลาดบทเพลงเหล่านั้น และติดตามผมได้ที่ "แม็กกี้ ชูส์" ผมจะมาขับกล่อมบทเพลงพาคุณสู่โลกของอาร์แอนด์บีโซล ซึ่งผมทำการแสดงทุกคืนวันศุกร์เเละวันเสาร์ ตั้งเเต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป หากใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศบาร์ผสานกลิ่นอายของคาบาเร่ ชั้นใต้ดินย่านสีลมที่ผมทำการแสดงแห่งนี้แล้วล่ะก็ ผมขอเชิญทุกคนนะครับ เรามารู้จักกันให้มากขึ้น เพราะผมรอที่จะเป็นเพื่อนกับคุณ  หรือสามารถติดตามข่าวคราวผมผ่านทางเฟสบุ๊กเพจ Maggie Choo’s หรือโซเชี่ยลมีเดียส่วนตัวของผม ที่ เฟสบุ๊ค Norwood Young, Twitter @justnorwood และ อินสตาแกรม @justnorwood ครับ  

Become A Journalista